บ้านหนองหญ้าแก้ว

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน: จุดแรกจันทบุรี

กองทัพไทยเตรียมสร้างรั้วชายแดน โดยคาดว่าจุดแรกที่จะดำเนินการคือบริเวณจังหวัดจันทบุรี หลักเขตที่ 52–54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า การก่อสร้างจะเน้นในพื้นที่ราบเป็นหลัก เนื่องจากพื้นที่ชายแดนมีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สันปันน้ำ พื้นที่ราบ และพื้นที่แนวลำห้วยตามธรรมชาติ

รายละเอียดโครงการสร้างรั้วชายแดน

สำหรับการดำเนินการในจังหวัดต่างๆ พล.ต.วิทัย กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว (หลักเขตที่ 49-50) มีความเหมาะสมในการก่อสร้าง นอกจากนี้ บริเวณช่องจอม (หลักเขตที่ 14-15) ก็เป็นอีกพื้นที่ที่สามารถสำรวจเพื่อสร้างรั้วชายแดนได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บ้านหนองจานหรือบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ยังมีปัญหาเรื่องหลักเขตที่ไม่ตรงกัน ทำให้การสร้างรั้วในบริเวณนี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่จะมีการปักหมุดชั่วคราวเพื่อแสดงแนวเขตแดนอ้างอิง

“สิ่งใดที่ล้ำออกมาจากแนวนี้จะถือว่าเป็นการรุกล้ำ เราก็ต้องผลักดันสิ่งปลูกสร้างของกัมพูชาที่รุกล้ำออกไป” พล.ต.วิทัย กล่าว

ก่อนหน้านี้ กองทัพไทยได้เริ่มสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์บริเวณด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ในหลักกิโลเมตรที่ 50 และกำลังขยายการก่อสร้างเพิ่มเติม สำหรับรั้วที่เป็นกำแพงนั้น จะเริ่มสร้างในพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาหรือพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว โดยจังหวัดจันทบุรีจะเป็นจุดเริ่มต้นในหลักเขตที่ 52-54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร

ความสำคัญของรั้วชายแดน

  • เสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง
  • ควบคุมการค้าชายแดนที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • แสดงแนวเขตแดนที่ชัดเจน

การสร้างรั้วชายแดนถือเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน การเริ่มต้นโครงการในจังหวัดจันทบุรีจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การสร้างกำแพง แต่ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีและมาตรการอื่นๆ เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยชายแดนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

“บิ๊กเล็ก” ชี้ไทย-กัมพูชาดีเดย์ถอนอาวุธตั้งแต่ 26 ต.ค. วางไทม์ไลน์ 6 สัปดาห์ 3 เฟส รอทัพภาค 2 ถกกัมพูชา พร้อมกำหนดกรอบ AOT ทำงาน 3 เดือน บรรลุ 3 เรื่อง ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า หากนับเวลาตั้งแต่มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 23 ตุลาคม 2568 และต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ช่วงค่ำของวันเดียวกันมีการเริ่มถอนอาวุธ ซึ่งอาวุธของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาที่ถอนออกมาไม่เหมือนกัน ขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียดกับกัมพูชา จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงกลาโหมยึดมั่นในอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรีอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าไทยมีการถอนอาวุธในช่วงค่ำวันที่ 26 ตุลาคม ใช่หรือไม่เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ใช่ ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงจรวด BM 21 ที่ไทยคาดหวังให้กัมพูชาถอนออกไปเนื่องจากเป็นอาวุธที่อันตรายนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ถือเป็นสิ่งที่อยากให้กัมพูชาได้ดำเนินการถอน ซึ่งตามแผนการปฏิบัติการ ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ 6 สัปดาห์ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้น และกัมพูชาก็เห็นพ้อง ซึ่งจะมีอยู่ 3 เฟส คือเริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มภายใน 3 สัปดาห์ และเฟสที่ 3 คือสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งจะมีการแบ่งการถอนอาวุธเป็นลอต ขณะที่แต่ละลอตจะถอนอาวุธอะไรบ้างนั้นอยู่ระหว่างการพูดคุย และต้องถอนพร้อมกันไม่ว่าจะเป็นเฟสไหนก็ตาม

