ปปช

เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ปัดเอี่ยวปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ปัดเอี่ยวปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีข่าวการ ทุจริตสอบท้องถิ่น หรือการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งกำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมโซเชียลมีเดีย โดยล่าสุดทาง เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องชื่อเสียงขององค์กรแล้ว

หากคุณได้ติดตามข่าวสารในช่วงนี้ จะพบว่ามีการพาดพิงถึงหน่วยงานหลายแห่งที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว แต่ล่าสุดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ สำนักงานเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ออกประกาศชี้แจงอย่างชัดเจนว่าทางเทศบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการทุจริตที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่ในขณะนี้

ยืนยันความโปร่งใส เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ปัดเอี่ยวปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

ทางเทศบาลฯ ได้ระบุถึงเหตุผลที่ต้องออกมาแถลงการณ์ในครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการป้องกันความเข้าใจผิดของพี่น้องประชาชน โดยทางหน่วยงานขอยืนยันหลักการสำคัญดังต่อไปนี้:

  • ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าทางเทศบาลไม่มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระบวนการทุจริตแต่อย่างใด
  • พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และ บก.ป.ป.ป. อย่างเต็มที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารงานราชการ

ด้วยเหตุนี้ ทางเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จึงขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และใช้วิจารณญาณก่อนจะแชร์หรือส่งต่อข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อองค์กร เพราะหากพบว่ามีการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของเทศบาล ทางหน่วยงานจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาสิทธิของหน่วยงานต่อไป

ท้ายที่สุดนี้ การติดตามการดำเนินงานของ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ปัดเอี่ยวปม ทุจริตสอบท้องถิ่น ในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนที่ดีให้กับสังคมไทยในการรอฟังข้อเท็จจริงจากหน่วยงานโดยตรง มากกว่าการเชื่อข่าวปลอมหรือกระแสสังคมที่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน นอกจากจะเป็นการให้ความเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติงานแล้ว ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมการเสพสื่อที่ถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอีกด้วย

ที่มา – เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ปัดเอี่ยวปม “ทุจริตสอบท้องถิ่น” พร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

“สุรเชษฐ์” ย้อนรอย 2 ปีวิวาทะ “ฝายดินซีเมนต์”

“สุรเชษฐ์” ย้อนรอย 2 ปีวิวาทะ “ฝายดินซีเมนต์”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งเมื่อ ป.ป.ช. ลงพื้นที่ตรวจพบโครงการก่อสร้างในจังหวัดพิจิตรมีความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งภาพฝายปูนที่พังทลายลงมาเพียงไม่กี่เดือนหลังสร้างเสร็จ ได้ปลุกกระแสการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณแผ่นดิน ทำให้นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.พรรคประชาชน ต้องออกมา “สุรเชษฐ์” ย้อนรอย 2 ปีวิวาทะ “ฝายดินซีเมนต์” กลางสภาฯ อีกครั้ง เพื่อสะท้อนถึงปัญหาการจัดทำโครงการที่ขาดมาตรฐานและส่อทุจริต

เปิดปมความไม่ชอบมาพากลของโครงการฝาย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ถือเป็นวันที่นายสุรเชษฐ์ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในการทำหน้าที่ สส. เนื่องจากต้องตัดงบประมาณที่ไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะโครงการฝายดินซีเมนต์ที่มีข้อพิรุธหลายประการดังนี้:

  • รูปแบบการจัดทำโครงการมีลักษณะ “แจกเสื้อโหล” แบบสำเร็จรูป (S/M/L)
  • ไม่มีความชัดเจนเรื่องความคุ้มค่าทางวิศวกรรม
  • หน่วยงานเจ้าของงบประมาณไม่กล้ารับประกันผลงานหรือความคงทนเป็นเวลา 2 ปี
  • เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้องในลักษณะที่ไม่โปร่งใส

ในเวลานั้น นายสุรเชษฐ์สามารถผลักดันให้มีการตัดงบประมาณก้อนดังกล่าวออกไปได้สำเร็จ ซึ่งช่วยประหยัดภาษีประชาชนไปได้กว่า 1,254 ล้านบาท หากในวันนั้นเราปล่อยให้โครงการนี้ผ่านไป เราอาจได้เห็นภาพความเสียหายเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในจังหวัดพิจิตรเกิดขึ้นไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

