นโยบายพรรคการเมือง

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ชาดาต้อนรับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยหลังเลือกตั้งมากเลยนะครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ที่กลายเป็นประเด็นร้อนฮือฮาไปทั่วโซเชียล มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และนัยยะทางการเมืองที่อาจตามมาจะเป็นอย่างไร

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และมีประสบการณ์ยาวนานในเรื่องความมั่นคงชายแดนใต้ ได้เดินทางเข้ามายังทำการพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและ ส.ส.อุบลราชธานี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่ ส.ส.ยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายคนตีความว่านี่อาจเป็นสัญญาณการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่

ชาดาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง อุบเรื่องชวนร่วมรัฐบาล

นายชาดาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าการเชิญพล.อ.รังษีมาร่วมสนทนาในครั้งนี้ เพื่อปรึกษาเรื่องเส้นทางการเมืองและประสบการณ์ด้านปัญหาชายแดน ซึ่งพล.อ.รังษีมีความเชี่ยวชาญสูงสุดคนหนึ่งในวงการทหารและการเมือง เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่ามันเป็นการส่งสัญญาณชวนร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายชาดาก็ยิ้มรับและอุบไว้ก่อน โดยบอกว่า “ยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้นครับ เพราะ ส.ส. ยังไม่ได้รับรอง” คำตอบแบบนี้ชวนให้คิดนะครับว่า ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและเจรจา

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงนโยบายของทั้งสองพรรคที่ดูจะไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคงชายแดน นายชาดายังชื่นชมพรรคเศรษฐกิจว่าทำงานได้ดี และยกย่องทุกพรรคที่รอดเข้ามาในสภา รวมถึงพรรคที่ไม่รอดด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เปิดกว้างของแกนนำภูมิใจไทย

มุมมองต่อปมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่

อีกประเด็นที่นายชาดาพูดถึงคือกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่จากบางภาคส่วน เขามองว่า “ถ้าไม่สบายใจก็นับใหม่ทั้งประเทศไปเลยครับ จะได้รู้กันไปว่าสิ่งที่สงสัยกับสิ่งที่เป็นจริงต่างกันอย่างไร คนที่โกงจะได้เผยโฉม หรือถ้าไม่ได้โกงจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์” คำพูดนี้สะท้อนถึงความโปร่งใสที่พรรคภูมิใจไทยยึดถือ และอาจช่วยคลายข้อกังขาในสังคมได้บ้าง

มาดูกันครับว่าประเด็นหลักที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะคุยกันมีอะไรบ้าง:

  • เส้นทางการเมืองหลังเลือกตั้ง: การรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง
  • ปัญหาชายแดนใต้: ประสบการณ์พล.อ.รังษีช่วยเสริมจุดแข็งให้ภูมิใจไทย
  • นโยบายเศรษฐกิจ: คล้ายคลึงกันในเรื่องกระจายอำนาจท้องถิ่น
  • ความโปร่งใสเลือกตั้ง: ยอมรับการตรวจสอบเพื่อความเชื่อมั่น

จากมุมมองของผม การที่ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการวางหมากสำคัญในเกมการเมืองไทยยุคใหม่ พรรคเล็กอย่างเศรษฐกิจที่มี ส.ส.ไม่กี่คน หากรวมกับพรรคใหญ่ที่มีที่นั่งหลักร้อย อาจกลายเป็นพันธมิตรที่ทรงพลังได้ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนที่ภูมิใจไทยเองก็ให้ความสำคัญ

หลังจากนี้เราน่าจะเห็นการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ สถานการณ์รัฐบาลยังคลุมเครือ พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทยกำลังเจรจาอย่างเข้มข้น ถ้าพรรคเศรษฐกิจเข้ามาร่วม จะช่วยเพิ่มน้ำหนักด้านความมั่นคงได้ดีทีเดียว

คุณล่ะครับ คิดว่าพล.อ.รังษีจะตัดสินใจยังไง? จะร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือไม่? มาคอมเมนต์แบ่งปันความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ถ้าชอบ และติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองแบบเรียลไทม์!

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังน่าติดตามมากขึ้นทุกวัน หวังว่าทุกฝ่ายจะมุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลักนะครับ

ที่มา – “พล.อ.รังษี” รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย มี “ชาดา” ต้อนรับ อุบชวนร่วมรัฐบาล คุยการเมือง-เรื่องชายแดน

“อนุทิน” สาธุ หากผลโพลได้ สส.เกิน 180

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องข่าวร้อนๆ จากพรรคภูมิใจไทยกันเลยดีกว่า โดยเฉพาะประเด็นที่ “อนุทิน” สาธุ หากผลโพลได้ สส. เกิน 180 ที่นั่ง ชี้ล็อกเก้าอี้ครม. ให้ทีมงานหลักอย่างเอกนิติ-สีหศักดิ์-ศุภจี นี่มันน่าสนใจมากเลยนะครับ เพราะเป็นสัญญาณว่าพรรคภูมิใจไทยมั่นใจสุดๆ กับผลโพลล่าสุด และพร้อมลุยตั้งรัฐบาลแบบไม่เกรงใจใคร!

