นโยบายพรรค

“บิ๊กแจ๊ส” หาเสียงปทุมธานี เตรียมโต้พรรคดัง

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง “บิ๊กแจ๊ส หาเสียงปทุมธานี” กำลังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างมาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือที่รู้จักกันในชื่อ บิ๊กแจ๊ส นายก อบจ.ปทุมธานี ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 หมายเลข 8 พรรคกล้าธรรม อย่างคึกคัก เน้นย้ำถึงการเลือกคนทำงานจริง ไม่ใช่นักการเมืองพูดเก่ง

“บิ๊กแจ๊ส” หาเสียงปทุมธานี

วันที่ 31 มกราคม 2569 บิ๊กแจ๊สได้จัดคาราวานรถแห่ลุยพบปะประชาชนในชุมชนและตลาดสำคัญทั่ว จ.ปทุมธานี ประชาสัมพันธ์นโยบายพรรคกล้าธรรมที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่ กระแสตอบรับดีเยี่ยม ประชาชนแห่เข้ามาทักทาย ถามไถ่ และขอเอกสารนโยบายเพิ่มเติม บิ๊กแจ๊สย้ำว่า บิ๊กแจ๊ส หาเสียงปทุมธานี ครั้งนี้มุ่งดัน “ตั๊ก อัยรินทร์” ให้เข้าสภา เพื่อเป็นตัวแทนที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่นได้จริง

บิ๊กแจ๊สยกตัวอย่างผลงานในอดีต เช่น ช่วงน้ำท่วมวิกฤติที่ตำบลคูคต อัยรินทร์ประสานกรมชลประทานและกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที สะท้อนความเข้าใจพื้นที่และการทำงานเชิงรุก หากได้เป็น ส.ส. จะช่วยประสานงบประมาณ ดึงโครงการพัฒนาจากระดับชาติมาสนับสนุน อบจ. และ อบต. ให้งานเดินหน้าเร็วขึ้น

เตรียมขึ้นเวทีปราศรัยพรรคกล้าธรรม โต้ตอบพรรคดัง

นอกจากนี้ บิ๊กแจ๊สยังเผยว่า พรุ่งนี้ (1 ก.พ. 2569) จะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคกล้าธรรม ที่ลานตรงข้ามฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเคยใช้จัดงานมาแล้ว เดิมทีไม่ได้คิดขึ้นเวที แต่ถูกทั้งสองพรรคพาดพิงชื่อชัดเจน จึงต้องออกมาโต้แย้งและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน อย่ามาบิดเบือนประชาชน บิ๊กแจ๊สเชิญชวนพี่น้องมาร่วมฟัง เพื่อรับรู้ความจริง

ด้านตั๊ก อัยรินทร์ กล่าวว่า เธอเติบโตในปทุมธานี เห็นปัญหามาตลอด เช่น น้ำท่วมซ้ำซาก จราจรติดขัด สาธารณูปโภคไม่ทั่วถึง และโอกาสอาชีพสำหรับเยาวชน หากได้เป็น ส.ส. จะเป็นสะพานเชื่อมท้องถิ่นกับส่วนกลาง ผลักดันโครงการที่ตอบโจทย์จริง

ปัญหาหลักในปทุมธานีที่ต้องแก้ไข

ปทุมธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูง แต่ยังเผชิญปัญหาหลายประการที่ต้องการ ส.ส.ที่ทำงานจริงมาช่วยแก้ไข ดังนี้:

  • น้ำท่วมซ้ำซาก: ต้องเร่งปรับปรุงระบบระบายน้ำ ประสานงบจากกรมชลประทาน
  • จราจรติดขัด: พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ขยายถนนเชื่อมต่อกรุงเทพฯ
  • สาธารณูปโภค: ขยายระบบน้ำประปา ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกชุมชน
  • โอกาสเยาวชน: สร้างอาชีพ สนับสนุนสตาร์ทอัพ และการศึกษาวิชาชีพ
  • เศรษฐกิจท้องถิ่น: ดึงนักลงทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นโยบายพรรคกล้าธรรมมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน และการตรวจสอบผลงานอย่างโปร่งใส

“เราต้องการคนทำงานจริงมาเป็น ส.ส. เพื่อพัฒนาบ้านเรา… ขอโอกาสส่งตั๊ก อัยรินทร์ เข้าสภา พิสูจน์ด้วยผลงาน” บิ๊กแจ๊สกล่าว

การหาเสียงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีมพรรคกล้าธรรมในการต่อสู้เพื่อปทุมธานี หากคุณเป็นคนปทุมธานี อย่าลืมเลือกหมายเลข 8 เพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิม มาร่วมเวทีพรุ่งนี้เพื่อฟังวิสัยทัศน์และข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง!

สรุปแล้ว บิ๊กแจ๊ส หาเสียงปทุมธานี ไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นการจุดประกายให้ประชาชนตื่นตัว เลือกผู้แทนที่ทำงานจริงเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ Opinion จากเรา: ในยุคที่นักการเมืองพูดเก่งเยอะ การเลือกคนที่พิสูจน์ผลงานได้อย่างบิ๊กแจ๊สและทีม จะนำพาปทุมธานีไปข้างหน้าได้แน่นอน

ที่มา – “บิ๊กแจ๊ส” หาเสียงปทุมฯ เผยเตรียมขึ้นเวทีปราศรัยพรรคกล้าธรรมพรุ่งนี้ โต้กลับพรรคดัง

