น้ํามันเถื่อน

สังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่งเมียนมา

สังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่งเมียนมา

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้สนธิกำลังร่วมกันออกตรวจตราพื้นที่ตามนโยบายปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ประสบความสำเร็จในการสังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่ง “เมียนมา” ไม่เจอตัวคนขับ ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างของการกระทำความผิดที่พยายามเลี่ยงภาษีและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต

การตรวจยึดในครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณทางเข้าหมู่บ้านแม่ติ้ว ต.หนองลู เจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะอีซูซุสีเทาดำจอดทิ้งไว้ เมื่อตรวจสอบหลังกระบะพบถังพลาสติก 8 ถัง บรรจุน้ำมันดีเซลเต็มถังรวมกว่า 1,600 ลิตร ซึ่งเตรียมที่จะถูกนำข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ขณะเข้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่ไม่พบตัวคนขับรถ คาดว่าอาจไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อนหน้า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ทำไม สังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่ง “เมียนมา” ไม่เจอตัวคนขับ ถึงเป็นประเด็นสำคัญ?

ประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำมันเถื่อนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการบังคับใช้กฎหมายชายแดนที่เข้มข้น โดยในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังพบกลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมากว่า 40 คน พยายามลักลอบเข้าเมืองเพื่อหางานทำในพื้นที่ชั้นใน โดยหนึ่งในแรงงานเผยว่ายอมจ่ายค่านายหน้าถึง 30,000 บาท เพื่อหนีจากสภาวะสงครามและความยากจนในบ้านเกิด สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเฝ้าระวังพื้นที่แนวชายแดนมีความท้าทายมากเพียงใด

  • เจ้าหน้าที่ยึดของกลางน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร ประเมินค่าปรับสูงถึง 4 เท่า
  • มีการตรวจสอบรถยนต์ที่ต้องสงสัยตามนโยบายสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย
  • จับกุมแรงงานต่างด้าว 40 ราย ส่งดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ยังคงต้องสังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่ง “เมียนมา” ไม่เจอตัวคนขับ อย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลความปลอดภัยและผลประโยชน์ของชาติ การป้องกันการลักลอบสินค้าหนีภาษีและแรงงานผิดกฎหมายคือหัวใจสำคัญในการรักษาความสงบสุขในพื้นที่ อนาคตข้างหน้าการเข้มงวดตรวจสอบไม่เพียงแค่ช่วยเรื่องภาษีแต่ยังรวมถึงการควบคุมความปลอดภัยในระดับประเทศอีกด้วย

ที่มา – สังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่ง “เมียนมา” ไม่เจอตัวคนขับ

ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายน่านน้ำไทย

ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย เป็นข่าวดีที่ทำให้คนไทยหลายคนโล่งใจ เพราะรัฐบาลไม่ยอมให้ขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้รุกล้ำน่านน้ำของเราแบบฟรีๆ อีกต่อไป ในบทความนี้ เราจะมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการสุดเข้มข้นนี้กันแบบละเอียดยิบ พร้อมเล่าถึงผลงานที่โดดเด่นและแนวทางป้องกันในอนาคต

ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นผู้อำนวยการศรชล. ด้วยนั้น มีคำสั่งชัดเจนให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เดินหน้าปราบปรามเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนน้ำมันเถื่อน สินค้าเกษตรผิดกฎหมาย หรืออาหารทะเลที่ไม่ได้มาตรฐาน ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย ตั้งแต่ชายฝั่งอ่าวไทย ไปจนถึงทะเลอันดามัน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลย้ำหลักการ “ไม่ปล่อยผ่าน ไม่เกรงใจ ไม่ละเว้น” เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ปฏิบัติการนี้เป็นเชิงรุก 100% โดยมีการเฝ้าระวังด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบติดตาม AIS และการลาดตระเวนต่อเนื่อง

ผลงานเด่นจากปฏิบัติการศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2569 ศรชล. สร้างผลงานน่าประทับใจมาก โดยเฉพาะการสกัดจับเรือผิดกฎหมายหลายเที่ยว ลอง来看รายละเอียดของกลางที่ยึดได้กัน:

  • น้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง
  • ช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน
  • สินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมายจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางทะเลถึง 20 เที่ยว มีปริมาณสูญหายรวม 57 ล้านลิตร! สาเหตุหลักมาจากการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) การถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลแบบ Ship to Ship (STS) และการเดินเรือล่าช้าแบบผิดปกติ ตอนนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบแล้ว โดยจะลงพื้นที่คลังน้ำมันที่สุราษฎร์ธานีและเรียกบริษัทเกี่ยวข้องมาสอบสวน

ทำไมการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายถึงอันตราย?

การลักลอบเหล่านี้ไม่ใช่แค่เสียภาษี แต่กระทบหนักต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น น้ำมันเถื่อนทำให้ราคาน้ำมันในตลาดผันผวน สินค้าผิดกฎหมายแข่งขันไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมาย และยังเสี่ยงต่อความมั่นคงเพราะอาจเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลจึงต้องคุมเข้มแบบนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ศรชล. ยังขยายผลไปถึงเครือข่ายใหญ่ โดยใช้ข้อมูลข่าวกรองและความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกขั้นตอนโปร่งใส เป็นธรรมตามที่นายกฯ กำชับ

ในมุมมองของผม การดำเนินการ ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ทะเลไทยสะอาดขึ้น เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น หากเราทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ปฏิบัติการนี้จะยิ่งสำเร็จ ลองคิดดูสิ ถ้าไม่มีน้ำมันเถื่อน ราคาน้ำมันอาจถูกลงด้วยนะ!

เรียกร้องให้คุณร่วมมือ: ถ้าพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนศรชล. 1465 ตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกันปกป้องน่านน้ำไทยของเรานะครับ

ที่มา – ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

“โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์”

การเมืองไทยร้อนฉ่าไม่หยุดหย่อน ล่าสุดในที่ประชุมรัฐสภา มีดราม่าหนัก เมื่อ “โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน ทำให้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยลุกฮือประท้วงกันยกใหญ่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นเวทีเปิดศึกกันอย่างดุเดือด

“โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานประชุมในวัน thứสองของการแถลงนโยบายรัฐบาล นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายโจมตีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะนโยบายปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนสีเทา และการทุจริตคอร์รัปชัน โรมย้ำว่าสังคมไทยไม่เชื่อมั่น เพราะการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ย้อนแย้งกับรัฐบาลชุดก่อนที่ใช้นายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน

ประเด็นย้อนแย้งเรื่องคดีสแกมเมอร์และทุนเทา

โรมยกตัวอย่างกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ดำเนินคดีกับกลุ่มทุนเทาและสแกมเมอร์เรื่องสแกนม่านตา ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณา โรมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะจัดการคดีนี้รวดเร็วเท่าคดีของตัวเองหรือไม่ โดยนายอนุทินกลับโยกนายประเสริฐไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เยาวชน ซึ่งโรมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาทุจริตแบบ ‘ไม่เกรงใจ’ นายไชยชนก

นอกจากนี้ โรมยังพูดถึงการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ และตั้งข้อสงสัยว่ามีคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้องเกี่ยวเครือข่ายนี้หรือไม่ โรมชี้การคัดเลือก รมต. ที่ไม่ให้ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ดำรงตำแหน่งเพราะคดี DSI แต่กลับให้ประเสริฐที่เรื่องถึง ป.ป.ช. แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าปัญหาอยู่ที่คดีหรือพ่อของน.ส.สุดาวรรณกันแน่

บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” กรณีน้ำมันเถื่อน

จุดเด่นของการอภิปรายคือการชี้เป้า ร.อ.พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.พลังงาน พรรคภูมิใจไทย กรณีจับกักตุนน้ำมันใน จ.อ่างทอง ที่พบว่า ‘เสี่ยตือ’ เป็นเจ้าของคลัง และมีคลังน้ำมันหลายแห่งตุนน้ำมันหลายล้านลิตร แต่รัฐบาลจัดการลำบาก โรมเผยว่าบริษัทของเสี่ยตือเป็นลูกหนี้นายพิพัฒน์กว่า 100 ล้านบาท จากสัญญาเงินกู้ 2 ฉบับ นอกจากนี้ เดือนพฤศจิกายน 2568 ครอบครัวเสี่ยตือบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย 1 ล้านบาท ขณะราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยขายน้ำมันเถื่อนแต่ไม่โดนคดี

โรมเปรียบ ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นตีนไก่’ บอกว่ารัฐบาลไม่กล้าจัดการเพราะ ‘โม่ง’ อยู่ในรัฐบาล และมีข่าวสินบนไม่ปราบสแกมเมอร์จากลูกชายเสี่ยตือ โรมเรียกร้องให้นายกฯ ตรวจสอบนายพิพัฒน์ว่าข้องเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนหรือทุนเทาหรือไม่ เพื่อให้การปราบทุจริตไม่เป็นแค่ลมปาก และไม่ปล่อยให้ทุนเทายึดชาติ

โรมปิดท้ายว่า ‘ผมและพรรคประชาชนไม่มีวันยอมแพ้ให้คนทำลายชาติและนิติธรรม’

ผลกระทบและการตอบโต้จาก ส.ส.ภูมิใจไทย

ระหว่างอภิปรายชื่อเสี่ยตือและนายพิพัฒน์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยอย่างนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล (อ่างทอง), นายยุพราช บัวอินทร์ (เพชรบูรณ์) และนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ (บัญชีรายชื่อ) ลุกประท้วงต่อเนื่อง ว่ามีลักษณะใส่ร้าย ประธานวินิจฉัยให้โรมอภิปรายต่อจนจบ

  • ประเด็นสำคัญ: การโยงนายพิพัฒน์กับเสี่ยตือผ่านหนี้สินและการบริจาคพรรค
  • ย้อนแย้งบุคคลากร: กรณีประเสริฐ vs สุดาวรรณ
  • ทุนเทาในรัฐบาล: สแกมเมอร์ สินบน กักตุนน้ำมัน
  • ความไม่เชื่อมั่น: นโยบายปราบโกงล้มเหลวเพราะย้อนแย้ง

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่การตรวจสอบกันเองในสภาถูกขัดขวางด้วยการประท้วง และคำถามใหญ่คือ รัฐบาลจะพิสูจน์ความโปร่งใสได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานและทุนเทาที่กระทบประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การอภิปรายของโรมเป็นกระสุนสำคัญที่เจาะจุดอ่อนของรัฐบาล แสดงให้เห็นว่าการปราบโกงต้องเริ่มจากตัวบุคคลในอำนาจ หากปล่อยไว้ ประชาชนจะยิ่งไม่เชื่อมั่น ควรติดตามคดีเหล่านี้ต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ!

ที่มา – “โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน

เจ้าของปั๊มเอาจริง แจ้งความนักเลงคีย์บอร์ดขายน้ำมันเถื่อน

ในช่วงวิกฤตน้ำมันดีเซลขาดแคลนที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนหลายพื้นที่ เจ้าของปั๊มเอาจริง แจ้งความนักเลงคีย์บอร์ด ที่โพสต์กล่าวหาว่าปั๊มของตนขายน้ำมันเถื่อน โดยยืนยันว่าน้ำมันที่นำมาจำหน่ายมาจากคลัง IRPC อย่างถูกต้องและโปร่งใส เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ จ.สระบุรี และกลายเป็นตัวอย่างสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์

เจ้าของปั๊มเอาจริง แจ้งความนักเลงคีย์บอร์ด

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2567 ที่ สภ.นครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสาวจิติมา อิ่มโคกสูง อายุ 33 ปี ผู้จัดการปั๊มน้ำมันเอกชนในตำบลไผ่ขวาง อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน หลังถูกผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความกล่าวหาว่า ปั๊มนำน้ำมันจาก “คอกหมู” หรือแหล่งรับซื้อน้ำมันเถื่อนจากรถบรรทุกมาขายเพื่อเก็งกำไรในช่วงน้ำมันแพง