“อนุทิน” สาธุ หากผลโพลได้ สส. เกิน 180 ที่นั่ง

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ แต่ได้ใจความ เมื่อถูกถามถึงผลโพลที่คาดว่าพรรคจะได้ ส.ส. เกิน 180 ที่นั่ง รองหัวหน้าพรรคตอบกลับแค่ว่า สาธุ! ฟังดูแล้วเหมือนได้ยินเสียงหัวใจของสาวกภูมิใจไทยกระแทกตึกเลยทีเดียวครับ

นายอนุทินยังย้ำชัดว่าต้องใจเย็น รอผลเลือกตั้งจริงๆ ก่อน เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนเท่านั้น พรรคภูมิใจไทยเคารพเสียงประชาชนเสมอ ไม่รีบร้อนพูดอะไรล่วงหน้า แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการจับขั้ว ส้ม แดง ฟ้า กับ น้ำเงิน แต่คุณอนุทินบอกว่าเห็นแค่น้ำเงินสู้กับส้มแดงฟ้าเมื่อ 2 วันก่อน และน้ำเงินคนเดียวเท่านั้นเอง ฮ่าๆ แบบนี้คือมั่นใจในพรรคตัวเองสุดๆ เลยนะ

ล็อกเก้าอี้ครม. “เอกนิติ-สีหศักดิ์-ศุภจี” นั่งรองนายกฯ ควบกระทรวง

ไฮไลต์อีกเรื่องที่แฟนๆ สนใจคือการประกาศล็อกเก้าอี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) บนเวทีปราศรัยครั้งสุดท้าย โดยนายอนุทินชี้ชัดว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะได้นั่งรองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรี หากพรรคเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งรัฐธรรมนูญให้ครม.ได้ 36 คนรวมนายกฯ ก็ไม่ผิดกฎหมายอะไร

คุณอนุทินย้ำว่านี่คือเงื่อนไขของพรรค หากได้เป็นหัวขบวน ไม่ต้องไปปรึกษาพรรคร่วมก่อนหรอก เพราะเป็นสิทธิ์ของพรรคแกนนำ ฟังดูแล้วทีมงานคู่ใจเหล่านี้คงเตรียมตัวรอจ็อกเก็ตกันแล้วล่ะครับ!

เงื่อนไขจับขั้วรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย

สำหรับการตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง นายอนุทินบอกว่าต้องรอขั้นตอนรับรองสถานะ ส.ส. ก่อน เพราะนายกฯ ต้องได้รับการขานชื่อในสภา หลังจากนั้นค่อยประสานจับขั้ว ไม่ยากหรอกครับ ตนพูดมาตลอดว่าทุกคนเดาได้อยู่แล้ว แต่ต้องให้ประชาชนตัดสินใจก่อน แล้วพรรคจะทำตามความต้องการของประชาชนให้ถูกใจที่สุด

ส่วนมิติใหม่ในการจับขั้ว? ไม่มีหรอก ต้องดูจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรค แล้วฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก สามารถจับมือกับทุกพรรคได้ แต่มีเงื่อนไขชัดเจน:

  • เคารพซึ่งกันและกัน
  • นโยบายไม่เคลือบแคลง ผิดศีลธรรม เช่น กาสิโน
  • ไม่แตะหมวด 1-2 ของรัฐธรรมนูญ
  • ไม่แก้ ม.112

กรอบเงื่อนไขแคบๆ แต่ชัดเจน พรรคการเมืองแต่ละพรรคตัดสินใจเองในคณะบริหารพรรค ไม่ใช่บุคคล

หลังเลือกตั้งประมาณ 20.00-21.00 น. คงรู้ผลชัดเจน แต่คุณอนุทินบอกใจเย็นๆ ก่อน อย่ารีบฟอร์มรัฐบาลเชิญหารือทันที ต้องมีขั้นตอนให้ถูกต้อง

วิเคราะห์สถานการณ์: พรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำได้จริงไหม?

จากผลโพลที่ออกมาแบบนี้ ทำให้หลายคนเริ่มมองว่าพรรคภูมิใจไทยอาจได้เป็นแกนนำจริงๆ โดยเฉพาะหากได้ ส.ส. เกิน 180 ที่นั่งตามที่คาด แต่การเมืองไทยมันพลิกผันได้เสมอนะครับ ต้องรอวันจริงๆ ถึงจะรู้ อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจของนายอนุทินครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคเตรียมพร้อมทุกด้าน ทั้งทีมงาน เงื่อนไข และนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นหลัก

ในมุมมองของผม การประกาศล็อกเก้าอี้ครม. ล่วงหน้าแบบนี้ เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยรวมใจสมาชิกพรรคและสร้างภาพลักษณ์แข็งแกร่ง แต่ก็อาจถูกมองว่าเร่งรีบเกินไป คุณล่ะคิดยังไง?