เพื่อไทย ซัด “อนุทิน” ยกคลั่งชาติ ท้าดีเบต

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 เพื่อไทย ซัด “อนุทิน” ยกคลั่งชาติ หวังผลเลือกตั้งเหมือน “อังเคิล” ท้าดีเบตสักครั้ง กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย พรรคเพื่อไทยนำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ ออกมาโจมตีพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่ากำลังใช้วาทกรรมคลั่งชาติเพื่อแบ่งแยกประชาชน เหมือนกับที่อังเคิลเทม ฮุนเซน เคยทำในกัมพูชา สร้างปัญหาชายแดนเพื่อหวังผลทางการเมือง

ยศชนัน หาเสียงเชียงราย

เพื่อไทย ซัด “อนุทิน” ยกคลั่งชาติ หวังผลเลือกตั้งเหมือน “อังเคิล” ท้าดีเบตสักครั้ง

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 31 ม.ค. 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เดินทางหาเสียงที่เชียงราย ร่วมกับผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 และ 4 อย่างน.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ และนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ประชาชนมาร่วมฟังแน่นขนัดทุกเวที ก่อนปิดท้ายที่หอประชุม GMS

ที่เวทีปิดท้าย นายจุลพันธ์ หรือ “หนิม” ปราศรัยซัด “อนุทิน” หรือ “หนู” ว่ากำลังอึดอัดเพราะยศชนันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น การผูกขาดคำว่ารักชาติ แบ่งคนเป็นสองฝั่ง “รักชาติ-ไม่รักชาติ” ทำให้ประชาชนแตกแยก ทั้งที่ทุกพรรครักชาติเท่าเทียมกัน จุลพันธ์บอกว่าอนุทินฟังแต่เนวิน คำนวณ (แดดดี้) แต่ทำเหมือนอังเคิลฮุนเซน สร้างกระแสคลั่งชาติ ปัญหาชายแดนเพื่อหวังคะแนนเลือกตั้ง

“เพื่อไทยยืนยันทุกคนรักชาติเท่าเทียม จะเดินหน้าแก้ปัญหาให้ประชาชน อย่าผูกขาดรักชาติ ไม่มีใครรักมากรักน้อย” จุลพันธ์กล่าว พร้อมท้าให้อนุทินมาดีเบตก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบาย แทนการปลุกระดม

จุลพันธ์ ปราศรัยเชียงราย

ท้าดีเบตสักครั้งก่อนเลือกตั้ง

จุลพันธ์เน้นย้ำว่า “วันนี้เดินหน้าเอานโยบายมาคุยกันดีกว่า อยากให้หนูมาดีเบต พรรคภูมิใจไทยหลบหายไป เราขอเชิญหัวหน้าพรรคมาดีเบตสักวันก่อนเลือกตั้ง” เพื่อนำพาประเทศออกจากความขัดแย้ง ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรคเบอร์ 9

ภูมิธรรม เตือนโค้งสุดท้าย อย่าปลุกวาทกรรมรักชาติ

นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กเตือนในช่วงโค้งสุดท้ายหาเสียง อย่าหยิบวาทกรรมแบ่งแยกประชาชน เช่น รักชาติ-ไม่รักชาติ หรือขัดแย้งชายแดนมาใช้สร้างคะแนน การเมืองที่ดีต้องไม่ปลุกความกลัวเกลียดชัง แต่เน้นนโยบายชัดเจน รูปธรรม

“ความรักชาติไม่ควรถูกผูกขาด ประชาชนควรได้นโยบายแก้ปัญหา ไม่ใช่วาทกรรมทำลายกัน 20 ปีที่ผ่านมา การเมืองสร้างความขัดแย้งซ้ำซาก วันนี้ต้องเลือกอนาคตด้วยความสามัคคี” ภูมิธรรมระบุ

ภูมิธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก
หาเสียงเชียงราย
เวทีปราศรัยเพื่อไทย

ประเด็นนี้สะท้อนถึงการแข่งขันดุเดือดในเลือกตั้ง 2569 ที่พรรคต่างๆ พยายามดึงคะแนนด้วยวาทกรรมชาตินิยม แต่เพื่อไทยยืนยันจะเน้นนโยบายแก้เศรษฐกิจ สวัสดิการประชาชน การแบ่งแยกแบบนี้เสี่ยงทำให้สังคมแตกหักยิ่งขึ้น ผู้สมัครแต่ละพรรคควรโฟกัสที่วิสัยทัศน์จริงๆ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การศึกษา สุขภาพ และความมั่นคงชายแดนที่ยั่งยืน

ในมุมมองของเรา การท้าดีเบตเป็นไอเดียดีเยี่ยม เพราะประชาชนจะได้เห็นนโยบายชัดๆ ไม่ใช่แค่วาทะ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับ เพื่อไทย ซัด “อนุทิน” ยกคลั่งชาติ หวังผลเลือกตั้งเหมือน “อังเคิล” ท้าดีเบตสักครั้ง ? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อตัดสินใจโหวตอย่างมีสติในวันเลือกตั้ง!

ที่มา – เพื่อไทย ซัด “อนุทิน” ยกคลั่งชาติ หวังผลเลือกตั้งเหมือน “อังเคิล” ท้าดีเบตสักครั้ง

อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ

“อนุทิน” เดินเท้าเข้าทำเนียบฯ หลังพาภริยาทำบุญวันเกิด บอกเวลาที่เหลือช่วยลูกพรรคหาเสียง ลั่นไม่ประมาทหลังผลโพลบางที่มีคะแนนนำ ย้ำต้องปรับปรุงการข่าว หลังเหตุการณ์ป่วนใต้

