น้ําท่วมภาคใต้

ศป.กฉ. อัปเดต: ประชาชนร้องเรียน 40,000 เคส Starlink ช่วย!

ศป.กฉ. อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมใต้ นายกฯ สั่ง อส. เสริมทัพ พบว่ามีประชาชนร้องเรียนเข้ามาถึง 40,000 เคส โดยมีเคสสีแดงกว่า 3,000 เคส “สิริพงศ์” เผย Starlink ติดต่อเข้ามาแล้ว เพื่อช่วยเรื่องสัญญาณ แนวโน้มสถานการณ์น้ำคาดว่าจะลดต่ำกว่าตลิ่งใน 1-2 วัน

เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) พร้อมนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นโฆษกศูนย์ ศป.กฉ. และ พล.ท.วันชนะ สวัสดี โฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย ส่วนหน้า แถลงรายงานสถานการณ์อุทกภัยประจำวัน

นายสิริพงศ์ รายงานสถานการณ์ทั้งจากส่วนหน้าและส่วนหลัง ว่า ได้รวบรวมข้อมูลจากการร้องขอของประชาชนรวมทั้งสิ้น 40,000 เคส หรือคิดเป็นจำนวนประชาชนทั้งหมด 77,000 คน แบ่งเป็นผู้สูงอายุ 2,000 คน เด็กเล็กประมาณ 1,000 คน ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ครบถ้วนเพียงพอ เพราะขณะลงทะเบียนนั้น การใช้ชื่อมีความซับซ้อนและแตกต่างกัน ข้อมูลที่ให้มาอาจมีความคลาดเคลื่อน โดยรัฐบาลจะใส่อัลกอริทึมใหม่เพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด และจะส่งข้อมูลนี้ให้ส่วนหน้าทุก 1 ชั่วโมง ขณะที่ผลการดำเนินการของส่วนหน้าจะรวบรวมผลช่วงเวลา 19.00 น.ของทุกวัน และรายงานให้ทราบในวันถัดไป

ขณะที่รายงานสถานการณ์ปริมาณฝน 24 ชั่วโมงย้อนหลัง จากการคาดการณ์จากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. (15.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน – 15.00 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568) 5 อันดับสูงสุดคือ อำเภอนาหม่อม 208 มิลลิเมตร, อำเภอสิงหนคร 159 มิลลิเมตร, อำเภอจะนะ 151 มิลลิเมตร, อำเภอเทพา 148 มิลลิเมตร, อำเภอสะบ้าย้อย 119 มิลลิเมตร แนวโน้มสถานการณ์แบ่งเป็น 3 จุดดังนี้

1. คลองอู่ตะเภา-อำเภอสะเดา ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 0.33 เมตร มีแนวโน้มลดลง คาดว่าจะต่ำกว่าตลิ่งคืนนี้ ช่วง 20.00-22.00 น.
2. คลองอู่ตะเภา-อำเภอหาดใหญ่ สูงกว่าตลิ่ง 0.99 เมตร แนวโน้มลดลง คาดว่าจะต่ำกว่าตลิ่งคืนนี้ 24.00-02.00 น.
3. คลองวัดสูง-ตลาดสูง สูงกว่าตลิ่ง 1.43 เมตร แนวโน้มลดลง คาดว่าจะต่ำกว่าตลิ่งในวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 15.00-17.00 น.

โฆษก ศป.กฉ. เผยต่อไปว่า จากการลงพื้นที่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้นำกำลังพลของกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เข้าไปสมทบช่วยเหลือผู้ประสบภัยเพิ่มเติมตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (27 พฤศจิกายน) เป็นต้นไป โดยช่วงเช้าที่ผ่านมา นายภราดร ได้รับแจ้งจากกองทัพอากาศว่าจะจัดเครื่องบิน C-130 อำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งในวันพรุ่งนี้ C-130 จะออกเดินทางเวลา 08.00 น., 09.00 น. และ 11.00 น. รวม 3 เที่ยว

ในส่วนของ 40,000 เคส ได้จำแนกทีมแบ่งตามความต้องการ เช่น อาหาร ยา เพื่อให้ส่งสิ่งของได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยเคสสีแดงมีประมาณ 3,000 เคส ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องอพยพ ส่วนสีเหลือง และสีเขียว สามารถทยอยออกได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลต้องมีการปรับแผนการปรับอพยพกรณีพบผู้เสียชีวิตหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้วางแผนตั้งแต่วันแรก แต่วันนี้ข้อมูลส่วนหลังที่มีความละเอียดมากขึ้น จะช่วยให้ส่วนหน้าทำงานตรงจุดมากกว่าเดิม จากเดิมที่ต้องตระเวนค้นหาอย่างกว้าง ตอนนี้ใช้ข้อมูลจำเพาะช่วยเจาะพื้นที่ให้แม่นยำขึ้น เช่น เคสช่วยเหลือเร่งด่วนช่วงเช้าที่ผ่านมา ขณะนี้ได้มีการนำเรือส่งอาหารเข้าไปช่วยแล้ว และล่าสุด Starlink ได้ติดต่อเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกด้านสัญญาณ ทีมจึงพยายามนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเพิ่มศักยภาพให้เร็วขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะต้องปรับแผนหรือไม่เนื่องจากการแถลงข่าวของโฆษกรัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้ผิดพลาด ขณะที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นความผิดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น นายภราดร กล่าวเสริมว่า วันนี้ไม่ควรโทษใคร หน้าที่หลักของรัฐบาลและทุกศูนย์ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลัง คือการช่วยเหลือประชาชน ส่วนข้อผิดพลาดทุกฝ่าย ทั้งประชาชน รัฐบาล และหน่วยปฏิบัติ จะถอดบทเรียนและทบทวนหลังเหตุการณ์ร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก ส่วนกรณีฝ่ายค้านเสนอให้ขอความร่วมมือจากต่างประเทศนั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า รัฐบาลไม่ปิดรับ ถือเป็นข้อเสนอที่ดี แต่ขณะนี้การดำเนินงานของไทยยังเพียงพอ ยังไม่เกินศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