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจริง คงเห็นการทำงานที่รวดเร็วและฟังเสียงประชาชนมากขึ้น สนับสนุนให้ทุกพรรคเคารพผลโหวต และเดินหน้าประเทศให้เจริญรุ่งเรือง

คุณคิดว่าผลเลือกตั้งจะออกมายังไง? พรรคไหนจะได้เป็นแกนนำ? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดที่นี่ทุกวัน!

ที่มา – “อนุทิน” สาธุ หากผลโพลได้ สส. เกิน 180 ที่นั่ง ชี้ล็อกเก้าอี้ ครม. “เอกนิติ-สีหศักดิ์-ศุภจี”

กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย ถูกกฎหมาย

ช่วงนี้ข่าวการเมืองร้อนแรงมาก โดยเฉพาะเรื่องนโยบายพรรคการเมืองที่ถูกตั้งคำถามจากประชาชนและสื่อต่างๆ ล่าสุดมีประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย ซึ่งหลายคนแชร์ข่าวว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ยื่นเอกสารนโยบายแจกเงินตามกฎหมาย และ กกต. เตรียมสั่งปรับ แต่จริงๆ แล้วไม่เป็นอย่างนั้นเลยครับ

กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 16.20 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงอย่างเป็นทางการ กรณีที่มีข่าวในโซเชียลมีเดียอ้างว่าพรรคเพื่อไทยละเมิดกฎหมายเรื่องนโยบาย “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ซึ่งเป็นนโยบายแจกเงินให้ประชาชน กกต. ยืนยันชัดเจนว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง พรรคเพื่อไทยได้ส่งเอกสารนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินมาให้คณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาแล้ว และทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองและ กกต. ยังไม่มีมติหรือความเห็นใดๆ ตามที่ข่าวลือแพร่กระจาย กกต. จึงขอให้สื่อมวลชนและประชาชนใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งที่มา官方 เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจกระทบความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง

นโยบาย “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” คืออะไร

นโยบายนี้ของพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านการแจกเงินหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ถูกตั้งคำถามว่าต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาลหรือไม่ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พรรคต้องยื่นเอกสารนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินเพื่อให้ กกต. ตรวจสอบ หากไม่ยื่นหรือไม่ถูกต้องจึงจะถูกดำเนินการ แต่ในกรณีนี้ พรรคเพื่อไทยทำครบถ้วนแล้ว

กระบวนการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองของ กกต.

กกต. มีหน้าที่สำคัญในการรักษาความโปร่งใสของการเลือกตั้ง โดยมีขั้นตอนตรวจสอบดังนี้

  • รับเอกสารนโยบาย: พรรคต้องยื่นเอกสารนโยบายที่ประกาศโฆษณาหรือหาเสียง หากเกี่ยวข้องกับการใช้เงิน
  • ตรวจสอบความถูกต้อง: ดูว่าตรงตามกฎหมายหรือไม่ เช่น ไม่เกินงบประมาณรัฐ ไม่หลอกลวงประชาชน
  • แจ้งผล: หากพบปัญหาจะแจ้งพรรคให้แก้ไข หรือสั่งปรับ หากฝ่าฝืน
  • ชี้แจงสาธารณะ: ออกแถลงการณ์หากมีข่าวลือ เพื่อป้องกัน Fake News

จากข้อมูลล่าสุด กกต. ยืนยันว่ากกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย แล้วว่าไม่มีปัญหา และหากมีคืบหน้าจะแจ้งผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

ทำไมข่าวลือแบบนี้ถึงแพร่กระจายง่าย

ในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนแพร่เร็วมาก โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายอยากครองวาระการเมือง กรณีนี้คล้ายกับข่าวก่อนหน้าที่ กกต. ตรวจพบ 51 พรรคมีนโยบายไม่ตรงปก ส่อหนี้สินพุ่ง รวมถึงพรรคของ “เต้” มงคลกิตติ์ที่ฝ่าฝืนประกาศ กกต. (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์นี้)

ประชาชนควรตรวจสอบแหล่งข่าว เช่น เว็บไซต์ กกต. อย่างเป็นทางการ ก่อนแชร์ เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

สรุปคือ กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย ชัดเจนว่าพรรคทำถูกต้อง ข่าวลือไม่จริง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ กกต. ในการรักษาความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งไทย ในมุมมองของผม การมีหน่วยงานกลางอย่าง กกต. คอยตรวจสอบเป็นเรื่องดีมาก แต่ประชาชนเองก็ต้องฉลาดในการรับข่าวสารด้วย

ข้อคิดทิ้งท้าย: อย่าให้ข่าวปล่อยหลอกได้ ติดตามข้อมูลจริงเพื่อการตัดสินใจเลือกตั้งที่ถูกต้อง หากชอบบทความนี้ แชร์ต่อและกดติดตามบล็อกเพื่อข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันครับ!

