นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 32

อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ

อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 เผยนิสัยวัยเด็ก เป็นคนขี้เล่น กินง่าย ไม่ก้าวร้าว พร้อมอวยพรให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และดูแลประเทศชาติอย่างดีที่สุด

วันที่ 6 กันยายน 2568 เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 12 ตำบลสะพุง อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อพบกับ นางเพ็ง อ้อมชมพู อายุ 65 ปี และ นางเล่ง นิสัย อายุ 61 ปี ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน ทั้งสองเคยทำงานเป็นพี่เลี้ยงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ในช่วงที่ยังเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หรือเมื่อราว 30 ปีก่อน โดยทั้งสองต่างรู้สึกดีใจอย่างยิ่งเมื่อทราบข่าวว่านายอนุทินได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมหยิบอัลบั้มรูปถ่ายย้อนอดีตขึ้นมาดูด้วยความปลื้มใจ

นางเพ็ง อ้อมชมพู เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2520 ขณะอายุ 18 ปี ตนได้เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ทราบว่า คุณนาย หรือคุณแม่ของนายอนุทิน ต้องการคนดูแลลูก ๆ และช่วยงานบ้าน ตนจึงไปพร้อมกับ นางเล่ง นิสัย เพื่อทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กทั้งสามคนในบ้าน เด็กคนโตคือ นายอนุทิน มีชื่อเล่นว่า “หนูหนู” น้องชายคนรองชื่อ นายมาศถวิน หรือ “น้องน้อง” และน้องสาวคนเล็กชื่อ นางสาวอนิลรัตน์ หรือ “หนุ่ยนุ้ย” ทั้งสามพี่น้องมีนิสัยเรียบร้อย น่ารัก และไม่เคยแสดงท่าทีถือตัวหรือลำเอียงกับตน ทั้งที่ตนเป็นเพียงคนงานในบ้าน 

ตนเคยดูแลอยู่ถึง 13 ปี แม้ปัจจุบันจะกลับมาอยู่ภูมิลำเนาที่ศรีสะเกษแล้ว แต่ก็ยังคงรู้สึกผูกพันและห่วงใยเสมอ ในช่วงที่ดูแลนายอนุทินอยู่ชั้น ป.3 อายุประมาณ 9 ขวบ มีนิสัยขี้เล่น ไม่ดื้อ เลี้ยงง่าย สุภาพ ไม่ก้าวร้าว และชอบรับประทานอาหารง่าย ๆ เช่น ไข่เจียว ไข่ดาว เป็นต้น เขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่น้อง หยอกล้อเล่นกันอย่างอบอุ่น ตนมักอยู่เป็นเพื่อนยามค่ำคืน โดยเฉพาะเวลาที่เขารอพ่อแม่กลับบ้าน จนกว่าจะมั่นใจว่าทุกคนกลับมาแล้วจึงค่อยพักผ่อน

เมื่อถึงปี พ.ศ. 2533 ตนตัดสินใจลาออกกลับมาดูแลมารดาที่บ้านเกิด เพราะไม่มีใครช่วยทำนาและทำเกษตร เนื่องจากญาติพี่น้องอยู่ไกลที่กรุงเทพฯ แม้จะได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อของนายอนุทิน และถูกขอร้องให้อยู่ต่อด้วยความผูกพันที่ยาวนาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับบ้านด้วยความจำเป็น

ล่าสุด เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ตนมีโอกาสได้พบกับ คุณอนิลรัตน์ หรือน้องหนุ่ยนุ้ย ซึ่งได้แวะมาเยี่ยมที่บ้าน และเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่สวนทุเรียน “ไร่สร้างฝัน” ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังปัญหาเกี่ยวกับไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน ในครั้งนั้น ตนได้พบกับนายอนุทินอีกครั้งหลังจากไม่ได้พบกันมานานกว่า 30 ปี รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก 

ขณะเดียวกันก็เกรงว่าเขาจะจำตนไม่ได้ แต่ปรากฏว่า นายอนุทินจำตนได้ทันที พร้อมกล่าวอย่างตื้นตันว่า “วันนี้ได้พบกับพี่เลี้ยงของผม ไม่ได้เจอกันมากว่า 30 ปี เลี้ยงผมมาตั้งแต่ ป.3 เคยถูกตีด้วย เพราะไปแกล้งน้องสาว” แม้ไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกันมากนัก เพราะนายอนุทินมีภารกิจ แต่ก่อนไปท่านกล่าวทิ้งท้ายว่า “ไปหาแม่ไหม ไปเที่ยวกรุงเทพฯ ไหม” เพียงแค่นั้นก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายและน่าประทับใจอย่างยิ่ง

