บัตรเลือกตั้ง 2569

กำแพงเพชร นับใหม่ปาร์ตี้ลิสต์ คะแนนหายบัตรเสีย 2 ใบ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามีเรื่องราวการเมืองที่น่าสนใจจากจังหวัดกำแพงเพชรมาฝากกันนะครับ หัวข้อที่กำลังเป็นกระแสอย่าง กำแพงเพชร นับใหม่ปาร์ตี้ลิสต์ 2 หน่วย คะแนนหายเป็นบัตรเสีย 2 ใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ นี่แหละครับ เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตา หลังจากมีการร้องเรียนเรื่องคะแนนหายไป กกต. ก็รีบดำเนินการนับใหม่ทันที เพื่อความโปร่งใส เรียบร้อยสุดๆ ไปเลย

บรรยากาศนับคะแนนกำแพงเพชร

กำแพงเพชร นับใหม่ปาร์ตี้ลิสต์ 2 หน่วย คะแนนหายเป็นบัตรเสีย 2 ใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 หรือ 26 ก.พ.69 ที่สำนักงาน กกต. จังหวัดกำแพงเพชร บรรยากาศคึกคักแต่有序มากๆ มีการรักษาคปลอดภัยเข้มงวด ตำรวจและฝ่ายปกครองดูแลใกล้ชิด การนับคะแนนใหม่นี้ครอบคลุม 2 หน่วยเลือกตั้งในอำเภอเมืองฯ ได้แก่ หน่วยที่ 14 ตำบลเทพนคร และหน่วยที่ 8 ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล โดยเริ่มตั้งแต่บ่าย 3 โมง ใช้เวลาแค่ชั่วโมงนิดๆ ก็เสร็จสิ้น

เจ้าหน้าที่นับคะแนนกำแพงเพชร

ผลการนับคะแนนใหม่และสาเหตุคะแนนหาย

ผลออกมาว่า จำนวนบัตรทั้งหมดตรงกับวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 67 เป๊ะๆ ไม่ขาดไม่เกิน! ส่วนคะแนนที่เคยหายไปนั้น ชี้แจงได้ชัดเจน โดยเป็นบัตรเสียและบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังได้คะแนนอันดับ 1 ในทั้ง 2 หน่วยด้วยนะครับ

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 14 ตำบลเทพนคร: พบบัตรเสียเพิ่ม 2 ใบ ซึ่งนับรวมแล้วตรงตามจริง
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล: บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ
นายคงยศ ผู้อำนวยการ กกต. กำแพงเพชร

นายคงยศ บุญรักษ์ ผู้อำนวยการ กกต. จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่าทุกขั้นตอนเปิดเผย ผู้สังเกตการณ์จากพรรคและประชาชนเห็นหมด ไม่มีช่องโหว่ หีบบัตรถูกผนึกมาตั้งแต่วันเลือกตั้ง กระบวนการนี้ยึดกฎหมายทั้งหมด ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิดอะไรทั้งนั้น

ภาพการนับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์กำแพงเพชร

ด้าน “ปราย” ปริญวัฒน์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน เขต 1 กำแพงเพชร ที่มาร่วมสังเกตการณ์ บอกว่าการนับใหม่นี้ไม่ได้เปลี่ยนผล แต่เพื่อยืนยันความโปร่งใสบริสุทธิ์ ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ไม่ได้หวังพลิกผลเพื่อตัวเอง

ความสำคัญของการนับคะแนนใหม่ต่อระบบเลือกตั้งไทย

เหตุการณ์ กำแพงเพชร นับใหม่ปาร์ตี้ลิสต์ 2 หน่วย คะแนนหายเป็นบัตรเสีย 2 ใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ นี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานของ กกต. ที่ตอบสนองรวดเร็วต่อข้อร้องเรียน ช่วยลดความสงสัยในใจประชาชน ในยุคที่ข่าวปลอมและทฤษฎีสมคบคิดแพร่หลาย การเลือกตั้งปี 2567 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะระบบบัญชีรายชื่อที่พรรคประชาชนทำผลงานได้ดีในพื้นที่นี้

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องเลือกตั้ง ส.ส. แบบปาร์ตี้ลิสต์ การนับใหม่แบบนี้ช่วยยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งถูกเก็บรักษาอย่างดี ไม่มีการแทรกแซง คะแนนหายที่แท้จริงกลายเป็นแค่บัตรเสียหรือไม่ลงคะแนน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในทุกการเลือกตั้ง สิ่งนี้ทำให้เรามั่นใจในระบบประชาธิปไตยไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนมาร่วมดูหลายสิบคน แสดงถึงความสนใจในกระบวนการ dân chủ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีปัญหาใดๆ เจ้าหน้าที่ขานบัตรชูให้ดูชัดเจน ผู้สังเกตการณ์ยืนยันทุกขั้นตอน

สรุปแล้ว การนับใหม่ครั้งนี้พิสูจน์ว่าความโปร่งใสคือหัวใจของการเลือกตั้งไทย ไม่มีอะไรต้องกังวลครับ

ความเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนดีๆ ว่าการตรวจสอบนำไปสู่ความจริงเสมอ ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ถ้าทุกพื้นที่ทำแบบนี้ได้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นเยอะเลยครับ

เรียกร้องให้คุณ: คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? มีประสบการณ์เลือกตั้งแบบไหนมาเล่าให้ฟังหน่อยสิ ในคอมเมนต์ด้านล่าง ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลยนะ!

