บึงกาฬ

บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ

บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาฝากกันครับ เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ หลังจากที่มีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องมานานกว่า 3 สัปดาห์ ล่าสุดสถานการณ์ บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียวครับ

ผลกระทบวงกว้างจากระดับน้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น

สาเหตุหลักที่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เกิดจากการที่มวลน้ำเหนือจากจังหวัดเลยและหนองคาย ไหลมารวมกับลำน้ำสาขาต่างๆ รวมถึงปริมาณน้ำที่ไหลมาจากฝั่ง สปป.ลาว ทำให้ในเช้าวันนี้ระดับน้ำที่จุดบ้านพันลำ วัดได้ถึง 12.38 เมตร เพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ปัญหา บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรในหลายพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากการรายงานล่าสุดของทางจังหวัด พบว่าพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 16,654 ไร่ ใน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ, โซ่พิสัย, ศรีวิไล, เซกา, ปากคาด, บุ่งคล้า และบึงโขงหลง กำลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาข้าวที่กำลังเติบโต นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงที่ขาดแคลนพื้นที่สำหรับปล่อยเลี้ยงดูอีกด้วย

  • เร่งแจกถุงยังชีพและอาหารแห้งให้กับผู้ประสบภัยกว่า 27 หลังคาเรือน
  • เจ้าหน้าที่เร่งกำจัดเศษซากไม้ที่ขวางทางน้ำเพื่อป้องกันความเสียหายต่อแพสูบน้ำ
  • การประปาส่วนภูมิภาคบางจุดต้องหยุดจ่ายน้ำชั่วคราวเพื่อซ่อมแซมระบบ
  • ท้องถิ่นเตรียมการช่วยเหลือและสำรวจความเสียหายหลังน้ำลด

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ จะยังคงอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง แต่ทางภาครัฐก็ได้กำชับให้ชาวบ้านเตรียมตัวยกสิ่งของขึ้นที่สูงและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินครับ

ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนร่วมสังคม สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือกำลังใจครับ หากใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้หมั่นตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการอยู่เสมอ และหากมีใครต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมก็สามารถแจ้งไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ได้ทันที ขอให้สถานการณ์คลี่คลายลงโดยเร็วและพี่น้องชาวบึงกาฬปลอดภัยทุกคนนะครับ

ที่มา – บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ

น้ำโขงบึงกาฬพุ่ง 12 เมตร ล้นท่วมถนนแลนด์มาร์คริมโขง

น้ำโขงบึงกาฬพุ่ง 12 เมตร ล้นท่วมถนนแลนด์มาร์คริมโขง

สถานการณ์น้ำในจังหวัดบึงกาฬกำลังน่าเป็นห่วงอย่างมาก หลังจากที่ น้ำโขงบึงกาฬพุ่ง 12 เมตร จนล้นเข้าท่วมพื้นที่ถนนแลนด์มาร์คริมโขง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจุดพักผ่อนสำคัญของชาวเมือง โดยสาเหตุหลักมาจากฝนที่ตกหนักสะสมต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ รวมถึงการระบายน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำและแม่น้ำสาขาในฝั่ง สปป.ลาว ที่ไหลมาบรรจบกัน ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากระดับ น้ำโขงบึงกาฬพุ่ง 12 เมตร

นอกจากถนนแลนด์มาร์คที่ถูกน้ำท่วมขังจนเจ้าหน้าที่ต้องประกาศงดใช้เส้นทางแล้ว พื้นที่ทางการเกษตรและถนนในหมู่บ้านหลายแห่งยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะลำห้วยสาขาต่างๆ ที่น้ำโขงไหลย้อนกลับเข้าท่วมพื้นที่ทำกินของเกษตรกร ส่งผลให้สัญจรไปมาด้วยรถเล็กทำได้ยากลำบาก ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐและผู้นำชุมชนกำลังเร่งระดมกำลังเข้าให้ความช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่

สำหรับพื้นที่ 5 อำเภอที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่:

  • อำเภอเมืองบึงกาฬ
  • อำเภอเซกา
  • อำเภอโซ่พิสัย
  • อำเภอปากคาดและอำเภอพรเจริญ
  • อำเภอบึงโขงหลง อำเภอบุ่งคล้า และอำเภอศรีวิไล

