ปฏิบัติการทางทหาร

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม อย่างเป็นทางการแล้ว! เหตุการณ์ล่าสุดนี้จุดประกายความตึงเครียดในตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น กลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธбаллистическийเข้าใส่ดินแดนอิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนสมดุลอำนาจในภูมิภาค แต่ยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าโลกด้วย

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนประกาศก้องโลกว่าพวกเขาได้ยิงฝูงขีปนาวุธพุ่งตรงไปยังฐานทัพสำคัญของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้ของปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกของ “กองทัพเยเมน” ตามที่พวกเขาเรียกตัวเอง โดยอ้างถึงความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์และการสนับสนุนจากอิหร่าน แถลงการณ์ของฮูตีระบุชัดว่านี่คือ “การแทรกแซงทางทหารโดยตรง” เพื่อปกป้องอิหร่านจากภัยคุกคามของสหรัฐฯ และอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล (IDF) ได้ตรวจจับขีปนาวุธที่ยิงจากเยเมนและรีบเข้าสกัดกั้นทันที แม้จะยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง แต่เหตุการณ์นี้ยืนยันถึงขีดความสามารถทางทหารของฮูตีที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากได้รับเทคโนโลยีขีปนาวุธจากอิหร่าน

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากกลุ่มฮูตี

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ กลุ่มฮูตีอธิบายว่าการโจมตีนี้เป็นการตอบโต้ต่อ “การยกระดับทางทหารอย่างต่อเนื่อง การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน และอาชญากรรมสงคราม” ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมในเลบานอน อิหร่าน อิรัก และปาเลสไตน์ พวกเขาเน้นย้ำว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าร่วมสงครามเต็มรูปแบบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮูตีเคยให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่าพร้อมลุยหากสหรัฐฯ และอิสราเอลเพิ่มความรุนแรง

การตอบสนองจากฝั่งอิสราเอล

อิสราเอลไม่ได้นิ่งเฉย IDF ยืนยันว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมตอบโต้หากจำเป็น สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามใหญ่ที่เริ่มจากวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน สงครามที่ลุกลามจากความขัดแย้งในกาซาและเลบานอน สู่การเผชิญหน้าทั่วทั้งภูมิภาค

พื้นหลังของกลุ่มกบฏฮูตีและบทบาทของอิหร่าน

กลุ่มฮูตี หรือ Ansar Allah เป็นขบวนการชียันต์ในเยเมนที่ต่อสู้กับรัฐบาลกลางมาตั้งแต่ปี 2004 พวกเขาเคยยึดครองกรุงซานาและส่วนใหญ่ของประเทศ สงครามกลางเมืองเยเมนทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง แต่ฮูตีก็กลายเป็นเครื่องมือของอิหร่านในการต่อต้านซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรตะวันตก อิหร่านสนับสนุนอาวุธ เทคโนโลยีโดรน และขีปนาวุธให้ฮูตี ทำให้พวกเขาสามารถโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงได้ในอดีต

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม จึงไม่ใช่เรื่อง意外 แต่เป็นการขยายวงจากทะเลแดงสู่เมดิเตอร์เรเนียน นายโมฮัมเหม็ด มันซูร์ ปลัดกระทรวงสารสนเทศของฮูตี ยังขู่ว่าอาจปิดช่องแคบบาบ เอล-มันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและสินค้าทั่วโลกกว่า 12% ของการค้าโลก

ผลกระทบทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

  • ความมั่นคงในตะวันออกกลาง: การเข้าร่วมของฮูตีทำให้สงครามขยายวง สหรัฐฯ อาจเพิ่มกำลังทหารในทะเลแดง
  • ราคาน้ำมันพุ่ง: ช่องแคบบาบ เอล-มันเดบถูกขู่อีกครั้ง ราคาน้ำมันโลกอาจทะยาน
  • เส้นทางการค้า: เรือสินค้าต้องอ้อมแอฟริกา เพิ่มต้นทุน物流
  • การทูตระหว่างประเทศ: สหประชาชาติเรียกร้องสงบศึก แต่ดูยากในสถานการณ์ปัจจุบัน