ทางด้าน พล.ท.วันชนะ แถลงถึงการแบ่งพื้นที่ช่วยเหลือเหตุอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ โดยแบ่งเป็น 4 เขตพื้นที่ คือ เขต 1 รับผิดชอบโดย กองบัญชาการกองทัพไทย, เขต 2 รับผิดชอบโดย กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 5, เขต 3 รับผิดชอบโดย กองพันที่ 5 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 และเขต 4 รับผิดชอบโดย กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 42

ทั้งนี้ กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือทั้ง 4 เขต ในภาพรวม ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์อพยพชั่วคราวทั้งหมด 9 ศูนย์ ได้แก่

  • มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (รับได้ 3,000 ปัจจุบัน 5,000)
  • สำนักงานเทศบาลเมืองบ้านพรุ (รับได้ 100 ปัจจุบัน 600)
  • วัดเทพชุมนุม (รับได้ 600 ปัจจุบัน 1,500)
  • โรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองบ้านพรุ (รับได้ 200 ปัจจุบัน 800)
  • วัดชินวงศ์ประดิษฐ์ (รับได้ 400 ปัจจุบัน 100)
  • วัดภูผาเบิก (รับได้ไม่จำกัด ปัจจุบัน 200)
  • บริษัทหาดทิพย์ (รับได้ไม่จำกัด ปัจจุบัน 200)
  • ศูนย์บริการ (ปัจจุบัน 15 เน้นผู้ป่วยติดเตียง)
  • ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่สาม (รับได้ 200 ปัจจุบัน 200)

นอกจากนี้ พล.ท.วันชนะ ยังกล่าวถึงจำนวนกำลังพลทหารในการช่วยเหลือครั้งนี้มีทั้งหมด 3,091 นาย, รถสัมภาระ 180 คัน, เรือ 85 ลำ, อากาศยานปีกหมุน 12 ลำ, ชุดแพทย์เคลื่อนที่ 3 ชุด, ชุดสื่อสารดาวเทียม 2 ชุด, รถสนาม 2 คัน, รถสูบน้ำ 3 เครื่อง, เครื่องชีพจร 1 เครื่อง, เครื่องบินลำเลียง C-130 5 ลำ และเรือหลวงจักรีนฤเบศ ด้านพลเรือนได้เข้ามาช่วยมีกำลังพลทั้งหมด 444 นาย มีรถยกสูง 24 คัน เรือทั้งหมด 107 ลำ, เจ็ตสกี 81 ลำ อีกทั้งเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวภายหลังการสัมภาษณ์ว่า อาจจะมีโอกาสในการตั้งศูนย์พักพิงผู้อพยพเพิ่มเติมหากสถานการณ์ที่คลี่คลายลง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีเพียง 5 ศูนย์ แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 9 ศูนย์.

ศป.กฉ. อัปเดต ประชาชนร้องรวม 40,000 เคส เผย Starlink ติดต่อช่วยเรื่องสัญญาณ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ศป.กฉ. อัปเดต

จากข้อมูลล่าสุด ศป.กฉ. อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมและรายงานว่าได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากถึง 40,000 เคส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้าง การที่ Starlink เข้ามาช่วยสนับสนุนด้านสัญญาณ ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยให้การสื่อสารและการช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที หากคุณได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือ

ศป.กฉ. อัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณ์ล่าสุด และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – ศป.กฉ. อัปเดต ประชาชนร้องรวม 40,000 เคส เผย Starlink ติดต่อช่วยเรื่องสัญญาณ

น้ำท่วมหาดใหญ่ สาวถูกงูกะปะกัด ได้เซรุ่มแล้ว

สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีรายงานข่าวหญิงสาวรายหนึ่งถูกงูกะปะกัดข้ามวัน ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ยากลำบาก เธอต้องรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีอาการเลือดเริ่มออกตามไรฟันและหายใจเร็ว โชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถนำตัวส่งโรงพยาบาลและได้รับเซรุ่มรักษาอาการแล้ว

