นายกคนที่ 32

“นายกฯ อนุทิน” ขอบคุณ “อ.บวรศักดิ์” ร่วมรัฐบาล

เปิดเผยสไตล์ “นายกฯ อนุทิน” โพสต์ภาพขณะพูดคุย “อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” พร้อมขอบคุณ ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 18.19 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ขอบพระคุณอาจารย์บวรศักดิ์ ที่กรุณาตอบรับมาร่วมคณะรัฐมนตรีของผมครับ #เปิดเผย #โปร่งใส #ตรงไปตรงมา” พร้อมโพสต์ภาพขณะพูดคุยกับ อ.บวรศักดิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลัง นายอนุทิน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็เดินหน้าฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และมีพรรคร่วมรัฐบาลรวม 146 เสียง เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ภายใต้ข้อตกลงกับพรรคประชาชนในการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน

นายอนุทิน เปิดตัวผู้ที่จะมาร่วมงานกับ ครม.อนุทิน 1 หลายคน เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีที่เป็นโควตาคนนอกในกระทรวงเศรษฐกิจ และ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เป็นโควตาคนนอกอีกคนที่นายอนุทิน เข้าทาบทามเพื่อมาร่วม ครม. ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย (อ่าน : เปิดประวัติ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รบ.อนุทิน)

“นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี

หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว การดึงบุคคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมทีมถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลในด้านกฎหมาย

การได้ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาร่วมงานในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ถือเป็นข่าวดีสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากอาจารย์บวรศักดิ์เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านกฎหมายอย่างสูง การเข้ามาช่วยงานของท่าน น่าจะช่วยให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

อนาคตของรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯ อนุทิน”

แน่นอนว่าการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยย่อมมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถของ “นายกฯ อนุทิน” และทีมงาน รวมถึงการได้บุคคลากรมากความสามารถอย่าง อ.บวรศักดิ์ มาร่วมทีม ทำให้หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถบริหารประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไปได้

การที่ “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังประชาชนว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาล

นอกจากนี้ การที่ “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี ยังแสดงให้เห็นถึงความเคารพและความชื่นชมที่นายกรัฐมนตรีมีต่ออาจารย์บวรศักดิ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ร่วมงาน และจะนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพต่อไป

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อน การมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่าง อ.บวรศักดิ์ เข้ามาช่วยงานรัฐบาล จะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

การตัดสินใจของ อ.บวรศักดิ์ ที่จะเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาล “นายกฯ อนุทิน” ถือเป็นการเสียสละอย่างยิ่ง เพราะท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง การที่ท่านตัดสินใจเข้ามาช่วยงานรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความปรารถนาดีต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การเมืองไทยในยุคปัจจุบันต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการบริหารจัดการ และมีความจริงใจต่อประชาชน “นายกฯ อนุทิน” และทีมงานของท่านจะต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพวกเขามีคุณสมบัติเหล่านี้ และสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การจัดตั้งรัฐบาลเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานที่แท้จริง รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การทำงานอย่างหนักและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จ

การที่ “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี เป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างรัฐบาลที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ เราหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น และนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี

ประวัติ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่ รมว.พาณิชย์

เปิดประวัติ “แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใน ครม.อนุทิน 1 เจ้าตัวตอบรับการทาบทาม สาวเก่งที่ทั้งตำแหน่งและผลงานเพียบ

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ยังมีการขยับปรับเปลี่ยนกันอยู่ แม้นายอนุทิน จะให้สัมภาษณ์ว่าโผ ครม. เสร็จแล้วกว่า 99%

ล่าสุดโผ ครม.อนุทิน 1 มีชื่อของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ถูกทาบทามมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในโควตาคนนอก ซึ่งนางศุภจี ยอมรับว่าถูกทาบทามจริง และได้ตอบรับการทาบทามนี้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าที่กระทรวงพาณิชย์ มีรายงานว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวลาข้าราชการในกระทรวงแล้ว

ประวัติ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชื่อเล่น แต๋ม กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา ระดับปริญญาตรีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาการเงินและการบัญชีต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป สหรัฐอเมริกา

คุณวุฒิการศึกษาและการอบรม

  • ปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน และการบัญชีต่างประเทศ มหาวิทยาลัย Northrop มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาตรีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • Director Certification Program รุ่น 89/2007
  • Advanced Audit Committee Program รุ่น 23/2016 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง รุ่น 16/2556 สถาบันวิทยาการตลาดทุน
  • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม ระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่น 19 วิทยาลัยการยุติธรรม
  • หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์ เพื่อสังคม” (นมธ.) รุ่น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ทำงานของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์