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินเท้าจากย่านโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ มายังทำเนียบรัฐบาล ภายหลังไปรับประทานอาหารเช้ากับ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา โดยนายอนุทิน เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า เดินมาเพื่อย่อยอาหาร หลังแวะไปรับประทานข้าวแกงมา วันนี้ข่าวไม่มีอะไร สบายๆ วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีไม่มาก เมื่อถามว่า วันนี้ทำไมถึงมาแต่เช้าตรู่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เมื่อเช้าจึงไปทำบุญตักบาตรที่วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมเวที “ทิศทางโลกทิศทางไทย” Global Dynamics and Thailand’s Future หัวข้อ Thailand Vision 2035 เมื่อวันที่ 12 มกราคม ว่า ก็โอเค พยายามพูดให้อยู่ภายใน 20 นาที ซึ่งก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด เมื่อถามกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) บอกว่านายกฯ โหนกระแสรัฐมนตรีกัมพูชา นายอนุทิน หัวเราะไม่ตอบคำถาม ก่อนยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม เมื่อถามว่าบรรยากาศที่เหลืออีก 26 วัน จะเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ดีนะครับ ตอนนี้พยายามหาเวลาลงไปช่วยลูกพรรค กรุงเทพฯ บ้าง ต่างจังหวัดบ้างแล้วแต่เวลาที่มี จะไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และวันที่ 14 มกราคม อาจจะแวะไปสงขลา แต่ผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาอยู่ในพื้นที่แล้ว

หวัง สส. ทุกที่แต่ต้องรอฟัง ปชช.

เมื่อถามว่าเห็นโพลแล้วใจชื้นหรือไม่เพราะบางโพลมีคะแนนนำและตัวเลข สส. ได้เยอะกว่าพรรคอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า จะบอกว่าใจชื้นก็ไม่ได้ จะใจชื้นหรือใจแห้งก็ต้องรู้ผลเราก็ไม่ประมาท เห็นผลโพลที่ดีขึ้น ถามว่ากำลังใจดีขึ้นไหมก็เป็นธรรมดาก็มีกำลังใจดีขึ้น ลูกพรรคก็มีความคึกคักขึ้น เมื่อถามว่าอย่าง กทม. เหมือนเสียงตอบรับจะดี โอกาสที่จะได้ สส. ครั้งแรกมีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็คาดหวังทุกที่ อยู่ที่ประชาชน เชื่อประชาชนตัดสินใจถูกต้องเสมอ เมื่อถามว่าก่อนเลือกตั้ง 2 สัปดาห์คาดว่าจะมีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เห็นเริ่มเทศกาลสาดโคลนกัน แต่ละคนควรใช้เวลาผลักดันนโยบายพรรคตัวเองสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ไม่ใช่พอรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอลงหรืออาจจะตาม แล้วเที่ยวไปนั่งซัดใส่ความคนนั้นคนนี้ เมื่อถามว่าโค้งสุดท้ายพรรคจะมีไม้เด็ดนโยบายอะไรดึงดูดประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำงานสม่ำเสมอ ไม่สาดโคลนใคร เมื่อถามว่า ช่วงนี้เริ่มมีบางพรรคประกาศว่าจะจับมือกับพรรคนั้นไม่จับมือกับพรรคนี้ พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าสามารถทำงานกับทุกพรรคใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมามันเป็นอย่างนั้นไหมล่ะ เรารอให้ประชาชนเขาตัดสินใจ บางทีพูดปากไวไป ซึ่งวันนี้มีดิจิทัลฟุตพรินต์ พูดไปก็ต้องมานั่งแก้เก้อ พูดให้น้อยดีกว่า ห่วงเรื่องของตัวเองให้มากๆ อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเขา

นายกฯ ย้ำต้องปรับปรุงการข่าว หลังเหตุป่วนใต้

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าทั้งฝ่ายความมั่นคงและการทหารต้องทำหน้าที่ของเขาไปอย่างเต็มที่ ตนกำชับเรื่องของการข่าว สิ่งที่มันเกิดขึ้นจะบอกว่าการข่าวไม่ล้มเหลวมันก็ไม่ได้ต้องปรับปรุง มันเกิดขึ้นไปแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ได้ย้ำในสิ่งที่เป็นฝ่ายขึ้นตรงกับการสั่งงานของตนคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ไปเร่งร่วมมือกับทางจังหวัดในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบเหตุ ทั้งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย ต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ซึ่งในพื้นที่ได้ส่งรายละเอียดมาแล้วเดี๋ยวตนจะขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปอ่าน โดยมีมาตรการ ระเบียบ และมติจากที่ประชุมในการที่จะช่วยเหลือว่าการเกิดเหตุร้ายแบบนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง ตนจะต้องเร่งให้มันเร็วขึ้น ส่วนใหญ่ต้องใช้งบประมาณจากงบกลาง ซึ่งงบกลางที่จะนำไปใช้สำหรับสถานการณ์ที่เร่งด่วนฉุกเฉิน และช่วยเหลือประชาชนโดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทางราชการปกติ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาให้อยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่า กรณีนี้ทางการข่าวไม่ได้มีการรายงานมาก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าแจ้งก็คงไม่เกิด

“อนุทิน” บอกปมกัมพูชายึดฟังระดับผู้นำ

ส่วนปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาไม่ค่อยจะเคารพข้อตกลงที่ทำกันเท่าไหร่ นายอนุทิน ระบุว่า เรามีเอกสารที่เรายืนยันเจตนารมณ์มาทั้งคู่ คือเราต้องฟังผู้นำประเทศ ขืนไปนั่งใส่ใจกับคนทุกระดับมันก็ไม่ใช่

อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ

สถานการณ์การเมืองยังคงร้อนระอุ แม้ว่าผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (โพล) บางสำนักจะชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำ แต่ อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ อย่างรอบคอบและพร้อมรับฟังเสียงของประชาชนเสมอ