สถานการณ์ น้ำโขงบึงกาฬพุ่ง 12 เมตร นี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะระดับน้ำยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ของ สทนช. เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือประชาชนให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมขนย้ายทรัพย์สินไว้ในที่ปลอดภัย แม้ในช่วงวิกฤตนี้ชาวบ้านจะใช้โอกาสออกมาจับปลาเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แต่ความปลอดภัยของทุกคนยังคงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด และหากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ทันที ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวบึงกาฬทุกคนผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ไปได้โดยเร็วและปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – น้ำโขงบึงกาฬพุ่ง 12 เมตร ล้นท่วมถนนแลนด์มาร์คริมโขง เร่งช่วย 5 อำเภอได้รับผลกระทบ

พบ “ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส” ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ความสวยงามของ “หินสามวาฬ” จังหวัดบึงกาฬกันมาบ้างแล้ว แต่รู้ไหมว่านอกจากวิวหลักล้านที่นั่นแล้ว ผืนป่าแห่งนี้ยังมีความลับสุดมหัศจรรย์ซ่อนอยู่! ล่าสุดมีข่าวดีที่ทำเอาวงการนักวิจัยธรรมชาติวิทยาตื่นเต้นกันถ้วนหน้า เมื่อทีมนักวิจัยกรมป่าไม้ได้ยืนยันการค้นพบ ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในบ้านเราเลยทีเดียว

เจาะลึกการค้นพบ ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ

การสำรวจในโครงการศึกษาความหลากหลายของสัตว์ป่าปี 2568 ณ ป่านันทนาการหินสามวาฬ นำมาซึ่งการค้นพบที่น่าประทับใจ เมื่อทีมวิจัยพบค้างคาวที่มีลักษณะโดดเด่นไม่เหมือนใคร หลังจากที่ได้ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศอย่าง รศ.ดร.รองลาภ สุขมาสรวง และ ดร.พิพัฒน์ สร้อยสุข มาช่วยตรวจสอบลักษณะทางกายภาพและเสียงร้อง จึงได้ข้อสรุปว่าเป็นชนิด Hipposideros rotalis หรือที่เรียกกันว่า Laotian Leaf-nosed Bat ครับ

ลักษณะเด่นของ ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ

เจ้าค้างคาวตัวจิ๋วชนิดนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจมาก หากใครมีโอกาสได้เห็นใกล้ๆ (ซึ่งเป็นไปได้ยากในธรรมชาติ) ให้สังเกตจุดเหล่านี้ครับ:

  • รูปร่างขนาดเล็ก: น้ำหนักตัวประมาณ 11 กรัม ท่อนแขนยาวเพียง 45-49 มิลลิเมตร
  • ใบจมูกที่เป็นเอกลักษณ์: นี่คือหัวใจสำคัญของการจำแนกชนิด โดยมีใบจมูกด้านหลังแบ่งเป็น 4 ช่องอย่างชัดเจน
  • สีขน: ขนด้านหลังสีน้ำตาล ส่วนท้องสีอ่อนกว่า โดยเส้นขนมีการไล่สีแบบพิเศษจากโคนสีขาว ตรงกลางสีน้ำตาล และปลายสีอ่อน

ในมุมมองของนักอนุรักษ์ การพบ ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ ยืนยันให้เราเห็นถึงความสำคัญของผืนป่าไทยที่มีความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศของประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวอย่างแนบแน่น ป่าหินสามวาฬไม่ได้เป็นแค่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่รักษาชีวิตพันธุ์หายากเอาไว้มากมาย

ถึงแม้ตอนนี้เราจะยังมีข้อมูลทางชีววิทยาของค้างคาวชนิดนี้ไม่มากนัก แต่การค้นพบครั้งนี้ก็เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติได้มากขึ้น ใครจะไปรู้ว่าท่ามกลางป่าอันเงียบสงบ ยังมีสิ่งมีชีวิตน่าทึ่งรอให้เราเข้าไปศึกษาอยู่เสมอ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหินสามวาฬ อย่าลืมส่งกำลังใจและช่วยกันดูแลผืนป่าแห่งนี้ให้คงความสมบูรณ์ เพื่อให้เจ้าค้างคาวน้อยของเราเติบโตต่อไปในธรรมชาติอย่างปลอดภัยนะครับ

ที่มา – ทีมนักวิจัยกรมป่าไม้พบ “ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส” ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ

บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมยาเสพติด

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวสะเทือนขวัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมกว่าครึ่งร้อย ยาเสพติดเกลื่อน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าตกใจอย่างมากสำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะการที่มีเยาวชนอายุน้อยที่สุดเพียง 13 ปี เข้าไปวนเวียนอยู่ในแหล่งอบายมุขแบบนี้