น้ำท่วมหาดใหญ่ สาวถูกงูกะปะกัดข้ามวัน เลือดเริ่มออกตามฟัน ถึง รพ. ได้เซรุ่มแล้ว

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Cartoon Chutikan” ได้โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเนื่องจากเธอถูกงูกะปะกัด โดยเธอเล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันนั้น ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เธอได้อัปเดตสถานการณ์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “โดนงูกะปะกัดเกิน 24 ชม. น้ำท่วมต้องมาทางเรือ เจ็ทสกี โทรหาเป็น 10+ หน่วยงานตั้งแต่ตี 3 เมื่อคืนกับแฟน บอกมาไม่ได้เลย พอออกข่าวก็มีเเต่คนโทรมาแต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมารับตัวได้เลย ยังไม่มีใครเข้ามาช่วยรับตัวได้เลย #ตอนนี้เลือดออกตามไรฟัน น้ำลายเป็นเลือดแล้ว หายใจเต้นเร็ว ตุบๆ ขาจะระเบิดช่วยหน่อย หนูรออยู่ (ก่อนจะไม่ไหว)” ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและความสิ้นหวังที่เธอต้องเผชิญ

ความช่วยเหลือมาถึง: สาวถูกงูกะปะกัดในน้ำท่วมหาดใหญ่

ในที่สุด ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เธอได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่และนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ความพยายามในการขอความช่วยเหลือของเธอประสบผลสำเร็จ

ล่าสุด เธอได้โพสต์อัปเดตอาการของเธอว่า ขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสงขลา และเพิ่งได้รับเซรุ่มแก้พิษงู เธอกล่าวว่าแพทย์ต้องทำการเจาะเลือดทุก 4-6 ชั่วโมงเพื่อติดตามผลการรักษาและวางแผนการรักษาแผลงูกัดต่อไป เธอยังได้ขอบคุณทุกๆ คนที่ให้ความช่วยเหลือและกำลังใจ

“ขอบคุณทุกๆ คนเลย คิดว่าต้องอดทน ต้องไม่ร้องไห้ให้ลูกเห็น ลูกหันมาต้องยิ้ม เป็นแม่คนต้องไม่ตาย ลูกยังเล็กอยู่ ขอบคุณทุกคนมาก” ข้อความนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของเธอที่จะต่อสู้เพื่อลูกน้อย แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม

หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจและส่งความห่วงใยให้กับเธอ ขอให้เธอหายป่วยและกลับมามีสุขภาพแข็งแรงโดยเร็ว

สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการมีสติและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

เรื่องราวของหญิงสาวที่ถูกงูกะปะกัดท่ามกลางน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่ประชาชนต้องเผชิญในสถานการณ์ภัยพิบัติ และความสำคัญของการได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที การมีระบบเตือนภัยและช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดผลกระทบจากภัยพิบัติ

ที่มา – น้ำท่วมหาดใหญ่ สาวถูกงูกะปะกัดข้ามวัน เลือดเริ่มออกตามฟัน ถึง รพ. ได้เซรุ่มแล้ว

ดีอี ตั้ง War Room ติดตามน้ำท่วมใต้ สั่งช่วยเหลือ!

“ไชยชนก” ตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ประสาน กสทช. กระจายสัญญาณ สั่งการ NT-ปณท. ระดมโดรนกู้ภัย เปิดบริการส่งสิ่งของช่วยเหลือฟรี พร้อมรวมพลังเอกชนช่วยเหลือประชาชน

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่าจากกรณีสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตนได้สั่งการระดมความช่วยเหลือจากหน่วยงานในสังกัดไปยังพื้นที่ประสบภัย โดยให้ใช้ศักยภาพของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งการสนับสนุนด้านระบบการสื่อสาร และการขนส่งถุงยังชีพ และสิ่งของเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้จัดตั้ง War Room เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์สภาพอากาศ-น้ำ และศูนย์กลางระบบสื่อสารโทรคมนาคม เตรียมความพร้อมและมาตรการรับมือในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. รายงานสถานการณ์สภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำได้ตลอด 24 ชม. โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่

ขณะเดียวกันตนได้มอบหมายให้นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เพื่อติดตามการให้ความช่วยเหลือ โดยประสานงานร่วมกับ กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย และหน่วยงานในสังกัดในพื้นที่ร่วมบูรณาการข้อมูลและการทำงาน ดังนี้

  1. การบริหารจัดการระบบสื่อสารและเครือข่าย ให้ดำเนินการย้ายหน่วยโครงสร้างเครือข่าย (Node) ที่มีปัญหาไปยัง Node ที่ใช้งานได้ (branching) และเตรียมการเรื่องเครื่องปั่นไฟ พร้อมกับการเตรียมความพร้อมติดตั้งระบบสื่อสารในพื้นที่ศูนย์พักพิง โดยประสาน กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่าย ตรวจสอบเสาสัญญาณที่มีศักยภาพ เพิ่มความแรงสัญญาณ และปรับทิศทางของเสาสัญญาณจากพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อปล่อยสัญญาณให้ประชาชนในพื้นที่สามารถรับสัญญาณได้โดยไม่จำกัดเครือข่าย
  2. การปฏิบัติงานและการเตรียมพร้อมรับมือของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยกำหนดหน้าที่ พร้อมการสนับสนุนหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการจัดทำแผนฉุกเฉินบูรณาการการรับมือ
  3. การพัฒนาระบบงานกู้ภัยและการสื่อสาร เร่งจัดทำระบบการรับข้อมูล พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูล เนื่องจากบริการ Digital Trunk Radio Service DTRS ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ยังสามารถให้บริการ จึงมอบหมายให้ NT นำรถโมบายของบริการ DTRS จาก จ.สุราษฎร์ธานี ไปสนับสนุนเพิ่มเติม และเตรียมเครื่องลูกข่ายไว้สนับสนุนการประสานงานของ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นจำนวน 50 เครื่อง เพื่อใช้ในการประสานงานให้ความช่วยเหลือประชาชน