นางศุภจี เคยทำงานที่ไอบีเอ็ม (IBM) มานานกว่า 20 ปี และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทในประเทศไทย ต่อมาเป็นผู้จัดการทั่วไปของแผนกบริการเทคโนโลยีระดับโลกของไอบีเอ็มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยคม ในปี 2554

ต่อมาในปี 2559 ได้รับแต่งตั้งเป็นซีอีโอของดุสิต อินเตอร์เนชันแนล ต่อจากท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย และชนินทธ์ โทนะวานิก และยังเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกสิกรไทยด้วย นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งอีกมากมาย คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์หลากหลาย

2567 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต เอสเตท

2565 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. บองชู / บ. พอร์ต รอยัล / BAKEIP Limited/ Baujour International Co Limited

2565 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. บองชูร์ เบเกอรี่ เอเชีย

2565 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. สวนลุม พร็อพเพอร์ตี้

2564 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. เดอะ คุ๊กกิ้ง แคปิตอล แบงคอก

2564 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. เดอะ ฟู้ดเอ็ดดูเคชั่น แบงคอก

2563 – ปัจจุบัน กรรมการการลงทุน บมจ. ดุสิตธานี

2562 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต เรียล ฟู้ดส์

2562 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท

2562 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. เอ็บเพอคิวร์ เคเทอริ่ง

2561 – ปัจจุบัน กรรมการ Dusit Fudu Hotel Management (Shanghai) Co., Ltd.

2561 – ปัจจุบัน กรรมการ LVM Holdings Pte Ltd.

2561 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต กาสโทร

2561 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต ฟู้ดส์

2560 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. อาศัย โฮลดิ้งส์

2560 – ปัจจุบัน กรรมการ D&J Co., Ltd.

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ / กรรมการบริหาร บ. วิมานสุริยา

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต แมนเนจเม้นท์

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต ไชน่า แคปปิตอล

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ DMS Property Investment Pvt. Ltd.

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ Dusit Overseas Co., Ltd. / Dusit Thani Philippines, Inc.

2559 – ปัจจุบัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม / กรรมการบริหาร บมจ. ดุสิตธานี

2558 – ปัจจุบัน กรรมการ บมจ. ดุสิต ไทยพร็อพเพอร์ตี้ส์

2558 – ปัจจุบัน กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยาลัยดุสิตธานี

2558 – ปัจจุบัน กรรมการ บมจ. ดุสิตธานี

2567 – ปัจจุบัน กรรมการตรวจสอบ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง

2564 – ปัจจุบัน กรรมการอิสระ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง

2565 – ปัจจุบัน กรรมการกลั่นกรองสินเชื่อและการลงทุน บมจ. ธนาคารกสิกรไทย

2563 – ปัจจุบัน กรรมการทรัพยากรบุคคลและกำหนดอัตราค่าตอบแทน บมจ. ธนาคารกสิกรไทย

2561 – ปัจจุบัน กรรมการกำกับความเสี่ยง บมจ. ธนาคารกสิกรไทย

2558 – 2567 กรรมการอิสระ / กรรมการตรวจสอบ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย

2568 – ปัจจุบัน Member The Hong Kong Polytechnic University

2567 – ปัจจุบัน กรรมการ Thammasat Global Advisory Board มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2567 – ปัจจุบัน กรรมการ มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์

2563 – ปัจจุบัน กรรมการ ในคณะกรรมการที่ปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2563 – ปัจจุบัน อนุกรรมการ คณะอนุกรรมการด้านการสร้างและพัฒนาบัณฑิต

2563 – ปัจจุบัน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

2562 – ปัจจุบัน กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

2557 – ปัจจุบัน กรรมการอำนวยการ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

2563 – 2567 ประธานคณะอนุกรรมการเรื่อง Digital Literacy คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

2563 – 2567 กรรมการ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

2561 – 2563 กรรมการ บมจ. เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์

2559 – 2566 Member of the International Advisory Board Ecole Hôtelière de Lausanne

2559 – 2562 กรรมการ บ. พระราม 4 เดเวลอปเม้นท์

2559 – 2562 กรรมการ บ. สวนลุม พร็อพเพอร์ตี้

2559 – 2565 กรรมการ บ. เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต

2559 – 2565 กรรมการ Dusit Hospitality Education Philippines Inc.