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความมั่นคงโลก ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอิหร่านใช้ฮูตีเป็น “ตัวแทน” เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ แต่หากฮูตียิงได้แม่นยำขึ้น สงครามอาจลุกลามสู่ระดับที่ควบคุมไม่ได้

ในมุมมองของเรา สถานการณ์กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม นี้เป็นสัญญาณเตือนภัยใหญ่ โลกควรเร่งหาทางเจรจาเพื่อป้องกันวิกฤตมนุษยธรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ เมื่ออิหร่านออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยขู่ว่าจะเปิดแนวรบใหม่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากมีการโจมตีทางบกบนเกาะของตน

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 แหล่งข่าวทางทหารของอิหร่านได้ออกมาเตือนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า เตหะรานพร้อมเปิดแนวรบเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติม รวมถึงบริเวณช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ (Bab el-Mandeb) หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลกล้าดำเนินปฏิบัติการภาคพื้นดินบนเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือพยายามกดดันผ่านการเคลื่อนไหวทางเรือในอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน

ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย เป็นเส้นทาง “คอขวด” สำคัญสำหรับการค้าทางเรือทั่วโลก โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผ่านจุดนี้ราว 12% ของปริมาณการขนส่งทางเรือทั้งหมดในแต่ละปี หากเกิดความขัดแย้งที่นี่ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

ขีดความสามารถของอิหร่านในการตอบโต้ที่ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ

แหล่งข่าวทางทหารอิหร่านระบุกับสำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) ว่า “หากศัตรูพยายามใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดินต่อเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือสร้างความเสียหายผ่านการเคลื่อนไหวทางเรือ เราจะเปิดแนวรบอื่นๆ เป็นเซอร์ไพรส์ตอบโต้” โดยเจาะจงชื่อช่องแคบบับ เอล-มันเดบ และยืนยันว่าอิหร่านมีทั้งขีดความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะสร้างภัยคุกคามจริงจังในพื้นที่นั้น

นอกจากนี้ ยังเตือนสหรัฐฯ ว่า “หากชาวอเมริกันคิดจะดำเนินการอย่างไม่ยั้งคิดเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาควรระวังให้ดีว่าจะไม่มีช่องแคบอื่นเพิ่มเข้ามาในรายการความท้าทาย” ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซเป็นอีกจุดที่อิหร่านคุมไว้ และบับ เอล-มันเดบ ถูกมองเป็น “อาวุธ” ใหม่ในการตอบโต้

คำเตือนจากประธานรัฐสภาอิหร่าน

ในวันเดียวกัน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ก็ออกมาเตือนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เตหะรานมีข้อมูลข่าวกรองว่าศัตรูกำลังเตรียมยึดเกาะแห่งหนึ่งของอิหร่าน โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศในภูมิภาค “กองกำลังของเรากำลังเฝ้าติดตามทุกการเคลื่อนไหว หากพวกเขาก้าวพลาด โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั้งหมดของรัฐในภูมิภาคนั้นจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างต่อเนื่อง”

  • ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ: จุดเชื่อมทะเลแดง-มหาสมุทรอินเดีย
  • 12% ของน้ำมันโลกผ่านจุดนี้
  • อิหร่านขู่อาศัยพันธมิตรฮูธีในเยเมนเพื่อควบคุม
  • เชื่อมโยงกับช่องแคบฮอร์มุซในการตอบโต้สหรัฐฯ

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอล โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โจมตีในทะเลแดงที่กลุ่มฮูธี (ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน) ดำเนินการต่อเรือสินค้าที่มุ่งไปอิสราเอล อิหร่านมองว่านี่เป็นโอกาสในการขยายอิทธิพล หากข่าวต่างประเทศล่าสุดยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง

การขู่นี้ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ เพราะอิหร่านมีประวัติการตอบโต้ที่เด็ดขาด เช่น การยึดเรือบรรทุกน้ำมันหรือโจมตีโดรนสหรัฐฯ ในอดีต หากนำไปสู่การปิดช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูง ส่งผลต่อไทยที่นำเข้าน้ำมันจำนวนมาก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่สงครามตัวแทนที่กว้างขึ้น ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก

คุณคิดว่าอิหร่านจะกล้าเปิดแนวรบจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก หลังจากสำนักข่าว CNN รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยอ้างแหล่งข่าว 2 รายการ ทหารสหรัฐฯ จากกองพลร่มที่ 82 กำลังจะเคลื่อนพลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ากำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง แหล่งข่าวระบุว่ากำลังพลชุดนี้จะมาจากกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยมีพลตรีแบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 นำทีมคณะเสนาธิการ คาดว่าหน่วยแรกจะเคลื่อนพลภายใน 1 สัปดาห์ และหน่วยอื่นๆ จะตามมา

คำสั่งเคลื่อนกำลังพลได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษณ์เมื่อวันอังคาร โดยหน่วยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง สามารถปฏิบัติการได้ทันทีหากจำเป็น สถานการณ์คล้ายกับปี 2563 ที่สหรัฐฯ ส่งกองพลร่มที่ 82 หลังสังหารนายพลคาเซม โซเลมานี

รายละเอียดกำลังพลและหน่วยสนับสนุน

นอกจาก สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง แล้ว ยังมีกำลังพลสหรัฐฯ หลายพันนายมุ่งหน้ามายังภูมิภาค เช่น:

  • หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 ร่วมกับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer)
  • หน่วย MEU ที่ 31 ร่วมกับ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

แต่ละหน่วย ARG-MEU ประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือราว 4,500 นาย มีขีดความสามารถครบวงจร ทั้งสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุง

สถานการณ์การเจรจากับอิหร่าน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงกันได้ 15 ประเด็นแล้ว โดยอิหร่าน “กระตือรือร้น” ที่จะทำข้อตกลง ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธในเบื้องต้น แต่แหล่งข่าวอิหร่านยืนยันกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” และพร้อมรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

การเคลื่อนไหวทางทหารนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อกดดันอิหร่านให้กลับสู่โต๊ะเจรจา ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปราะบางจากความขัดแย้งหลายด้าน เช่น สงครามในซีเรีย ยemen และปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมมักเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา เช่น ในช่วงสงครามเย็นหรือวิกฤตอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารเพื่อเสริมอิทธิพลและปกป้องผลประโยชน์ทางพลังงาน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าการเพิ่มทหารอาจยืดเยื้อความตึงเครียด แทนที่จะคลี่คลาย หากอิหร่านมองว่าเป็นการข่มขู่ ประชาคมโลกจึงจับตาการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับคนไทย การติดตามสถานการณ์นี้สำคัญเพราะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงพลังงาน หากความขัดแย้งลุกลาม อาจกระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

คุณคิดว่าการส่งทหารเพิ่มครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพหรือยืดเยื้อสงคราม? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้ เป็นข่าวสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ประกาศท่าทีของฝรั่งเศสอย่างชัดเจนในการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ในที่ประชุมดังกล่าว มาครงย้ำว่าฝรั่งเศสพร้อมเข้าร่วมภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะทำเมื่อสถานการณ์ “สงบลง” กว่าปัจจุบันเท่านั้น เขาเน้นชัดว่าฝรั่งเศสจะไม่เข้าร่วมการโจมตีหรือปฏิบัติการปลดปล่อยช่องแคบเด็ดขาด “ฝรั่งเศสจะไม่มีวันเข้าร่วมในปฏิบัติการเพื่อเปิดหรือปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซภายใต้บริบทปัจจุบันเป็นอันขาด” มาครงกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อการทิ้งระเบิดหลักๆ ยุติลง ฝรั่งเศสจะร่วมกับประเทศพันธมิตรในการรับผิดชอบคุ้มกันเรือ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงบริษัทขนส่งทางเรือและประกันภัย ฝรั่งเศสได้เริ่มหารือกับอินเดีย พันธมิตรยุโรป และชาติในภูมิภาคแล้ว โดยภารกิจนี้จะแยกจากปฏิบัติการสงครามอย่างสิ้นเชิง