นอกจากนี้ NT จะดำเนินการประสานงานเครือข่ายอาสาสมัครผู้ใช้งานโดรนเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือใน 2 รูปแบบ คือ 1) การใช้โดรนสำรวจ ค้นหาผู้ประสบภัยที่ยังติดอยู่ในพื้นที่ และต้องการความช่วยเหลือ 2) ใช้โดรนเพื่อการขนส่งสิ่งของ อาหาร และน้ำดื่ม เข้าสู่พื้นที่ซึ่งเข้าถึงได้ยาก

ด้านบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) จะสนับสนุนการขนส่งสิ่งของให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยสามารถติดต่อได้ที่ THP Contact Center 1545 เพื่อประสานรายละเอียดการรวบรวมและรับส่งสิ่งของเพื่อส่งต่อให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงที่สุด

“ขณะนี้กระทรวงดีอี จัดตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่หาดใหญ่ และใกล้เคียงตลอด 24 ชม. เพื่อบูรณาการข้อมูลให้กับหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานที่ปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยตนได้ร่วมหารือ และประสานงานกับภาคเอกชน อาทิ SpaceX เรื่องการเชื่อมต่อสัญญาณในพื้นที่ผ่านดาวเทียม Starlink และ Line Thailand ซึ่งเบื้องต้น Line ได้เปิดบริการ LineAlert แจ้งเตือนสถานการณ์ฉุกเฉิน และ Open Chat หัวข้อ “ประสานงานน้ำท่วมหาดใหญ่” เพื่อให้ประชาชน หรือญาติของผู้ประสบภัย ได้ระบุพิกัด “ที่อยู่ และจำนวนคน” ที่ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อส่งต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานกู้ภัยได้ดำเนินการอย่างทันท่วงที” นายไชยชนก กล่าว

ดีอี ตั้ง War Room ติดตามน้ำท่วมใต้

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การดีอี ตั้ง War Room ติดตามน้ำท่วมใต้ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

NT ใช้โดรนกู้ภัย ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

หนึ่งในมาตรการสำคัญของการ ดีอี ตั้ง War Room ติดตามน้ำท่วมใต้ คือการใช้เทคโนโลยีโดรนในการกู้ภัย บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้ระดมโดรนเพื่อสำรวจพื้นที่ ค้นหาผู้ประสบภัยที่ยังติดค้าง และขนส่งสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก การใช้โดรนช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังเปิดบริการส่งสิ่งของช่วยเหลือฟรี เพื่อให้ประชาชนสามารถส่งมอบความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยได้อย่างสะดวก การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามยากลำบาก

การดีอี ตั้ง War Room ติดตามน้ำท่วมใต้ เป็นการดำเนินการที่ทันท่วงทีและเหมาะสมกับสถานการณ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ได้ในเร็ววัน

ร่วมกันเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม และขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือครั้งนี้

ที่มา – “ดีอี” ตั้ง War Room ติดตามน้ำท่วมใต้ สั่ง NT ใช้โดรนกู้ภัย-ไปรษณีย์ไทย ส่งของฟรี

เคสบีบหัวใจ 5 ชีวิตติดในบ้าน 4 วัน แม่สิ้นลม

เรื่องราวสุดสะเทือนใจจากเหตุการณ์น้ำท่วม เมื่อครอบครัวหนึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส กลายเป็น เคสบีบหัวใจ 5 ชีวิตติดอยู่ในบ้าน 4 วันเต็ม สุดท้ายแม่สิ้นลม ก่อนกู้ภัยเข้าช่วย ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์

เคสบีบหัวใจ 5 ชีวิตติดอยู่ในบ้าน 4 วันเต็ม สุดท้ายแม่สิ้นลม ก่อนกู้ภัยเข้าช่วย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Prasit Sunamthaworn ได้โพสต์ภาพและข้อความเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทีมกู้ภัยของเขาได้เข้าไปช่วยเหลือครอบครัวหนึ่งที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนักหน่วง โดยระบุว่า “เคสนี้…คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่หนักที่สุดที่ทีมเราเคยพบเจอ” เรื่องราวนี้กลายเป็น เคสบีบหัวใจ 5 ชีวิตติดอยู่ในบ้าน 4 วันเต็ม สุดท้ายแม่สิ้นลม ก่อนกู้ภัยเข้าช่วย ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้รับรู้

ครอบครัวดังกล่าวประกอบด้วย คุณตาอายุ 88 ปี คุณยายอายุ 82 ปี เด็กชายอายุ 11 และ 12 ปี และคุณแม่อายุเพียง 30 กว่าปี พวกเขาติดอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงมิดหลังคาเป็นเวลาถึง 4 วันเต็ม โดยไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ไม่มีแรงที่จะขยับไปไหน คุณตาซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ต้องเจาะหลังคาบ้านเป็นรูเล็ก ๆ เพื่อตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ทั้ง ๆ ที่แทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่แล้ว

ในช่วงค่ำคืนที่มืดมิดและน้ำเชี่ยวแรง ทีมกู้ภัยได้รับสัญญาณจากเพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือแผ่วเบาจากบ้านหลังดังกล่าว ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือทุกชีวิต ทีมกู้ภัยได้ฝ่าความมืดและความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ จนกระทั่งเดินทางไปถึงบ้านหลังนั้น