2558 – 2567 กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เชื่อมั่นว่าเธอจะสามารถนำพาภาคการค้าของไทยให้เติบโตและก้าวหน้าต่อไปได้

ที่มา – ประวัติ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เซอร์ไพรส์มีชื่อนั่ง รมว.พาณิชย์ ใน ครม.อนุทิน 1

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

“อลงกรณ์” ลั่น ประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มสูบ ลุยปราบคอร์รัปชันเข้มข้น ชี้จุดตาย “รัฐบาลอนุทิน” คดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง ดัก “นายกฯ หนู” จนถึง รมต. อย่าแทรกแซงคดีเด็ดขาด

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบรัฐบาลภายใต้ระบบรัฐสภาอย่างเต็มที่ โดยจะร่วมมือและทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ จะเดินหน้าตรวจสอบปราบปรามการคอร์รัปชันเข้มข้นตามนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในคำถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินหน้าอย่างไร นายอลงกรณ์ มองว่า รัฐบาลใหม่มีเสียง สส.รัฐบาลไม่ถึงกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพมากที่สุด วันใดที่พรรคประชาชนไม่สนับสนุนก็ไปไม่รอด นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออกหรือยุบสภา โดยเฉพาะจุดเสี่ยงจุดตายของรัฐบาลคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับพรรคแกนนำรัฐบาล จึงขอฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าอย่าเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าวเด็ดขาด ทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีคนอื่นๆ

ส่วนประเด็นการยื่นถอดถอนนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดย สส.พรรคเพื่อไทยนั้น นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตนไม่มีความเห็นและไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

ทางด้านประเด็นกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุจะขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น นายอลงกรณ์ เผยว่า เร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ ขณะนี้ยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ น่าจะหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และรัฐบาลทำงานไประยะหนึ่งก่อน.

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเด็นสำคัญที่พรรค ปชป. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ปชป.จับตา “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยจะร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งอาจเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ เนื่องจากต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านในการผลักดันนโยบายต่างๆ หากพรรคฝ่ายค้านไม่ให้ความร่วมมือ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาได้

ประเด็นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเตือนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ระมัดระวังในการเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใสในการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับการยื่นถอดถอนนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ โดยเห็นว่าควรให้รัฐบาลได้มีโอกาสทำงานและแสดงผลงานก่อนที่จะมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ ควรมีการหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและได้ทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อให้มีข้อมูลและเหตุผลที่เพียงพอในการตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของ “รัฐบาลอนุทิน”

การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

การดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – ปชป. พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด

ความชัดเจนเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมมาแล้ว! “ธรรมนัส” นั่งรองนายกฯ ควบเกษตรฯ, “นฤมล” ดูแลศึกษาฯ, “อรรถกร” คุมท่องเที่ยวฯ, และ “อัครา” ดูแลพัฒนาสังคมฯ ส่วน “ไผ่-สัมพันธ์” อดเพราะคุณสมบัติไม่ผ่าน ทำให้ “นเรศ-อามินทร์” ได้นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน ขณะที่ “องอาจ” เตรียมเป็น รมช.ศึกษา

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว 100% แล้ว โดยพรรคได้รับจัดสรร 4 รัฐมนตรีว่าการ และ 3 รัฐมนตรีช่วย ซึ่งประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอัครา พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย เดิมทีมีชื่อของนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค ที่ถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ เช่นเดียวกับนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส แต่เนื่องจากติดเงื่อนไขด้านคุณสมบัติ ทำให้พรรคเสนอชื่อนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เข้ามาแทนนายไผ่ ขณะที่นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส ซึ่งเป็นน้องชายนายสัมพันธ์ จะมาดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ แทนพี่ชาย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโควต้ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พรรคกล้าธรรมได้วางตัวนายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด

จากความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลภายในพรรคกล้าธรรม เพื่อให้การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมการเปลี่ยนแปลงในพรรคกล้าธรรมจึงน่าสนใจ?

  • การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้นั่งควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่พรรคมีต่อความสามารถในการบริหารจัดการด้านการเกษตรของท่าน
  • การที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ในการปฏิรูปการศึกษาไทย
  • การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง

อนาคตของพรรคกล้าธรรมกับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี

การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการเข้ามาบริหารประเทศ การตัดสินใจและความรับผิดชอบของรัฐมนตรีแต่ละท่าน จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของพรรคในการนำเสนอนโยบายและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด อาจจะทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในหมู่ประชาชน แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามและให้กำลังใจรัฐมนตรีทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

การที่พรรคกล้าธรรมสามารถเคลียร์ปัญหาเรื่อง กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพและความมุ่งมั่นของพรรคในการเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาฯ อย่างไรบ้าง ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

อนาคตของการเมืองไทย ยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามอีกมากมาย การเปลี่ยนแปลงในพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงพลวัตทางการเมืองที่ยังคงดำเนินต่อไป หวังว่าการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – กล้าธรรม ปิดจ๊อบเก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ต้องดึง “นเรศ-อามินทร์” นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน

โผ ครม.อนุทิน: ภูมิใจไทยชี้ เป็นไปตามข่าว

โผ ครม. อนุทิน ยังไม่นิ่ง แกนนำพรรคภูมิใจไทยบอก เป็นไปตามข่าว ขณะที่คนการเมืองยังแห่ส่งดอกไม้ แสดงความยินดีนายกฯ คนที่ 32

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย ตลอดช่วงบ่ายวันนี้ ยังมีการนำแจกันดอกไม้และช่อดอกไม้ส่งมาเพื่อแสดงความยินดี กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาทิ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ที่ส่งแจกันดอกไม้พร้อมการ์ดระบุข้อความขอแสดงความยินดี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 รวมถึงนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดี

ขณะที่นายอนุทิน ยังเก็บตัวเงียบ ไม่ได้เดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทย โดยมีรายงานว่า จะกำลังจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้ลงตัว เพราะยังมีบางตำแหน่งที่จะต้องขยับ

ทั้งนี้เวลา 16:15 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และนายทรงศักดิ์ ทองศรี 2 แกนนำของพรรคภูมิใจไทยได้เดินทางออกจากพรรค ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ขณะนี้รายชื่อคณะรัฐมนตรียังไม่นิ่งใช่หรือไม่ ซึ่งนายทรงศักดิ์ ระบุเพียงว่า ก็เป็นไปตามข่าว ส่วนนายพิพัฒน์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ ก่อนจะขึ้นรถกลับออกไป

โผ ครม. อนุทิน: ความเคลื่อนไหวล่าสุด

สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีกระแสข่าวและการคาดการณ์ต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความชัดเจนสุดท้ายยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ

พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลที่สำคัญ กำลังได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างมาก

แกนนำภูมิใจไทยกล่าวถึง โผ ครม. อนุทิน อย่างไร?

ล่าสุด แกนนำของพรรคภูมิใจไทยได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าของการจัดทำโผ ครม. อนุทิน โดยระบุว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏในข่าวเป็นไปตามนั้น ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในโผ ครม. อนุทิน

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังคงเก็บตัวเงียบและไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดความสงสัยและความไม่แน่นอนในแวดวงการเมืองมากยิ่งขึ้น

การที่นายอนุทินยังคงเก็บตัวเงียบ อาจเป็นเพราะกำลังพิจารณาและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรืออาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ความชัดเจนในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี และการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางและนโยบายของรัฐบาลในอนาคตอันใกล้นี้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของเราได้

ถึงแม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลและโผ ครม. อนุทิน จะเป็นเรื่องของการเมือง แต่ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ดังนั้น เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศ

ที่มา – แกนนำภูมิใจไทย ชี้ โผ ครม. อนุทิน เป็นไปตามข่าว นายกฯ ยังเก็บตัวเงียบเร่งจัดสรรให้ลงตัว

“สรวงศ์” ลั่น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ!

“สรวงศ์” ชี้ หากอยากนั่งรัฐมนตรี “ศักดิ์ดา” ต้องลาออกจาก สส. มอง คนไม่มีใจ ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งไว้ ลั่น พรรคเพื่อไทยพร้อม หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวที่พรรคเพื่อไทย ถึงกรณี นายวัน อยู่บำรุง กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ ออกจากพรรค ว่า พรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการจริยธรรม ที่จะต้องมีการชงเรื่องให้คณะกรรมการบริหาร ส่วนตัวมองว่าท่านใดที่ไม่มีใจอยู่กับพรรคแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรั้งไว้ แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรค

ส่วนกรณีของ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะต้องขอมติคณะกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า ใช่ ถ้าตัวท่านจะนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เพราะเป็น สส.เขต ในส่วนนี้ต้องพิจารณากันต่อไป ส่วนภาพรวมโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมานั้น ทุกคนมีประสบการณ์ ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ และเป็นกำลังใจให้