สรุปเหตุการณ์บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมกว่าครึ่งร้อย ยาเสพติดเกลื่อน

เหตุการณ์การ บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมกว่าครึ่งร้อย ยาเสพติดเกลื่อน เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคม. ได้รับร้องเรียนว่ามีการลักลอบเปิดสถานบันเทิงในพื้นที่ ต.เซกา โดยไม่มีใบอนุญาต และไม่มีมาตรการคัดกรองอายุผู้เข้าใช้บริการ ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากสามารถเข้าไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างอิสระ

รายละเอียดการเข้าจับกุมและการตรวจพบยาเสพติด

จากการปฏิบัติการครั้งสำคัญนี้ เจ้าหน้าที่ได้พบความจริงที่น่าตกใจ ดังนี้:

  • พบนักเที่ยวรวมกว่า 300 คน ภายในร้าน
  • ตรวจพบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวนถึง 49 คน
  • เยาวชนที่มีอายุน้อยที่สุดคือ 13 ปี
  • พบยาเสพติด ไอซ์ และยาบ้า กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นและในห้องน้ำ

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวเจ้าของร้านวัย 27 ปี มาดำเนินคดีในข้อหาเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ขายแอลกอฮอล์ให้เยาวชน และส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงของผู้ประกอบการที่เห็นแก่ได้โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมและผลกระทบต่ออนาคตของชาติ

ในฐานะคนในสังคม เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นสถานบริการที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงหรือปล่อยให้เยาวชนเข้าไปมั่วสุม ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาจัดการทันที เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมและสารเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดไปมากกว่านี้ เพราะเด็กคืออนาคตของชาติและไม่ควรมาจบชีวิตหรือเสียอนาคตในร้านเหล้าที่ผิดกฎหมายครับ

ที่มา – บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมกว่าครึ่งร้อย ยาเสพติดเกลื่อน

แม่ช็อก เข้าป่าหาเห็ด พบศพลูกสาววัย 12 ดับปริศนา จ.บึงกาฬ

แม่ช็อก เข้าป่าหาเห็ด พบศพลูกสาววัย 12 ดับปริศนา จ.บึงกาฬ

เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สร้างความหดหู่ใจให้กับชาวบ้านในจังหวัดบึงกาฬ เมื่อเหตุการณ์ที่ควรจะเป็นการออกไปทำกิจกรรมปกติประจำวัน กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อ แม่ช็อก เข้าป่าหาเห็ด พบศพลูกสาววัย 12 ดับปริศนา จ.บึงกาฬ บริเวณป่าท้ายหมู่บ้านบึงเค็ง สร้างความสลดใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

รายละเอียดเหตุการณ์ แม่ช็อก เข้าป่าหาเห็ด พบศพลูกสาววัย 12 ดับปริศนา จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เซกา ได้รับแจ้งเหตุพบร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงวัย 12 ปี ในสภาพที่น่าเวทนา โดยผู้ที่พบเห็นคนแรกคือแม่ของเด็กเอง ซึ่งเธอกำลังออกหาเห็ดตามปกติ จนกระทั่งมาเจอเหตุการณ์ดังกล่าวที่เปลี่ยนชีวิตครอบครัวไปตลอดกาล จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบร่องรอยการต่อสู้และหลักฐานที่บ่งชี้ถึงเหตุการณ์อุกฉกรรจ์

  • สภาพศพพบร่องรอยคล้ายถูกรัดคอด้วยกางเกง
  • มีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • เจ้าหน้าที่เร่งส่งศพชันสูตรอย่างละเอียดที่รพ.ศรีนครินทร์

ความคืบหน้าของคดีขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพ่อเลี้ยงและเครือญาติ เพื่อหาเบาะแสของคนร้ายที่ก่อเหตุ สะท้อนให้เห็นว่า แม่ช็อก เข้าป่าหาเห็ด พบศพลูกสาววัย 12 ดับปริศนา จ.บึงกาฬ ไม่ใช่เพียงแค่คดีพลัดหลง แต่เป็นคดีอาชญากรรมที่มุ่งต่อชีวิตเด็กผู้บริสุทธิ์โดยตรง

ชาวบ้านในพื้นที่ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดจากฝีมือคนเพียงคนเดียว และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งปิดคดีโดยเร็วที่สุด เพื่อนำความยุติธรรมกลับมาคืนให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ความปลอดภัยในชุมชนเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของหนูน้อยวัย 12 ปี หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายจะสามารถติดตามคนผิดมาลงโทษได้ตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดจะทำร้ายเด็กและเยาวชนต่อไป