ทีมกู้ภัยจำเป็นต้องพังหลังคาบ้านเพื่อเข้าไปช่วยเหลือทุกคนออกมา คุณตา คุณยาย และเด็กชายทั้งสองคนปลอดภัย แต่สิ่งที่ทำให้ทีมกู้ภัยรู้สึกสะเทือนใจอย่างมากคือ คุณแม่ของเด็ก ๆ ได้หมดแรงและเสียชีวิตไปก่อนที่ทีมจะเข้าไปถึงได้ไม่นานนัก เธอต้องทนทุกข์ทรมานจากความหนาว ความหิว และความอ่อนล้ามาเป็นเวลาหลายวัน

Prasit Sunamthaworn เล่าว่า “ตอนที่เราอุ้มร่างเธอออกมา ทุกคนในทีมเงียบสนิท ผมเอง…ยอมรับว่า กลั้นน้ำตาไม่ไหวจริง ๆ มันคือความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่เราทำดีที่สุดแล้ว ทุกวินาทีเราวิ่งแข่งกับเวลาอย่างสุดกำลัง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวนี้ ขอให้คุณแม่ผู้จากไป…ได้ไปสู่ภพภูมิที่สงบ”

ความสูญเสียในเคสบีบหัวใจ 5 ชีวิตติดอยู่ในบ้าน 4 วันเต็ม สุดท้ายแม่สิ้นลม ก่อนกู้ภัยเข้าช่วย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความยากลำบากและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก ทีม HART (กู้ภัยพระครูอ๊อด) ISARA TH และทีม Ultra Life Team ทีมกู้ภัยสันกำแพงเชียงใหม่ และกู้ภัยสยามนครศรีธรรมราช ได้ร่วมกันไว้อาลัยและส่งกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

เรื่องราวของ เคสบีบหัวใจ 5 ชีวิตติดอยู่ในบ้าน 4 วันเต็ม สุดท้ายแม่สิ้นลม ก่อนกู้ภัยเข้าช่วย นี้แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทีมกู้ภัยที่พร้อมจะเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และความสำคัญของความสามัคคีและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้ ไม่ว่าจะด้วยการบริจาคสิ่งของ การช่วยเหลือด้านแรงกาย หรือการให้กำลังใจ

แม้ว่าเรื่องราวนี้จะจบลงด้วยความสูญเสีย แต่ก็ยังมีความหวังและความดีงามที่เกิดขึ้นจากน้ำใจของผู้คน ขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย และขอบคุณทีมกู้ภัยทุกท่านที่เสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

ที่มา – เคสบีบหัวใจ 5 ชีวิตติดอยู่ในบ้าน 4 วันเต็ม สุดท้ายแม่สิ้นลม ก่อนกู้ภัยเข้าช่วย

บวรศักดิ์ ซัด! น้ำท่วมหาดใหญ่ ซ้ำรอยเดิม

“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ซัดเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นความล้มเหลวการบริหารจัดการของท้องถิ่น ย้ำส่วนปกครองท้องถิ่นต้องเปลี่ยนการทำงาน ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซาก

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการน้ำท่วม ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “อนาคตท้องถิ่นไทย กับการเลือกตั้ง อบต.” ในงานเสวนาของสถาบันพระปกเกล้า “ปักหมุดเลือกตั้งอบต 69 กับความคาดหวังของสังคมไทย” ตอนหนึ่งว่า น้ำท่วมหาใหญ่วันนี้มันแปลว่าอะไร แปลว่าส่วนหนึ่งต้องเกิดความผิดพลาดในท้องถิ่น แปลว่าเทศบาลนครหาดใหญ่ก็ดี อบต. รอบหาดใหญ่ เทศบาลรอบหาดใหญ่ ต้องเฟลอะไรบางอย่าง ปล่อยให้คลอง ร.1 ตื้นเขิน ปล่อยให้คนไปสร้างบ้านริมคลองขวางทางน้ำ ไม่มีการลงทุนใหม่ที่จะสร้างทางระบายน้ำเพิ่ม วันนี้คลอง ร.1 อยู่ถัดจากคลองอู่ตะเภาไปด้านหนึ่ง ด้านตะวันออกไม่มีทางระบายน้ำ เพราะฉะนั้นน้ำลงมาจากเขาคอหงส์ก็ลงมาในเมืองหาดใหญ่เต็มที่ ก็แปลว่าท้องถิ่นปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

“เทศบาลนครหาดใหญ่มีภาษีที่ได้จากรายได้ตัวเองมหาศาล แต่วันนี้นครหาดใหญ่จมน้ำ แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะพ้น ต้องอาศัยส่วนกลางระดมพลลงไปช่วย แปลว่าการวางแผนของท้องถิ่นมีปัญหา การแก้ปัญหาของท้องถิ่นมีปัญหา บทเรียนของนครหาดใหญ่จะเตือนพวกเราได้แล้วว่ามันจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำซากแบบนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็หวังว่าอนาคตการปกครองท้องถิ่นไทย อยู่ในมือของพวกท่านวันนี้ วันที่ 11 มกราคม 2569 ก็จะมีการเลือกตั้ง อบต. แต่ว่า อบต.ทำคนเดียวไม่ได้ต้องร่วมมือกับเทศบาล อบจ. ในจังหวัด และจะไปร่วมมือกับภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งหมดนี้จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย”