ครั้งใดที่มีกระแสทางการเมืองเกี่ยวกับนายอนุทิน ตนก็มักรู้สึกเป็นห่วงอยู่เสมอ ด้วยความผูกพันที่เคยดูแลกันมาแต่เด็ก และเมื่อวานนี้ หลังทราบว่านายอนุทินได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ตนรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยแสดงความยินดีกับคุณพ่อและคุณแม่ของนายอนุทิน ซึ่งทุกท่านต่างปลื้มใจเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่มีโอกาสโทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับนายอนุทินโดยตรง เนื่องจากยังไม่มีช่องทางในการติดต่อ แต่ยังคงสื่อสารผ่านทางคุณแม่ของนายอนุทินอย่างสม่ำเสมอ และในขณะนี้ ตนก็มีความคิดที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อร่วมแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการด้วยตัวเอง โดยคุณแม่ของนายอนุทินยังได้กล่าวกับตนด้วยความเอ็นดูว่า “ถ้านายอนุทินในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ศรีสะเกษเมื่อไหร่ ไปกอดให้แน่น ๆ เลยนะ”

นั่นคือสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ตนยังคงมีต่อครอบครัวของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ความฝันของตนในวันนี้เป็นจริงแล้ว เพราะตลอดมาได้เฝ้าหวังและภาคภูมิใจที่จะเห็นนายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตนรู้สึกตื้นตันใจอย่างที่สุด และขออวยพรให้ท่านนายกรัฐมนตรีมีสุขภาพแข็งแรง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น และดูแลประเทศชาติอย่างดีที่สุด ให้ประชาชนในทุกหย่อมหญ้าได้รับความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน

อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ

เรื่องราวความผูกพันของอดีตพี่เลี้ยงที่ได้เห็น “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความรู้สึกดีๆ ก็ยังคงอยู่เสมอ

ความรู้สึกของอดีตพี่เลี้ยงเมื่อ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ

อดีตพี่เลี้ยงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นอดีตเด็กที่ตนเคยดูแลเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของประเทศ

  • ความผูกพันที่มีมายาวนาน
  • ความภาคภูมิใจในตัวนายอนุทิน
  • ความหวังที่จะเห็นนายอนุทินนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เรื่องราวนี้เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ใดก็ตาม ขอให้ทำด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่น เพราะความดีและความตั้งใจจริงจะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จในที่สุด

นอกจากนี้ เรื่องราวของอดีตพี่เลี้ยงที่แสดงความยินดีกับ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ ยังแสดงให้เห็นว่าการเป็นคนดี มีน้ำใจ และมีความกตัญญู เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่ทำให้คนเราได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากผู้อื่น

ที่มา – อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ เผยนิสัยวัยเด็ก เป็นคนขี้เล่น กินง่าย

โผ ครม. 100% แล้ว! “อนุทิน” ลั่น พร้อมเริ่มงาน

โผ ครม. นิ่งแล้ว “อนุทิน” ลั่นทำงานทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน แง้มมีทั้งทหาร พลเรือน อส. นายกองใหญ่ คุณสมบัติต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ยังอุบคนนั่ง รมว.กห.

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เปิดเผยความชัดเจนถึงการจัดโผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน (ครม.อนุทิน 1) ว่า หลายๆ อย่างเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ยืนยันว่าความชัดเจนในการจัดสรรนั้น นิ่ง 100% แล้ว ซึ่งทุกคนที่มาทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรีทราบดีถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ โดยจะต้องเริ่มทำงานทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ส่วนความชัดเจนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น นายอนุทิน ยังปฏิเสธที่จะเปิดเผย โดยระบุว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ยืนยันว่าไม่มีการปิดบังซ่อนเร้น และเมื่อถึงเวลาสมควร ไม่เป็นการก้าวล่วงใดๆ ก็จะรีบเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชนคนไทยทุกคน จะไม่ดำเนินการใดๆ ลับหลังประชาชน และจะให้ได้รับทราบร่วมกันเพื่อออกความเห็นให้รัฐบาลได้รับฟัง และรัฐบาลจะได้ปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังยืนยันด้วยว่า รัฐมนตรีทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อจำกัด จะต้องทุ่มเททำงานด้วยความรู้ความสามารถ เป็นมืออาชีพ ซึ่งมีทั้งทหาร พลเรือน อส. นายกองใหญ่

โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนต่างรอคอยที่จะทราบรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

อนาคตประเทศไทยภายใต้รัฐบาลใหม่

การที่นายอนุทินออกมาประกาศว่า โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน ทำให้เกิดความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การมีรัฐมนตรีจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งทหาร พลเรือน และอื่นๆ บ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะรวบรวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันพัฒนาประเทศ

แน่นอนว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมย่อมมีความท้าทายในการทำงานร่วมกัน แต่การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงการทำงานเพื่อประชาชนคนไทยทุกคน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลชุดใหม่จะนำมาใช้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ การที่รัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของรัฐมนตรี และการปฏิบัติตามกฎหมาย ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง เพราะจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาล

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนคนไทยทุกคน

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของรัฐบาลขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การร่วมมือกันเพื่อพัฒนาประเทศ จะเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

พาส่อง “จ่าจ้าคอฟฟี่” ร้านดังระนองของจ๋า อนุทิน

มาส่องร้านกาแฟชื่อดังของเมืองระนอง “จ่าจ้าคอฟฟี่” ที่เป็นของ “จ๋า ธนนนท์” หวานใจของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยกันค่ะ หลังจากที่ประชุมสภาฯ มีมติโหวตเห็นชอบให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี หลายคนก็ให้ความสนใจกับ “คุณจ๋า” ธนนนท์ นิรามิษ ว่าที่สตรีหมายเลขหนึ่ง ภรรยาคนสวยที่ครองใจท่านอนุทิน

วันนี้เราจะพาไปดูร้าน “จ่าจ้าคอฟฟี่” คาเฟ่ริมถนนเพชรเกษม สามแยกสนามกีฬาจังหวัดระนอง ซึ่งเป็นร้านกาแฟเก่าแก่ที่เปิดมายาวนานเกือบ 20 ปี เจ้าของร้านก็คือ “คุณจ๋า” ธนนนท์ นิรามิษ หวานใจของว่าที่ “นายกหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นั่นเองค่ะ

จ่าจ้าคอฟฟี่

นอกจากกาแฟสดแล้ว ที่ร้าน “จ่าจ้าคอฟฟี่” ยังมีของฝากของที่ระลึกจากจังหวัดระนองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกะปิ กาหยู หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และที่โดดเด่นก็คือผ้าปาเต๊ะที่คุณจ๋านำมาประยุกต์เป็นเครื่องแต่งกาย หรือกระเป๋าที่น่ารักและเก๋ไก๋

จ่าจ้าคอฟฟี่

จ่าจ้าคอฟฟี่

จ่าจ้าคอฟฟี่

พาส่อง “จ่าจ้าคอฟฟี่” ร้านกาแฟดังเมืองระนองของ “จ๋า ธนนนท์” หวานใจ “อนุทิน”

น้องเฟิร์น พนักงานประจำร้าน “จ่าจ้าคอฟฟี่” เล่าว่า เคยเจอท่านอนุทิน 3 ครั้ง ท่านเป็นคนน่ารัก เป็นกันเอง ทักทายอัธยาศัยดี ทั้งกับพนักงานและลูกค้าที่มาใช้บริการ เวลาท่านมาจะดื่มเอสเพรสโซ่เพิ่มช็อต ส่วนอาหารที่ท่านชอบคือ ขโมยแมวปลาทู แกงจืดโหระพาหมูสับ และหมูสับต้มบ๊วย

ใครที่แวะไปเที่ยวระนอง อย่าลืมแวะชิมกาแฟและอุดหนุนสินค้าของฝากที่ร้าน “จ่าจ้าคอฟฟี่” กันนะคะ นอกจากจะได้ลิ้มรสกาแฟอร่อยๆ แล้ว ยังได้สนับสนุนธุรกิจของหวานใจท่านนายกฯ อีกด้วย

จ่าจ้าคอฟฟี่

เมนูเด็ดที่จ่าจ้าคอฟฟี่

  • เอสเพรสโซ่เพิ่มช็อต (เมนูโปรดท่านอนุทิน)
  • กาแฟสดหลากหลายชนิด
  • ของฝากจากระนอง เช่น กะปิ กาหยู
  • สินค้าผ้าปาเต๊ะ

