ประกันสังคม

ประกันสังคมแจง ปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ

ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

ประกันสังคมแจงรายละเอียดการปรับเพดานค่าจ้างจะมี 3 ระยะ ระหว่างปี 2569-2575 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดและการคิดเงินสมทบ ย้ำเพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมและนางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ปฏิบัติหน้าที่โฆษกสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยรองโฆษกสำนักงานประกันสังคมและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวโดยระบุคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ… โดยร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นตามฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้และเพิ่มสิทธิประโยชน์ในส่วนของเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีต่างๆ ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย ชราภาพและว่างงาน 

ทั้งนี้ การปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ จะดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง แบ่งออกเป็น ระยะที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2571 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ระยะที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2572–2574 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

สำหรับการปรับเพดานค่าจ้างจะส่งผลให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายกรณี ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตน ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต หากคำนวณประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ในกรณีต่างๆ ที่มีการปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท เงินทดแทนกรณีต่างๆ ที่ผู้ประกันตนได้รับเพิ่มขึ้น  เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงานที่สามารถรับได้สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน จะปรับเพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน เงินสงเคราะห์การหยุดงานในการคลอดบุตร เพิ่มจาก 22,500 บาท เป็น 26,250 บาทต่อครั้ง เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตเมื่อส่งเงินสมทบ 10 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 90,000 บาท เป็น 105,000 บาท และเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะเพิ่มจาก 3,000 บาท เป็น 3,500 บาทต่อเดือน และในกรณีส่งครบ 25 ปี จะเพิ่มจาก 5,250 บาท เป็น 6,125 บาทต่อเดือน 

นางสาวกาญจนา กล่าวว่า ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาท ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ ยังคงนำส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้างตามปกติ การปรับเพดานค่าจ้างเป็นการยกระดับหลักประกันด้านรายได้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและระดับค่าจ้างในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เป็นธรรม การจ่ายเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นของนายจ้างและรัฐบาลถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะทำให้ลูกจ้างมีหลักประกันความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนผลดีต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้กับประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานประกันสังคมจะเร่งดำเนินการเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามในร่างกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ต่อไป

ทำไมต้องปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบ?

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีความยั่งยืนและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน

  • ช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงาน เงินสงเคราะห์บุตร เงินบำนาญชราภาพ
  • ทำให้ระบบประกันสังคมมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
  • เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนและสร้างความมั่นคงให้กับสังคมโดยรวม อย่ารอช้าที่จะทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้!

ที่มา – ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน ช่วย 9 จังหวัด

ข่าวดี! ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน เพื่อช่วยเหลือนายจ้างและลูกจ้างใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและให้เวลาในการฟื้นตัวมากขึ้น

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า คณะกรรมการประกันสังคมได้อนุมัติมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ โดยเฉพาะนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ในพื้นที่ 9 จังหวัดที่ประสบภัย

สำนักงานประกันสังคมเข้าใจถึงความยากลำบากที่สถานประกอบการและแรงงานกำลังเผชิญอยู่ การประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือนนี้ จะช่วยให้ทุกฝ่ายมีเวลาในการจัดการและฟื้นฟูธุรกิจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่เร่งด่วน

ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน ช่วยเหลือนายจ้างลูกจ้าง

จังหวัดที่ได้รับการผ่อนผันในครั้งนี้ ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี โดยมีกำหนดการยื่นและนำส่งเงินสมทบใหม่ดังนี้:

  • ค่าจ้างงวดพฤศจิกายน 2568: ยื่นและนำส่งภายใน 15 มิถุนายน 2569
  • ค่าจ้างงวดธันวาคม 2568: ยื่นและนำส่งภายใน 15 กรกฎาคม 2569
  • ค่าจ้างงวดมกราคม 2569: ยื่นและนำส่งภายใน 15 สิงหาคม 2569
  • ค่าจ้างงวดกุมภาพันธ์ 2569: ยื่นและนำส่งภายใน 15 กันยายน 2569
  • ค่าจ้างงวดมีนาคม 2569: ยื่นและนำส่งภายใน 15 ตุลาคม 2569
  • ค่าจ้างงวดเมษายน 2569: ยื่นและนำส่งภายใน 15 พฤศจิกายน 2569

การประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือนนี้ จะช่วยลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ประกอบการและแรงงานในพื้นที่ประสบภัย ทำให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูกิจการและชีวิตความเป็นอยู่ได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมประกันสังคมถึงขยายเวลาส่งเงินสมทบ?

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เน้นย้ำว่า มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยพิบัติ และสำนักงานประกันสังคมพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและตรงจุด

มาตรการ ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน ถือเป็นข่าวดีสำหรับนายจ้างและลูกจ้างในพื้นที่ประสบภัย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเข้าใจของภาครัฐต่อความเดือดร้อนของประชาชน การขยายเวลานี้จะช่วยให้ทุกคนมีเวลามากขึ้นในการฟื้นตัวและกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

สิ่งสำคัญคือผู้ที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการนี้ ควรศึกษาและทำความเข้าใจเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและทันเวลา หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามไปยังสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ของท่านได้โดยตรง

ที่มา – ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน ช่วยนายจ้าง-ลูกจ้าง 9 จังหวัดน้ำท่วมใต้

ยกเลิก ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569: เรื่องจริง!