ในส่วนของประเด็นการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ใช้กรอบการทำงานระยะเวลาเท่าใด พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ประมาณ 3 เดือน และสามารถต่อได้อีก คาดว่าในห้วงเวลาดังกล่าวสามารถเห็นผลได้ใน 3 เรื่อง ทั้งถอนอาวุธหนัก เก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ในส่วนของบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รวมถึงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้วย ซึ่งขณะนี้ทำอยู่ ซึ่งจะเริ่มทำแผนการดำเนินการส่งไปยังกัมพูชา

พร้อมกันนี้ รมว.กลาโหม ย้ำว่าเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาถือเป็นวันดีเดย์ อาวุธอะไรที่เริ่มถอนได้ก็ให้ถอน แม้จะเล็กน้อยแต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น เราติดตามความคืบหน้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขอนายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน และมีหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงมหาดไทยร่วมขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสบายใจ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด หากอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อถามในช่วงท้ายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่ายกัมพูชาจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ปราสาทตาควาย และพื้นที่โดยรอบ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า คณะ AOT ต้องลงไปดูในพื้นที่ปราสาทตาควายว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงหรือไม่ โดยเบื้องต้นเริ่ม 13 พื้นที่.

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากการประกาศแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติไทย

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการลงนามปฏิญญาเพื่อสันติภาพ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส

แผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส มีกรอบเวลาดำเนินการ 6 สัปดาห์ หรือประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยแบ่งออกเป็น:

  • เฟสที่ 1: เริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม
  • เฟสที่ 2: เริ่มภายใน 3 สัปดาห์
  • เฟสที่ 3: เริ่มในสัปดาห์ที่ 6

การถอนอาวุธในแต่ละเฟสจะมีการแบ่งเป็นลอต ซึ่งรายละเอียดของอาวุธที่จะถูกถอนในแต่ละลอตนั้น อยู่ระหว่างการพูดคุยและตกลงร่วมกันระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทยและฝ่ายกัมพูชา

บทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและยืนยันการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส รวมถึงการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน โดยมีกรอบการทำงานประมาณ 3 เดือน และสามารถต่ออายุได้หากจำเป็น

นอกจากนี้ AOT จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อยืนยันว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงตามที่ได้ตกลงกันไว้

การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยยึดมั่นในหลักการอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การถอนอาวุธหนัก 3 เฟส จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงการไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – รมว.กลาโหม ชี้ไทย-กัมพูชาวางไทม์ไลน์ถอนอาวุธ 3 เฟส ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

GBC ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก ปราบไซเบอร์สแกม

ที่ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้อง 4 ข้อ ทำ Action Plan ถอนอาวุธหนัก ตั้งกองกำลังเฉพาะกิจร่วม 2 ประเทศ ปราบขบวนการไซเบอร์สแกม ภายใน 2 สัปดาห์ เตรียมสำรวจแนวหลักเขต หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ปูทาง วางหมุดชั่วคราว

วันที่ 23 ต.ค. 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย–กัมพูชา หรือ GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2/2568 ระดับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

โดยมีคณะผู้แทนไทยร่วมประกอบด้วย พล.อ.ธราพงศ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.อุกฤษ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก, นายบุญช่วย หอมยามเย็น ที่ปรึกษา ด้านความมั่นคงกระทรวงมหาดไทย, นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร, พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก, พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ, พล.อ.อ.อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ, พล.อ.สุระ สายอุบล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม, พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ท.จุมภฏ นุรักษ์เขต เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เป็นต้น

พล.อ.ณัฐพล แถลงข่าวภายหลังการประชุมและลงนามบันทึกการประชุม ว่า การประชุมวันนี้มีความคืบหน้า โดยฝ่ายไทยได้โน้มน้าวให้ฝ่ายกัมพูชายึดถือ 4 ประเด็นเดิม แต่ลงลึกในรายละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นแรก การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย ได้บรรลุข้อตกลง การจัดทำข้อกำหนดเงื่อนไขของงาน หรือ TOR สำหรับคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ ASEAN Observer Team – AOT และมีการลงนามของผู้แทนทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว โดยคณะ AOT จะมีหน้าที่สังเกตความคืบหน้าการถอนอาวุธหนักของแต่ละฝ่าย และกำหนดกรอบเวลา เป้าหมายถอนอาวุธไว้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่จัดทำร่วมกัน โดยมอบหมายให้ แม่ทัพภาคที่ 2 และ ผู้บัญชาการภูมิภาคที่ 4 กัมพูชา ขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยจะหารือขั้นต้น 25 ต.ค.นี้ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนแนวชายแดน

เนื่องจากอาวุธกัมพูชาส่วนใหญ่ เช่น BM21 เป็นอาวุธที่มีอำนาจการทำลายเป็นวงกว้าง ยากแก่การควบคุมตำบลกระสุนตก จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงเป้าหมายที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร เช่น บ้านเรือน ร้านค้า ไร่นา โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

ประเด็นที่สอง เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทั้ง 2 ฝ่าย ประสบความสำเร็จในการจัดทำระเบียบปฏิบัติมาตรฐาน หรือ (Standard Operating Procedure – SOP) สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่ที่มีการกำหนดเขตแดนชัดเจนแล้ว และพื้นที่ที่สองฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกัน หลังจากนี้ชุดประสานงานของทั้งสองฝ่าย จะสามารถเริ่มปฏิบัติการเก็บกู้ได้ทันที

ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด TMAC ฝ่ายไทย ไม่สามารถดำเนินการหรือเก็บกู้ได้อย่างเต็มที่เนื่องจากมักถูกขัดขวางจากฝ่ายกัมพูชาหลายครั้ง เมื่อเราเข้าไปใกล้พื้นที่ชายแดน

แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายกัมพูชายอมที่จะนำประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดมาพูดคุยในรายละเอียดอย่างจริงจัง ทั้งนี้การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดน ซึ่งฝ่ายไทยได้ยืนยันมาตลอดว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเร่งดำเนินการและไม่นำเรื่องเขตแดนมาเป็นข้อจำกัด

ประเด็นที่สาม การปราบปรามขบวนการไซเบอร์สแกม เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เราได้ความคืบหน้าจากฝ่ายกัมพูชา โดยหน่วยงานตำรวจทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้ง “กองกำลังเฉพาะกิจร่วม” ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเริ่มกวาดล้างแกนนำหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการไซเบอร์สแกมได้ต่อไป ซึ่งต้องยอมรับว่ามีขบวนการบางส่วนเดินทางไปมาทั้งสองประเทศด้วยวิธีต่างๆ

นอกจากนี้ได้ตกลงร่วมกันเกี่ยวกับขั้นตอนที่ชัดเจนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร หลักฐาน พยาน เหยื่อที่ถูกหลอกลวง และผู้ต้องหา รวมถึงการคุ้มครองพยาน เพื่อทำให้การทำงานของตำรวจรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทุกคน ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน และพื้นที่อื่นๆทั่วโลก

ดังนั้นแผนปฏิบัติการที่ร่วมกันจัดทำขึ้นจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานตำรวจของไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจรวมถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของประเทศอื่นๆ ที่มีประชาชนของตนตกเป็นเหยื่อของขบวนการไซเบอร์สแกมด้วย

ประเด็นที่สี่ การจัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว ตามข้อมูลข้างต้นในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC นำโดยกระทรวงการต่างประเทศได้มีผลลัพธ์เชิงบวกสำคัญ ที่สามารถทำให้หน่วยในพื้นที่นำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จัดส่งเจ้าหน้าที่ของตนลงพื้นที่ไปสำรวจแนวเส้นที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิ์ โดยจะทำการสำรวจร่วมจากหลักเขตที่ 42 ถึง 47 ช่วง บ้านหนองจาน และ บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายกัมพูชายินยอมร่วมมือกับฝ่ายไทยในการลงพื้นที่เดินสำรวจแนวเส้นอ้างสิทธิ์และวางหมุดชั่วคราวไว้อย่างแน่ชัดด้วยกัน อันจะทำให้แต่ละฝ่ายยอมรับขอบเขตที่เกิดขึ้น ตามผลการสำรวจและจะนำไปสู่การปักปันการถือครองที่ดินของทั้งสองฝ่ายต่อไป ซึ่งการวางหมุดชั่วคราวนี้เป็นเพื่อการสำรวจเท่านั้น และจะไม่กระทบต่อสิทธิ์ของไทยเรื่องเขตแดนทางบก ทางกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