ที่มา – กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย พรรคส่งเอกสารให้พิจารณาถูกต้องตามกฎหมาย

กกต. สั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตผิดพลาดเลือกตั้ง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งใหญ่และประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังจะมาถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มีมติสำคัญในการประชุมล่าสุด เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า และปัญหาการเบิกเงินจำนวนมหาศาลจากนิติบุคคล ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

ในการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.30 น. สำนักงาน กกต. ได้สรุปรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้าให้ที่ประชุมทราบ โดยมีแนวทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในการเลือกตั้งใหญ่และการออกเสียงประชามติที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์หน้า นอกจากนี้ ยังมีการรายงานข้อมูลการเบิกเงินผิดปกติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งสำนักงาน กกต. กำลังตรวจสอบมูลเหตุและความเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง โดย กกต. กำชับให้ฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการโดยด่วน

ปัญหาความผิดพลาดในการเลือกตั้งล่วงหน้า

ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้ามีหลายประการ เช่น การปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ไม่ปิดเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครบางเบอร์ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงข้อผิดพลาดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้สมัคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ส่งข้อความในกลุ่มไลน์สำนักงาน กกต. ถึงเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยระบุว่าข่าวที่นำเสนอทำให้สำนักงานและตัวเขาเองเสียหายอย่างมาก และเรื่องนี้ “คงไม่จบลงง่ายๆ” จึงสั่งการให้ กกต. จังหวัดที่เกี่ยวข้องรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็ว พร้อมให้สำนักประชาสัมพันธ์ถอดเทปกรณีต่างๆ เพื่อติดตามและรายงานต่อ กกต.

การตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองและเบิกเงินบิ๊กล็อต

ที่ประชุม กกต. ยังไม่ได้พิจารณาข้อสังเกตจากคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของ 51 พรรคการเมืองที่ใช้เงินพรรคในการโฆษณาหาเสียง ส.ส. โดยจะนำเข้าประชุมวันที่ 3 กุมภาพันธ์ต่อไป สำหรับการเบิกเงินบิ๊กล็อตนั้น กกต. มองว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงสั่งเร่งตรวจสอบข้อมูลจาก ธปท. เพื่อหาความเชื่อมโยง

  • สรุปรายงานปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้าและแนวทางแก้ไข
  • ตรวจสอบข้อมูลเบิกเงินผิดปกติจากนิติบุคคล
  • กำชับฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการ
  • สั่ง กกต. จังหวัดรายงานชี้แจงความผิดพลาด
  • ถอดเทปข่าวเพื่อติดตามทุกประเด็น

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยไทย การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่แก้ไขทันที อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการเลือกตั้งหลัก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่า การสั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตจะช่วยป้องกันการฟอกเงินหรือการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาคงตัวในอดีต โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลจากธนาคารช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วขึ้น กกต. จึงต้องใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตาม สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ กกต. อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการเลือกตั้งมากขึ้น และอย่าลืมไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งใหญ่และประชามติ เพื่อเสียงของเราจะดังและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ กกต. ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามทุจริต หากดำเนินการได้ผล จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างมาก

ที่มา – กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ เป็นกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้นำทีมผู้บริหารและผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.00 น. ที่ตลาดเสาร์อาทิตย์ พัฒนาการคูขวาง เทศบาลนครนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง โดยมีนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค และนายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค ร่วมเดินทาง ทีมงานขึ้นรถแห่เปิดเพลง “รักชาติ 35” ที่ดัดแปลงจากเพลงฮิต “เชฟบ๊ะ” ทำให้บรรยากาศคึกคัก ผู้คนมาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก

ไฮไลต์น่ารักเกิดขึ้นเมื่อเด็กชายฝาแฝด “น้องไข่ตุ๋น” และ “น้องไข่ต้ม” ที่เคยถ่ายรูปกับนายชัยวุฒิสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จำหน้าได้ รีบวิ่งเข้ามาขอถ่ายรูปคู่กันอีกครั้ง สร้างรอยยิ้มให้ทุกคน

พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

หลังลงพื้นที่ตลาด นายชัยวุฒิและทีมพรรครักชาติ เดินทางไปยังศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงขอพรให้การหาเสียงราบรื่น สิริมงคล และประสบความสำเร็จในโค้งสุดท้าย พิธีนี้สะท้อนถึงความเคารพประเพณีท้องถิ่นและความเชื่อมั่นในพลังศรัทธา

ข้อเรียกร้องสร้างค่านิยมรักชาติในคนรุ่นใหม่

ในช่วงสัมภาษณ์ นายชัยวุฒิได้ตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ ว่ามีแผนปลูกฝังค่านิยมรักชาติ รักบ้านเมือง และความเสียสละอย่างไร ชวนทุกพรรคร่วมกันสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลชาติบ้านเมืองอนาคต