อนุทินย้ำ! ไม่ประมาทหลังผลโพลบางที่มีคะแนนนำ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แม้ว่าผลโพลบางแห่งจะแสดงให้เห็นว่าพรรคมีคะแนนนำอยู่ก็ตาม เขากล่าวว่าพรรคจะไม่ประมาทและจะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมาถึง โดยเน้นย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การที่นายอนุทินออกมาแสดงความเห็นในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคภูมิใจไทยที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชน และทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และการทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ดังนั้น การที่นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และให้คำมั่นว่าจะไม่ประมาทและทำงานอย่างหนักต่อไป จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้การสนับสนุน

การเลือกตั้งครั้งต่อไป ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้แสดงออกถึงเจตนารมณ์ของตนเอง และเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นปากเสียงและทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิด ศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองอย่างถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจเลือกผู้แทนที่ตนเองเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ สะท้อนความตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นไม่ประมาทหลังผลโพลบางที่มีคะแนนนำ หวังได้ สส. ทุกที่แต่ต้องรอฟัง ปชช.

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

“ไชยา พรหมา” มั่นใจฐานเสียง หลังลงพื้นที่ปราศรัยรายตำบล ชี้ 33 ปี ก่อตั้ง จ.หนองบัวลำภู รายได้ประชากรต่ำ เล็งนำนโยบายพรรคกล้าธรรม แก้การเกษตร ลดหนี้สิน ตั้งธนาคารประชาชน

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร สส.หนองบัวลำภู เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า จ.หนองบัวลำภู เป็นจังหวัดมา 33 ปี แต่ระดับความยากจนของรายได้ประชากรต่อหัวยังอยู่ท้าย ๆ ของประเทศ คนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยังมีความยากจนและไม่ได้รับการเหลียวแล พรรคการเมืองแทบจะทุกพรรคมาสัญญากับคนอีสาน เมื่อได้อำนาจแล้ว ก็มักลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ เหมือนคนอีสานถูกหลอก แต่วันนี้ การที่ตนเองมาสังกัดพรรคกล้าธรรม ไม่เสนอนโยบายขายฝัน แต่ทำนโยบายที่เป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องภาคการเกษตร เป็นปัญหาใหญ่ของชาวอีสานไม่ว่าเรื่องสิทธิที่ทำกิน การสร้างงานสร้างอาชีพ การพัฒนาระบบชลประทาน การลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคการเกษตรด้วยการจัดตั้งธนาคารประชาชน ซึ่งพรรคกล้าธรรม มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เพราะถือว่า เกษตรกรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะต้องได้รับการดูแลก่อน เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิต

“รัฐบาลที่ผ่านมามักให้ความสนใจภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ มีนโยบายผ่อนปรนช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ แต่ภาคการเกษตรกลับไม่ได้รับการเหลียวแล เสียงคนจนอาจจะไม่ดังพอ แต่พรรคกล้าธรรมพร้อมรับฟังเสียงของคนจนซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและอยู่ที่ภาคอีสาน”

นายไชยา กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่ได้พบปะและปราศรัยในพื้นที่แล้ว ประชาชนเข้าใจและเห็นใจถึงเหตุผลในการย้ายพรรค เพราะพรรคกล้าธรรมให้โอกาสในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า และประชาชนพร้อมให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็น สส.หนองบัวลำภู เขต 2 อีกครั้งหนึ่ง

“จากการพบปะประชาชนและทำความเข้าใจกับมวลชนในพื้นที่ โดยการปราศรัยย่อยเป็นรายตำบล ประชาชนตอบรับและเข้าใจถึงเหตุผลของการย้ายพรรค เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่อย่างจริงจังภายใต้แนวคิด ทำมากกว่าพูด”

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ นายไชยา พรหมา แสดงความมั่นใจในฐานเสียงของตนในเขต 2 หนองบัวลำภูอย่างเต็มที่ โดยอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่ รวมถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น

ปัจจัยที่ทำให้ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

  • การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง: นายไชยาและทีมงานได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด รับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้านในทุกตำบล
  • นโยบายที่ตรงจุด: พรรคกล้าธรรมนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่
  • ความเข้าใจในพื้นที่: ด้วยประสบการณ์การทำงานในพื้นที่มายาวนาน นายไชยาเข้าใจถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายไชยายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

การแก้ไขปัญหาการเกษตรและปากท้องของประชาชน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อตัวเขาและพรรคกล้าธรรมว่าจะสามารถนำพาหนองบัวลำภูไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

ประชาชนจะได้อะไร หาก “ไชยา” ได้รับเลือก?

ประชาชนในเขต 2 หนองบัวลำภูจะได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หากนายไชยา พรหมา ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้แทนของพวกเขาอีกครั้ง การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและการแก้ไขปัญหาปากท้อง จะเป็นวาระสำคัญที่นายไชยาจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะทำงานเพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง การสนับสนุน “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู จึงเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของจังหวัดหนองบัวลำภู

การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ หากได้รับโอกาสอีกครั้ง

ที่มา – “ไชยา” มั่นใจฐานเสียงเขต 2 หนองบัวลำภู เล็งนำนโยบายกล้าธรรม แก้การเกษตร

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคใด ขอยังไม่รับที่ 3

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 ชี้หลังลงพื้นที่ประชาชนตอบรับดี “ยศชนัน-จุลพันธ์” พร้อมเดินหน้าผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาดต่อ หากกลับมาเป็นรัฐบาล

เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 2 มกราคม 2569 ที่สวนลุมพินี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์หลังนำทีมพรรคเพื่อไทย มาวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินี ถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเริ่มส่งสัญญาณจะจับมือทางการเมือง พรรคเพื่อไทยจะจับขั้วกับพรรคใดบ้างว่า ตนคิดว่าประเด็นนี้ประชาชนเริ่มมองเห็นแล้วว่าการจับขั้วในตอนนี้อาจจะเร็วเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญมากคือเรามองประชาชนเป็นที่ตั้ง เราพยายามที่จะเดินทางไปพูดคุยกับผู้คนว่ามีปัญหาเดือดร้อนแค่ไหน เพื่อนำมาเป็นแนวนโยบายที่จะส่งไปถึงประชาชน ซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคมีแนวนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งหากพรรคการเมืองใดไม่ได้มีประเด็นนโยบายที่ไม่ไปทางเดียวกัน ก็สามารถจับได้ทุกขั้ว

ส่วนถามว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ปิดตาย หากพรรคไหนนำนโยบายพรรคไปปฏิบัติก็สามารถจับมือกันได้ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ใช่ และมีอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนพยายามบอกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสาม เรายังไม่ค่อยจะเต็มใจตอบ เพราะเมื่อเราลงพื้นที่ก็ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนหลายคน จึงมองว่านโยบายเราจะเป็นตัวตั้ง การเมือง และต้องมาดูว่าพรรคการเมืองไหน สามารถที่จะจัดทำนโยบายพรรคเพื่อไทยทำได้ และเปิดกว้างหากพรรคการเมืองอื่นมีนโยบายที่ดีและสอดรับ เราก็พร้อมที่จะทำ

ส่วนเงื่อนไขการจับมือของพรรคเพื่อไทยต่อประเด็นมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า เงื่อนไขการจับมือคือต้องดูนโยบาย ทุกอย่างอยู่ในนโยบายหมด รวมถึงเรื่องที่ถามก็เป็นนโยบาย

นายยศชนัน ยังได้พูดถึงนโยบายด้านสวนสาธารณะ และสุขภาพว่า ต้องพูดถึงเรื่องของการลดรายจ่ายก่อน เพราะร่วม 10% ของ GDP เป็นเรื่องของสุขภาพที่ไม่ดี โดยการดูแลเรื่องค่ารักษา คือเรื่องของปลายทาง ซึ่งเราพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทาง ทั้งนี้เราพบว่า ประมาณ 64% เราสามารถป้องกันที่จะเกิดโรคได้ จึงอยากเชิญชวนทุกคนออกกำลังกาย เพื่อการดูแลร่างกาย

ส่วนเรื่องสวนสาธารณะ และสภาพอากาศ พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นของสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังไม่สุดทาง ซึ่งเราจะผลักดันเรื่องนี้ และกฎหมายลูกต่อไป เพราะอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี และเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจอีกด้วย การที่อากาศมีปัญหาทำให้ชีวิตข้างนอก ทุกคนไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ ดังนั้นอากาศสะอาดจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน โดยการแก้ปัญหาหลายภาคส่วน จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถขึ้นรถไฟฟ้าและขึ้นรถเมล์ได้ ซึ่งต้องมีการลดค่าใช้จ่าย รถเมล์ 10 บาท รถไฟฟ้า 20 บาท จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

เมื่อถามว่า ระหว่างที่วิ่งประชาชนมีการสะท้อนอย่างไรบ้างนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่เข้ากับนโยบายของพรรคเพื่อไทย อย่างที่สวนสาธารณะ เรื่องปากท้องเป็นเรื่องที่นำมาพูดคุยกันที่นี่ บางส่วนมีการพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิต อย่างผู้สูงอายุเมื่อเจอกับคนต่างรุ่นก็มีการพูดคุยแนะนำกัน ซึ่งในส่วนของสวนสาธารณะ เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นเป็นการปราศรัยในสวนสาธารณะ ดังนั้นสวนสาธารณะจะเป็นจุดศูนย์รวมที่เวลามีคนมีความเครียดก็จะมารวมกันอยู่ที่นี่ ดังนั้นการที่เราทำให้สวนสาธารณะในจังหวัดต่างๆดี ซึ่งตรงนี้จะเป็นศูนย์รวม และทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การที่เราทำการผลักดันให้สตรีทฟู้ดโดยการหาที่ขายให้ ก็เป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคเพื่อไทย และไม่ใช่เพียงแค่ใน กทม. แต่หาก กทม. ทำได้จังหวัดอื่นก็ต้องทำได้เช่นกัน

ด้านนายจุลพันธ์ ได้กล่าวถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ว่า ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่ยอมรับว่า กระบวนการของกรรมาธิการ ใช้เวลาค่อนข้างนานถึง 2 ปี มีการปรับแก้ และสุดท้ายเข้ามาในสภา แม้เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากก็ใช้เวลาเป็นเดือน จนกระทั่งผลักดันจนผ่านกระบวนการเข้าไปสู่ชั้น สว. แล้ว แต่เมื่อมีการยุบสภา ทำให้ตัวกฎหมายนั้นติดขัด ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะผลักดันตัวกฎหมายหรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล ยืนยันที่จะผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้แล้วเสร็จในสมัยถัดไปให้ได้ เพราะจะเป็นเครื่องยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการได้รับอากาศบริสุทธิ์

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ค่อนข้างสูง ซึ่งกลไกในการดำเนินการของพรรคเพื่อไทยชัดเจนมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่า ไม่เพียงพอที่จะมาหยุดยั้งการเผาภายในประเทศ ซึ่งก็ต้องพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการเผาในปัจจุบันเริ่มจากประเทศใกล้เคียง และเข้ามายังประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการเผาในภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม โดยในกฎหมายจะมีการกำกับว่า ผู้เผาจะต้องเป็นผู้จ่ายเพื่อนำมาชดเชย และแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในการผลักดันต่อไป