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างไร

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยผ่านน้ำมันกว่า 20% ของการค้าทั่วโลก หากเกิดความขัดแย้ง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง สถานการณ์ปัจจุบันที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งอิหร่าน-ตะวันออกกลาง ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเสี่ยงถูกโจมตี

ท่าทีของฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้

มาครงย้ำหน้าที่ของฝรั่งเศสคือปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ และลดความตึงเครียดเพื่อสร้างเสถียรภาพ การตัดสินใจนี้แสดงถึงแนวทางที่สมดุล ไม่ยั่วยุแต่พร้อมรับผิดชอบ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

หากฝรั่งเศสเข้าร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยฟื้นฟูการขนส่งน้ำมัน ลดความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่ง สำหรับไทยที่นำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง จะได้รับประโยชน์โดยตรง ลดภาระค่าครองชีพ

  • ลดความเสี่ยงเรือถูกโจมตี
  • รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันโลก
  • เสริมสร้างความมั่นใจให้บริษัทขนส่ง
  • เปิดโอกาสเจรจาสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังเน้นการดำเนินการครอบคลุมทั้งการเมือง เทคนิค และปฏิบัติการ เพื่อให้ภารกิจประสบความสำเร็จ

การประกาศของมาครงสะท้อนยุทธศาสตร์ของยุโรปที่ต้องการหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ แต่ยังคงบทบาทผู้นำด้านความมั่นคง ในมุมมองของผู้เขียน ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายวิกฤต หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับท่านี้ของฝรั่งเศส? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุดด้านต่างประเทศ!

ที่มา – ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เป็นข่าวร้อนที่โลกกำลังจับตามอง หลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินแบบจำกัดขอบเขตในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน โดยอ้างว่าเพื่อจัดการกับฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ของ IDF ระบุว่า ก่อนเข้าสู่ปฏิบัติการภาคพื้นดิน ได้มีการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายผู้ก่อการร้ายจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างการป้องกันแนวหน้าและทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้าย

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ หลังจากเหตุการณ์ยิงจรวดจากฮิซบอลเลาะห์เข้าใส่ดินแดนอิสราเอลเมื่อต้นเดือนมีนาคม โดยเกิดขึ้นไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน สถานการณ์นี้ทำให้ความตึงเครียดพุ่งสูง

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวว่า ชาวเลบานอนในพื้นที่ตอนใต้จำนวนหลายแสนคนที่ถูกอพยพ จะไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำลิตานีได้ จนกว่าจะมีการรับรองความปลอดภัยให้กับชาวอิสราเอลทางตอนเหนือ

  • IDF เริ่มโจมตีทางอากาศตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม
  • เป้าหมายหลักคือฐานที่มั่นและโครงสร้างพื้นฐานของฮิซบอลเลาะห์
  • นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู สั่งการโดยตรง
  • กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานผู้เสียชีวิต 850 ราย รวมเด็ก 107 ราย

ผลกระทบและตัวเลขผู้เสียชีวิต

จากรายงานล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขเลบานอน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พบว่ามีผู้เสียชีวิตในเลบานอนอย่างน้อย 850 ราย นับรวมเด็ก 107 ราย นับตั้งแต่เริ่มเหตุการณ์ สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมกำลังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับอิสราเอล

นายคัตซ์ย้ำว่า ปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อกำจัดภัยคุกคามและปกป้องพลเมืองอิสราเอล โดย IDF ได้เริ่มทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในหมู่บ้านชายแดนเลบานอนแล้ว

ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงกระทบต่อเลบานอนและอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด โดยเฉพาะบทบาทของอิหร่านที่สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ ทำให้เกิดคำถามว่าสงครามจะลุกลามหรือไม่

นอกจากนี้ อิสราเอลยังได้เตือนให้ชาวเลบานอนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดความสูญเสียทางชีวิต ขณะที่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่าปฏิบัติการนี้จะจำกัดเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

มุมมองและอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากไม่มีการเจรจาสันติภาพ สถานการณ์อาจยืดเยื้อและนำไปสู่สงครามใหญ่

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการทูตระหว่างประเทศ เพื่อหยุดยั้งวงจรแห่งความรุนแรงและปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์ ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ

ที่มา – อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ เหตุการณ์รุนแรงล่าสุดในตะวันออกกลางที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก กรุงเบรุตถูกโจมตีทางอากาศหลายระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตพุ่งสูงและบาดเจ็บจำนวนมาก

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 เกิดเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เลบานอนอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ตลอดทั้งวัน การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ฐานที่มั่นและสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มติดอาวุธชาวชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน รวมถึงอาจมีบุคคลระดับสูงของกลุ่มอิสลามิก ญิฮาด ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ

สาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดชุดเล็กเข้าไปในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลก่อนหน้านี้ ทำให้อิสราเอลตัดสินใจตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารที่กว้างขวางกว่ามาก โดยโจมตีทั้งในเลบานอนตอนใต้และชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์มานานหลายสิบปี

ผลกระทบจากการโจมตีของอิสราเอล

เจ้าหน้าที่อิสราเอลยืนยันว่าการโจมตีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันตัวเองและหยุดยั้งภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้าย ด้านเลบานอนรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิม 31 ศพ พุ่งเป็น 52 ศพ และมีผู้บาดเจ็บถึง 154 ราย ตามประกาศของหน่วยจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ

  • ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพลเรือนในชานเมืองเบรุต
  • โครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งถูกทำลาย รวมถึงอาคารที่พักอาศัย
  • มีรายงานการช่วยเหลือทางการแพทย์ที่ล้นมือ
  • กลุ่มฮิซบอลเลาะห์สัญญาจะตอบโต้อย่างรุนแรง

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ปะทุขึ้น ในอดีตทั้งสองฝ่ายเคยปะทะกันหนักหน่วงในสงครามเลบานอนปี 2006 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพัน สถานการณ์ปัจจุบันอาจนำไปสู่การลุกลามที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงบทบาทของอิหร่านที่สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง

บริบทประวัติศาสตร์และสถานการณ์ล่าสุด

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์ฮามาสบุกอิสราเอลเมื่อตุลาคม 2566 ฮิซบอลเลาะห์ได้เข้าร่วมสนับสนุนพันธมิตรปาเลสไตน์ โดยยิงจรวดข้ามพรมแดนเป็นระยะๆ ทำให้อิสราเอลต้องตอบโต้เพื่อรักษาความมั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอิสราเอลใช้เครื่องบินรบ F-35 และขีปนาวุธนำวิถีที่แม่นยำ เพื่อลดผลกระทบต่อพลเรือน แต่ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอจากพื้นดินแสดงให้เห็นความเสียหายอย่างกว้างขวาง สหประชาชาติและสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเลบานอนที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้ว รวมถึงราคาน้ำมันโลกที่อาจผันผวนหากความขัดแย้งลุกลาม

สำหรับชาวไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้เตือนใจถึงความเปราะบางของสันติภาพในตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ

ที่มา – อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน

ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน เรียบร้อยแล้ว! ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เผยแพร่วิดีโอความยาว 8 นาทีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อยืนยันว่าสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านเรียบร้อย ร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีเป้าหมายสำคัญของระบอบการปกครองอิหร่านที่โหดร้ายและอันตรายนี้