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า การขยายตัวของเมืองก็เป็นการสร้างปัญหาน้ำท่วมให้เกิดขึ้น เช่นที่เกิดขึ้นใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในขณะนี้ การจะให้สร้างอาคารบ้านเรือนโครงการต่างๆ หรือไม่ให้สร้างจะต้องขึ้นอยู่กับผังเมืองและท้องถิ่น จึงต้องนำบทเรียนของอำเภอหาดใหญ่ไปพิจารณาเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นอีก

“บวรศักดิ์” ซัดน้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นความล้มเหลวการบริหารจัดการของท้องถิ่น

จากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ที่เกิดขึ้นล่าสุด กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการบริหารจัดการของหน่วยงานท้องถิ่น ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลมาจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำของท้องถิ่นเอง

สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วมหาดใหญ่

นายบวรศักดิ์ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ ว่ามาจากการปล่อยปละละเลยให้คลองระบายน้ำตื้นเขิน การปล่อยให้มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางน้ำ และการขาดการลงทุนในการสร้างระบบระบายน้ำเพิ่มเติม นอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการวางแผนที่ดี ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง

“เทศบาลนครหาดใหญ่มีภาษีที่ได้จากรายได้ตัวเองมหาศาล แต่วันนี้นครหาดใหญ่จมน้ำ แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะพ้น ต้องอาศัยส่วนกลางระดมพลลงไปช่วย แปลว่าการวางแผนของท้องถิ่นมีปัญหา การแก้ปัญหาของท้องถิ่นมีปัญหา” นายบวรศักดิ์กล่าว

สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาในการบริหารจัดการของท้องถิ่น หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง เหตุการณ์เช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่:

  • การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ
  • ต้องมีการวางแผนผังเมืองที่ดี เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง
  • หน่วยงานท้องถิ่นต้องมีความรับผิดชอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
  • การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ

เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ควรเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของท้องถิ่น การวางแผนเมืองที่เป็นระบบ และการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว

ที่มา – “บวรศักดิ์” ซัดน้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นความล้มเหลวการบริหารจัดการของท้องถิ่น

เปิดปฏิบัติการ! ฮ. เรือหลวงจักรีฯ ช่วยผู้ประสบภัย

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศไทย กองทัพเรือได้ส่ง “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” พร้อมเฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการลำเลียงเสบียงและสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยากลำบาก

“โฆษกกองทัพเรือ” เปิดเผยถึงนาทีปฏิบัติภารกิจสำคัญของเฮลิคอปเตอร์จาก “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ในการลำเลียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่อง ไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ไปยังพื้นที่ประสบภัยในอำเภอหาดใหญ่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ การที่เฮลิคอปเตอร์จาก “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ยากลำบากได้ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เปิดนาที เฮลิคอปเตอร์จาก “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ลำเลียงเสบียงส่งให้ผู้ประสบภัย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.08 น. เพจเฟซบุ๊ก โฆษกกองทัพเรือ Naval Spokesperson ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงปฏิบัติการของเฮลิคอปเตอร์จากเรือหลวงจักรีนฤเบศร ในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยระบุข้อความว่า เฮลิคอปเตอร์ได้ออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนั้น

ภารกิจหลักคือการลำเลียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่องไปส่งมอบให้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังมีภารกิจในการลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เข้าสู่พื้นที่ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และพื้นที่บางส่วนยังคงถูกน้ำท่วมสูง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของเจ้าหน้าที่ทุกนาย ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ความสำคัญของ “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

“เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรือบรรทุกเครื่องบิน แต่ยังเป็นเรือที่สามารถใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติได้อีกด้วย ด้วยศักยภาพในการบรรทุกเฮลิคอปเตอร์และสิ่งของจำนวนมาก ทำให้เรือหลวงจักรีนฤเบศร สามารถเป็นฐานปฏิบัติการเคลื่อนที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงยากได้เป็นอย่างดี

ในสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญในการเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การที่เรือสามารถลอยลำอยู่ในทะเลและส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่ที่หลากหลาย

นอกจากนี้ เรือหลวงจักรีนฤเบศรยังสามารถใช้เป็นโรงพยาบาลสนามเคลื่อนที่ในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยลดภาระของโรงพยาบาลในพื้นที่และทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

กองทัพเรือยังคงยืนยันที่จะให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และพร้อมที่จะสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความสามัคคีของคนไทย ที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก และเป็นกำลังใจให้เราก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

เป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม ขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ที่มา – เปิดนาที เฮลิคอปเตอร์จาก “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ลำเลียงเสบียงส่งให้ผู้ประสบภัย

ยัน! อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ไม่แตก น้ำลดแล้ว

จากกระแสข่าวลือที่สร้างความตื่นตระหนกในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่า “อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน” แตก ทำให้หลายคนกังวลว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะรุนแรงขึ้นไปอีก กรมชลประทานได้ออกมายืนยันแล้วว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง สถานการณ์จริงคือ น้ำได้ล้นทางระบายน้ำล้น หรือ สปิลเวย์ (Spillway) เนื่องจากมีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่แก้มลิงจำนวนมากในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