ในประเด็นที่ นายอนุทิน ประกาศว่าอาจจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง ซึ่งจะทำให้ไม่ใช่คนกลางในการมาดู ทำให้มีข้อกังวลเรื่องการถูกแทรกแซง โดยเฉพาะเรื่องคดีเขากระโดง และคดีฮั้วเลือก สว. หรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า ประชาชนจับตาอยู่ เคยให้ข้อคิดตั้งแต่อยู่ในสภาฯ แล้ว เมื่อมาถึงจุดนี้ ถ้าหากนายอนุทิน จะดำรงตำแหน่งด้วยตัวเอง น่าจะต้องระมัดระวังในการกระทำต่างๆ และประชาชนก็ให้ความสนใจอยู่ ซึ่งต้องจับตาดู

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีหลังมีการโปรดเกล้าฯ หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เดี๋ยวต้องรอดู การจะร้องหรือยื่นอะไรไม่ทำพร่ำเพื่อ ยืนยันจะทำให้ดีที่สุดแต่ก็ต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้สรุป เมื่อถามอีกว่าจะเตรียมการเลือกตั้งเลยหรือไม่ นายสรวงศ์ เผยว่า จริงๆ ก็พร้อมอยู่เสมอ นักการเมืองเป็น สส. ก็ต้องพร้อมลงพื้นที่อยู่แล้ว ต้องรอดูว่าหัวหน้าพรรคจะว่าอย่างไร แต่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

ขณะที่คำถามถึงแนวทางในการร่วมงานกับพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน สามารถทำงานด้วยได้หรือไม่ นายสรวงศ์ บอกว่า จริงๆ แล้วต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดทำด้วยความรอบคอบก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ตนมั่นใจว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ในการตรวจสอบรัฐบาล พรรคอื่นจะว่าอย่างไรตนไม่ก้าวล่วง แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยทำเต็มที่.

“สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนแรงล่าสุด “สรวงศ์” ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ยังคงพร้อมที่จะสู้ต่อไป รวมถึงกรณีของนายศักดิ์ดาที่ต้องลาออกจาก สส. หากต้องการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดในแต่ละประเด็นกัน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ: สัญญาณแห่งความมุ่งมั่น

นายสรวงศ์ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่จะสู้ต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม การที่หัวหน้าพรรคแสดงความมุ่งมั่นเช่นนี้ ย่อมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคเป็นอย่างมาก

การประกาศว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ มีความหมายมากกว่าแค่คำพูด แต่เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะนำพาพรรคก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ และเดินหน้าต่อไปเพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเมืองในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน

“ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีข่าวว่าจะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี นายสรวงศ์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า หากนายศักดิ์ดาต้องการนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เนื่องจากเป็น สส.เขต ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายของพรรคเพื่อไทย การที่นายสรวงศ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยจะยึดมั่นในหลักการและไม่ยอมให้มีการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้กล่าวถึงภาพรวมของโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมา โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ พร้อมทั้งให้กำลังใจในการทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกพรรคเพื่อไทย

  • การตัดสินใจของนายศักดิ์ดาจะเป็นอย่างไร?
  • พรรคเพื่อไทยจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอย่างไร?
  • ประชาชนคาดหวังอะไรจากรัฐบาลใหม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและรอคอยคำตอบ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

โดยรวมแล้ว การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสรวงศ์ในครั้งนี้เป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองและแนวทางการดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยได้มากยิ่งขึ้น การที่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง อย่าลืมติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้เข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศเรา

ที่มา – “สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะ 4 รมต. สาธารณสุข-แรงงาน

“สันติ” เผย มติ กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต. ส่ง “นายกฯ อนุทิน” คอนเฟิร์มได้ รมว.สาธารณสุข-รมว.แรงงาน กับ 2 รมช. อารมณ์ดีนั่ง 4 เดือน เพื่อต่อยอด 4 ปี

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอมติส่งรายชื่อรัฐมนตรี ในโควตา 4 เก้าอี้ 2 รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมแต่อย่างใด แต่มอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค เป็นประธานการประชุมแทน