ร้าน “จ่าจ้าคอฟฟี่” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านกาแฟ แต่ยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความรักและความผูกพันกับท้องถิ่นของ “คุณจ๋า” การที่ร้านตั้งอยู่ในจังหวัดระนองและนำเสนอสินค้าท้องถิ่น ทำให้ร้านนี้เป็นที่รู้จักและเป็นที่รักของคนในพื้นที่

สำหรับใครที่อยากลองไปสัมผัสบรรยากาศร้านกาแฟที่เป็นที่ชื่นชอบของว่าที่นายกรัฐมนตรี ก็อย่าลืมแวะไปที่ร้าน “จ่าจ้าคอฟฟี่” ที่ระนองนะคะ รับรองว่าจะไม่ผิดหวังแน่นอน!

นอกจากกาแฟและอาหารอร่อยๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ร้าน “จ่าจ้าคอฟฟี่” เป็นที่น่าจดจำก็คือความเป็นกันเองและการบริการที่ดีของพนักงานทุกคน ทำให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเหมือนมานั่งจิบกาแฟที่บ้านเพื่อน

ที่มา – พาส่อง “จ่าจ้าคอฟฟี่” ร้านกาแฟดังเมืองระนองของ “จ๋า ธนนนท์” หวานใจ “อนุทิน”

LINE MAN Wongnai หนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ

โครงการคนละครึ่งอาจหวนคืนมาอีกครั้ง! LINE MAN Wongnai ขานรับนโยบาย สนับสนุนรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ฟื้นโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง พร้อมเสนอข้อมูลร้านค้าอัปเดตล่าสุดเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สนับสนุนข้อเสนอของสมาคมภัตตาคารไทยที่เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่นำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้อีกครั้ง โดยมองว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อร้านอาหารไทยที่กำลังเผชิญกับยอดขายที่ลดลงอย่างมาก

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai

จากสถิติของ LINE MAN Wongnai พบว่ายอดขายเฉลี่ยของร้านอาหารทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะไตรมาสที่ 2 ซึ่งลดลงถึง 14% หากพิจารณาตามพื้นที่:

  • กรุงเทพมหานคร: ยอดขายลดลง 16%
  • ย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD): ยอดขายลดลง 19%
  • พื้นที่ยอดนิยมอย่างบรรทัดทอง: ยอดขายลดลงถึง 35%

“ในฐานะที่เราเคยร่วมโครงการคนละครึ่งในอดีต ผมเชื่อมั่นว่าเป็นนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ยอดขายของร้านขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 1.7-4 เท่าในช่วงนั้น และยอดขายเดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ย 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโครงการ” นายยอดกล่าว

กระแสตอบรับจากประชาชนในโซเชียลมีเดียยังสนับสนุนให้มีการนำโครงการนี้กลับมาใช้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในปัจจุบัน

LINE MAN Wongnai หนุนรัฐบาลอนุทิน ฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

ทำไมโครงการ “คนละครึ่ง” ถึงมีประสิทธิภาพ?

นายยอดได้อธิบายถึงข้อดีของโครงการลักษณะ Co-payment ดังนี้:

  1. สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก (SMBs): เป็นการสร้างกำลังใจและแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการที่พยายามช่วยเหลือตนเอง ทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวและสามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
  2. ลดโอกาสการทุจริต: การที่ผู้ซื้อต้องร่วมจ่ายค่าสินค้าครึ่งหนึ่ง และร้านค้าต้องลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ทำให้การทุจริตทำได้ยากกว่าโครงการอื่นๆ
  3. สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน: การจำกัดวงเงินใช้จ่ายต่อวัน (เช่น 150 บาทในอดีต) ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ มากกว่าการให้เงินช่วยเหลือแบบครั้งเดียว

“หากรัฐบาลมีระยะเวลาจำกัดเพียง 4 เดือนก่อนยุบสภา การนำระบบไอทีเดิมที่เคยใช้งานแล้วกลับมาใช้ จะเป็นทางออกที่รวดเร็วที่สุด การตรวจสอบร้านค้าที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้” นายยอดกล่าว

“LINE MAN Wongnai มีข้อมูลร้านอาหารที่อัปเดตเป็นปัจจุบัน พร้อมสนับสนุนข้อมูลทั้งหมดให้รัฐบาล เพื่อลดขั้นตอนการยืนยันตัวตนใหม่ของร้านค้า และให้โครงการคนละครึ่งเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