บทเรียนสำคัญจากการตรวจสอบงบประมาณ

แม้ข่าวดังกล่าวจะเป็นคนละโครงการกับสิ่งที่ ป.ป.ช. เพิ่งตรวจสอบพบ แต่หลักการของการป้องกันการทุจริตนั้นเหมือนกัน นั่นคือ “ความรับผิดชอบ” นายสุรเชษฐ์จึงฝากประเด็นท้าทายไปยังรัฐบาลว่า หากโครงการดังกล่าวดีจริงตามที่เคยนำเสนอไว้ ก็ลองนำกลับมาทำใหม่ แต่ต้องมีเงื่อนไขสำคัญคือ “การรับประกันผลงานอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเวลา 2 ปี” เพื่อยืนยันว่าภาษีของประชาชนจะไม่ถูกนำไปทิ้งเปล่า

สะท้อนให้เห็นว่าการตรวจสอบความโปร่งใสในสภานั้นสำคัญเพียงใด การมีตัวแทนที่กล้าตั้งคำถามและขัดขวางการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าคือกุญแจสำคัญที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ ไม่ให้งบประมาณแผ่นดินต้องตกไปอยู่ในกระเป๋าของกลุ่มอิทธิพลหรือผู้รับเหมาไร้จรรยาบรรณ การติดตามตรวจสอบโครงการภาครัฐจึงเป็นหน้าที่ที่พวกเราทุกคนควรใส่ใจและช่วยกันเป็นหูเป็นตาต่อไป

ที่มา – “สุรเชษฐ์” ย้อนรอย 2 ปีวิวาทะ “ฝายดินซีเมนต์” หลัง ป.ป.ช. ตรวจฝายปูนเปล่าพังยับที่พิจิตร

ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดกระบี่ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการทุจริตและจริยธรรมของนักการเมืองที่เราควรติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก.

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับหนังสือจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีเลขที่ ปช 0022/0183 ลงวันที่ 22 เมษายน 2567 ลงนามโดยนางดวงกมล เจริญรุกข์ วงษ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตคดีการเมืองการปกครอง 1

หนังสือแจ้งชี้มูลความผิดของนายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จังหวัดกระบี่ ในกรณีรุกที่ดิน ส.ป.ก. หรือที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในแปลงที่ ภ.บ.ท. 5 เลขที่สำรวจ 162/49 และ 164/49 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

มูลความผิดที่ ป.ป.ช. พบ

ป.ป.ช. มีมติว่าการกระทำดังกล่าวของนายสฤษฎ์พงษ์ มีมูลผิดฐานต่างๆ ดังนี้

  • ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
  • ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง ส.ส.

ความผิดเหล่านี้ถือว่าร้ายแรงตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้อ 7, 8, 17, 27 และประมวลจริยธรรม ส.ส. ข้อ 8, 10, 29 รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87

ดังนั้น ป.ป.ช. จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิพากษาต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองถ้าพิสูจน์ได้

ที่มาของคดีและความสำคัญ

คดีนี้เริ่มจากหนังสือร้องเรียนของนายวัชระ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่กล่าวหาว่านายสฤษฎ์พงษ์ถือครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ดินทำกินสำหรับเกษตรกรยากจน ไม่ใช่สำหรับนักการเมืองร่ำรวย ที่ดิน ส.ป.ก. มีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อช่วยเหลือชาวนาชาวสวน ไม่ให้ถูกนายทุนบุกรุก

ปัญหาการรุกที่ ส.ป.ก. เป็นเรื่องใหญ่ในไทยมานาน สร้างความไม่เป็นธรรมให้เกษตรกรจำนวนมาก การที่นักการเมืองระดับ ส.ส. ถูกจับได้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของระบบ

ในมุมมองของผม การทุจริตแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ทำลายความเชื่อมั่นในรัฐสภา ถ้า ส.ส. ยังรุกที่ของประชาชน แล้วใครจะปกป้องสิทธิเกษตรกร? เราต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น

ผลกระทบและข้อคิด

หลังจากนี้ ศาลฎีกาจะเป็นผู้ตัดสิน หากนายสฤษฎ์พงษ์ถูกตัดสินว่าผิดจริง อาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานหลายปี ส่งผลต่อภาพลักษณ์พรรคภูมิใจไทยด้วย

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกคนทำตามกฎ ประเทศไทยเราจะก้าวหน้าแค่ไหน? เรื่อง ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก. เป็นตัวอย่างที่ดีว่า กลไกปราบปรามทุจริตยังทำงานอยู่

ติดตามข่าวอัปเดตคดีนี้ได้ที่นี่ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณเห็นด้วย! คุณคิดยังไงกับคดีนี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ

ที่มา – ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง อดีต “สฤษฎ์พงษ์” สส.ภูมิใจไทย ปมรุกที่ สปก.

ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำศาลรธน.ผูกพันทุกองค์กร

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าและข้อครหาเรื่องทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่ยอมนิ่งเฉย เมื่อ ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม อย่างใกล้ชิด หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ซึ่งดูเหมือนจะสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ นี่คือประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามอง

ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลังการประชุม ส.ส. พรรค เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงหลายประเด็น โดยเฉพาะคดีของนายศักดิ์สยามที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องในข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากบริษัทที่เกี่ยวข้อง แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยชัดเจนว่ามีเส้นทางการเงินผิดปกติและขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี แต่การตัดสินของ ป.ป.ช. กลับตรงข้ามกัน สร้างข้อสงสัยให้กับประชาชนจำนวนมาก

ปชป. ในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่ยึดมั่นการเมืองสุจริต จึงย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายต้องเคารพและปฏิบัติตาม ไม่สามารถเพิกเฉยได้ ที่ประชุม ส.ส. จึงมอบหมายฝ่ายกฎหมายพรรคให้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ ไม่ว่าจะยื่นต่อ ป.ป.ช. หรือนายศักดิ์สยามโดยตรง

ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม: ประเด็นผลประโยชน์ขัดกัน

ประเด็นหลักในคดีนี้คือเรื่องผลประโยชน์ขัดกันระหว่างตำแหน่งรัฐมนตรีกับบริษัทส่วนตัว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยพิสูจน์ด้วยหลักฐานการเงินที่ผิดปกติ แต่ ป.ป.ช. กลับยกคำร้อง ทำให้เกิดคำถามว่าเกิดช่องโหว่หรือไม่ การเคลื่อนไหวของปชป. แสดงให้เห็นถึงบทบาทการตรวจสอบที่เข้มแข็ง โดยคณะทำงานกฎหมายชุดใหญ่จะตรวจสอบรายละเอียดทุกแง่มุมอีกครั้ง

  • คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากผลประโยชน์ทับซ้อน
  • มติ ป.ป.ช.: ยกคำร้อง สวนทางกับศาล
  • การตอบสนองของปชป.: รวบรวมข้อมูล สรุปท่าทีทางกฎหมาย
  • หลักกฎหมาย: คำวินิจฉัยศาลผูกพัน ป.ป.ช. และทุกองค์กร

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอภิปรายถึงความสำคัญของการเมืองสะอาด ซึ่งปชป. ถือเป็นหน้าที่หลักในการตรวจสอบไม่ให้เกิดการทุจริตซ้ำรอย หากพบประเด็นน่าสงสัย พรรคจะไม่ยอมวางเฉยแน่นอน สังคมไทยต้องการความโปร่งใส และปชป. พร้อมสู้เพื่อประชาชน

กรณีนี้ไม่ใช่แค่คดีบุคคล แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบตรวจสอบของไทย หาก ป.ป.ช. ไม่เคารพคำวินิจฉัยศาล อาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ การที่ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของฝ่ายค้านที่ทำงานจริงจัง

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ต้องมีพรรคอย่างปชป. คอยเฝ้าระวัง หากปล่อยให้เรื่องแบบนี้ผ่านไปง่ายๆ จะยิ่งเพิ่มช่องว่างให้คนไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซง คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – ปชป. ตามติดคดี “ศักดิ์สยาม” ย้ำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค.

ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค. เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ในข้อหากระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาตรา มหากาพย์” ซึ่งเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคก้าวไกลไปก่อนหน้านี้

คดีนี้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของ ส.ส. ก้าวไกลที่เข้าชื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงของพรรคการเมือง ป.ป.ช. จึงมีหน้าที่ดำเนินการเอาผิดต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยต้องส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในกรอบเวลา 30 วัน นับจากวันที่ชี้มูล ซึ่งกำหนดเดดไลน์คือวันที่ 9 มีนาคม 2567 นี้

ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค.