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3

จากประเด็นที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการจับมือกับพรรคการเมืองต่างๆ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับทิศทางและจุดยืนของพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 นั้น แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคใด

การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 ทำให้เกิดความหวังว่าการเมืองไทยจะมีความร่วมมือและปรองดองมากยิ่งขึ้น พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายเป็นหลักในการพิจารณาจับมือกับพรรคอื่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีนโยบายสอดคล้องกัน การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

  • พรรคเพื่อไทยเปิดกว้างสำหรับการทำงานร่วมกับทุกพรรค
  • ให้ความสำคัญกับนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน
  • พร้อมผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

การที่พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงนโยบายและการทำงานร่วมกัน ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าการเมืองไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ การผลักดันกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

การเมืองไทยในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกพรรคการเมืองหันมาร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 เป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประเทศไทย

ที่มา – พรรคเพื่อไทย ไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3

กกต.เตือน! อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร

กกต.กทม. เตือนผู้สมัคร สส. อย่าติดป้ายกีดขวางจราจร บดบังทัศนียภาพ เหตุประชาชนร้องเรียนมามากว่ารก แจงผู้สมัครสามารถเปิดเพลงแนะนำตัว ขายนโยบายพรรคได้ แต่ห้ามเต้นประกอบเพลง

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กทม. กล่าวถึงการร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ว่า จนวันนี้มีเพียงการยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามามีการหาเสียงก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งไม่ถือเป็นความผิด เพราะกฎหมายเลือกตั้งสามารถให้หาเสียงตั้งแต่วันยุบสภาฯ จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ กกต. ได้ให้ข้อมูลผู้สมัครและในวันรับสมัครก็ได้ชี้แจงผู้สมัครไปแล้วว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ อีกทั้งได้มีการประชาสัมพันธ์เป็นระยะ เท่าที่ดูไม่มีพื้นที่หรือเขตไหนเป็นที่น่าหนักใจ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สมัครเข้าใจกติกาเป็นอย่างดี

ผอ.กกต.กทม. กล่าวอีกว่า ในวันที่ 3 มกราคม 2569 ก็จะมีการประชุมชี้แจงผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ช่วยเหลือหาเสียง เพื่อให้ความรู้อีกครั้งเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งโดยจะเน้น 2 เรื่อง คือ ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง และการจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยจะจัดประชุมชี้แจงที่โรงแรมเซนทรา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ ส่วนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงกรณียุบสภาฯ ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะสามารถใช้จ่ายในการหาเสียงได้ประมาณ 1.9 ล้านบาท

กกต.เตือน! อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร

พร้อมกันนี้ ยังได้เตือนผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต ว่า ในการจัดทำป้ายหาเสียง อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร เพราะขณะนี้ประชาชนเริ่มร้องเรียนมาว่ารก และอาจจะบดบังทัศนียภาพ ส่วนการหาเสียงในสถานที่ราชการก็สามารถเข้าไปหาเสียงได้ แต่อย่ากระทำการเป็นการรบกวนเวลาทำงาน หรือเวลาเรียน เพราะจะก่อให้เกิดความรำคาญ และการใช้เสียงในเวลาค่ำคืนซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนของประชาชนก็ขอให้พึงระมัดระวัง เพราะจะทำให้ชาวบ้านรำคาญได้

สำหรับผู้สมัคร สส. ที่เป็นนักร้องศิลปิน สามารถแต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือนโยบายของพรรคการเมืองเพื่อเป็นการแนะนำตัวได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องการจัดมหรสพและงานรื่นเริง เช่น มีเครื่องดนตรีเข้ามาประกอบ หรือมีนักร้องและหางเครื่อง อาจเป็นการสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย ทั้งนี้สามารถเปิดเพลงบนรถแห่หาเสียงได้ แต่ไม่สามารถเต้นหรือรำ หรือมีพริตตี้ไปด้วยได้ เพราะเข้าข่ายเป็นงานรื่นเริง

ข้อควรระวังในการติดป้ายหาเสียง: กกต.เตือน! อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองและผู้สมัครต่างเร่งประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน การติดป้ายหาเสียงเป็นหนึ่งในวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่สิ่งสำคัญที่ผู้สมัครและทีมงานควรคำนึงถึงคือ การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ กกต. กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการติดตั้งป้ายที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรของประชาชน

ผลกระทบของการติดป้ายหาเสียงที่ไม่เหมาะสม

  • กีดขวางการจราจร: ป้ายที่ติดตั้งในลักษณะที่บดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ยานพาหนะ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้
  • บดบังทัศนียภาพ: ป้ายจำนวนมากที่ติดตั้งอย่างไม่เป็นระเบียบ อาจทำให้บ้านเมืองดูไม่สวยงาม และสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น
  • สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน: การติดป้ายในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการติดป้ายที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น อาจทำให้ประชาชนไม่พอใจและส่งผลเสียต่อคะแนนเสียงของผู้สมัครได้

แนวทางการติดป้ายหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย

  • ศึกษาและทำความเข้าใจกฎระเบียบของ กกต. เกี่ยวกับการติดป้ายหาเสียงอย่างละเอียด
  • ขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนทำการติดตั้งป้าย
  • เลือกสถานที่ติดตั้งป้ายที่ไม่กีดขวางการจราจรและไม่บดบังทัศนียภาพ
  • ติดป้ายในลักษณะที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่น
  • เก็บป้ายหาเสียงหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง

นอกจากเรื่องการติดป้ายหาเสียงแล้ว ผู้สมัครและพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการหาเสียงที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและสามารถแก้ไขปัญหาของสังคมได้จริง การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของประชาชน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดเผย

การหาเสียงที่เคารพกฎหมายและใส่ใจต่อความรู้สึกของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส และจะช่วยให้ได้ผู้แทนที่แท้จริงของประชาชน

ดังนั้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ขอให้ผู้สมัครและประชาชนร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – กกต. เตือนอย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร-บังทัศนียภาพ หลังประชาชนร้องเรียนมาก

รทสช.ชู “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ อย่างเป็นทางการ ได้แก่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมชูนโยบายเด่นมากมาย หวังพลิกโฉมประเทศไทย

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคและว่าที่ผู้สมัคร สส. อีกหลายท่าน

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ พรรค รทสช. ได้ประกาศสโลแกนพรรคอย่างเป็นทางการคือ “เด็ดขาดแก้วิกฤติ พลิกโฉมประเทศ” พร้อมทั้งเปิดตัวนโยบายที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายเด่นของพรรค รทสช. ที่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมผลักดัน

พรรค รทสช. ได้เสนอนโยบายที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน ดังนี้:

  • ด้านความมั่นคง: ยกเลิก MOU 43-44 สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา, รับเบี้ยเลี้ยงออกรบ 200,000 บาท, เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 30,000 บาท, ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท
  • ด้านการปราบปรามการทุจริต: ออกกฎหมายประหารชีวิตคนโกงชาติ, ลงโทษหนักสแกมเมอร์
  • ด้านพลังงาน: เสรีโซลาร์ ไม่ต้องขออนุญาต, ค่าไฟถูกได้อีก 33%, เบนซิน ดีเซล ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร
  • ด้านเกษตรกรรม: ปุ๋ยรัฐ 500 บาท/กระสอบ, ศาลที่ดิน ข้าว 15,000 บาท/ตัน, ปาล์ม 6 บาท/กก.
  • ด้านการศึกษา: ใช้หนี้ กยศ. ด้วยการทำงาน ไม่ถูกฟ้องร้องอีก
  • ด้านการบริหารราชการ: ราชการ งานไว ลดอำนาจรัฐ เลิกหลายใบอนุญาต จบที่ 1 คำขอ

นายพีระพันธุ์กล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะมาถึงว่า พรรควัดผลสำเร็จด้วยความตั้งใจจริงในการแก้ไขวิกฤติของชาติและปัญหาของประชาชน ไม่ได้วัดจากจำนวน สส. หรือขนาดของเงินทุน พร้อมทั้งยืนยันว่าพรรคจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีทุนสีเทา

เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรค รทสช. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า พรรคคาดหวังที่จะส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัด และในกรุงเทพมหานครส่งครบทั้ง 33 เขต

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่จะแก้ไขเพื่อทำให้ประเทศชาติมั่นคง สถาบันหลักของชาติเข้มแข็ง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมนำพาพรรค รทสช. สู่การเลือกตั้งด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน พรรคมุ่งเน้นการทำงานเพื่อคนไทยทั้งชาติ และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

พรรค รทสช. ภายใต้การนำของ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ และพร้อมที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ ด้วยนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานที่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม

ที่มา – “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช. ชูนโยบายออกรบรับ 2 แสน

ภูมิใจไทยเปิดตัว! ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์

พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว 100 รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เตรียมจับตาเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ 24 ธันวาคมนี้! ใครจะได้เป็นตัวแทนพรรคลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งหน้า มาร่วมติดตามข่าวสารไปพร้อมๆ กัน

ภูมิใจไทยเปิด 100 รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้เปิดเผยรายชื่อผู้แสดงความจำนงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกกันว่าปาร์ตี้ลิสต์ ครบทั้ง 100 รายชื่อ โดยไม่ได้มีการจัดลำดับแต่อย่างใด ซึ่งในรายชื่อนั้นประกอบไปด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียง ขุนพลทางการเมือง อดีตรัฐมนตรี และทายาทนักการเมืองที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ดังนี้