การกลับมาของโครงการคนละครึ่งถือเป็นความหวังของผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไป การสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่าง LINE MAN Wongnai จะช่วยให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราหวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอแนะนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – LINE MAN Wongnai หนุนรัฐบาลอนุทิน ฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

ขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน”

ทำเนียบรัฐบาลวันหยุดสุดสัปดาห์ พบเจ้าหน้าที่เข้าทยอยขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังที่ประชุมสภาฯ เห็นชอบ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า วันนี้มีความเคลื่อนไหวพบเจ้าหน้าที่เข้ามาขนย้ายภาพวาดติดฝาผนังออกจากห้องทำงานของผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาเวลา 10.00 น. พบรถบรรทุก 6 ล้อคลุมผ้าใบทึบ เคลื่อนตัวออกจากด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า และมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดทั้งตึกไทยคู่ฟ้า และตึกบัญชาการ 1

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่พบว่ามีการแจ้งเตรียมขนสิ่งของของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดิมออกจากทำเนียบรัฐบาลทั้งวันเสาร์และอาทิตย์

สถานการณ์ล่าสุดภายในทำเนียบรัฐบาลเป็นไปอย่างคึกคัก ถึงแม้จะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม ภาพที่เห็นคือเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

การขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” ในครั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านอำนาจ โดยรัฐมนตรีชุดเดิมจะทยอยเก็บของใช้ส่วนตัวและเอกสารสำคัญออกจากห้องทำงาน เพื่อเตรียมพื้นที่ให้กับรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศต่อไป

ขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน”

สำหรับขั้นตอนต่อไป คาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในเร็วๆ นี้ และจะมีการเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเพื่อประเทศชาติของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทย ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้

ความคืบหน้าล่าสุด: การขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน”

จากรายงานล่าสุด พบว่าการขนย้ายสิ่งของยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่หลายส่วนงานเข้ามาอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด คาดว่าการขนย้ายจะแล้วเสร็จภายในสุดสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ เช่น การทำความสะอาดและปรับปรุงห้องทำงานของรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้าปฏิบัติหน้าที่ในทันทีที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการทางประชาธิปไตย และความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

  • การขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
  • เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการขนย้ายสิ่งของเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
  • ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมนำมาซึ่งความหวังและความท้าทายใหม่ๆ สำหรับประเทศไทย ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสนับสนุนรัฐบาลใหม่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับทุกคน

ที่มา – เจ้าหน้าที่ทยอยขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” หารือประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

“ณัฐฎ์จารี” เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือรายละเอียดประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึง โดยมี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พาขึ้นไปยังด้านบนที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ คาดว่าเลขาฯ ครม. จะพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เพื่อพูดคุยรายละเอียดการส่งประวัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1

เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

การพบปะกันระหว่างนางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ได้สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากการหารือดังกล่าวคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลที่จะมาถึง

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือ

  • การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี: หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือคือ กระบวนการตรวจสอบประวัติและความเหมาะสมของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมีความโปร่งใส และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
  • การส่งเอกสารและข้อมูล: การเตรียมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงาน และทรัพย์สินของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสามารถดำเนินการตรวจสอบได้อย่างละเอียดและถูกต้อง
  • กรอบเวลาในการดำเนินการ: การกำหนดกรอบเวลาในการส่งเอกสารและการดำเนินการต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กระบวนการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อสถานการณ์

ความสำคัญของการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี

การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ การตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การทุจริต คอร์รัปชัน หรือการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล

หากกระบวนการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม หากเกิดข้อสงสัยหรือความผิดพลาดในการตรวจสอบประวัติ อาจทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจและนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองได้

ดังนั้น การพบปะกันระหว่างเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลที่จะมาถึงจะบริหารประเทศด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม การที่ เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ

ความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่

ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง หรือปัญหาสังคม การแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมเข้ามาบริหารประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนแรกที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่ เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น และมีความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลที่จะมาถึงจะเป็นรัฐบาลที่มีคุณภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

จับตาดูรายละเอียดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อไป และร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการบริหารประเทศที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

“ว่าที่นายกฯ หนู” ชิลๆ เข้าภูมิใจไทย พร้อมว่าที่ รมต.