ที่มา – กำแพงเพชร นับใหม่ปาร์ตี้ลิสต์ 2 หน่วย คะแนนหายเป็นบัตรเสีย 2 ใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ

ดุสิตโพล กังวลทุจริตเลือกตั้ง 2568 ไม่พอใจ กกต.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องผลโพลสุดร้อนจากสวนดุสิตโพล ที่สะท้อนความรู้สึกของคนไทยต่อการเลือกตั้งล่าสุดนะครับ หลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไปหมาดๆ สวนดุสิตโพลได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 1,231 คน ทั้งออนไลน์และภาคสนาม ระหว่าง 17-20 กุมภาพันธ์ พบว่าคนไทยยังคงกังวลหนักเรื่องความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้งครั้งนี้

ดุสิตโพล คนกังวลความไม่โปร่งใส-ทุจริตเลือกตั้ง 2568 ไม่ค่อยพอใจการทำงาน กกต.

ดุสิตโพล คนกังวลความไม่โปร่งใส-ทุจริตเลือกตั้ง 2568 ไม่ค่อยพอใจการทำงาน กกต. นี่คือหัวใจหลักของผลสำรวจที่ทำให้หลายคนต้องตั้งคำถามถึงระบบการเลือกตั้งของเราครับ โดยรวมแล้ว ความพึงพอใจต่อการจัดการเลือกตั้งได้คะแนนเฉลี่ยแค่ 5.17 จาก 10 คะแนน ถือว่าก้ำกึ่งสุดๆ ไม่ดีไม่แย่ แต่สิ่งที่คนกังวลมากที่สุดอันดับ 1 คือ ความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้ง สูงถึง 67.99% เลยทีเดียว รองลงมาก็ขั้นตอนยุ่งยากในหน่วยเลือกตั้ง 40.45% นโยบายพรรคที่อาจทำไม่ได้จริง 40.37% และความขัดแย้งทางการเมือง 37.94%

ดุสิตโพล คนกังวลความไม่โปร่งใส-ทุจริตเลือกตั้ง 2568

มาดูรายละเอียดกันครับ สำหรับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยพึงพอใจ ถึง 33.68% รองลงมา ค่อนข้างพึงพอใจ 32.91% ไม่พึงพอใจ 26.09% และพึงพอใจมากแค่ 7.32% เท่านั้น คะแนนสูสีแบบนี้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นยังไม่แข็งแกร่งนัก โดยเฉพาะประเด็นโปร่งใสที่คนไทยให้ความสำคัญมาก

  • อันดับ 1: ไม่ค่อยพึงพอใจ 33.68%
  • อันดับ 2: ค่อนข้างพึงพอใจ 32.91%
  • อันดับ 3: ไม่พึงพอใจ 26.09%
  • อันดับ 4: พึงพอใจมาก 7.32%

ส่วนภาพรวมการเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้ คนส่วนใหญ่ 49.31% มองว่า เหมือนเดิม แย่ลง 31.52% และดีขึ้นแค่ 19.17% เท่านั้น สะท้อนว่าประชาชนยังไม่ค่อยมั่นใจว่าระบบจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

คำวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวว่าผลโพลนี้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งยังอ่อนแอ ประชาชนจับตาที่ความสุจริต โปร่งใส และมาตรฐานการจัดการ ส่วน ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ชี้ว่าสังคมไทยยังติดหล่มความระแวงต่ออิทธิพลมืดและการใช้อำนาจรัฐ กกต. ถูกตั้งคำถามหนักในหลายประเด็น ซึ่งอาจนำไปสู่การล้มเลือกตั้งได้หากไม่แก้ไข

ในมุมมองของผมเองนะครับ การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย แต่ถ้าคนไม่เชื่อมั่นในความโปร่งใส มันก็ยากที่จะเดินหน้าปฏิรูปได้จริง ปัญหาทุจริตและขั้นตอนซับซ้อนเหล่านี้ ถ้า กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ปรับปรุง อนาคตการเมืองไทยอาจวนลูปเดิมๆ ต่อไป เราควรผลักดันให้มีเทคโนโลยีช่วย เช่น การลงคะแนนออนไลน์ที่ปลอดภัย หรือระบบตรวจสอบแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นนโยบายพรรคที่คนกังวลว่าทำไม่ได้จริง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในวงการเมืองไทยมานาน นักการเมืองควรโฟกัสที่ผลงานมากกว่าคำพูดสวยหรู เพื่อสร้างศรัทธาให้ประชาชน

สรุปแล้ว ผลสำรวจดุสิตโพลนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ ว่าถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปการเลือกตั้งให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากเราต้องการการเมืองที่ตอบโจทย์คนไทยจริงๆ

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับผลโพลนี้? กังวลเรื่องเดียวกันไหม หรือมีข้อเสนอแนะอะไรสำหรับ กกต. บ้าง ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้การเมืองดีขึ้น!

ที่มา – ดุสิตโพล คนกังวลความไม่โปร่งใส-ทุจริตเลือกตั้ง 2568 ไม่ค่อยพอใจการทำงาน กกต.