ในคลิปดังกล่าว ทรัมป์เน้นย้ำว่าปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องประชาชนชาวอเมริกันจากภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ โดยระบุว่ากิจกรรมก่อการร้ายของอิหร่านเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐฯ กองทัพ ฐานทัพต่างประเทศ และพันธมิตรทั่วโลก ทรัมป์ยังพูดถึงความขัดแย้งยาวนานกว่า 47 ปี ที่ระบอบอิหร่านตะโกนขู่ “ความตายจงมีแด่อเมริกา” และก่อเหตุนองเลือด สังหารหมู่โดยเจาะจงโจมตีสหรัฐฯ ทหารอเมริกัน และผู้บริสุทธิ์ในหลายประเทศ

ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านอย่างเป็นทางการ

การยืนยันจากปากทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งตึงเครียดมานาน ทรัมป์อธิบายว่าอิหร่านไม่ได้เป็นแค่ภัยต่ออิสราเอลเท่านั้น แต่ยังขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มตัวแทนก่อการร้าย เช่น ฮิซบอลเลาะห์และฮูธี ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง ปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านจึงจำเป็นเพื่อขจัดรากฐานของภัยคุกคามเหล่านี้

ขณะที่ทรัมป์กำลังพักผ่อนที่สโมสรส่วนตัวในปาล์มบีช รัฐฟลอริดา สถานการณ์ในภูมิภาคก็ร้อนระอุ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ประสานงานโจมตีฐานที่มั่นและโครงสร้างสำคัญของอิหร่านแล้ว โดยยังไม่มีรายละเอียดขอบเขตการโจมตีหรือการตอบโต้จากอิหร่านอย่างเป็นทางการ แต่นานาชาติต่างจับตาอย่างใกล้ชิด

เหตุผลหลักที่ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน

  • ปกป้องชาวอเมริกัน: ขจัดภัยคุกคามที่ใกล้ตัวจากระบอบอิหร่าน
  • ตอบโต้การก่อการร้าย: อิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธโจมตีสหรัฐฯ และพันธมิตร
  • ร่วมมือกับอิสราเอล: เพิ่มความมั่นคงในตะวันออกกลาง
  • ยุติความขัดแย้ง 47 ปี: หยุดคำขู่ “ความตายแด่อเมริกา” และการสังหารหมู่

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในภูมิภาค หากอิหร่านตอบโต้รุนแรง อาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ด้วยกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

ย้อนประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มเด่นชัดตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่จับตัวประกันชาวอเมริกัน ต่อมาอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ท้าทายนโยบาย “แรงกดดันสูงสุด” ของทรัมป์ในสมัยแรก ล่าสุดการโจมตีของอิสราเอลต่อกองทัพอิหร่านยิ่งจุดชนวนให้สหรัฐฯ เข้าสู่สมรภูมิ

สถานการณ์ปัจจุบันยังคลุมเครือ ขณะที่ผู้นำอิหร่านยังเงียบ แต่มีรายงานข่าวกรองว่ากำลังเตรียมตอบโต้ สหประชาชาติและชาติอาหรับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตมนุษยธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน ครั้งนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความมั่นคงให้อเมริกาและโลก แต่ก็เสี่ยงสูงหากไม่มีการทูตสนับสนุน คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์ยืนยันเอง เปิดปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน ปกป้องชาวอเมริกันจากภัยคุกคามใกล้ตัว

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ สถานการณ์ชายแดนร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกองกำลังตาลีบันเปิดปฏิบัติการใหญ่โต้กลับปากีสถานแบบไม่ยั้ง!