เขายังวิจารณ์ปรากฏการณ์ที่ทำให้ความภาคภูมิใจในชาติถูกลดทอน โดยกลุ่ม “ด้อม” “ไอโอ” และอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างความแตกแยก ย้ำว่าความมั่นคงชาติต้องอาศัยทุกคน โดยเฉพาะในยุคที่สงครามใกล้ตัวมากขึ้น

นโยบายพรรครักชาติเน้นการสร้างความสามัคคีและรักชาติ นี่คือตัวอย่าง:

  • ปลูกฝังค่านิยมรักชาติในเยาวชนผ่านการศึกษาและสื่อ
  • ส่งเสริมความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย
  • เตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามภายนอกด้วยความสามัคคี
  • พัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเพื่ออนาคตคนรุ่นใหม่

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ จึงไม่ใช่แค่งานหาเสียง แต่เป็นการจุดประกายแนวคิดสำคัญ หากไม่มีแผ่นดินไทย สิทธิเสรีภาพก็ไร้ความหมาย นายชัยวุฒิกล่าวอย่างหนักแน่น

การกระทำเช่นนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรครักชาติในฐานะพรรคที่ยึดมั่นหลักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้สนับสนุน โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ประชาชนให้ความสำคัญกับประเพณีและความมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน การปลูกฝังค่านิยมรักชาติต้องเริ่มจากผู้นำการเมืองทุกพรรค หากคนรุ่นใหม่เติบโตมาด้วยความรักชาติ สังคมไทยจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระแสค่านิยมรักชาติให้แพร่หลาย

ที่มา – “ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ

“ดุสิตโพล” ชี้ ชาวบ้านคาดหวังนโยบายพรรคใหม่

“ดุสิตโพล” ชี้ชาวบ้านคาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ นี่คือสิ่งที่ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับเรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” โดยทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,586 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ในช่วงวันที่ 13-16 มกราคม 2569

ผลสำรวจพบว่า พรรคประชาชนมีความได้เปรียบในด้านนโยบายถึง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง (ร้อยละ 38.14), ด้านการศึกษา (ร้อยละ 43.93), ด้านการเกษตร (ร้อยละ 35.82) และด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (ร้อยละ 39.89) ในขณะที่พรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบในด้านปากท้อง/ค่าครองชีพ (ร้อยละ 35.63)

หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเลือกพรรคประชาชน (ร้อยละ 34.11) รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 18.37) และจะเลือก สส. เขตจากพรรคประชาชน (ร้อยละ 33.14) รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 19.49) บุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปคือ ณัฐพงษ์ (จากพรรคประชาชน) ด้วยคะแนนร้อยละ 34.34

“ดุสิตโพล” ชี้ชาวบ้านคาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้ให้ความเห็นว่า พรรคประชาชนมีนโยบายที่โดดเด่นใน 4 จาก 5 นโยบายหลัก และยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ กลยุทธ์การหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองที่จะนำมาใช้ในการช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงต่อจากนี้ และความสามารถในการเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงนโยบายให้กลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้ง

ผลสำรวจดุสิตโพล

ผศ.ภาวินี รอดประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้อธิบายว่า ในการเลือกตั้ง 69 ประชาชนคาดหวังกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศในหลากหลายมิติ ที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบที่ยังไม่มีโอกาสในการบริหารประเทศ ให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร หรือการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

ทำไมชาวบ้านถึง “คาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่”?

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า มากกว่าร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความคาดหวังดังกล่าว นอกจากนี้ ทิศทางในการเลือกพรรคการเมือง หรือตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็น สส. และความคาดหวังในบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็สอดคล้องกับการเลือกนโยบายของพรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังคงมองหา “ของใหม่” ทั้งในแง่ของตัวบุคคลและพรรคการเมืองที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาก่อน

หากพรรคการเมืองใหม่ได้รับโอกาสในการบริหารประเทศในครั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การทำหน้าที่ของพวกเขาเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้จริงหรือไม่

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงของประชาชน และความหวังว่าพรรคการเมืองใหม่จะสามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้จริง อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งความไว้วางใจของประชาชนนั้น ต้องอาศัยการพิสูจน์ผลงานในระยะยาว ว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นมีความสามารถในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ดุสิตโพล” ชี้ชาวบ้านคาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่

ดุสิตโพล: คนเลือก สส.เขต-บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อันดับ 1

ผลสำรวจล่าสุดจากดุสิตโพลชี้ว่า หากมีการเลือกตั้ง สส.เขต-บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จะมาเป็นอันดับ 1 พร้อมทั้งประชาชนส่วนใหญ่ยังอยากให้ “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอีกด้วย มาดูกันว่าผลสำรวจนี้มีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ดุสิตโพล: คนเลือก สส.เขต-บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อันดับ 1