ที่มา – แม่ช็อก เข้าป่าหาเห็ดท้ายหมู่บ้าน พบศพ “ลูกสาว” วัย 12 ดับปริศนาที่ จ.บึงกาฬ

เตือนภัย ช้างป่าภูวัวเหยียบสาวหาเห็ดเสียชีวิต

เกิดเหตุสลดขึ้นในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จังหวัดบึงกาฬ เมื่อชาวบ้านเข้าไปหาเห็ดป่าแต่ถูกช้างป่าภูวัวโจมตีจนเสียชีวิต เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนที่ชื่นชอบการออกหาของป่าต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูเห็ดออกที่กำลังมาเยือน

ภาพศพผู้เสียชีวิตจากช้างป่าภูวัว

ช้างป่าภูวัว อันตรายแฝงในป่าภูวัว

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 07.00 น. ร.ต.อ.ธีรภัทร โม่งสิงห์ ร้อยเวร สภ.บุ่งคล้า ได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านว่ามีช้างป่าเหยียบคนตายที่ท้ายหมู่บ้านนาจาน หมู่ 4 ต.บุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ เจ้าหน้าที่รีบประสานงานกับนายวิษณุ กุมภาว์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว แพทย์โรงพยาบาลบุ่งคล้า ฝ่ายปกครอง และกู้ภัยสว่างศรีวิไล จุดบุ่งคล้า เดินทางไปตรวจสอบทันที

รายละเอียดศพผู้เสียหาย

ที่เกิดเหตุห่างจากหมู่บ้านราว 4 กิโลเมตร ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว พบศพนางรุ่งนภา อายุ 39 ปี ชาวบ้านหมู่ 4 บ้านนาจาน สภาพนอนหงาย สวมเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงวอร์มสีน้ำเงินเข้ม และรองเท้าบูท การชันสูตรเบื้องต้นพบรอยไหปลาร้าข้างขวาหัก ซี่โครงด้านหน้าและหลังหักหลายซี่ ซึ่งน่าจะเกิดจากการถูกช้างป่าเหยียบอย่างแรง จากนั้นศพถูกส่งประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด

ภาพตรวจสอบที่เกิดเหตุช้างป่าภูวัว

คำบอกเล่าจากพี่สาวผู้ตาย

พี่สาวของนางรุ่งนภาให้สัมภาษณ์ว่า เช้านั้นประมาณ 06.00 น. เธอ น้องสาว และเพื่อนบ้านอีก 1 คน รวม 3 คน เดินเข้าไปหาเห็ดในป่าภูวัว ห่างจากจุดจอดรถแค่ 800 เมตร ขณะก้มหาเห็ดกันอยู่ห่างกัน 2-3 เมตร จู่ๆ ก็เห็นช้างป่าภูวัวตัวใหญ่ยืนห่างน้องสาวไม่ถึง 5 เมตร พี่สาวรีบวิ่งหนี น้องสาววิ่งตามแต่สะดุดล้ม ช้างไล่ตามและเหยียบจนเสียชีวิต พี่สาวหลบหลังต้นไม้ ได้ยินเสียงน้องร้องเรียกชื่อ ก่อนช้างจะวิ่งหนีไป เธอรีบเรียกคนช่วยแต่ไม่ทัน

ภาพพี่สาวผู้ตายเล่าเหตุการณ์ช้างป่าภูวัว

คำเตือนจากหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

นายวิษณุ กุมภาว์ หัวหน้าเขต ฝากเตือนชาวบ้านทุกหมู่บ้านติดภูวัว โดยเฉพาะช่วงฤดูเห็ดป่าออก ช้างป่าภูวัวตอนนี้แตกฝูง กระจายเป็นหลายโขลงรอบพื้นที่ อันตรายมาก แม้ห้ามเข้าป่าจะยาก แต่ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง ทุกปีมีชาวบ้านถูกช้างทำร้ายเสียชีวิตหลายราย เขตจะช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหายตามระเบียบกรม

ช้างป่าภูวัว กับความขัดแย้งมนุษย์-สัตว์ป่า

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ตั้งอยู่ในจังหวัดบึงกาฬ เป็นบ้านของช้างป่าประมาณ 20-30 ตัว พื้นที่ป่าเขายากต่อการตรวจตราช้างมักลงมากินพืชผลหรือเดินเตร่ใกล้ชุมชน โดยเฉพาะช่วงแล้งหรือฤดูอาหารอุดม ชาวบ้านหาเห็ดป่าเป็นรายได้เสริม แต่ความเสี่ยงสูงเพราะช้างป่ามีนิสัยก้าวร้าวเมื่อรู้สึกถูกรุกล้ำ

เคล็ดลับป้องกันอันตรายจากช้างป่า

  • แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าป่า: โทรติดต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวเพื่อเช็คสถานการณ์ช้าง
  • เข้าป่าเป็นกลุ่มใหญ่: อย่าไปคนเดียวหรือกลุ่มเล็ก อยู่ใกล้ชิดกัน
  • ฟังเสียงและสังเกตท่า: หยุดเมื่อได้ยินเสียงกิ่งไม้หักหรือเสียงช้างร้อง
  • อย่าวิ่งหนีตรงๆ: ถ้าเจอให้ค่อยๆ ถอยหลัง อย่ามองตา
  • หลีกเลี่ยงช่วงเช้ามืด-เย็น: เวลาที่ช้างออกหากินบ่อย
  • พกอุปกรณ์ป้องกัน: เช่น ไฟฉายดังหรือสัญญาณกันภัย

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าในไทยที่เพิ่มขึ้น การอยู่ร่วมกันต้องอาศัยความเข้าใจและเคารพขอบเขตธรรมชาติ หากเราลดการบุกรุกป่า ช้างป่าภูวัวก็จะอยู่รอดได้โดยไม่ต้องลงมาชนบท

คำแนะนำสุดท้าย: เพื่อนๆ ที่อาศัยใกล้ป่าหรือชอบหาของป่า โปรดแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้คนรอบข้าง ช่วยกันลดความสูญเสียได้ หยุดก่อนที่มันจะสายเกินไป!

ที่มา – เตือนภัย ชาวบ้านเข้าไปหาเห็ด ถูก “ช้างป่าภูวัว” เหยียบซี่โครงหักเสียชีวิต

ช้างป่าภูวัว ล้มดับปริศนาในสวนยาง จ.บึงกาฬ

เหตุการณ์ช้างป่าภูวัว ล้มดับปริศนาในสวนยาง จ.บึงกาฬ สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่อนุรักษ์野生動物เป็นอย่างมาก โดยช้างป่าเพศผู้ตัวนี้ถูกพบล้มนิ่งไร้ร่องรอยบาดแผล กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้สั่งการเร่งรัดให้ผ่าชันสูตรเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวเศร้า แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าในพื้นที่ชายแดนป่า

ช้างป่าภูวัว ล้มดับปริศนาในสวนยาง จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ชาวบ้านบ้านภูเงิน หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ได้พบซากช้างป่าภูวัวเพศผู้ 1 ตัว ล้มอยู่ภายในสวนยางพาราติดกับห้วยทรายของชาวบ้าน สภาพนอนตะแคงโคนต้นยาง ห่างจากแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวเพียง 700 เมตรเท่านั้น นายอิทธิพล จันทนันต์ นายอำเภอเซกา ได้มอบหมายให้ปศุสัตว์อำเภอและหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว นายวิษณุ กุมภาว์ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าถ้ำพระ ดอนเสียด และชะแนน รีบลงพื้นที่ตรวจสอบทันที

ช้างป่าภูวัว ล้มดับปริศนาในสวนยาง จ.บึงกาฬ

จากการตรวจเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือการถูกทำร้ายใดๆ ขณะนั้นยังมีช้างป่าอีกตัวส่งเสียงร้องใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงจัดชุดเคลื่อนที่เร็วผลักดันให้ช้างกลับเข้าป่าภูวัวเพื่อความปลอดภัย ล่าสุดวันที่ 19 มีนาคม หัวหน้าเขตฯ รายงานว่าช้างตัวนี้มีอายุประมาณ 10-15 ปี และได้ประสานทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) มาชันสูตรอย่างละเอียด โดยเคลื่อนย้ายซากกลับเขตป่าเพื่อผ่าพิสูจน์

ขั้นตอนการตรวจสอบหลังช้างป่าภูวัว ล้มดับปริศนา

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวได้แจ้งผู้บังคับบัญชาและประสานคณะสัตวแพทย์จากกรมอุทยานฯ เข้าดำเนินการผ่าชันสูตรทันที พร้อมเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อส่งแล็บตรวจ หากพบสาเหตุตายผิดธรรมชาติ จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก่อนฝังซากตามหลักวิชาการ