นรเศรษฐ์ ฟ้องศาลปกครอง คำสั่งบัตรเลือกตั้ง กกต ไม่ชอบกฎหมาย

กรณีนรเศรษฐ์ ฟ้องศาลปกครอง คำสั่งบัตรเลือกตั้ง กกต ไม่ชอบกฎหมายกำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย โดยนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อท้าทายคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เกี่ยวกับการออกแบบ พิมพ์ และใช้บัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ทนายยืนยันว่าคำสั่งนี้เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือ QR Code สามารถสืบย้อนกลับไปยังต้นขั้วบัตรและตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ตรงข้ามกับหลักรัฐธรรมนูญ

นรเศรษฐ์ ที่ศาลปกครองกลาง ยื่นฟ้องคำสั่งบัตรเลือกตั้ง กกต

นรเศรษฐ์ ฟ้องศาลปกครอง คำสั่งบัตรเลือกตั้ง กกต ไม่ชอบกฎหมาย

เหตุผลหลักที่นำไปสู่การยื่นฟ้องครั้งนี้มาจากระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ซึ่งให้อำนาจ กกต. ออกคำสั่งในการออกแบบและใช้บัตรเลือกตั้ง แต่คำสั่งดังกล่าวกลับมีบาร์โค้ดหรือ QR Code ที่เชื่อมโยงข้อมูลได้ ทำให้ละเมิดหลักการเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 และกฎหมายการเลือกตั้ง นายนรเศรษฐ์ชี้แจงว่าหากศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งไม่ชอบกฎหมาย การใช้บัตรเลือกตั้งดังกล่าวในการเลือกตั้งทั้งหมดก็จะตกเป็นโมฆะ ส่งผลให้ต้องเลือกตั้งใหม่ และห้ามใช้บัตรแบบเดิมที่สืบค้นได้

เหตุผลที่คำสั่ง กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  • ละเมิดความลับการเลือกตั้ง: QR Code หรือบาร์โค้ดช่วยสืบย้อนไปยังต้นขั้วบัตรและชื่อผู้มีสิทธิ ทำให้ทราบว่าผู้ใดเลือกใคร ซึ่งขัดเจนต่อรัฐธรรมนูญ
  • เป็นคำสั่งทางปกครอง: อยู่ในอำนาจศาลปกครองกลางพิจารณา ไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญโดยตรง
  • ขอคุ้มครองชั่วคราว: ระงับการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อรอคำวินิจฉัย

ศาลปกครองกลางมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริง โดยนายนรเศรษฐ์เตรียมพยานผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเพื่อพิสูจน์ว่าบัตรเลือกตั้งทั้งสองแบบ (ที่มีและไม่มี QR Code) แบบใดที่เสี่ยงต่อการสืบข้อมูล หากศาลเห็นว่าหลักฐานเพียงพอ คำสั่งอาจออกมาเร็ว

อ้างอิงคำพิพากษาศาลปี 2549 สนับสนุนกรณีนี้

กรณีนรเศรษฐ์ ฟ้องศาลปกครอง คำสั่งบัตรเลือกตั้ง กกต ไม่ชอบกฎหมายยึดหลักคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดง 607-608/2549 ที่วินิจฉัยว่า หากการลงคะแนนสามารถคาดเดาได้ง่ายว่าผู้ลงคะแนนเลือกใคร การเลือกตั้งนั้นไม่เป็นความลับ เช่นเดียวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่ระบุชัด เพียงแค่อยู่ในวิสัยที่ล่วงรู้ได้ ก็ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานว่ามีคนล่วงรู้จริง เพียงความเป็นไปได้ก็พอ

ประเด็นนี้เคยเกิดขึ้นในอดีต ทำให้ กกต. ต้องปรับปรุงบัตรเลือกตั้งเพื่อรักษาความลับ ปัจจุบันการเพิ่มเทคโนโลยีอย่าง QR Code เพื่อป้องกันการปลอมแปลง กลับถูกท้าทายว่าอาจสร้างช่องโหว่ใหม่ นำไปสู่ข้อสงสัยในความโปร่งใสของระบบเลือกตั้งไทย ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย การฟ้องร้องครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นการปกป้องสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการเลือกตั้งอย่างอิสระและลับ

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบกว้างขวาง หากศาลรับคำร้อง อาจต้องเลื่อนประกาศผลเลือกตั้ง สร้างความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ สะท้อนปัญหาการเตรียมความพร้อมของ กกต. ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีช่วยได้แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากศาลวินิจฉัย

  • สั่งยกเลิกคำสั่ง กกต. และห้ามใช้บัตรเลือกตั้งเดิม
  • ต้องเลือกตั้งใหม่ในเขตที่เกี่ยวข้อง
  • เสริมสร้างมาตรฐานความลับการเลือกตั้งในอนาคต

กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้หน่วยงานรัฐต้องถ่วงดุลระหว่างเทคโนโลยีกับสิทธิพลเมือง คุณผู้อ่านล่ะคิดเห็นอย่างไร หากบัตรเลือกตั้งมี QR Code จริงๆ จะยอมรับได้หรือไม่ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทยแค่ไหน

สรุปแล้ว นรเศรษฐ์ ฟ้องศาลปกครอง คำสั่งบัตรเลือกตั้ง กกต ไม่ชอบกฎหมาย เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง ติดตามพัฒนาการคดีนี้กับเรา และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ!

ที่มา – “นรเศรษฐ์” ฟ้องศาลปกครองกลาง คำสั่งให้ออกแบบ-ใช้บัตรเลือกตั้งของ กกต. ไม่ชอบด้วย กม.

สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยัน

สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยันเป็นไปตามหลักการ ออกเสียงโดยตรงและลับ ทำให้เกิดกระแสถกเถียงรุนแรงในสังคมไทยช่วงหลังเลือกตั้ง 62 เขต ผู้ใช้โซเชียลหลายรายตั้งข้อสงสัยว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจถูกใช้ติดตามย้อนหลังว่าใครลงคะแนนให้พรรคไหน สร้างความกังวลเรื่องความลับของการเลือกตั้ง นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่

สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยันเป็นไปตามหลักการ

จุดเริ่มต้นของดราม่านี้มาจากผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) และแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) พบว่ามีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด เมื่อสแกนแล้วปรากฏรหัสเฉพาะตัว ทำให้หลายคนหวาดกลัวว่าระบบนี้จะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่า “ใครกาเบอร์อะไร” ซึ่งขัดกับหลักการเลือกตั้งที่ต้องลับสุดยอด

กกต. รีบออกมาชี้แจงทันทีว่า บาร์โค้ดเหล่านี้เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อติดตามที่มาของบัตรว่ามาจากล็อตไหน หน่วยเลือกตั้งไหน ไม่ใช่เพื่อเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหรือตัวผู้ลงคะแนน แต่ประเด็นนี้กลับกลายเป็นไฟลามทุ่งในโซเชียลมีเดียข้ามคืน

กระแสเรียกร้องจากนักการเมืองและประชาชน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความเห็นว่าการใส่รหัสเพื่อป้องกันการปลอมแปลงเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องไม่เอื้อต่อการตรวจสอบย้อนหลัง น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ยกตัวอย่างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในปี 2549 ที่การจัดคูหาไม่ถูกต้องยังทำให้การเลือกตั้งโมฆะได้

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ยังชี้ว่าถ้าบาร์โค้ดเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรได้ กกต. ถือว่าผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้กกต. ชี้แจงด่วน กระทั่งเกิดแฮชแท็ก #เลือกตั้งโมฆะ ร้อนแรง ทนายอั๋นยังยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อตรวจสอบ

กกต. ชี้แจงสรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด

วันที่ 13 ก.พ. 2569 กกต. แถลงข่าวเวลา 14.00 น. ยืนยันว่าการลงคะแนนเป็นไปตามหลัก “ออกเสียงโดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญ โดยมีกฎหมายห้ามนำบัตรออกจากหน่วยและห้ามถ่ายภาพ การจะตรวจสอบผู้ลงคะแนนต้องมี 3 อย่างคือ 1. บัตรลงคะแนน 2. ต้นขั้วบัตรที่แยกเก็บ 3. บัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิที่แยกไปยังสำนักทะเบียนราษฎร์

บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดเกิดจากอำนาจกกต. ตามกฎหมายที่อนุญาตให้เพิ่มรหัสพิเศษเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและจัดการบัตรได้มีประสิทธิภาพ แม้ถ่ายภาพบัตรติดต้นขั้วจะระบุเลขบัตรได้ แต่ไม่เชื่อมโยงถึงตัวบุคคล ภาพที่เผยแพร่ในโซเชียลยังไม่ละเอียดพอที่จะระบุใคร

สำหรับบัตรประชามติที่ไม่มีบาร์โค้ดนั้น เนื่องจากการพิมพ์ 3 ใบจาก 3 โรงพิมพ์ที่มีเทคโนโลยีต่างกัน แต่บัตรประชามติก็ติดตามได้เช่นกัน เพียงแต่ไม่เปิดเผย

บทวิเคราะห์: ดราม่านี้สะท้อนอะไร?

สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยันเป็นไปตามหลักการ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจในสถาบันเลือกตั้งที่ยังเปราะบางในสังคมไทย แม้กกต. จะชี้แจงชัดเจน แต่กระแสโซเชียลก็จุดประกายข้อสงสัยได้ง่าย การเลือกตั้งที่โปร่งใสต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่แบบนี้ในอนาคต

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับการปฏิรูปการเลือกตั้ง โดยหลายฝ่ายเสนอให้ใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้นแต่ต้องรักษาความลับให้ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน cybersecurity ชี้ว่าบาร์โค้ดทั่วไปไม่ซับซ้อนพอจะติดตามตัวบุคคล เว้นแต่มีข้อมูลครบทั้ง 3 ส่วนจริงๆ

  • จุดเด่นของระบบบาร์โค้ด: ป้องกันปลอมแปลงได้ดี
  • ข้อกังวล: อาจถูกตีความผิดเพี้ยน
  • แนวทางแก้ไข: ชี้แจงล่วงหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น

สุดท้าย การเลือกตั้งไทยต้องพัฒนาให้ทันสมัยแต่โปร่งใส คุณคิดว่าดราม่านี้จะจบอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงทุกคน!

ที่มา – สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยันเป็นไปตามหลักการ

แถลงสด รอฟังคำตอบจาก กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันนี้เรามาติดตามกันแบบสดๆ กับประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย นั่นคือ แถลงสด รอฟังคำตอบจาก กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก หลังจากที่มีภาพและข้อมูลบัตรเลือกตั้งหลุดออกมา พบว่ามีทั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดติดอยู่บนบัตร เมื่อสแกนแล้วก็ขึ้นข้อมูลรหัสเฉพาะตัว ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่ารหัสนี้อาจถูกใช้ตรวจสอบไปถึงตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่

แถลงสด รอฟังคำตอบจาก กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

จากกรณีดังกล่าว โลกออนไลน์เดือดปลุกกันหนัก เกิดแฮชแท็ก #เลือกตั้งโมฆะ เรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ กกต. ได้ออกชี้แจงเบื้องต้นแล้วว่า บาร์โค้ดนี้เป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อระบุว่าบัตรนั้นมาจากล็อตไหน หน่วยไหน เพื่อควบคุมการพิมพ์และแจกจ่าย ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลหรือเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใดๆ

ปมบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งคืออะไร

บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความมั่นคงในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลถูกถ่ายทอดอย่างรวดเร็ว รหัสเหล่านี้ช่วยให้ กกต. สามารถติดตามที่มาของบัตรได้ หากเกิดปัญหาการทุจริต เช่น บัตรปลอมหรือแจกจ่ายผิดพลาด แต่ปัญหาคือ เมื่อประชาชนสแกนด้วยมือถือ ก็เห็นข้อมูลรหัสขึ้นมา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าถูกติดตามตัวตน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00 น. วันที่ 13 ก.พ. 2569 (ตามข้อมูลต้นฉบับ) มีการแถลงข่าวโดยคณะผู้บริหาร กกต. ดังนี้

  • นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  • ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  • นายกิตติพล พยัคฆเดชาพัน ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง

สถานที่แถลงคือศูนย์การเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทุกคนต่างรอฟังคำชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แถลงสด รอฟังคำตอบจาก กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ว่าจะคลายข้อกังวลได้มากน้อยแค่ไหน

ทำไมประเด็นนี้ถึงสำคัญ? เพราะการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย หากประชาชนไม่เชื่อมั่นในระบบ ก็อาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองได้ กกต. ต้องพิสูจน์ความโปร่งใส โดยอาจอธิบายเพิ่มว่า รหัสเหล่านี้ถอดรหัสได้เฉพาะระบบของ กกต. เท่านั้น ไม่สามารถเชื่อมโยงกับชื่อ-นามสกุลผู้ลงคะแนนได้จริงๆ นอกจากนี้ ยังควรมีตัวอย่างการใช้งานจริง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น

นอกจากนี้ เรายังเห็นความเคลื่อนไหวในโซเชียลที่พุ่งสูง แฮชแท็ก #เลือกตั้งโมฆะ ติดเทรนด์ทันทีหลังภาพบัตรหลุด สะท้อนว่าประชาชนตื่นตัวมากในยุคนี้ ข้อมูลเท็จหรือเข้าใจผิดแพร่กระจายเร็วมาก ดังนั้น กกต. ควรสื่อสารให้ชัดเจนและรวดเร็ว

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ มีประชาชนลงทะเบียนจำนวนมาก และระบบต้องพร้อมรับมือทุกปัญหา ไม่ว่าจะเป็นบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ด หรือการนับคะแนน หวังว่าแถลงข่าววันนี้จะช่วยลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ลงได้

ติดตามความคืบหน้าได้ที่นี่ เราจะอัปเดตให้ทราบทันทีหลังแถลงเสร็จ คุณคิดอย่างไรกับปมนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย เพื่อให้การเลือกตั้งของเราสะอาดและยุติธรรมที่สุด

ที่มา – แถลงสด รอฟังคำตอบจาก กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ในประเด็นร้อนของการเลือกตั้งที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ได้กลายเป็นหัวข้อหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ หลังจากพบว่าบัตรเลือกตั้งทั้งสีเขียวและสีชมพูมีรหัสบาร์โค้ดและ QR Code ซึ่งเมื่อสแกนแล้วแสดงข้อมูลเฉพาะตัว สร้างความกังวลเรื่องความลับของการโหวต

กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 โลกออนไลน์เดือดด้วยแฮชแท็ก #เลือกตั้งโมฆะ หลังผู้ใช้สิทธิ์บางรายสแกนบัตรเลือกตั้งแล้วพบรหัสเฉพาะที่อาจเชื่อมโยงไปยังตัวบุคคล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้ให้เห็นปัญหาอย่างชัดเจน โดยระบุว่า กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถ้ารหัสเหล่านี้เป็นรหัสเฉพาะ (Unique Running Code) ที่ตรงกับต้นขั้วบัตร ก็จะละเมิดหลักการเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับ

วิเคราะห์ปัญหาบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง

กกต. ชี้แจงว่าบาร์โค้ดเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อระบุล็อตและหน่วยเลือกตั้ง ไม่ใช่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง แต่ฝั่งวิโรจน์โต้กลับว่าถ้ารหัสไม่ซ้ำกันและตรงกับต้นขั้วที่มีลายเซ็นผู้มาใช้สิทธิ์ จะสามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลใดโหวตอะไร ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 ที่ห้ามทำเครื่องหมายบนบัตรเลือกตั้ง

  • บัตรสีเขียว: เลือก ส.ส. เขต
  • บัตรสีชมพู: เลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ
  • ทั้งคู่มีบาร์โค้ดและ QR Code

วิโรจน์ย้ำชัด จี้กกต. นำบัตรจากหีบ บัตรเหลือใช้ และต้นขั้วมาสแกนต่อหน้าสื่อ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส หากเป็นรหัสซ้ำกันเพื่อยืนยันความเป็นบัตรจริง ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นรหัสเฉพาะ ก็ผิดกฎหมายชัดเจน

ปฏิกิริยาจากสังคมและโซเชียลมีเดีย

หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ มีผู้แสดงความคิดเห็นนับพัน แสดงความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง บางคนเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ บางคนมองว่าเป็นช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การซื้อสิทธิ์ขายเสียง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยและสิทธิพื้นฐานของประชาชน การเลือกตั้งต้องโปร่งใสและลับสุดยอด มิเช่นนั้นจะเสียความเชื่อมั่นทั้งระบบ

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีออกมาให้ความเห็นว่า QR Code สามารถเก็บข้อมูลได้มาก หากเชื่อมฐานข้อมูล ก็เสี่ยงต่อการรั่วไหล ดังนั้น กกต. ควรชี้แจงรายละเอียดทางเทคนิคให้ชัดเจน เช่น รหัสนี้ถอดรหัสได้อย่างไร และไม่เชื่อมโยงกับผู้โหวตจริงหรือไม่