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ในหัวข้อ “คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569” โดยทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,682 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2569 และได้สรุปผลออกมาดังนี้:

ผลสำรวจความนิยมพรรคการเมืองและผู้ที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี

1. หากมีการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ประชาชนจะเลือกพรรคใด:

  • อันดับ 1: พรรคประชาชน 34.23%
  • อันดับ 2: พรรคภูมิใจไทย 16.22%
  • อันดับ 3: พรรคเพื่อไทย 16.03%
  • อันดับ 4: อื่นๆ 11.12%
  • อันดับ 5: ยังไม่ตัดสินใจ 10.25 %
  • อันดับ 6: พรรคประชาธิปัตย์ 9.02%
  • อันดับ 7: พรรคเศรษฐกิจ 3.13%

2. ประชาชนจะเลือก สส.เขต สังกัดพรรคใด:

  • อันดับ 1: พรรคประชาชน 33.56%
  • อันดับ 2: พรรคเพื่อไทย 18.46%
  • อันดับ 3: พรรคภูมิใจไทย 16.29%
  • อันดับ 4: ยังไม่ตัดสินใจ 12.98%
  • อันดับ 5: อื่นๆ 8.65%
  • อันดับ 6: พรรคประชาธิปัตย์ 8.05%
  • อันดับ 7: พรรคเศรษฐกิจ 2.01%

3. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป:

  • อันดับ 1: นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) 31.99%
  • อันดับ 2: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) 17.45%
  • อันดับ 3: นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) 15.14%
  • อันดับ 4: ยังไม่ตัดสินใจ 11.63%
  • อันดับ 5: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) 10.81%
  • อันดับ 6: อื่นๆ 9.18%
  • อันดับ 7: พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) 3.80%

4. ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน:

  • อันดับ 1: นโยบายที่แก้เศรษฐกิจและปากท้อง 52.35%
  • อันดับ 2: ผลงานจริงที่ผ่านมา 45.64%
  • อันดับ 3: ผู้นำและทีมบริหาร 38.03%
  • อันดับ 4: การดีเบต 35.35%
  • อันดับ 5: พรรคที่สังกัดและอุดมการณ์ทางการเมือง 33.52%

5. จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประชาชนอยากบอกอะไรกับทหารไทย:

  • อันดับ 1: ขอสดุดี ยกย่องทหารไทยที่เสียสละทุ่มเท 37.15%
  • อันดับ 2: เป็นกำลังใจให้ทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย 31.16%
  • อันดับ 3: ขอให้ปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง 14.62%
  • อันดับ 4: ขอให้ได้พื้นที่ของไทยกลับคืนมา และสถานการณ์สู้รบยุติลงโดยเร็ว 11.47%
  • อันดับ 5: อยากให้กองทัพดูแล เยียวยา และเพิ่มสวัสดิการให้ทหารที่ปกป้องชายแดนไทย 5.60%

จากผลสำรวจนี้ เราจะเห็นได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ นโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องได้จริง รวมถึงผลงานที่ผ่านมาของพรรคการเมืองนั้นๆ ด้วย นอกจากนี้ ผู้นำและทีมบริหารก็เป็นอีกปัจจัยที่ประชาชนให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น พรรคประชาชน และพรรคอื่นๆ จึงควรให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ เพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ผลสำรวจนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความคิดเห็นของประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจเลือกใครหรือพรรคไหนเป็นสิทธิและเสรีภาพของแต่ละบุคคล ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลและเลือกคนที่ท่านคิดว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

ที่มา – ดุสิตโพล คนเลือก สส.เขต-บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อันดับ 1 อยากให้ “เท้ง” เป็นนายกฯ

อภิสิทธิ์ ดักทางรัฐบาลรักษาการ ต้องยึดกฎหมาย

“อภิสิทธิ์” ลั่น พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหาชายแดน-น้ำท่วม ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเลือกตั้งต้องยึดกฎหมาย สับสนฝ่ายอยากแก้ รธน. กลับเลือกทางจบแบบนี้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้ง หลังรัฐบาลประกาศยุบสภา ว่า พรรคมีความพร้อม ไม่มีปัญหา เราเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมออยู่แล้ว ตนกำชับผู้บริหารทุกคนตั้งแต่ต้นว่า เราทำงานแข่งขันกับเวลา แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดหลายเรื่อง แต่ก็มั่นใจ เราเร่งทำทั้งนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศ และการคัดผู้สมัครก็เร่งรัดทำตามขั้นตอนและเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างครบถ้วน ซึ่งมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาทำการเมืองแบบสุจริตจำนวนมาก จึงต้องกลั่นกรองและคัดเลือกให้เหมาะสมที่สุด ส่วนจะสามารถเปิดตัวผู้สมัครได้เมื่อไหร่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือ ต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาขา และตัวแทนจังหวัด ตามกฎหมายบังคับ ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และหลังจากได้รับฟังความคิดเห็นมาแล้วคณะกรรมการสรรหาก็จะเร่งประชุมเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคอนุมัติ ส่วนจะส่งตัวผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ทราบ แม้ว่าจะมีผู้ยื่นความจำนงมาแล้ว จะต้องคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง

เสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหาชายแดน-น้ำท่วม

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคห่วงใย ซึ่งได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อคืน ที่ต้องยอมรับว่า ปัญหาของประเทศในขณะนี้ มีทั้งการสู้รบตามแนวชายแดน และการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม หากการเมืองมีเอกภาพ มีพลังและมีอำนาจเต็ม จะสามารถผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ด้วยดี ซึ่งยอมรับว่า รู้สึกเสียดาย ในการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายที่ค้างในสภา ต้องตกไปทั้งหมดเมื่อยุบสภา สิ่งที่ตนอยากจะเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจทั้ง 2 เรื่องให้เสร็จสิ้นด้วยดี แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้กระทั่งรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรี ต้องมาใช้เวลากับการรณรงค์หาเสียง การที่รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม และต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามา การตัดสินใจในนโยบายใหม่ๆ ก็คงทำไม่ได้ และอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง จะมีเรื่องของ กกต. มาเกี่ยวด้วย ถ้าเริ่มต้นวันนี้นายกรัฐมนตรีกับรัฐบาล จะดูแลภารกิจเหล่านี้ว่าจะไม่กระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนเรื่องการเลือกตั้งก็ว่าไปตามกระบวนการของพรรคการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเลือกตั้งต้องยึดกฎหมาย

เมื่อถามว่า คิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่รัฐบาลจะอาศัยช่วงนี้เป็นรัฐบาลรักษาการยาว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะไปลากยาวด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ได้ ยกเว้นเท่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ อย่างกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่มีการเลื่อนเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นไปตามกฎหมาย คือ กกต. เห็นแล้วว่าการจะเลือกตั้งในพื้นที่เหล่านั้น มันไม่สามารถจัดได้ เพราะต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชนมีส่วนร่วมด้วย เป็นอำนาจของ กกต. ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งทั่วไป ยังมองไม่เห็นว่ากฎหมายจะอนุญาตอย่างไร ส่วนที่เคยมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปต้องเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า มีบทบัญญัติที่พยายามมาปรับ เพื่อแก้สถานการณ์ตรงนั้นอยู่ว่าในกรณีบางพื้นที่ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรก็คงเป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต. ที่จะวินิจฉัย

อภิสิทธิ์ชี้ รัฐบาลรักษาการต้องยึดกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลรักษาการจะอยู่ในตำแหน่งยาวนาน โดยย้ำว่าการดำเนินการใด ๆ ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย

สับสน ฝ่ายอยากแก้ รธน. กลับเลือกทางจบแบบนี้

เมื่อถามว่าการชิงยุบสภากะทันหันมองว่าพรรคภูมิใจไทยเอาเปรียบเพื่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่อยากถกเถียงว่า ใครเป็นคนผิดข้อตกลง แต่น่าเสียดายตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์ไปว่า ถ้าพรรคการเมืองจะพยายามหาทางออกร่วมกันผลักดันสิ่งที่เป็นเป้าหมายร่วมกันสักนิดก็จะหลีกเลี่ยงที่จะทำให้บางปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ความได้เปรียบเสียเปรียบ มีอยู่แล้วตามเงื่อนไข เราให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ เพราะนายกฯพูดมาตลอดว่าถ้าขยับอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ เขาก็จะยุบสภา เพียงแต่ว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนก็ไม่ได้บอกว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเคยถูกสอบถามก็บอกว่ารัฐบาลยังไม่มีความผิดร้ายแรง แต่พอมีปัญหาเรื่องตกลงกันไม่ได้ เรื่องสาระของรัฐธรรมนูญเลยทำให้เป็นเหตุขึ้นมา ในใจผมก็นึกว่าถ้าเราเอาเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่มาเป็นตัวตั้งของประเทศแล้วคุยกันเสีย เผื่อหาทางออกได้มันก็น่าจะดีกว่านี้ แต่เมื่อถึงจุดนี้ก็ต้องเดินไปตามกระบวนการ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเสียดายหรือไม่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ที่ค้างอยู่ในสภาฯ ไม่สามารถออกมาได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ตนมีความรู้สึกสับสนนิดหน่อยว่าฝ่ายที่ต้องการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติม หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ดีๆ ก็เลือกเส้นทางทำให้มันจบลง แม้ว่าจะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ทำประชามติ แต่จริงๆ แล้วตรงนี้ไม่ได้ช่วยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น เพราะจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้คำถามที่ไปถามประชาชนจะไปถามพร้อมกับตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้จัดทำใหม่ แม้มีการทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งแล้วผ่าน ก็ยังต้องไปทำประชามติอีกรอบอยู่ดีในวันที่ไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 จริงๆ แล้วก็แปลกใจอยู่ว่าแทนที่จะพยายามหาทางออกก็ไปเลือกเส้นทางที่เหมือนกับมาตั้งต้นกันใหม่