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 สำนักคดีของ ป.ป.ช. กำลังเร่งร่างคำฟ้องอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักความรัดกุมและรอบคอบสูงสุด เนื่องจากคดีนี้มีข้อเท็จจริงซับซ้อนจำนวนมาก ต้องบรรยายให้ชัดเจนเพื่อเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคก้าวไกล ทีมงาน ป.ป.ช. จึงต้องขยายข้อเท็จจริงให้เห็นภาพรวมทั้งหมดอย่างชัดเจนที่สุด เพื่อให้ศาลฎีกาเห็นถึงความร้ายแรงของการกระทำที่เข้าข่ายผิดจริยธรรม

กระบวนการร่างคำฟ้องไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องรวบรวมหลักฐานทั้งหมด อธิบายพฤติกรรมของอดีต ส.ส. 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ ม.112 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่นำไปสู่การยุบพรรค หากยื่นไม่ทันกำหนด 9 มี.ค. ป.ป.ช. สามารถขอขยายเวลาส่งคำร้องได้ แต่หน่วยงานยืนยันว่าจะพยายามให้ทันตามกำหนดเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินคดี

พื้นหลังคดีและความสำคัญของมาตรา 112

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น คดีนี้เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ ส.ส.ก้าวไกลจำนวนมากเข้าชื่อเสนอต่อสภา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระทำที่อาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่าพรรคก้าวไกลกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 ส่งผลให้พรรคถูกยุบและกรรมการบริหารถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี สำหรับอดีต ส.ส. 44 คนนี้ ป.ป.ช. ชี้ว่าพวกเขามีส่วนร่วมโดยตรง จึงต้องรับผิดชอบส่วนบุคคล

ขั้นตอนการดำเนินคดีของ ป.ป.ช.

  • ชี้มูลความผิด: ป.ป.ช. ประชุมและมีมติชี้มูลอดีต ส.ส. 44 คนผิดจริยธรรมร้ายแรง
  • ร่างคำฟ้อง: สำนักคดีรวบรวมข้อเท็จจริง เชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยศาลรธน. และขยายรายละเอียดให้ครบถ้วน
  • ยื่นศาล: ส่งคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 30 วัน หากรับคำร้องจะนัดไต่สวน
  • ผลลัพธ์ที่คาดหมาย: หากศาลพิพากษาว่าผิด อาจถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนานหลายปี

ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค. แสดงถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายจริยธรรมอย่างเข้มงวด ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษามาตรฐานนักการเมืองไทย

นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบกฎหมายไทย โดยเฉพาะประเด็นจริยธรรมร้ายแรงที่เชื่อมโยงระหว่าง ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกา การร่างคำฟ้องต้องละเอียดอ่อน เพื่อหลีกเลี่ยงช่องโหว่ที่อาจถูกโต้แย้งในชั้นศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเมืองมองว่าคำฟ้องนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางอนาคตของอดีต ส.ส. เหล่านี้ และอาจส่งผลต่อการเมืองไทยในระยะยาว

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ คดีนี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรคในการยึดมั่นจริยธรรมและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกตีความว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ หาก ป.ป.ช. สามารถยื่นคำฟ้องได้ทันเวลา จะช่วยเร่งให้คดีเดินหน้าสู่การพิจารณาได้เร็วขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในกระบวนการยุติธรรม

สุดท้ายแล้ว ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค. ไม่ใช่แค่คดีธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของการปราบปรามการทุจริตและผิดจริยธรรมที่เด็ดขาด คาดว่าผลการตัดสินจะกลายเป็นแนวปฏิบัติสำหรับคดีการเมืองในอนาคต หากคุณเป็นคนสนใจข่าวการเมือง ควรติดตามพัฒนาการใกล้ชิด เพราะอาจมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า

คดีนี้นำเสนอ insight สำคัญว่ากฎหมายจริยธรรมในไทยกำลังเข้มแข็งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพนักการเมืองให้ตอบโจทย์ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟัน “อดีต 44 สส.ก้าวไกล” ให้ทันก่อน 9 มี.ค.

ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจงยังไม่มีสรุป

ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจง ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอให้ใจเย็นๆ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองในช่วงนี้ หลังจากมีกระแสข่าวลือหนาหูว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 44 คน จากพรรคก้าวไกล ในข้อหากระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจง ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอให้ใจเย็นๆ

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ออกมาโต้แย้งข่าวดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ในเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีการนำวาระดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 จริง แต่การประชุมครั้งนั้นเป็นการประชุมลับ และยังไม่สามารถสรุปผลได้ในทันที เลขาฯ ป.ป.ช. ฝากถึงสื่อมวลชนและประชาชนให้ใจเย็นๆ รอฟังผลอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจมีการแถลงในช่วงเย็นของวันเดียวกัน หากได้ข้อสรุป หรืออาจเลื่อนการประชุมหากยังไม่พร้อม

กรณีศึกษาการลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112

ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากอดีต สส. พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ที่ลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นมาตราเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าอาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมของ สส. ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายจริยธรรม ป.ป.ช. จึงรับเรื่องมาพิจารณาเพื่อตรวจสอบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ โดยพิจารณาจากหลักฐานและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

  • อดีต สส. 44 คน ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112
  • ป.ป.ช. นำเข้าที่ประชุมลับเพื่อพิจารณา
  • ยังไม่มีมติชี้มูลความผิด
  • เลขาฯ ขอให้รอผลอย่างเป็นทางการ
  • อาจแถลงข่าวช่วงเย็นวันเดียวกัน

ผลกระทบและมุมมองต่อสังคม

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวอดีต สส. เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานอิสระที่ต้องรักษาความโปร่งใสและเป็นกลาง การโต้ข่าวลือของเลขาฯ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ถูกต้อง สังคมไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญกับประเด็นจริยธรรมนักการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่กระจายข่าวสารอย่างรวดเร็ว ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดได้ง่าย ป.ป.ช. จึงต้องระมัดระวังในการสื่อสารเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ มาตรา 112 ยังเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ การเสนอแก้ไขจึงมักถูกจับตามองจากทุกฝ่าย หาก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าผิดจริง อาจนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป แต่หากไม่ผิด ก็จะเป็นการคลี่คลายความตึงเครียดได้ หากคุณกำลังติดตามข่าวการเมืองไทย เรื่องนี้คือตัวอย่างที่ดีของกระบวนการตรวจสอบที่ต้องใช้เวลาและความรอบคอบ

ในมุมมองของผู้เขียน การขอให้ “ใจเย็นๆ” จาก ป.ป.ช. เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงการไม่รีบร้อนตัดสินใจ ซึ่งช่วยรักษาความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม สุดท้ายแล้ว ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงข่าวปลอม

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ป.ป.ช. โต้ฟันอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แจง ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอให้ใจเย็นๆ

25 ธ.ค. ลุ้น! ป.ป.ช. ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล

จับตา 25 ธันวาคมนี้! ป.ป.ช. จะฟันคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล หรือไม่? มีรายงานว่าคณะกรรมการไต่สวนสรุปสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนนำเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อลงมติ

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงความคืบหน้าคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ที่ถูกตั้งคณะกรรมการไต่สวนคดีผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีข่าวว่า ป.ป.ช. จะลงมติในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ โดยขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการบรรจุคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล เข้าสู่วาระการประชุม ป.ป.ช. ในวันที่ 25 ธันวาคมหรือไม่ เนื่องจากเป็นอำนาจของนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช. ที่จะบรรจุวาระเรื่องนี้ในฐานะประธานกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าว

ลุ้นระทึก! ป.ป.ช. ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล 25 ธ.ค. นี้?

ทั้งนี้ คณะกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวนเสร็จสิ้นหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อลงมติเท่านั้น กระบวนการพิจารณาเรื่องนี้ใช้เวลานานพอสมควร เกือบ 1 ปี นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ป.ป.ช. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไทม์ไลน์ทางการเมือง แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ และเป็นคดีใหญ่ จึงถูกจัดลำดับความสำคัญในการพิจารณาของ ป.ป.ช.

ความคืบหน้าล่าสุด คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองในวันที่ 25 ธันวาคม คือ:

  • การตัดสินใจของประธาน ป.ป.ช. ว่าจะบรรจุวาระการพิจารณาคดีนี้หรือไม่
  • หากบรรจุวาระ จะมีการลงมติในวันดังกล่าวเลยหรือไม่
  • ผลการลงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะออกมาในทิศทางใด

คดีนี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองและกฎหมายที่สำคัญ การตัดสินใจของ ป.ป.ช. จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของอดีต สส. ทั้ง 44 คน รวมถึงภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. เอง

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และปราศจากอคติทางการเมืองได้หรือไม่ ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การพิจารณาคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของกฎหมายและการเมืองในประเทศไทย การแก้ไขมาตรา 112 เป็นประเด็นที่ยังคงมีความเห็นต่างในสังคม การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาความยุติธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ในขณะที่การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจในคดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศในอนาคต การที่ประชาชนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด จะช่วยสร้างแรงกดดันให้ทุกฝ่ายดำเนินการด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ

จึงเป็นที่น่าติดตามว่าผลสรุปของคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล จะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ลุ้น 25 ธ.ค. ป.ป.ช. ฟันคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล เผย คกก.ไต่สวน สรุปสำนวนเสร็จแล้ว

Scroll to top