ทั้งนี้ นายสันติ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ตนมาเป็นประธานการประชุมแทน ซึ่งตนไม่ทราบถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ไม่เดินทางมาประชุมในวันนี้ เมื่อถามว่าที่ประชุมจะเคาะรายชื่อรัฐมนตรีในส่วนพรรคพลังประชารัฐเลยหรือไม่ รวมไปถึงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ที่นิ่งแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ยิ้มก่อนกล่าวว่า ขอคุยกันก่อนแล้วเดี๋ยวจะลงมา

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ประกาศไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลเป็นเพราะน้อยใจอะไรหรือไม่ นายสันติ ระบุว่า ตนยังไม่เห็น ส่วนคำถามว่า พล.อ.ประวิตร จะวางมือทางการเมืองใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่หรอก ผู้สื่อข่าวถามต่อ สัดส่วนของ รมว.กลาโหม ยังเป็นของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ตนไม่รู้ ต้องพูดคุยกันก่อน ซึ่งในช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวได้ถามกระเซ้าว่า แต่ตำแหน่งของนายสันตินิ่งแล้วใช่หรือไม่ในส่วนของ รมว.สาธารณสุข นายสันติ ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนขึ้นห้องประชุม

ต่อมาภายหลังการประชุม นายสันติ แถลงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคพลังประชารัฐ 4 ตำแหน่ง คือ 2 รมว. 2 รมช. โดย 2 รมว. ที่ได้รับแจ้งมาคือ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ส่วน รมช. 2 ตำแหน่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติมอบให้ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะมอบให้บุคลากรของพรรคที่เป็น สส. หรือผู้ที่มีความเหมาะสมเข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐ

ทางด้านคำถามว่าจากโผ ครม.อนุทิน 1 ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐได้ 2 รมว. คือ รมว.สาธารณสุข และรมว.แรงงาน เคาะแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ย้ำว่า ที่ประชุมมอบให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้ดูว่าใครเหมาะสมและให้ดำเนินการตามนั้น ส่วนจะมีการควบรองนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนจะต้องส่งรายชื่อในวันนี้หรือไม่ หัวหน้าพรรคกำลังเร่งพิจารณา โดยกำลังจะไปคุยกับหัวหน้าพรรคเพื่อให้อนุมัติรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

ในส่วนของกระทรวงกลาโหมยังเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่อยากจะพูดถึง เพราะเป็นกระทรวงความมั่นคง เป็นกระทรวงที่ขณะนี้บ้านเมืองกำลังต้องการศักยภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลคงจะพิจารณา เมื่อถามย้ำว่าเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่ว่าจะส่งใคร นายสันติ กล่าวว่า ไม่รู้ๆๆ จากนั้นผู้สื่อข่าวถามแทรกขึ้นว่า พูดคำว่าไม่รู้เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร นายสันติ ตอบว่า เราไม่รู้จริงๆ ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ มาเป็นผู้ดู เราจะไปพูดแทนเขามันก็คงจะลำบาก

สำหรับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า เขาแจ้งมาแล้ว ส่วน รมช.อีก 2 ตำแหน่ง อยู่ที่หัวหน้าพรรค ซึ่งคงต้องคุยกัน เพราะ ครม. ถ้าเป็นหลายพรรคมาเป็นรัฐบาล ใครจะกำหนดมันก็ทับซ้อนกันเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลชุดนี้มีแค่ 146 เสียง ตำแหน่งเหลือเยอะ ไม่น่ามีปัญหา นายสันติ ตอบว่า หัวใจทุกคนก็เป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น ใครๆ ก็อยากจะทำให้พรรคตัวเองมีพลัง ส่วนคำถามย้ำว่าเป็นพลัง 4 เดือน เพื่อจะไปต่ออีก 4 ปีข้างหน้าใช่หรือไม่ นายสันติ ไม่ตอบแต่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี.

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคพลังประชารัฐได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงาน การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรคในอนาคตอันใกล้

ความสำคัญของการตัดสินใจเรื่อง รมต.สาธารณสุข-แรงงาน

การตัดสินใจเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม การเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลผสมในภาพรวมอีกด้วย การที่พรรคพลังประชารัฐสามารถจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีได้อย่างลงตัวและเป็นที่ยอมรับ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามัคคีภายในรัฐบาลได้

สำหรับประชาชน การตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน นี้มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาโดยตรง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การที่พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ การพิจารณาและตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่พรรคพลังประชารัฐมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่พรรคมีต่อผู้นำของตน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการที่ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงให้เห็นมาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจมีความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงต้องพิจารณาถึงบริบทและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ล้วนมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การแสดงความคิดเห็น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ที่เหมาะสม