ก่อนหน้านี้ ผู้จัดการปั๊มได้โพสต์แจ้งลูกค้าผ่านเฟซบุ๊กของปั๊มว่า มีน้ำมันดีเซลจำนวน 17,000 ลิตร เข้ามาให้บริการในช่วงเช้า เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังลำบากในการหาน้ำมัน โดยไม่ต้องขับรถวนเวียนหาปั๊มอื่นๆ เพราะหลายแห่งติดป้าย “น้ำมันหมด” แต่กลับถูกตอบโต้ด้วยคอมเมนต์กล่าวหาที่ทำให้ชื่อเสียงเสื่อมเสีย

กระบวนการรับน้ำมันที่เหนื่อยลำบาก

เจ้าของปั๊มเอาจริง แจ้งความนักเลงคีย์บอร์ด หลังยืนยันว่า ทางปั๊มต้องต่อคิวรอรับน้ำมันจากคลัง IRPC นานหลายวัน บางครั้งต้องนอนรอถึง 3 วันกว่าจะได้น้ำมันมาแต่ละเที่ยว เพื่อนำมาให้บริการลูกค้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่น้ำมันเถื่อนตามที่ถูกกล่าวหา ปั๊มนี้เป็นปั๊มมาตรฐาน รับน้ำมันโดยตรงจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ

ผลกระทบจากโพสต์กล่าวหาในโซเชียล

การโพสต์กล่าวหาแบบนี้ไม่เพียงทำให้ปั๊มเสียชื่อเสียง แต่ยังอาจส่งผลต่อธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตน้ำมันที่ทุกคนกำลังเดือดร้อน ลูกค้าอาจลังเลที่จะมาเติมน้ำมัน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและจิตใจให้เจ้าของปั๊ม ทางผู้จัดการจึงดำเนินการทางกฎหมายในข้อหาหมิ่นประมาท เพื่อให้เป็น bài học สำหรับนักเลงคีย์บอร์ด

ปัญหาน้ำมันดีเซลขาดแคลนเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การนำเข้าน้ำมันดิบลดลง ราคาน้ำมันโลกแพง และปัญหาโลจิสติกส์ ทำให้ปั๊มน้ำมันรายย่อยอย่างปั๊มนี้ต้องดิ้นรนเพื่อรับน้ำมันมาบริการประชาชน

  • ต้องรอคิวที่คลังน้ำมันนานหลายวัน
  • บางครั้งนอนค้าง 2-3 วันเพื่อรอเติมรถบรรทุก
  • นำน้ำมันคุณภาพมาตรฐานจาก IRPC มาขายในราคาปกติ
  • แจ้งลูกค้าผ่านโซเชียลเพื่อช่วยเหลือชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีปั๊มอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงที่เผชิญปัญหาคล้ายกัน การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานอาจนำไปสู่คดีความได้ง่ายในยุคดิจิทัล

เจ้าของปั๊มยังฝากถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทุกคนว่า ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนโพสต์หรือคอมเมนต์ เพื่อป้องกันการสร้างความเสียหายให้ผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ การเป็นนักเลงคีย์บอร์ดอาจมีผลตามมา

จากเหตุการณ์เจ้าของปั๊มเาจริง แจ้งความนักเลงคีย์บอร์ดนี้ สอนให้เราเห็นว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายเร็ว ความรับผิดชอบในการแชร์ข้อมูลสำคัญยิ่งนัก หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ควรปกป้องสิทธิ์ตัวเองด้วยกฎหมาย หากเป็นผู้ใช้โซเชียล ก็ตรวจสอบก่อนโพสต์ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันนะครับ

ที่มา – เจ้าของปั๊มเาจริง แจ้งความนักเลงคีย์บอร์ด โพสต์กล่าวหาขายน้ำมันเถื่อน ยันรับมาจากคลัง

Scroll to top