นอกจากนี้ฝ่ายไทยจะดำเนินการสร้างรั้วชายแดนในบริเวณที่มีความชัดเจนของเส้นเขตแดนแล้ว โดยยืนยันว่ารั้วดังกล่าวอยู่ภายในเขตอธิปไตยของไทยเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนและป้องกันภัยคุกคามการข้ามแดนระหว่างทั้งสองประเทศ

ฝ่ายไทยขอยืนยันว่าเราต้องการเห็นความคืบหน้าในทุกเรื่องตามที่กล่าวมาแล้ว จึงจะพิจารณายุติความเป็นปรปักษ์ต่อกัน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและปฏิบัติตามผลประชุม GBC ในครั้งนี้ เพื่อนำสันติสุขกลับสู่ประชาชนทั้งสองประเทศตลอดจนภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม

“ผมขอยืนยันในนามของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและประโยชน์ของชาติ และประชาชน คำนึงถึงเกียรติภูมิของประเทศไทยเป็นสำคัญ”

GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไซเบอร์สแกมที่กำลังเป็นภัยคุกคามระดับโลก ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

ความคืบหน้าล่าสุด GBC ไทย-กัมพูชา

ล่าสุดที่ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ

การดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ที่ได้มีการลงนามร่วมกันในการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การ GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน เป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ที่มา – GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน

“สีหศักดิ์” มั่นใจ ลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมั่นใจว่า “บิ๊กเล็ก” จะได้ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” บนเวทีอาเซียนที่จะถึงนี้ โดยย้ำว่ามีแผนการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามสแกมเมอร์ตามเงื่อนไข 4 ข้อที่ไทยกำหนดไว้อย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ณ พระลานพระราชวังดุสิต นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงนามประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2568 ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งทุกประเด็นที่ประเทศไทยให้ความสำคัญนั้นมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี และสามารถตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีแผนงานและแผนการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการนำชาวกัมพูชาออกจากดินแดนที่เป็นพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งก็มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้แล้วเช่นกัน หลังจากนี้จะมีการทำงานและพูดคุยกันต่อไปว่ามีจุดใดบ้างที่มีการรุกล้ำ และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น รวมถึงในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ คาดว่าจะมีความเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมีการลงนามบันทึกสรุปการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ก็จะสามารถดำเนินการลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซียในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมถึงผู้นำชาติสมาชิกอื่น ๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน

“ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ความหวังใหม่แห่งชายแดน

นายสีหศักดิ์ยังได้เปิดเผยถึงขั้นตอนภายหลังจากการลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” เสร็จสิ้นว่า ในการลงนามครั้งนี้ จะมีแผนการดำเนินการแนบมาด้วย ซึ่งจะระบุถึงขั้นตอนการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะมีแผนการดำเนินการและกรอบเวลาที่ชัดเจน

ขั้นตอนหลังลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

เมื่อถูกถามถึงการแก้ไขปัญหาบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย นายสีหศักดิ์กล่าวว่า คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) จะได้พูดคุยกันในรายละเอียดให้ชัดเจน และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

การลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมาอย่างยาวนาน การดำเนินการตามแผนที่วางไว้หลังจากนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

การแก้ไขปัญหาชายแดนนั้นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ทั้งสองประเทศหันหน้าเข้าหากันและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ที่มา – “สีหศักดิ์” เชื่อเวทีอาเซียน ได้ลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

มทภ.1 คืนที่ดินหนองหญ้าแก้ว ให้ชาวบ้าน

ในที่สุด! มทภ.1 และผู้ว่าฯ ร่วมกันคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังต้องจากบ้านไปนานกว่า 40 ปี เจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่และทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว เตรียมกลับไปทำการเกษตร

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 พลโทวรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมด้วยนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และคณะ ได้ลงพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่และให้ความช่วยเหลือประชาชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มต้นที่บ้านหนองจาน เพื่อติดตามความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารช่างได้อธิบายแผนปฏิบัติการในการเคลียร์พื้นที่ทุ่นระเบิดบริเวณบ้านหนองจานอย่างละเอียด พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้อธิบายถึงยุทธวิธีและแผนการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเจ้าหน้าที่และประชาชน