ซากช้างป่าภูวัวในสวนยาง จ.บึงกาฬ

สาเหตุที่เป็นไปได้ของช้างป่าภูวัว ล้มดับปริศนา

เนื่องจากไร้รอยแผล สาเหตุน่าจะมาจากปัจจัยภายในร่างกายหรือสิ่งแวดล้อม นักอนุรักษ์คาดการณ์ได้ดังนี้

  • โรคประจำตัวหรือระบาด: ช้างป่าอาจป่วยด้วยโรคหัวใจ ไฟช็อก หรือโรคติดต่อที่แพร่ในฝูง
  • พิษจากสารเคมี: สวนยางพาราใช้ยาฆ่าหญ้าหรือปุ๋ยที่เป็นพิษต่อสัตว์ป่า หากช้างกินใบไม้ปนเปื้อน
  • ขาดน้ำหรืออาหาร: ฤดูแล้งทำให้ช้างออกหากินนอกป่า เจอสภาพอากาศร้อนจัด
  • อุบัติเหตุซ่อนเร้น: อาจล้มเองจากพื้นลื่นหรือปัญหาข้อต่อ

ต้องรอผลแล็บยืนยัน แต่เหตุการณ์นี้คล้ายกรณีช้างป่าตายปริศนาในพื้นที่อื่นๆ ที่มักเชื่อมโยงกับการบุกรุกป่าและการใช้สารเคมีเกษตร

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวและปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ตั้งอยู่ในจังหวัดบึงกาฬและนครพนม มีพื้นที่กว่า 762 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของช้างป่า ลิง กระต่ายป่า และนกหายาก ปัจจุบันมีช้างป่าประมาณ 20-30 ตัว แต่ปัญหาหลักคือป่าลดลงจากสวนยางและพืชผลทางการเกษตร ช้างจึงออกหากินบ่อยครั้ง สร้างความเสียหายให้ชาวบ้านและเสี่ยงตายจากกับดักมนุษย์

ในปีที่ผ่านมา มีรายงานช้างป่าภูวัวบุกสวนยางหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ต้องใช้โดรนและไฟสลัวไล่กลับป่า แต่ยังไม่เพียงพอ หน่วยงานควรเพิ่มรั้วไฟฟ้าและช่องทางเดินช้างเพื่อลดความขัดแย้ง

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้

การตายของช้างป่าภูวัวตัวนี้เตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ชาวบ้านควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรุนแรงใกล้ป่า และสนับสนุนโครงการปลูกป่าทดแทน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูป่าเพื่อให้ช้างอยู่รอด

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ช้างป่าภูวัว ล้มดับปริศนาในสวนยาง จ.บึงกาฬนี้เป็นโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ถ้าปล่อยไว้ ปัญหาจะยิ่งรุนแรง ติดตามผลชันสูตรได้ที่นี่ และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยกันเถอะ!

ที่มา – “ช้างป่าภูวัว” ล้มดับปริศนาในสวนยาง จ.บึงกาฬ ไร้รอยแผล อุทยานฯ สั่งเร่งหาสาเหตุ

จับยาไอซ์ล็อตใหญ่ กลิ่นทุเรียน มูลค่า 137 ล้าน

หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) แถลงข่าวการจับยาไอซ์ล็อตใหญ่ กลิ่นทุเรียน มูลค่าสูงถึง 137 ล้านบาท ยาเสพติดถูกบรรจุในรูปแบบใหม่ที่สร้างความตกตะลึงให้กับเจ้าหน้าที่

จับยาไอซ์ล็อตใหญ่ กลิ่นทุเรียน มูลค่า 137 ล้าน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน เวลา 15.00 น. ณ สถานีเรือบึงกาฬ จ.บึงกาฬ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการ นรข. พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการตรวจยึดยาไอซ์ จำนวน 7 กระสอบ น้ำหนักรวม 137 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 137 ล้านบาท ยาไอซ์ล็อตนี้มาในรูปแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน คือ มีกลิ่นทุเรียนอบแห้ง

น.ท.จักรกฤษ วังกรานต์ หน.สน.เรือบึงกาฬ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ ผบ.นรข. ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ สืบเนื่องจากเมื่อคืนวันที่ 4 พ.ย. 2568 น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จึงสั่งการให้ สน.เรือบึงกาฬ สนธิกำลังกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จัดชุดปฏิบัติการเฝ้าตรวจ