เข้าพรรคแล้ว “ว่าที่นายกฯ หนู” แต่งตัวสบายๆ ใส่เสื้อฮาวาย ประชุมแกนนำภูมิใจไทย พร้อมด้วยว่าที่ รมต.ตามโผ “ครม.อนุทิน 1” ที่ทยอยเดินทางมาสมทบ

เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย สวมเสื้อฮาวายลายใบไม้สีสดใส เมื่อมาถึงก็ได้รับการต้อนรับจากสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว แต่ท่านขอตัวขึ้นไปประชุมกับแกนนำพรรคก่อน โดยให้เหตุผลว่ายังไม่มีข่าวคืบหน้าใดๆ ในขณะนี้

ภายในพรรคภูมิใจไทยเองก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานพิธีสำคัญต่างๆ หลังจากที่มีแกนนำพรรคและว่าที่รัฐมนตรีตามโผ “ครม.อนุทิน 1” ทยอยเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคคนสำคัญ

ว่าที่นายกฯ หนู กับการเริ่มต้นที่ภูมิใจไทย

นอกจากบรรยากาศที่คึกคักแล้ว ยังมีผู้ที่ส่งความปรารถนาดีมาในรูปแบบของช่อดอกไม้ และที่น่าสนใจคือต้นกล้วยไม้สีขาวก้านยาวที่สวยงาม ในกระถางพลาสติกสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่ พร้อมนามบัตรแสดงความยินดีจาก นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

การจับตา “ว่าที่นายกฯ หนู” กับทิศทางการเมืองไทย

การปรากฏตัวของ “ว่าที่นายกฯ หนู” ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล และการเตรียมตัวสำหรับบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ หลังจากนี้คงต้องจับตาดูการเดินหน้าของ “ครม.อนุทิน 1” ว่าจะมีนโยบายอะไรที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนบ้าง

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การจับตามองการทำงานของรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของ “ว่าที่นายกฯ หนู” และทีมงาน จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายถึงทิศทางและอนาคตของประเทศไทย

การที่ “ว่าที่นายกฯ หนู” เลือกที่จะสวมเสื้อฮาวายสบายๆ ในวันสำคัญเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการบริหารประเทศในรูปแบบที่ผ่อนคลาย เข้าถึงง่าย และพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก็เป็นได้

แน่นอนว่าความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลใหม่นั้นสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การที่ “ว่าที่นายกฯ หนู” จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการ และการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลใหม่ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยของเราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ว่าที่นายกฯ หนู” แต่งตัวสบายๆ เข้าพรรคภูมิใจไทย ว่าที่ รมต.ตามโผทยอยมาด้วย

ภูมิใจไทย ซัด “ธีรรัตน์” ปมโพสต์ อนุทิน ราชากัญชา

โฆษกภูมิใจไทย ซัดกลับ “ธีรรัตน์” หลังโพสต์สื่อนอกขนานนาม “ราชากัญชาไทย” ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา ยืนยันนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น 

วันที่ 5 กันยายน 2568 จากกรณี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุข้อความว่า “เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่า Financial Times เสนอข่าวเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งได้รับตำแหน่งวันนี้สื่อพาดหัวข่าว ราชากัญชาไทยได้รับเลือกเป็นนายกฯ ถ้าต่างประเทศมีมุมมองกับเราเช่นนี้ เป็นเรื่องน่ากังวลกับระบบเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนานาประเทศ”

ล่าสุด น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงโต้กลับว่า การที่ น.ส.ธีรรัตน์ แชร์โพสต์ดังกล่าว อาจจะไม่ได้อ่านเนื้อข่าว อ่านเพียงแค่พาดหัวข่าวอย่างเดียว จึงรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้อ่านเนื้อข่าวให้ครบ แล้วนำแต่หัวข่าวมาโพสต์ เนื่องจากเนื้อข่าวไม่ได้สื่อในทางที่ไม่ดี

“ในโลกปัจจุบัน เราควรอ่านเนื้อข่าวให้ครบ โดยไม่พาดหัวให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย และไม่ใช่เป็นการไปโควทคำให้พวกเราเสื่อมเสีย เพราะพรรคภูมิใจไทยยืนยันมาตลอดว่าเราผลักดันกัญชาเพื่อการแพทย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีพยายามโยงเพียงการใช้พาดหัวข่าวอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าละอาย”