สรุปแล้ว นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง พร้อมทั้งแสดงความเสียดายต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการยุบสภา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดหลักกฎหมายในการดำเนินการของรัฐบาลรักษาการ การดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเป็นสิ่งที่สำคัญ และต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวต้องยึดกฎหมาย ปชป. พร้อมเลือกตั้ง

“สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ รถไฟฟ้า

“สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ เปิดทางเจรจานายทุนใหญ่รถไฟฟ้า เลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน ทำสัญญาจ้างวิ่งต่อถึงปี 2585 เรียกร้องรัฐบาลจะอนุมัติเรื่องใหญ่ต้องเปิดข้อมูลให้ถกเถียงจนตกผลึกก่อน

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ชวนจับตาการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค. 2568) อาจมีการเปิดช่องทางในการเจรจาผลประโยชน์จากการแก้สัญญาสัมปทานให้กับนายทุนใหญ่รถไฟฟ้า ซึ่งดีลใหญ่ระดับแสนล้านบาทในการ “ซื้อคืน” สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กำลังจะหมดสัมปทานในปี 2572  และมีข้อพัวพันกับการเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุน ด้วยการทำสัญญาจ้างวิ่งต่อถึงปี 2585 รวมถึงสายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง สายสีชมพู ซึ่งจำนวนผู้โดยสารจริงต่ำกว่าที่เอกชนคาดหวัง จึงอยากขายคืนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

นายสุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า “รัฐบาลชั่วคราว” ไม่ควรเร่งตัดสินใจดีลใหญ่แบบนี้ จะอุดหนุนแต่รถไฟฟ้าแล้วละเลยระบบรถเมล์ไม่ได้ และอย่าจับ “ตั๋วร่วม” มาเป็นตัวประกัน เพราะมันไม่เกี่ยวกัน รัฐบาลสามารถอุดหนุนเพื่อทำค่าโดยสารร่วมได้โดยไม่ต้องซื้อคืน (คำถามคืออุดหนุนเท่าไหร่จึงเหมาะสม?) แต่การซื้อคืนคือการเปิดช่องใหม่ในการเจรจาหาผลประโยชน์ว่าจะซื้อคืนในราคาเท่าไหร่จึงเหมาะสม?

นายสุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ก่อน ครม.ชั่วคราวจะอนุมัติเรื่องใหญ่แบบนี้ อย่างน้อยควรเปิดเผยข้อมูลและถกเถียงกันถึงทางออกที่เหมาะสมก่อน โดยให้แต่ละพรรคการเมืองได้เสนอนโยบายมาแข่งกัน ยิ่งแข่งขันผ่านเวทีหาเสียงเลือกตั้งยิ่งเหมาะสม เพราะประชาชนจะได้เห็นว่าใครทำเพื่อประชาชนและใครทำเพื่อนายทุน แต่รัฐบาลชั่วคราวดันจะเร่งเดินหน้าเปิดโต๊ะเจรจาผลประโยชน์กับนายทุนใหญ่รถไฟฟ้าแบบนี้ ก็ต้องถามว่าจะเร่งกระสุนไปเลือกตั้ง ใช่หรือไม่?

ดีลแสนล้านที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของระบบขนส่งมวลชนและภาษีของพวกเราทุกคน การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ เปิดทางเจรจานายทุนใหญ่รถไฟฟ้า เลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน

จากกรณีที่นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. พรรคประชาชน ออกมาเตือนให้จับตาการประชุม ครม. ที่อาจมีการพิจารณาดีลแสนล้านเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเหมาะสมของข้อตกลงดังกล่าว

ทำไมดีลแสนล้านนี้ถึงสำคัญ?

ดีลนี้เกี่ยวข้องกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ให้บริการประชาชนจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงสัญญาหรือการ “ซื้อคืน” สัมปทาน อาจส่งผลกระทบต่อค่าโดยสาร, คุณภาพการให้บริการ, และภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว การตัดสินใจใดๆ จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ประเด็นที่น่าสนใจคือการเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุน โดยการทำสัญญาจ้างวิ่งต่อถึงปี 2585 ซึ่งอาจเป็นการเปิดช่องให้นายทุนใหญ่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การที่เอกชนต้องการขายคืนสัมปทานสายสีน้ำเงิน, สายสีเหลือง, และสายสีชมพู เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และความสำคัญของการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจอนุมัติโครงการ

ดังนั้น การที่นายสุรเชษฐ์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและถกเถียงกันถึงทางออกที่เหมาะสมก่อนอนุมัติเรื่องใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

จับตาดูการเคลื่อนไหวของรัฐบาลและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ เปิดทางเจรจานายทุนใหญ่รถไฟฟ้า เลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน

Scroll to top