จนกระทั่งเวลา 01.00 น. ของวันที่ 5 พ.ย. ชุดเฝ้าตรวจที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่บ้านห้วยดอกไม้ ต.โคกก่อง ได้ยินเสียงเรือหางยาวแล่นมาจากกลางแม่น้ำโขง เข้ามาบริเวณป่าช้าท้ายหมู่บ้าน โดยมีชาย 2 คนช่วยกันทิ้งกระสอบต้องสงสัยลงจากเรือ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่ชายทั้งสองได้รีบขับเรือหลบหนีไปกลางแม่น้ำโขง

จากการตรวจสอบพื้นที่ พบกระสอบปุ๋ยสีเหลืองกองกระจัดกระจายอยู่ริมฝั่ง จำนวน 7 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึด และนำของกลางมาตรวจสอบอย่างละเอียดที่สถานีเรือบึงกาฬ

ยาไอซ์ล็อตใหม่! กลิ่นทุเรียน

พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี เปิดเผยว่า ยาไอซ์ที่จับยาไอซ์ล็อตใหญ่ กลิ่นทุเรียน ได้ในครั้งนี้ เป็นยาไอซ์รูปแบบใหม่ บรรจุในซองที่มีรูปลักษณ์คล้ายทุเรียนอบแห้ง และมีภาษาจีนกำกับ เมื่อเปิดออกดู พบว่าเป็นผงยาไอซ์ที่มีกลิ่นทุเรียนปะปนอยู่ จากการตรวจสอบของตำรวจพิสูจน์หลักฐาน พบว่ามีค่าเมทแอมเฟตามีนสูงกว่า 95% ทำให้ยาไอซ์ล็อตนี้มีมูลค่าสูงถึงกิโลกรัมละ 1 ล้านบาท และนับเป็นครั้งแรกที่พบยาไอซ์ในรูปแบบกลิ่นทุเรียน ซึ่งปกติจะบรรจุในซองชาจีน

การจับยาไอซ์ล็อตใหญ่ กลิ่นทุเรียน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของขบวนการค้ายาเสพติดที่พยายามคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ การที่ยาไอซ์มีกลิ่นทุเรียน อาจทำให้ยากต่อการตรวจจับด้วยสุนัขดมกลิ่น หรือเครื่องมือตรวจจับแบบเดิมๆ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ และพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรับมือกับรูปแบบยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของยาเสพติด และวิธีการสังเกตสิ่งผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

การค้ายาเสพติดเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม การจับกุมยาไอซ์ล็อตใหญ่นี้ ถือเป็นความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แต่ยังคงต้องมีการเฝ้าระวังและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากยาเสพติดต่อสังคมไทย

ที่มา – ยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่ 7 กระสอบ มูลค่า 137 ล้านบาท มาในรูปแบบใหม่กลิ่นทุเรียน

ตะลึงพบหินคล้ายงูยักษ์ ลำน้ำเข็ก เขาค้อ

คุณเคยได้ยินเรื่องราวลึกลับของพญานาคหรือไม่? วันนี้เราจะพาคุณไปสำรวจเรื่องน่าตื่นเต้นที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย นั่นคือ หินคล้ายงูยักษ์ ลำน้ำเข็ก เขาค้อ ซึ่งปรากฏขึ้นริมลำน้ำเข็ก ในพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ใกล้เคียงกับจังหวัดพิษณุโลก ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวหลายคนตื่นตะลึงกับภาพก้อนหินรูปทรงแปลกประหลาดที่ดูคล้ายกับงูยักษ์ โดยเฉพาะลักษณะที่เหมือนหัวงูและลำตัวที่ทอดยาวไปตามแนวหิน สร้างความฮือฮาจนมีผู้เข้าชมคลิปวิดีโอกว่า 16.9 ล้านครั้งใน TikTok

ตะลึงพบหินคล้ายงูยักษ์ ลำน้ำเข็ก เขาค้อ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 (ตามเนื้อหาต้นฉบับที่ระบุปี 2568 อาจเป็นพิมพ์ผิด) ผู้ใช้ TikTok ชื่อ “night141414 Good night” และเฟซบุ๊ก “กู๊ดไนท์ สาวม้งไทย” ได้โพสต์คลิปภาพก้อนหินลักษณะพิเศษนี้ โดยเปรียบเทียบกับหินงูยักษ์ชื่อดังที่จังหวัดบึงกาฬ ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่านี่อาจเป็นร่างของพญานาคราชที่ถูกสาป หรือเป็นสัญลักษณ์ทางธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องงูเจ้าที่