บทเรียนและข้อเสนอแนะเพื่อการเลือกตั้งที่โปร่งใส

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลือกตั้งต้องคำนึงถึงกฎหมายและความเชื่อมั่นของประชาชน กกต. ควรจัดประชุมสาธารณะเพื่ออธิบายทุกขั้นตอน และพัฒนาระบบที่ทันสมัยแต่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่น ใช้รหัสสุ่มที่ไม่เชื่อมโยงตัวบุคคล

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน หากพบผิดพลาด ต้องแก้ไขทันทีเพื่อรักษาความยุติธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

สุดท้าย ความโปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย อย่าให้ช่องโหว่เล็กๆ มาทำลายความเชื่อมั่นทั้งระบบ

ที่มา – กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามกระบวนการเลือกตั้ง 69

หลังการเลือกตั้งปี 2569 ผ่านพ้นไปไม่นาน ประชาชนจำนวนมากต่างแสดงความไม่พอใจต่อคุณภาพการจัดการที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ออกมาดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามกระบวนการเลือกตั้ง 69อย่างจริงจัง ชวนทุกคนมาสงสัยว่า "ใครกันแน่ที่เป็นคนกำหนดกระบวนการเหล่านี้?" ตั้งแต่บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด การดูแลหีบบัตร ไปจนถึงการนับคะแนนที่ชวนให้ขมวดคิ้ว

ดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามกระบวนการเลือกตั้ง 69 หลังคุณภาพต่ำมาก

ดร.ทวีศักดิ์ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยบันทึกเหตุการณ์หลังเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ลืม เขาชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติหน่วยงานกำกับดูแล โดยประชาชนมองว่าคุณภาพต่ำมาก ไม่ว่าจะมองขึ้นไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้ง หรือลงมาที่ผู้ปฏิบัติงานหน้างานที่ใช้วิธีแปลกประหลาด คำถามหลักคือ ใครกำหนดกระบวนการจัดการบัตรลงคะแนนและการนับคะแนนแบบนี้? และ กกต. ทำผิดกฎหมายข้อไหน?

10 ข้อสงสัยหลักจากดร.ทวีศักดิ์

ดร.ทวีศักดิ์ได้ลิสต์ข้อสงสัยสำคัญๆ ออกมา 10 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อชี้ให้เห็นปัญหาที่อาจนำไปสู่การทุจริตได้ ลองมาดูกันทีละข้อ

  • 1. การใส่หมายเลขบัตรลงคะแนนแบบบาร์โค้ด ที่สามารถย้อนกลับไปยังต้นขั้วที่ประชาชนลงนามได้ นี่อาจละเมิดความลับการลงคะแนนใช่หรือไม่?
  • 2. การดูแลหีบบัตรลงคะแนน จากหน่วยเลือกตั้งไปยังสถานที่นับคะแนนและเก็บบัตร ใครรับผิดชอบ และมีมาตรการป้องกันการแทรกแซงหรือเปล่า?
  • 3. หีบบัตรกระดาษพร้อมโลโก้ กกต. และ cable ties ตรา กกต. ที่มีขายปลีกในตลาดทั่วไป ง่ายต่อการปลอมแปลงขนาดนี้ได้อย่างไร?
  • 4. การทำป้ายขีดคะแนนแบบมองไม่เห็นการขีด นี่เป็นอาการหนักสุด ชวนสงสัยเรื่องการนับคะแนนจริงๆ
  • 5. จำนวนบัตรเลือกผู้แทนเขตและเลือกพรรคแตกต่างกันมาก ในหลายหน่วย แม้กระบวนการเหมือนกัน และบางหน่วยคะแนนรวมมากกว่าจำนวนบัตรดีด้วยซ้ำ
  • 6. จำนวนผู้มาเลือกตั้งน้อยกว่าปี 2566 ทั้งที่บรรยากาศในเขตเลือกตั้งไม่ต่างจากเดิม
  • 7. หากนับคะแนนใหม่ บัตรที่เก็บไว้เป็นของจริงจากประชาชนหรือไม่?
  • 8. ระบบข้อมูล กกต. อนุญาตให้แก้ไขตัวเลขตรงๆ หรือ? ในวงการไอทีถือว่าห้ามเด็ดขาด
  • 9. การนับใหม่ควรใช้บาร์โค้ดย้อนตรวจสอบ หาต้นขั้ว ถ้าไม่พบลงโทษหัวหน้าหน่วย
  • 10. วิเคราะห์กลุ่มบัตรผี ว่าเอื้อพรรคใด หรือสุ่มจริงๆ

นอกจากนี้ ดร.ทวีศักดิ์ยังเชิญชวนให้ทุกคนเสริมการบ้านเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมได้

ทำไมกระบวนการเลือกตั้ง 69 ถึงถูกวิจารณ์หนัก?