คุณเคยสงสัยไหมว่าความขัดแย้งชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานจะจบลงเมื่อไหร่? ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัฟกานิสถานภายใต้การนำของตาลีบันได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่บริเวณชายแดน เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศจากปากีสถานที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เหตุการณ์นี้ทำให้ อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด หัวหน้าโฆษกตาลีบัน โพสต์ผ่านแอป X อย่างเป็นทางการ ระบุว่า “เพื่อตอบโต้การละเมิดชายแดนและการก่อเหตุไม่สงบซ้ำซากโดยทหารปากีสถาน เราจึงเปิดปฏิบัติการชิงจังหวะก่อนขนาดใหญ่ โจมตีฐานบัญชาการและที่ตั้งทหารของปากีสถาน” เขายังอ้างว่าทหารปากีสถานเสียชีวิตจำนวนมาก บางส่วนถูกจับกุม และกองกำลังตาลีบันยึดฐานทัพได้ถึง 15 แห่ง ปฏิบัติการเริ่มต้นราว 20.00 น. วันพฤหัสบดี

ปากีสถานโต้กลับอย่างไร?

ฝั่งปากีสถานไม่ยอม รัฐบาลออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงสารสนเทศว่า ตาลีบันคำนวณผิดพลาด เปิดฉากยิงโดยไม่ยั่วยุในหลายจุดตามแนวชายแดนจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา รายงานเบื้องต้นชี้ว่าฝั่งอัฟกานิสถานสูญเสียหนัก ฐานทัพและยุทโธปกรณ์ถูกทำลาย ปากีสถานยืนยันจะใช้ทุกมาตรการรักษาบูรณภาพดินแดนและความมั่นคงของประชาชน

เหตุการณ์นี้เกิดหลังปากีสถานส่งเครื่องบินรบโจมตีอัฟกานิสถานต้นสัปดาห์ ทำให้ตาลีบันอ้างมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย แม้ทั้งสองฝ่ายเคยทำข้อตกลงหยุดยิงเดือนตุลาคมปีก่อน แต่การปะทะชายแดนยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

พื้นหลังความขัดแย้งอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน

  • ประวัติศาสตร์: ปากีสถานเคยสนับสนุนตาลีบันตั้งแต่ถูกสหรัฐขับไล่ปี 2544 จนตาลีบันกลับสู่อำนาจปี 2564
  • จุดแตกหัก: ปากีสถานกล่าวหาตาลีบันให้ที่พักพิงกลุ่ม TTP (ตาลีบันปากีสถาน) ที่ก่อกบฏต่อรัฐบาล
  • ผลกระทบ: ชายแดนยาว 2,600 กม. กลายเป็นจุด nóngเสมอ ส่งผลต่อความมั่นคงภูมิภาค

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ความขัดแย้งนี้อาจลุกลามหากไม่มีการเจรจา เพราะทั้งสองฝ่ายมีประวัติยาวนานและผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนี้ ยังกระทบต่อเสถียรภาพเอเชียใต้ โดยเฉพาะเรื่องผู้ลี้ภัยและการก่อการร้าย

เราสามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมได้จากปัจจัยเหล่านี้:

  • การแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาคระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน-จีน
  • ปัญหาชายแดน Durand Line ที่ไม่เคยได้รับการยอมรับเต็มที่
  • การถอนทหารสหรัฐฯ ที่เปิดช่องให้ตาลีบันแข็งแกร่งขึ้น

สถานการณ์ อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ นี้ชี้ให้เห็นว่าความเปราะบางยังคงอยู่ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามต่อเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ!

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ หากชาติมหาอำนาจเข้ามาไกล่เกลี่ย มิฉะนั้นอาจกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ

ที่มา – อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

“เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก ถูกสังหารในปฏิบัติการทางทหาร

“เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก ถูกสังหารในปฏิบัติการทางทหาร ของกองทัพเม็กซิโก โดยมีสหรัฐฯ สนับสนุนข้อมูลสำคัญ ทำให้โลกอาชญากรรมยาเสพติดต้องสั่นสะเทือนครั้งใหญ่

“เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก ถูกสังหารในปฏิบัติการทางทหาร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 กระทรวงกลาโหมเม็กซิโกประกาศข่าวช็อกวงการว่า นายเนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์วันเตส หรือ “เอล เมนโช” (El Mencho) ผู้นำแก๊งยาเสพติด CJNG (ฮาลิสโก นิว เจนเนอเรชัน) ถูกสังหารในปฏิบัติการพิเศษแล้ว ชายคนนี้คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ทางการเม็กซิโกและสหรัฐฯ ไล่ล่ามานานหลายปี

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงรุ่งสางที่เมืองตาปัลปา (Tapalpa) รัฐฮาลิสโก ฝั่งตะวันตกกลางของเม็กซิโก กองทัพเม็กซิโกบุกจู่โจมฐานที่มั่น สมาชิก CJNG หลายรายถูกกำจัด ขณะที่เอล เมนโชได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตระหว่างถูกนำตัวทางเฮลิคอปเตอร์ไปกรุงเม็กซิซิตี้ ทหารเม็กซิโก 3 นายบาดเจ็บและรับการรักษาแล้ว

รายละเอียดปฏิบัติการสังหารเอล เมนโช

ในปฏิบัติการนี้ กองทัพยึดรถหุ้มเกราะหลายคัน อาวุธหนักจำนวนมาก รวมถึงเครื่องยิงจรวด ทำให้เป็นหนึ่งในการกวาดล้างที่ประสบความสำเร็จที่สุด สหรัฐฯ มีส่วนสำคัญโดยให้ข้อมูลข่าวกรองชี้เป้า ซึ่งเป็นผลจากการร่วมมือระหว่างสองประเทศ

  • เอล เมนโชคือหัวหน้า CJNG แก๊งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเม็กซิโก
  • ขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งออกยาเสพติดไปสหรัฐฯ มูลค่ามหาศาล
  • สหรัฐฯ ประกาศรางวัลนำจับ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังข่าวแพร่ มีเหตุการณ์วุ่นวายทันที รถยนต์ถูกเผาหลายจุด มือปืนปรากฏตามถนนในรัฐฮาลิสโก ผู้ว่าการรัฐ พาโบล เลมุส นาบาร์โร ออกคำเตือน “รหัสแดง” ให้ประชาชนอยู่แต่ในที่พัก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนพลเมืองอเมริกันในหลายรัฐให้หลบภัย

ผลกระทบจากการสังหารราชายาเสพติดคนนี้

CJNG ภายใต้เอล เมนโช ขยายจากฐานฮาลิสโกครองเม็กซิโกทั้งประเทศ การตายของเขาอาจทำให้แก๊งแตกแยกหรืออ่อนแอลง แต่ประวัติศาสตร์เม็กซิโกแสดงให้เห็นว่ามักมีผู้นำใหม่โผล่ขึ้น นายคริสโตเฟอร์ แลนโด อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ที่เม็กซิโก กล่าวว่าเป็น “พัฒนาการยอดเยี่ยมสำหรับโลกทั้งใบ”

ปัญหายาเสพติดเม็กซิโกยังคงรุนแรง สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบหนักจากเฟนทานิลที่ไหลเข้าทุกปี การร่วมมือครั้งนี้พิสูจน์ว่าปฏิบัติการข้ามชาติมีประสิทธิภาพ แต่ต้องติดตามว่าลูกน้องเอล เมนโชจะตอบโต้อย่างไร

นอกจากนี้ เอล เมนโชหลบหนีการจับกุมมานาน มีข่าวลือว่าป่วยหนักมะเร็ง แต่สุดท้ายถูกกำจัดในสนามรบ การสูญเสียหัวหน้า CJNG อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจแก๊งค้ายาในเม็กซิโก

สำหรับคนไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหายาเสพติดระดับโลกที่กระทบทุกชาติ รวมถึงไทยที่ต้องรับมือยาไหลเข้าจากเม็กซิโกทางอ้อม

คุณคิดว่าการสังหารเอล เมนโชจะยุติสงครามยาเสพติดได้จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก ถูกสังหารในปฏิบัติการทางทหาร

Scroll to top