พื้นที่ที่ทำการกั้นเพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีขนาดประมาณ 60 ไร่ หรือที่รู้จักกันในนามบ้านกำนันลี ในอดีต พื้นที่นี้เคยเป็นสมรภูมิการสู้รบ และฝ่ายความมั่นคงได้เข้าเคลียร์พื้นที่ไปแล้วบางส่วน

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อีกประมาณ 64 ไร่ ซึ่งอยู่เลยแนวสแลนดำกั้นออกไป ที่เคยถูกชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาอาศัยอยู่จำนวน 135 ครัวเรือน ทางเจ้าหน้าที่กำลังวางแผนเพื่อดำเนินการทวงคืนพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

ไฮไลท์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเดินทางไปยังบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อมอบที่ดินคืนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในอดีต นายสมพงษ์ วงชมพู ได้รับมอบที่ดินจำนวน 14 ไร่ และนางสมปอง เพชรจิต ได้รับมอบที่ดินจำนวน 14 ไร่ เช่นกัน การคืนที่ดินครั้งนี้ถือเป็นความหวังและความสุขของชาวบ้านที่รอคอยมานาน

นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ที่ดินทั้งสองแปลงนี้ได้รับการตรวจสอบและเคลียร์ทุ่นระเบิดจากทหารเรียบร้อยแล้ว จึงได้ส่งคืนให้กับเจ้าของที่ดินอย่างเป็นทางการ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วกล่าวเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านทั้งสองต่างรู้สึกซาบซึ้งและตั้งใจที่จะนำที่ดินไปทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว และได้กล่าวขอบคุณทหารและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ทำให้พวกเขาสามารถกลับคืนสู่หนองหญ้าแก้วได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปนานเกือบ 40 ปี

มทภ.1 – ผู้ว่าฯ คืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว

การคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วในครั้งนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐและกองทัพในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอดีต การคืนที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากมาเป็นเวลานาน

ความสำคัญของการคืนที่ดินหนองหญ้าแก้ว

การที่ มทภ.1 และผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วร่วมมือกันคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วนั้น แสดงให้เห็นความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว การที่ชาวบ้านสามารถกลับมาทำการเกษตรในที่ดินของตนเองได้ จะช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น นอกจากนี้ การคืนที่ดินยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีและความปรองดองในชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอดีตเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วเป็นเพียงก้าวแรกของการพัฒนาที่ยั่งยืน ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา เช่น การสนับสนุนด้านการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการศึกษา เพื่อให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

ที่มา – มทภ.1 – ผู้ว่าฯ คืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังออกจากพื้นที่นานร่วม 40 ปี

เคลียร์ชายเเดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิด


เคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน: ปฏิบัติการเก็บกู้ระเบิดครั้งใหญ่

กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดดักรถถังที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ภารกิจเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิด

จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ทำให้มีการวางทุ่นระเบิดไว้ในหลายพื้นที่ เพื่อป้องกันการรุกล้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทุ่นระเบิดเหล่านี้กลับกลายเป็นภัยร้ายที่คุกคามชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

การค้นพบทุ่นระเบิดดักรถถัง

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองและหน่วยงานในพื้นที่ ตรวจพบว่าบริเวณบ้านหนองจานเป็นพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการฝังทุ่นระเบิดดักรถถัง (Anti-Tank Mine) ชนิด Type 59 ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดที่มีอานุภาพทำลายสูง และอาจเป็นอันตรายต่อประชาชน การเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน.2) จัดกำลังร่วมกับ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 (นปท.1) เข้าดำเนินการสำรวจ และเตรียมเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้ขั้นตอนตามมาตรฐานสากลของการปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Mine Action) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สถานการณ์ชายแดนล่าสุด

นอกจากการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานแล้ว กองทัพภาคที่ 1 ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการลักลอบเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ล่าสุด สามารถจับกุมคนไทย 55 คน ที่ลักลอบข้ามแดนมาจากกัมพูชา โดยอ้างว่าถูกกลุ่มสแกมเมอร์นำมาปล่อยทิ้ง

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีการประสานงานกับส่วนราชการในการทำเอกสารการครอบครองที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเตรียมวางแผนเข้าตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดที่คาดว่าตกค้างในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม

การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน กองทัพภาคที่ 1 ได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ในการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีการเพิ่มจำนวนบังเกอร์จาก 10 แห่ง เป็น 72 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ขนาดความจุ 40 คน จาก 2 แห่ง เป็น 6 แห่ง

ปฏิบัติการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานและการสร้างความปลอดภัยตามแนวชายแดน ถือเป็นภารกิจสำคัญของกองทัพภาคที่ 1 ในการดูแลปกป้องประชาชนและผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา – เคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิดดักรถถัง อานุภาพทำลายล้างสูง

เก็บกู้ทุ่นระเบิดหนองหญ้าแก้ว: พบแล้ว 7 ทุ่น!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 รายงานว่ามีการใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่นแล้ว

เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ประจำวัน ณ เวลา 18.00 น. พบว่ามีการฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอชายแดน และจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง รองรับผู้ประสบภัยได้ประมาณ 4,200 คน นอกจากนี้ยังมีการจัดระเบียบพื้นที่และจุดตรวจบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่

ในส่วนของปฏิบัติการจิตวิทยา ฝ่ายไทยได้ฉายสารคดี “แคมป์ 511” บริเวณชายแดน เพื่อเผยแพร่เรื่องราวการช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาในอดีต

ฝั่งกัมพูชามีการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่บ้านโจกเจยและบ้านเปรยจัน โดยใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย พร้อมทั้งเพิ่มกำลังพลเฝ้าระวังแนวชายแดน และสังเกตการณ์การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

ความคืบหน้าการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กองกำลังบูรพา ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ยังคงเดินหน้าตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้อุปกรณ์และกำลังพลสนับสนุน เช่น รถถากถางหุ้มเกราะ D5, เครื่องจักร GCS-200 และเครื่องจักรสนับสนุนกวาดล้างทุ่นระเบิด BearCat

ล่าสุดได้ตรวจพบทุ่นระเบิดจำนวน 2 ทุ่น ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ MN79 จำนวน 1 ทุ่น และทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 1 ทุ่น ซึ่งได้ดำเนินการเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว

สรุปผลการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. 68 ถึงปัจจุบัน สามารถตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรวม 7 ทุ่น (PMN 6 ทุ่น และ MN79 1 ทุ่น) ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดเก่าทั้งหมด

นอกจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว ยังได้มีการเคลียร์พื้นที่ปฏิบัติการโดยใช้รถถากถาง จำนวน 1,393 ตร.ม. และรื้อถอนเพิงพักชาวกัมพูชาที่ไม่มีผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวน 1 หลัง เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่อธิปไตยของไทย

พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ลงพื้นที่ชายแดนเพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจกำลังพล พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การทำงานอย่างต่อเนื่องและระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จะช่วยให้พื้นที่ชายแดนกลับมาปลอดภัยและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

ทภ.1 ย้ำ! เปิดเครื่องเสียงเป็นจิตวิทยา

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) สรุปสถานการณ์พื้นที่ชายแดนสระแก้ว บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ย้ำเจ้าหน้าที่ยังตรึงกำลังตามมาตรการ โดยการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวัน บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว สรุปได้ดังนี้:

สถานการณ์บ้านหนองจาน

ฝั่งไทยมีมวลชน พ่อค้าแม่ค้า นักข่าว ราว 150 คน และมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ นำตู้คอนเทนเนอร์ 20 ตู้ มาวางบริเวณ จต.ส.40 ฝั่งกัมพูชามีประชาชน สื่อ ทหาร ตำรวจ คอยติดตามการเคลื่อนไหวของไทย ประมาณ 30-40 คน สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว

ฝั่งไทยมีมวลชน ยังไม่มีความเคลื่อนไหวสำคัญ ฝั่งกัมพูชามีประชาชน มวลชน ผู้สื่อข่าว ประมาณ 30-40 คน ในวัดเปรยจัน เป็นศูนย์กลางในการแสดงจุดยืน แจ้งข่าวสาร รับ-ส่งเสบียง สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่า คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาของไทย อ้างว่าเป็น การข่มขู่ คุกคามทางจิตใจ สร้างความรำคาญ ทีมงานไทยได้ทำการกระจายเสียงสารคดีประวัติศาสตร์ในค่ายอพยพ เมื่อประชาชนกัมพูชาหนีภัยสงคราม และประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้บุกรุกชาวกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย ในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นอกจากนี้ ฝกร.ศปก.ทภ.1 ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว กกล.บูรพา และ มทบ.19 ซักซ้อมแผนอพยพประชาชน จาก 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อ.ตาพระยา, อ.โคกสูง, อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด เข้าพื้นที่พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และ ผบ.กกล.บูรพา ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ภารกิจเก็บกู้ระเบิด กกล.บูรพา ยังคงดำเนินการตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้กำลังพล ยุทโธปกรณ์ พร้อมอุปกรณ์ตรวจค้น และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หากตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบ

ทภ.1 ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอบคุณกำลังใจจากประชาชน ขอให้เชื่อมั่นว่าจะดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อทวงคืนพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาเป็นหนึ่งในเเผนการนี้

การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าการดำเนินการบางอย่าง เช่น การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เป็นการดำเนินการภายใต้แผนที่วางไว้ และมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว: เช้านี้ยังเงียบสงบ


ชายแดนไทย-กัมพูชา “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยังเงียบสงบ หลังคณะ IOT ลงพื้นที่ฝั่งกัมพูชา จับตามวลชนจากฝั่งกัมพูชาอาจเคลื่อนไหวช่วงเที่ยงไปจนถึงเย็นวันนี้

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ห่างจากเส้นชายแดนเพียงไม่กี่กิโลเมตร พบว่าเช้าวันนี้สถานการณ์โดยรวมยังคงเงียบสงบ ไม่มีมวลชนทั้งสองฝ่ายออกมารวมตัวเหมือนในช่วงก่อนหน้า

เมื่อคืนที่ผ่านมา มีรายงานว่าฝั่งไทยได้มีการเปิดเสียงหลอน ๆ ตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้เชิงจิตวิทยาต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนฝั่งกัมพูชาในช่วงก่อนหน้า ขณะเดียวกัน คณะไอโอที (IOT) ของกัมพูชาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณฝั่งตรงข้ามกับหมู่บ้านบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ส่งผลให้เช้าวันนี้บรรยากาศทั้งสองฝั่งเป็นไปด้วยความเงียบสงบ ไม่มีสัญญาณการรวมตัวของประชาชนหรือมวลชนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตของเจ้าหน้าที่พบว่าในช่วงเช้ามีปริมาณรถยนต์เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ วิ่งเข้า–ออกภายในหมู่บ้านบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงเช้า คาดว่าเป็นการเคลื่อนไหวของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีการรวมตัวของกลุ่มใดเป็นพิเศษ

ด้านเจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่จากมุมสูง พบว่าบริเวณทั้งสองหมู่บ้านยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดสังเกต ส่วนแนวชายแดนฝั่งกัมพูชาพบเพียงทหารประจำจุดประมาณ 5 นาย ซึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่พบการจัดกำลังเพิ่มเติมหรือเคลื่อนไหวในลักษณะเตรียมพร้อมแต่อย่างใด

รายงานเพิ่มเติมระบุว่า ทหารฝั่งกัมพูชาอาจมีอาการอ่อนเพลียจากการปฏิบัติหน้าที่ตลอดทั้งคืน หลังจากเมื่อคืนเกิดเหตุเสียงดังต่อเนื่องจากฝั่งไทย โดยช่วงเช้ายังไม่มีการสับเปลี่ยนกำลังอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ไทยได้จัดเวรยามเฝ้าระวังแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอีก รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด

คาดว่าในช่วงเที่ยงไปจนถึงเย็นวันนี้ จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาว่าจะมีมวลชนจากฝั่งกัมพูชาเคลื่อนไหวเข้ามาในพื้นที่อีกหรือไม่ หลังจากที่ตลอดสัปดาห์ก่อนมีความพยายามปลุกระดมให้ประชาชนเข้ามาชุมนุมใกล้แนวชายแดน เพื่อกดดันให้ไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวไว้ โดยภาพรวมขณะนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาฝั่งอำเภอโคกสูงยังอยู่ในความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายความมั่นคงและกองกำลังบูรพายังคงประจำพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น.

เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่นี่

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์โดยรวมที่ บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงเช้าจะยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน

ที่มา – บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ช่วงเช้าเงียบสงบ ยังไร้สัญญาณมวลชนรวมตัว

Scroll to top