จากประสบการณ์ของดร.ทวีศักดิ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เขาใช้มุมมองเชิงข้อมูลและเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ ทำให้คำถามของเขามีน้ำหนัก เช่น การใช้บาร์โค้ดที่ traceable อาจขัดหลัก anonymity ของการลงคะแนน ส่วนหีบบัตรที่หาซื้อได้ง่าย สะท้อนถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ จำนวนผู้มาโหวตที่ลดลงแต่บรรยากาศคึกคัก ชวนให้สงสัยข้อมูลสถิติของ กกต. อีกทั้งระบบฐานข้อมูลที่เสี่ยงถูกแก้ไขโดยตรง ถือเป็นเรื่องใหญ่ในยุคดิจิทัล

ประชาชนทั่วประเทศกำลังรอคำตอบจาก กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีการนับคะแนนใหม่จริง ควรนำข้อเสนอเหล่านี้ไปใช้ เพื่อยืนยันความถูกต้อง

ในมุมมองของผม ดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามกระบวนการเลือกตั้ง 69 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการผลักดันให้ระบบเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น เราควรติดตามและมีส่วนร่วมตรวจสอบต่อไป คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลายยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – ดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามหาคนคิดกระบวนการเลือกตั้ง 69 หลังคนซัดคุณภาพต่ำมาก

มวลชนด้อมส้มบุกบางละมุง ร้องนับคะแนน สส.ชลบุรี เขต 8

เหตุการณ์มวลชนด้อมส้มบุก อ.บางละมุง ร้อง กกต. ขอนับคะแนนเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 8 ใหม่กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองชลบุรี เมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคประชาชนรวมตัวกันกว่า 200 คน เพื่อเรียกร้องความโปร่งใสในการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 8 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอบางละมุงและพัทยา การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดจากข้อสงสัยหลายประการที่ประชาชนพบเห็นระหว่างกระบวนการเลือกตั้ง สะท้อนถึงความตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบผลการเลือกตั้ง

มวลชนด้อมส้มบุก อ.บางละมุง ร้อง กกต. ขอนับคะแนนเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 8 ใหม่

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหน้าที่ทำการอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี น.ส.มนัสวิน จันทร์เจริญ หรือที่รู้จักในนาม “ครูเบนซ์” ผู้สมัคร ส.ส. เขต 8 จากพรรคประชาชน ได้นำมวลชนด้อมส้ม กลุ่มผู้ช่วยหาเสียง นักเรียน นักศึกษา และพ่อค้าแม่ค้าพ่อบ้านแม่บ้าน รวมเกือบ 200 คน มาร่วมประท้วงอย่างสงบ พวกเขาต้องการให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนใหม่ และขอคัดสำเนาเอกสารรายงานผลการนับคะแนน หรือใบ ส.ส.5/18 ที่ติดประกาศหน้าหน่วยเลือกตั้ง เพื่อตรวจสอบบัตรดี บัตรเสีย และคะแนนของผู้สมัครแต่ละคน

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการรวมตัว

ครูเบนซ์และมวลชนชี้แจงว่าประชาชนมีข้อเคลือบแคลงใจจากข้อมูลที่ส่งมาให้ โดยพบปัญหาหลายอย่างในหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ดังนี้

  • บัตรลงคะแนนสีเขียวหมดก่อนบัตรสีชมพู: ทำให้เจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ต้องเบิกเล่มใหม่ สร้างความสงสัยในปริมาณบัตร
  • แสงสว่างไม่เพียงพอ: หน่วยนับคะแนนมีไฟเพียงดวงเดียวต่อคูหา ในขณะที่มี 15 คูหา ทำให้ผู้สังเกตการณ์มองสัญลักษณ์และคะแนนไม่ชัดเจน นำไปสู่การขานคะแนนผิดพลาด
  • ผลคะแนนไม่ตรงกัน: เมื่อเปรียบเทียบกับเอกสาร ส.ส.5/18 พบความคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจเกิดจากการวินิจฉัยบัตรหรือบันทึกคะแนน

นอกจากนี้ นายนาธนาธาร ประมูลพงษ์ ว่าที่ ส.ส. เขต 10 พรรคประชาชน ก็มาร่วมด้วย เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบ นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งเขต 8 และนายคำไพร เหลาแสน ปลัดอำเภอ ได้รับเรื่องร้องเรียนและชี้แจงว่า อำเภอไม่มีอำนาจตัดสิน ต้องยื่นต่อกกต.จังหวัด

การชี้แจงจากกกต.ชลบุรี

ครูเบนซ์ได้โทรศัพท์ต่อสายตรงกับกกต.จังหวัดชลบุรี ซึ่งชี้แจงว่า เอกสาร ส.ส.5/18 จะรวบรวมส่งกกต.จังหวัดเพื่อตรวจสอบ ถ่ายสำเนา และเผยแพร่บนเว็บไซต์กกต.จังหวัดและกกต.กลาง หลังประกาศผลอย่างเป็นทางการ ประชาชนสามารถดาวน์โหลดตรวจสอบได้ หากทักท้วงในหน่วยแล้ว ต้องยื่นเอกสารรับรองต่อกกต.จังหวัด สำหรับความคลาดเคลื่อน 1-2 คะแนน อาจเกิดจากการขานหรือวินิจฉัยบัตร แต่หากจำนวนผู้มาใช้สิทธิตรงกับบัตรที่ใช้ จะไม่ถือเป็นบัตรเกิน การนับใหม่ทำได้เฉพาะขั้นตอนตรวจสอบ

เวลา 17.00 น. ครูเบนซ์ชี้แจงขั้นตอนให้มวลชนฟัง ทุกคนลงรายชื่อสนับสนุนร้องเรียน ก่อนแยกย้ายโดยสงบ ไม่มีเหตุรุนแรง

อัปเดตผลคะแนนล่าสุด

ผลนับคะแนน 94% ณ 19.33 น. วันที่ 9 ก.พ. 2569 อันดับ 1 เชาวลิตร แสงอุทัย พรรคภูมิใจไทย 35,060 คะแนน อันดับ 2 ครูเบนซ์ 31,463 คะแนน อันดับ 3 ชาญยุทธ เฮงตระกูล พรรคเพื่อไทย 4,138 คะแนน คะแนนนำสูสีชั้นนำ ทำให้เกิดคำถามถึงความถูกต้อง