จากความคิดเห็นของชาวเน็ตที่เข้ามาแสดงความเห็นอย่างล้นหลาม เช่น “เหมือนมากค่ะ เห็นแวบแรกขนลุกเลย เชื่อเต็ม 100% สาธุๆ” หรือ “ช่วงหมดฝนพามาดูอีกรอบได้ไหมคะ อยากเห็นชัดๆ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวดีนะ” แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่พุ่งสูง ผู้คนหลายคนเสนอไอเดียให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่น้ำลดลง จะสามารถเห็นรูปร่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

หินคล้ายงูยักษ์ ลำน้ำเข็ก เขาค้อ

เส้นทางและลักษณะของหินคล้ายงูยักษ์ ลำน้ำเข็ก เขาค้อ

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบพบว่าจุดนี้ตั้งอยู่ริมลำน้ำเข็ก ภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขาค้อ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อระหว่างเพชรบูรณ์และพิษณุโลก การเดินทางเริ่มจากใต้สะพานเชื่อมสองจังหวัด แล้วเลาะตามริมฝั่งลำน้ำไปประมาณ 1.2 กิโลเมตร ทางเดินนี้เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านใช้ตกปลาและหาของป่า แต่ก่อนถึงจุดหิน 100 เมตร จะเจอเวิ้งน้ำวนที่ดูน่าพิศวง ลักษณะน้ำหมุนวนอย่างต่อเนื่อง สร้างบรรยากาศลึกลับยิ่งขึ้น

เมื่อมองข้ามฝั่ง จะเห็นหินสีดำเงาวับสะท้อนแสง คล้ายหัวงูยักษ์ก้มลงจิบน้ำ พร้อมแนวหินยาวที่มีลวดลายเหมือนเกล็ดงูทอดยาวไปตามลำน้ำ นายเชาวลิต ไชยแก้ว อายุ 28 ปี ชาวบ้านจากต.แคมป์สน เล่าว่า เขาเป็นคนศรัทธาพญานาคมาก เคยไปถ้ำนาคาที่บึงกาฬมา และเมื่อเห็นโพสต์นี้ก็รีบมาดูด้วยตัวเอง "ขนลุกเลยครับ คล้ายกันมาก โดยเฉพาะวังน้ำวนใกล้ๆ ยิ่งทำให้เชื่อว่าเป็นที่สถิตขององค์พญานาค" แต่ในวันนั้นน้ำเยอะและมีต้นไม้บัง มองไม่ชัดนัก

วังน้ำวนใกล้หินคล้ายงูยักษ์

นอกจากนี้ บริเวณลำน้ำเข็กยังเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งป่าเขา น้ำตก และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในอำเภอเขาค้อ เช่น เขาค้อดอยยาว หรืออุทยานแห่งชาติ ทำให้ หินคล้ายงูยักษ์ ลำน้ำเข็ก เขาค้อ นี้มีศักยภาพในการเป็นจุดเช็คอินใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวสายลึกลับและธรรมชาติ ชาวบ้านหวังว่าทางจังหวัดจะเข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเดินทางในวันฝนตกค่อนข้างลำบาก ทางเละและลื่น ขณะถ่ายทำ น้ำในลำน้ำยังขุ่นและขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจากน้ำป่าจากอำเภอนครไทย ชาวบ้านเตือนว่าควรหลีกเลี่ยง หากมาชมแนะนำให้สอบถามคนท้องถิ่นและมาในฤดูหนาวหรือแล้งจะปลอดภัยกว่า นี่คือตัวอย่างของความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ทำให้เราตระหนักถึงความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทย

ภาพชาวบ้านสำรวจหินงูยักษ์

หากคุณเป็นคนชอบการผจญภัยและเรื่องลึกลับ อย่าพลาดที่จะวางแผนทริปไปลำน้ำเข็ก ลองจินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่ตรงนั้น มองหินที่คล้ายพญานาค และฟังเรื่องเล่าจากชาวบ้าน มันจะเป็นประสบการณ์ที่难ลืมแน่นอน! สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวท่องเที่ยวเพชรบูรณ์ได้ที่บล็อกของเรา

ที่มา – ตะลึงพบหินคล้ายงูยักษ์บึงกาฬ โผล่ข้างลำน้ำเข็ก เขาค้อ ใกล้กันมีวังน้ำวนแปลกตา

Scroll to top