ยัน! อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ไม่แตก

เหตุการณ์น้ำล้นสปิลเวย์เกิดขึ้นในช่วงประมาณเที่ยงคืนถึงตี 2 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบกับพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับน้ำท่วมหนักในขณะนี้ เมื่อเวลา 07.00 น. ทีมข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ พบว่าระดับน้ำลดลงแล้ว แต่ยังคงมีขยะจำนวนมากที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาสะสมอยู่ รถเล็กสามารถสัญจรได้ตามปกติ หลังจากที่เมื่อช่วงเช้ามืดระดับน้ำสูงประมาณเอว

บริเวณคลองเรียนและด้านหน้าตลาดคลองเรียน พบว่าน้ำในคลองเรียนยังไหลแรง เนื่องจากรับน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำแก้มลิง ม.อ. เมื่อคืนที่ผ่านมา มวลน้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมถนนหน้าตลาดคลองเรียน บ้านเรือน และร้านค้าที่อยู่ริมทางได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

ชาวบ้านเผย น้ำลดแล้ว แต่ยังกังวลสถานการณ์

จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่าเมื่อคืนน้ำท่วมหนักมาก แต่เช้านี้น้ำลดลงแล้ว นางละมัย อนุตรพันธ์ ชาวบ้านในซอยทุ่งรี เล่าว่า น้ำจากอ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ทะลักเข้าท่วมซอยอย่างรวดเร็วในช่วงเที่ยงคืน ตนเองต้องอพยพออกจากบ้านมาอยู่บริเวณหน้าปากซอยเพื่อหนีน้ำ กลางดึกที่ผ่านมา ระดับน้ำในซอยสูงถึงเอว แต่เช้านี้น้ำลดลงแล้ว แต่ยังคงกังวลว่าหากฝนตกหนักอีก น้ำในอ่างเก็บน้ำอาจจะล้นสปิลเวย์และเข้าท่วมพื้นที่อีกครั้ง

นางนราวัลย์ ม่วงประเสริฐ เจ้าของร้านเช่าชุดครุยหน้าปากซอยทุ่งรี เล่าว่าน้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านของเธอเมื่อกลางดึก ระดับน้ำสูงเกือบเอว น้ำมาเร็วและลงเร็ว ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่บ้านของเธอถูกน้ำท่วม โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนและสร้างความเสียหายมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นางนราวัลย์บอกว่าครั้งนี้เธอเตรียมตัวรับมือไว้แล้ว หลังจากที่ได้ยินเสียงชาวบ้านขี่รถจักรยานยนต์เตือนภัย ทำให้เธอสามารถเก็บข้าวของขึ้นไปไว้บนชั้นสองได้ทัน ทำให้ความเสียหายไม่มากนัก หลังจากน้ำลด เธอและเพื่อนบ้านได้ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน แต่ก็ยังคงกังวลว่าน้ำจะหลากท่วมอีก และกลัวว่าสถานการณ์จะรุนแรงเหมือนในเขตเทศบาลเมืองนครหาดใหญ่

นอกจากนี้ ในพื้นที่ทุ่งรี ชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันเก็บขยะที่อุดตันท่อระบายน้ำ เพื่อให้น้ำสามารถระบายได้สะดวก และเก็บขยะที่ถูกน้ำพัดพามาออกจากถนน ซึ่งพบว่าถนนบริเวณหน้าปากซอยทุ่งรีเต็มไปด้วยขยะเกลื่อน

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัย รวมถึงวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ การดูแลรักษาและตรวจสอบสภาพของอ่างเก็บน้ำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

ที่มา – ยัน “อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน” ไม่แตก สถานการณ์น้ำล้นสปิลเวย์ คลี่คลายแล้ว

ประกันสังคม ช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตน เหตุอุทกภัย


สำนักงานประกันสังคม เดินหน้า 2 มาตรการสำคัญ ช่วยเหลือนายจ้างและผู้ประกันตน สร้างความมั่นคงด้านการจ้างงาน และคุ้มครองสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นใน 10 จังหวัดภาคใต้ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

ประกันสังคม เดินหน้า 2 มาตรการช่วยนายจ้าง – ผู้ประกันตน เหตุอุทกภัย 10 จังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมดูแลนายจ้างและผู้ประกันตนอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยได้ดำเนินมาตรการสำคัญสองด้านควบคู่กัน ได้แก่ โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568 – 2569) และการคุ้มครองสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย จากประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่ายังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 10 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,146 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 719,858 ครัวเรือน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยพยุงสถานประกอบการ สนับสนุนการจ้างงาน และบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงภารกิจของสำนักงานประกันสังคมในด้านการสนับสนุนภาคธุรกิจ สำนักงานประกันสังคมได้ขับเคลื่อนโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568 – 2569) ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและต้องการรักษาการจ้างงานเดิม รวมถึงเปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานใหม่ในระบบประกันสังคม โดยในปัจจุบันธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งพร้อมเปิดให้สถานประกอบการยื่นขอหนังสือรับรองความเป็นสถานประกอบการและยื่นกู้กับธนาคารได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ทำให้จำนวนธนาคารที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ มาตรการสินเชื่อนี้ กำหนดให้สถานประกอบการที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือนติดต่อกัน สามารถเข้าร่วมโครงการได้ และรักษาการจ้างงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ใน 3 ปีแรกของสัญญา โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดแตกต่างกันตามขนาดของธุรกิจ ตั้งแต่ 15 ล้านบาท สูงสุดถึง 50 ล้านบาท ซึ่งอัตราดอกเบี้ยใน 3 ปีแรกกรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงสุดไม่เกินร้อยละ 2.35 ต่อปี และกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกันสูงสุดไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี สำหรับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 4 เป็นต้นไป เป็นไปตามที่แต่ละธนาคารกำหนด โดยการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร

พร้อมกันนี้ สำนักงานประกันสังคมยังให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะเหตุอุทกภัยในพื้นที่ 10 จังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ และทำให้สถานประกอบการบางแห่งไม่สามารถดำเนินกิจการได้ 

สำนักงานประกันสังคมจึงได้สำรวจข้อมูลสถานประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบที่เกิดจากอุทกภัย เพื่อดำเนินการคุ้มครองสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ให้ผู้ประกันตนได้รับเงินทดแทนในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ครอบคลุมระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 180 วัน โดยผู้ประกันตนจะต้องยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน พร้อมหนังสือรับรองจากนายจ้างเพื่อประกอบการพิจารณา และนายจ้างสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มดังกล่าวได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคมก่อนส่งเอกสารไปยังสำนักงานประกันสังคมพื้นที

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ย้ำว่า ทั้งสองมาตรการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของสำนักงานประกันสังคมในการยืนเคียงข้างแรงงานและผู้ประกอบการในทุกสถานการณ์ ทั้งการสร้างความมั่นคงด้านการจ้างงาน และการบรรเทาปัญหาที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย พร้อมให้คำแนะนำว่าผู้ประกันตนและนายจ้างควรตรวจสอบสิทธิและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อให้การรับบริการเป็นไปอย่างรวดเร็ว หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสายด่วนประกันสังคม 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

มาตรการช่วยเหลือของประกันสังคมครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยจากภาครัฐที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและทำให้ทุกคนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

ที่มา – ประกันสังคม เดินหน้า 2 มาตรการช่วยนายจ้าง – ผู้ประกันตน เหตุอุทกภัย 10 จังหวัดภาคใต้

น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซีย เปิดศูนย์รับมือ

สถานการณ์น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างหนัก! น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ระหว่างวันที่ 21–24 พ.ย. 2568 โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เป็นตลาดหลักอันดับหนึ่งของไทยใน อ.หาดใหญ่

ททท. ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในเดือน พ.ย.–ธ.ค. 2568 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ ตัวเลขเดือน พ.ย. จะลดลง 7% เหลือประมาณ 331,000 คน และเดือน ธ.ค. ลดลง 7% เหลือ 420,000 คน ทำให้ทั้งปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียราว 4.60 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อมากกว่า 1 สัปดาห์ เดือน พ.ย. อาจลดลง 8% เหลือ 327,000 คน และเดือน ธ.ค. อาจลดลงมากถึง 18% เหลือเพียง 373,000 คน ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีลดลงเหลือประมาณ 4.55 ล้านคน หรือหดตัว 8%

ขณะเดียวกัน ตลาดในประเทศก็ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ตอนล่างของภาคใต้ หาดใหญ่ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ส่งผลให้ ททท. ต้องปรับลดคาดการณ์การเดินทางของคนไทยในพื้นที่ ทั้งในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. โดยเดือน พ.ย. คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเพียง 243,150 คน-ครั้ง ลดลง 6.93% รายได้ท่องเที่ยวลดลง 8.50% เหลือ 1,920 ล้านบาท ส่วนเดือน ธ.ค. คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือน 306,400 คน-ครั้ง ลดลง 2.04% รายได้ลดลง 4.06% เหลือ 2,410 ล้านบาท แม้ภาพรวมภาคใต้ยังโตเล็กน้อย แต่รายได้ยังหดตัวต่อเนื่อง โดย ททท. ชี้ว่าการปิดโรงแรมในหาดใหญ่ ถนนถูกตัดขาด การหยุดเดินรถไฟและรถโดยสาร ทำให้พฤติกรรมท่องเที่ยวของคนไทยในพื้นที่ชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ประเมินว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียในปีนี้มีแนวโน้มกระทบ 1–2 สัปดาห์ ก่อนทยอยกลับสู่ภาวะปกติในเดือน ธ.ค. หากไม่มีสถานการณ์รุนแรงเพิ่มเติม และเพื่อให้การดูแลนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างทันท่วงที ททท. ได้เปิดศูนย์วิกฤตเพื่อสื่อสารและประสานความช่วยเหลือ ที่ศูนย์ TATIC ชั้น 17 อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป โดยมีนายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านแผนและนโยบายทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อประสานข้อมูลจากทุกตลาดและให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

ททท. เปิดศูนย์วิกฤตรับมือ ผลกระทบจากน้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

จากสถานการณ์น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียนี้ ททท. ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังได้วางแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาอีกครั้ง

ผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของการท่องเที่ยวไทยต่อภัยธรรมชาติ เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ และวางแผนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

ที่มา – น้ำท่วมใต้กระทบหนัก นักท่องเที่ยวมาเลเซียหาย 7-18% เปิดศูนย์วิกฤตรับมือท่องเที่ยวสะดุด

Scroll to top