เหตุการณ์มวลชนด้อมส้มบุก อ.บางละมุง ร้อง กกต. ขอนับคะแนนเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 8 ใหม่นี้เน้นย้ำความสำคัญของกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใส ปราศจากข้อครหา เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย การเลือกตั้ง ส.ส.ชลบุรี เขต 8 เป็นสนามสำคัญในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยาและบางละมุง ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิสูง หากกกต.รับเรื่อง อาจนำไปสู่การตรวจสอบลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของมวลชนครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการมีส่วนร่วมของประชาชน แสดงถึงพลังของ “ด้อมส้ม” ที่ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ชัดเจน หากคุณพบข้อสงสัยในการเลือกตั้ง ก็อย่าลังเลที่จะร้องเรียนกกต. เพื่อความยุติธรรม ติดตามอัปเดตล่าสุดและแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – มวลชนด้อมส้มบุก อ.บางละมุง ร้อง กกต. ขอนับคะแนนเลือกตั้ง “สส.ชลบุรี” เขต 8 ใหม่

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนกวาดกรุงเทพ 33 เขต

วันนี้เรามีข่าวร้อนมาอัปเดตกันกับ ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน ที่สร้างความฮือฮาทั่วประเทศ! พรรคสีส้มสุดแกร่งนี้นำคะแนนแบบถล่มทลายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์ทุกเขตเลือกตั้งครบทั้ง 33 เขตเลยทีเดียว ไม่ว่าจะนับคะแนนไปถึงไหน พรรคประชาชนก็ยังคงนำเป็นอันดับหนึ่งแบบไม่มีใครสู้ได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ปิดหีบลงเวลา 17.00 น. และเริ่มทยอยนับคะแนนทันที ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงค่ำ ทำให้ประชาชนหลายคนตื่นเต้นรอติดตาม โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เป็นสมรภูมิสำคัญของการเมืองไทย

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนกวาดกรุงเทพ 33 เขต

ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน นำเดี่ยวครบ 33 เขตกรุงเทพ

อัปเดต ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน ล่าสุด ณ เวลา 22.57 น. กกต. นับคะแนนแล้ว 53% ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่าพรรคประชาชนปักธงสีส้มยึดพื้นที่ได้ทั้งหมด! ต่อมา เวลา 23.04 น. คะแนนยังคงนิ่ง พรรคนี้ยังนำอันดับหนึ่งในทุกเขต ไม่ว่าจะเป็นเขตใจกลางเมืองอย่างเขตพระนคร สาทร หรือชานเมืองอย่างลาดกระบัง บางขุนเทียน พรรคประชาชนกวาดเรียบ

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการทำงานหนักของทีมงานและนโยบายที่โดนใจชาวกรุง นโยบายแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม และค่าครองชีพที่พุ่งสูง ทำให้ได้คะแนนถล่มทลาย สีส้มของพรรคกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในคืนนี้

รายละเอียดคะแนนและเขตเลือกตั้งที่พรรคประชาชนชนะ

  • เขต 1 พระนคร: นำด้วยคะแนนกว่า 60%
  • เขต 10 สาทร: ครองคะแนนนำขาดลอย
  • เขต 33 ลาดกระบัง: กวาดคะแนนจากฐานเสียงชานเมือง
  • และทุกเขตอื่นๆ รวม 33 เขตทั้งหมด

ข้อมูลนี้มาจากระบบของกกต. ที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ ชาวเน็ตต่างแชร์ภาพธงสีส้มโบกสะบัดตามโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ

ขั้นตอนหลังผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน

หลังจากนี้ กกต. จะตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนอีกครั้ง โดยคาดว่าจะประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน ระหว่างนี้ ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถยื่นอุทธรณ์ได้หากเห็นว่ามีปัญหา สำหรับประชาชน สามารถติดตามผลคะแนนแบบละเอียดได้ที่เว็บไซต์กกต. หรือเพจข่าวชั้นนำ

นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ผลเลือกตั้งในต่างจังหวัดก็กำลังนับคะแนนเข้มข้นเช่นกัน แต่ที่กรุงเทพฯ พรรคประชาชนชัดเจนที่สุด การครองทุกเขตแสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่นในเมืองหลวง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนักการเมืองรุ่นใหม่

ทำไมพรรคประชาชนถึงประสบความสำเร็จ? นอกจากนโยบายประชานิยมแล้ว ยังมีผู้นำรุ่นใหม่ที่สื่อสารเก่ง ใช้โซเชียลมีเดียเข้าถึงวัยรุ่นและคนทำงานได้ดีเยี่ยม การหาเสียงแบบออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสาน ทำให้ทะลุทะลวงกำแพงเขตเลือกตั้งเก่าๆ ได้

หากมองย้อนอดีต การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งก่อนๆ ชาวกรุงมักกระจายคะแนนให้หลายพรรค แต่ครั้งนี้ ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชน เปลี่ยนเกมทั้งหมด สีส้มกลายเป็นสีแห่งอนาคตการเมืองกทม.

สำหรับแฟนข่าวการเมือง อย่าพลาดติดตามอัปเดตเพิ่มเติม เพราะผลนี้อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า ชาวกรุงเทพฯ ได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว ว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

สรุปแล้ว ชัยชนะของพรรคประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นสัญญาณบวกต่อการเมืองไทยที่ต้องการความสดใหม่และตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมกับเราได้เลย!

ที่มา – ผลเลือกตั้ง 2569 “พรรคประชาชน” ปักธงสีส้ม กวาดพื้นที่กรุงเทพฯ ครบทั้ง 33 เขต

Scroll to top