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรคและประเทศในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น การพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมและการเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่งจะช่วยให้พรรคสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – มติ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

เพื่อไทยแก้คำร้องสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ใหม่

“วันนอร์” เผย พรรคเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” พ้นสมาชิกภาพ สส. กลับไปแก้ไขใหม่ อ้างแก้เนื้อหา-รายชื่อ ส่วนจะส่งมาใหม่วันไหนเป็นเรื่องของเพื่อไทย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่รัฐสภา ถึงกรณี สส.พรรคเพื่อไทย เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พ้นสมาชิกภาพ สส. กรณีการทำข้อตกลง MOA ที่เข้าข่ายครอบงำการตั้งรัฐบาล ว่า พรรคเพื่อไทยได้ยื่นหนังสือดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 5 กันยายนแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบรายชื่อ และดูเนื้อหาเพื่อให้ประธานสภาฯ พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เดิมหากทุกอย่างเรียบร้อยจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 8 กันยายน

แต่ทั้งนี้ ได้รับการประสานงานจาก นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) วันนี้ ว่า จะขอรับเรื่องคืนเพื่อแก้ไขเรื่องรายชื่อและเนื้อหาใหม่ ซึ่งถือเป็นสิทธิ เพราะยังไม่ส่ง โดยคาดว่าจะมารับหนังสือในวันที่ 9 กันยายน

เมื่อถามว่าจากการตรวจสอบเนื้อหาเบื้องต้นสามารถจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการได้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบว่า สภาฯ ไม่สามารถวิเคราะห์เนื้อหาได้ ได้แต่ตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อว่าส่งได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญหากรายชื่อครบ ทุกอย่างเรียบร้อย เป็นหน้าที่ประธานสภาฯ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่ศาลจะวินิจฉัยอย่างไรเป็นอำนาจของศาล และหลังรับเรื่องกลับไปแล้วพรรคเพื่อไทยจะส่งกลับมาใหม่เมื่อใด เป็นเรื่องพรรคเพื่อไทย.

เพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยที่ตัดสินใจดึงคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กลับไปแก้ไขใหม่ สร้างความสนใจและข้อสงสัยในวงกว้างถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้

ตามที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แถลง พรรคเพื่อไทยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 กันยายน โดยมีเป้าหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายอนุทินและนายณัฐพงษ์ ขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เนื่องจากการทำข้อตกลง MOA ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายครอบงำการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คำร้องจะถูกส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ประสานงานขอรับเรื่องคืนเพื่อทำการแก้ไข โดยให้เหตุผลว่าต้องการปรับปรุงเนื้อหาและรายชื่อที่เกี่ยวข้อง

ทำไมเพื่อไทยต้องดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่?

สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยต้องดึงคำร้องกลับไปแก้ไขนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีการคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลหรือข้อกฎหมายที่อาจทำให้คำร้องไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเนื้อหาและรายชื่อจึงเป็นความพยายามที่จะทำให้คำร้องมีความรัดกุมและมีโอกาสได้รับการพิจารณามากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจดำเนินการนี้หลังจากที่ได้ยื่นคำร้องไปแล้ว ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ามีความผิดพลาดหรือข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนตั้งแต่แรก การแก้ไขคำร้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้คำร้องถูกตีตกด้วยเหตุผลทางเทคนิค

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ จะมีการปรับปรุงเนื้อหาในส่วนใดบ้าง และเมื่อใดจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการดึงคำร้องเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการดำเนินงานทางการเมือง แม้ว่าการแก้ไขคำร้องอาจทำให้กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติของนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ล่าช้าออกไป แต่ก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของกระบวนการทางกฎหมาย

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง การที่พรรคเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความท้าทายและความไม่แน่นอนในการดำเนินงานทางการเมือง

การแก้ไขคำร้องครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความต้องการที่จะให้กระบวนการทางกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม แม้ว่าอาจต้องใช้เวลามากขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจคุ้มค่ากว่าหากคำร้องมีความสมบูรณ์และมีน้ำหนักเพียงพอที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยต้องดึงคำร้องกลับไปแก้ไข ก็อาจถูกมองว่าเป็นการเสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น การวางแผนและการเตรียมข้อมูลอย่างรอบคอบตั้งแต่แรกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และเพื่อให้การดำเนินงานทางการเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคอย แต่การที่พรรคเพื่อไทยได้แสดงความตั้งใจที่จะแก้ไขคำร้องให้สมบูรณ์ที่สุด ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย

ที่มา – เพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่

วัน อยู่บำรุง จี้เพื่อไทยขับ “เฉลิม” พ้นพรรค

“วัน อยู่บำรุง” จี้ เพื่อไทยรีบขับพ่อพ้นพรรค บอกรออยู่ สวนปมไม่ลาออกเอง หลายคนเลือกเพื่อไทยเพราะมี “ร.ต.อ.เฉลิม” เผย แอบยุในใจให้โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายวัน อยู่บำรุง กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวที่พรรคพลังประชารัฐ ถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โหวตสวนมติพรรค โดยการลงมติให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าพ่อจะลาออกจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ขับพ่อตนออก รอให้พรรคเพื่อไทยขับอยู่ ส่วนตัวเดาใจพ่อไม่ถูก อาจจะลาออกเองหรือรอให้พรรคขับออก แต่เมื่อพ่อโหวตสวนมติพรรค พรรคเพื่อไทยก็ควรจะขับออก หลายคนอาจจะบอกว่าทำไมไม่ลาออกเองเลย พ่อได้เป็น สส. เพราะพรรคเพื่อไทย แต่ทำไมไม่คิดว่ามีหลายคนเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่ในพรรค

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้คุยถึงอนาคตทางการเมืองแล้วหรือยัง นายวัน ตอบว่ายังไม่ได้คุย เมื่อถามอีกว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนพรรคใช่หรือไม่ นายวัน หัวเราะก่อนกล่าวว่า ก็สถานการณ์เป็นอย่างนี้แล้ว รอดูกันต่อไป ในประเด็นคำถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้บอกหรือไม่ว่าทำไมถึงโหวต นายอนุทิน โดย นายวัน ระบุว่า “บ้านเมืองต้องเดินหน้าต่อ ผมแอบยุคุณพ่ออยู่ในใจว่าให้โหวตให้พี่หนู อนุทิน แต่พ่อบอกว่าเดี๋ยวพ่อตัดสินใจเอง สุดท้ายก็อย่างที่เห็น”

“วัน อยู่บำรุง” จี้เพื่อไทยขับ “เฉลิม” พ้นพรรค

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายวัน อยู่บำรุง ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยพิจารณาขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรค สืบเนื่องจากการโหวตสวนมติพรรคในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขัดต่อมติของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน

การออกมาเคลื่อนไหวของนายวัน อยู่บำรุงครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นการออกมาแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับพรรคต้นสังกัดของบิดาตนเอง และยังเป็นการกดดันให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในพรรค

ทำไม “วัน อยู่บำรุง” ถึงจี้เพื่อไทยขับ “เฉลิม” พ้นพรรค?

เหตุผลสำคัญที่นายวัน อยู่บำรุง ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยขับ ร.ต.อ.เฉลิม พ้นพรรค น่าจะมาจากความเชื่อมั่นว่าการกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม ได้สร้างความเสียหายให้กับพรรคเพื่อไทย และเป็นการไม่เคารพต่อมติของพรรค นอกจากนี้ นายวัน ยังกล่าวว่ามีหลายคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยเพราะมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่ในพรรค ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนพรรค

  • การโหวตสวนมติพรรค: การที่ ร.ต.อ.เฉลิม โหวตสวนมติพรรค ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค
  • ความขัดแย้งภายในพรรค: การออกมาเรียกร้องของนายวัน อาจสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับบทบาทและอนาคตของ ร.ต.อ.เฉลิม
  • แรงกดดันจากภายนอก: การเคลื่อนไหวของนายวัน อาจเป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอกที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยจัดการกับ ร.ต.อ.เฉลิม

สถานการณ์นี้ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และต้องรอดูว่าพรรคเพื่อไทยจะมีการตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับอนาคตของ ร.ต.อ.เฉลิม ในพรรคต่อไป

การออกมาเรียกร้องของนายวัน อยู่บำรุง ให้พรรคเพื่อไทยขับ ร.ต.อ.เฉลิม พ้นพรรค เป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมือง การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม และพรรคเพื่อไทยเองอย่างแน่นอน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความพลิกผันและการเปลี่ยนแปลง ผู้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “วัน อยู่บำรุง” จี้เพื่อไทยขับ “เฉลิม” พ้นพรรค เผยแอบยุพ่อในใจให้โหวต “อนุทิน”

Scroll to top