ส่วนเป้าหมายจะเป็นความพยายามดิสเครดิตหรือไม่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เมื่อวานก็ทั้งวันที่พยายามทุกวิถีทาง แต่ภูมิใจไทยมั่นใจในการที่จะอภิปรายและพูดถึงในกรณีที่เขาหากล่าวหาต่างๆ ทั้งหมด ชี้แจงทุกวิถีทางที่พยายามจะดิสเครดิต ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน หรือบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย

ส่วนคำถามว่าจะดำเนินการอะไรต่อหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา ตอบว่า ยังไม่ได้มองถึงขั้นต้องฟ้องร้องใคร เรื่องบางเรื่องอาจจะเข้าใจผิด หรือบางเรื่องอาจจะอ่านแค่พาดหัวข่าวโดยไม่มีการสรุปและไปเขียนชักจูงให้คนเข้าใจผิด ดังนั้น จึงมองเป็นประเด็นไป แต่ถ้าเสื่อมเสียหนักมากๆ เหมือนที่เคยมีกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ไปร้อง ก็อาจจะมีกรณีแบบนั้นได้ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่พรรคการเมืองที่จะฟ้องคนไปทั่ว พรรคภูมิใจไทยอยู่ในหลักการ อยู่ในกรอบ อันไหนที่ชี้แจงได้ก็ชี้แจง แต่อันไหนที่เกินเลยมากๆ อาจต้องขอคำอธิบายเหมือนกัน.

ภูมิใจไทยซัดกลับ “ธีรรัตน์” โพสต์กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา

ทำไมภูมิใจไทยถึงตอบโต้เรื่องนี้?

การตอบโต้ของพรรคภูมิใจไทยเกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความบน Facebook โดยอ้างอิงถึงพาดหัวข่าวจาก Financial Times ที่เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูลว่า “ราชากัญชาไทย” ซึ่งทางพรรคภูมิใจไทยมองว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า น.ส.ธีรรัตน์ อาจจะอ่านเพียงแค่พาดหัวข่าวโดยไม่ได้พิจารณาเนื้อหาข่าวทั้งหมด ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความที่คลาดเคลื่อน พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่านโยบายกัญชาของพรรคมีจุดประสงค์เพื่อการแพทย์เท่านั้น และการนำเสนอข่าวในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจุดยืนของพรรค

นอกจากนี้ ทางพรรคยังแสดงความกังวลว่าการนำเสนอข่าวที่ไม่ถูกต้องอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

พรรคภูมิใจไทยย้ำว่าพร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อกล่าวหาและปกป้องชื่อเสียงของพรรคและบุคลากรของพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าจะไม่ดำเนินคดีฟ้องร้องโดยไม่จำเป็น และจะพิจารณาเป็นรายกรณีหากมีการนำเสนอข้อมูลที่เกินเลยความเป็นจริง

ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนทางการเมืองเกี่ยวกับนโยบายกัญชาในประเทศไทย และความสำคัญของการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น ภูมิใจไทยซัดกลับ “ธีรรัตน์” โพสต์กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

การที่พรรคภูมิใจไทยออกมาตอบโต้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในภาพลักษณ์และนโยบายของพรรค การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ

ที่มา – ภูมิใจไทยซัดกลับ “ธีรรัตน์” โพสต์กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดที่รอ “อนุทิน” แก้บน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดเตรียมสถานที่ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือ วงเวียน ร.1 บริเวณ ต.อีสาน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” เพื่อเตรียมจัดพิธีแก้บนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่จะบินมาแก้บน นั้น ล่าสุด นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวแล้ว

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยืนยันว่าเป็นการจัดพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว โดยในวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ จังหวัดบุรีรัมย์จะมีพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ณ บริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นเจ้าภาพ ขณะนี้ได้มีการจัดเตรียมสถานที่บริเวณอนุสาวรีย์ ไม่ใช่เป็นการเตรียมการแก้บนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามที่เป็นข่าว

ทำไมถึงมีข่าวลือเรื่องการจัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน?

กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้หากประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน และยืนยันว่าการเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานบวงสรวงประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร

พิธีบวงสรวงเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบูรพกษัตริย์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง การจัดงานครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวบุรีรัมย์

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ทำให้ประชาชนคลายความสงสัย และเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทของนักการเมืองคนสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์นั้น ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อถือและส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการสร้างความสับสนในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้องและการมีวิจารณญาณในการรับข่าวสาร จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยันเป็นงานบวงสรวงประจำปี

Scroll to top