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
  2. นายกนก วงษ์ตระหง่าน
  3. นายกมล วิภาดาพิสุทธิ์
  4. นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี
  5. นางกษมา จิรภัคเสถียร
  6. นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน
  7. นายกิติศักดิ์ นาอ่อน
  8. นายเกรียงยศ สุดลาภา
  9. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์
  10. นายโกวิทย์ นาพิมพ์
  11. นายไกรสร วิศิษฎ์วงศ์
  12. นายขจรศักดิ์ สีทองหลาง
  13. นายขวัญชัย สกุลทอง
  14. นายจักรกฤษณ์ การะเกด
  15. นายจักรวัฒน์ ฐิติพิทยา
  16. นายจำลอง ช่วยรอด
  17. นายจิณณา สืบสายไทย
  18. นางสาวจิณตภา ฐิติพิทยา
  19. นายชลัฐ รัชกิจประการ บุตรชายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
  20. นายชูเกียรติ น้ำเงิน
  21. นายเชน หมั่นเขตกิจ
  22. นายเชิง รักหาญ
  23. นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย บุตรชายนายเนวิน ชิดชอบ
  24. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  25. นางสาวณัฐกฤตา วิบูลย์วุฒิวงศ์
  26. นายณัฐพล จรัสสุริยพงศ์
  27. นางสาวณัฐสุดา เจริญพันธุ์
  28. นางสาวณิชกานต์ สิงห์ขจร
  29. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล
  30. นายทรงศักดิ์ ทองศรี
  31. นายธนกร วังบุญคงชนะ
  32. นายธนกฤต ชาติอนุลักษณ์
  33. นางสาวธนัชดา ตันจรารักษ์
  34. นายธนิศร์ ศรีประเทศ
  35. นายธรรมรงศักดิ์ รักงาม
  36. นายธานี เกสทอง
  37. นายนภินทร ศรีสรรพางค์
  38. นางสาวนันทนา สงฆ์ประชา
  39. นายนาวิน สังฆมาตร
  40. นายนิกร จำนง
  41. นายบุญเกิด ทรงรัมย์
  42. นายบุญอยู่ รอดพะดี
  43. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร
  44. นายปารเมศ โพธารากุล
  45. นายปิติ ปิตุเตชะ
  46. นางสาวปิยพร ไพบูลย์
  47. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์
  48. นายพงศกร อรรณนพพร
  49. นายพนม จันทร์ศรีทอง
  50. นางสาวพัชรนันท์ โกศลสมบัตินนท์
  51. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
  52. นางพัทธนันท์ สมใจ
  53. นายพิกิฎ ศรีชนะ
  54. นางพิชชารัตน์ เลาหะพงศ์ชนะ
  55. นายพิเชฎฐ์ ชัยศรี
  56. นายพินิจ จันทรสุรินทร์
  57. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ
  58. นายพิพัฒน์ชัย ภัครัชตานนท์
  59. นายพีรพร สุวรรณฉวี
  60. นายพีระเพชร ศิริกุล
  61. นางพูนสุข โพธิ์สุ
  62. นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์
  63. นายมงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ
  64. นายมนตรี สันติลักขณาวงศ์
  65. นายมานพ เกตุเมฆ
  66. นพ.มารุต มัสยวาณิช
  67. นายยุทธพล อังกินันท์
  68. นายยูฮัน บูละ
  69. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์
  70. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ
  71. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก
  72. นายราเชนทร์ มาลัยวงศ์
  73. นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ
  74. นายวราวุธ ศิลปอาชา
  75. นายวันชนะ แถมยิ้ม
  76. นายวีระยุทธ งามจิตร
  77. นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒนา
  78. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล
  79. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู
  80. นายศุภชัย ใจสมุทร
  81. นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี
  82. นายสมนึก หาห้วยทราย
  83. นายสมฤกษ์ บัวใหญ่
  84. นายสรวิศ ธานีโต
  85. นายสวัสดิ์ อุทัยแสน
  86. นายสวาป เผ่าประทาน
  87. นายสัญญา คงสมบัติ
  88. นางสาวสัตตบุษย์ บุญเรือง
  89. นายสันติ พร้อมพัฒน์
  90. นายสิรภพ ดวงสอดศรี
  91. นายสุพิน บุญเลิศ
  92. นายสุรศักดิ์ เลิศรุจิกุล
  93. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
  94. นางสุวณา ปิยะพิสุทธิ์
  95. นายอนุชา บูรพชัยศรี
  96. นายอรุณ พรหมคุณ
  97. นายอาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์
  98. นายอารี ไกรนรา
  99. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
  100. นายเอกภพ เพียรวิเศษ

จับตา! ภูมิใจไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ

ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ พรรคภูมิใจไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะจัดการประชุมเพื่อนนำเสนอนโยบายของพรรคในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน นอกจากนี้ สิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งคือการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยเปิดตัวทั้ง 3 รายชื่อ ซึ่งจะเป็นใครนั้น ต้องติดตามกันต่อไป!

การเปิดตัวรายชื่อผู้สมัคร สส. ปาร์ตี้ลิสต์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ด้วยรายชื่อที่ผสมผสานทั้งคนรุ่นใหม่และนักการเมืองมากประสบการณ์ ทำให้พรรคมีความแข็งแกร่งและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง การภูมิใจไทยเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังจะทวีความเข้มข้นขึ้น

การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ครบทั้ง 100 คน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ การมีทั้งนักการเมืองมากประสบการณ์และคนรุ่นใหม่ในบัญชีรายชื่อ ทำให้พรรคมีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้หลากหลายกลุ่ม

ที่มา – ภูมิใจไทยเปิด 100 รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จับตาเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ 24 ธ.ค.

รทสช.ลุยเลือกตั้ง! เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ

รทสช. เครื่องร้อนพร้อมลุยเลือกตั้ง “พีระพันธุ์” ติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ  ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” 

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนา ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ บางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัคร ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ มีแกนสำคัญที่สุดคือยึดมั่น ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ปกป้องสถาบันหลัก จะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือ แนวคิด “สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด คือ มีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหา และพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

โดยแนวนโยบายในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ มุ่งมั่นที่แก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก  ปัญหาราคาพลังงาน  ปัญหาภาคเกษตร  และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้  วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือ ยกเลิก MOU 43-44 ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด จัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน”  นายพีระพันธุ์ กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์  สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวสรุปประเด็น ด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโร ที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป  

ขณะที่ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงนโยบายการยกระดับภาคเกษตรกรรมว่า จะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรี ควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย เป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

รทสช. ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำจุดยืนที่ชัดเจนในการ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” พรรคฯ มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับประเทศและประชาชน

นโยบายหลัก: เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ

นโยบายหลักของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตความมั่นคง ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

  • ความมั่นคง: รทสช. ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงของชาติ และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับภัยคุกคามต่างๆ
  • เศรษฐกิจ: พรรคฯ มีนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
  • คุณภาพชีวิต: รทสช. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือสวัสดิการสังคม

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มั่นใจว่าด้วยนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานอย่างจริงจัง พรรคฯ จะสามารถ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – รทสช.เครื่องร้อนพร้อมลุยเลือกตั้ง ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

Scroll to top