เกิดอะไรขึ้นกับ “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” ที่หลายคนรอคอย? กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกมาประกาศยกเลิกการจัดทำไปเสียแล้ว สาเหตุหลักมาจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้การผลิตไม่ทันต่อการแจกจ่ายให้ผู้ประกันตนได้ทันเวลา

ยกเลิก “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569”

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. ได้ออกมาอธิบายถึงเหตุผลของการยกเลิก “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” ว่าเป็นผลมาจากการอุทธรณ์ผลการประกวดราคา ทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องล่าช้าออกไป เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาที่เหลือแล้ว พบว่าไม่สามารถผลิตและส่งมอบปฏิทินได้ทันตามกำหนดเดิมที่วางไว้ในเดือนธันวาคม 2568 หากฝืนดำเนินการต่อไป อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายและสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น

ทำไมถึงต้องยกเลิก ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569?

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ สปส. ดำเนินการประกวดราคาด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างโปร่งใส แต่แล้วก็มีผู้ยื่นอุทธรณ์ผลการประกวดราคา ทำให้ สปส. ต้องส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร แม้ว่าในที่สุด คณะกรรมการฯ จะตัดสินว่าข้อโต้แย้งนั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และอนุญาตให้ สปส. เดินหน้ากระบวนการจัดจ้างต่อได้ แต่เวลาก็ล่วงเลยมามาก ทำให้ไม่สามารถผลิต “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” ได้ทันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในขอบเขตงาน (TOR) นั่นเอง

ถึงแม้ว่าการยกเลิก “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” จะสร้างความผิดหวังให้กับหลายๆ คน แต่ทาง สปส. ยืนยันว่าจะยังคงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย หรือช่องทางอื่นๆ ที่เข้าถึงได้ง่าย

การยกเลิก โครงการปฏิทินอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่ต้องคำนึงถึงความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอนมีความสำคัญและต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ถึงแม้ว่าจะไม่มีปฏิทินแจกในปีนี้ แต่เรายังสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก สปส. ได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าลืมกดติดตามและอัปเดตข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อไม่พลาดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ท่านพึงได้รับ

ที่มา – ยกเลิก “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” เหตุกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้าจากการอุทธรณ์

“ตรีนุช” สั่งประกันสังคม ช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้



สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งออกมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

มาตรการเร่งด่วนที่ สปส. ดำเนินการคือ การจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ หรือสถานประกอบการจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว โดยผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน สูงสุดไม่เกิน 180 วัน ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยที่จะช่วยประคับประคองค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

“ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

สำหรับขั้นตอนการขอรับสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนสามารถยื่นแบบคำขอพร้อมหนังสือรับรองจากนายจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เสียชีวิตจากเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทายาทจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นค่าทำศพ 50,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีตาย (สำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือน) และเงินบำเหน็จชราภาพ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพและเป็นทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับครอบครัว

ในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 40 หากเสียชีวิต ทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 2 จะได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท ส่วนทางเลือกที่ 3 จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพในทางเลือกที่ 2 และ 3

นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตนโดยตรง สปส. ยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568-2569) วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รักษาระดับการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงื่อนไขว่าสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนติดต่อกัน และต้องรักษาการจ้างงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ในช่วง 3 ปีแรกของสัญญา

สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

วงเงินสินเชื่อสูงสุดจะแตกต่างกันไปตามขนาดของธุรกิจ ตั้งแต่ 15 ล้านบาท สูงสุดถึง 50 ล้านบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษในช่วง 3 ปีแรก กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 2.35 ต่อปี และกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี

ณ ปัจจุบัน มีสถานประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการนี้แล้ว 616 แห่ง รวมวงเงิน 6,270.64 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้กว่า 82,771 คน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ย้ำว่า สปส. จะยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด และเร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูในทุกด้าน เพื่อให้นายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ได้รับการคุ้มครองและสามารถกลับคืนสู่ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของระบบประกันสังคมในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและทั่วถึงตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานประกันสังคมที่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

ที่มา – “ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ออกมาตรการช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

“ตรีนุช” ห่วงใยลูกจ้าง เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก

“ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใยลูกจ้างบาดเจ็บ 3 ราย จากเหตุเพลิงไหม้โรงสีข้าวเปลือก อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง มอบประกันสังคมดูแลลูกจ้างบาดเจ็บใกล้ชิด

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงสีในพื้นที่อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย

ล่าสุด (21 พฤศจิกายน 2568) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยสั่งการสำนักงานประกันสังคมเร่งให้ความช่วยเหลือทันที ในการนี้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้มอบหมายให้ นางสาวปารินทร์ วิไลโรจน์ ประกันสังคมจังหวัดอ่างทอง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์และเยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติอย่างใกล้ชิด ณ โรงพยาบาลอ่างทองและโรงพยาบาลไชโย เพื่อประสานความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง และสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกจ้างและครอบครัว

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้สั่งการให้ นางสาวปารินทร์ วิไลโรจน์ ประกันสังคมจังหวัดอ่างทอง พร้อมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ร่วมกับ นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอ่างทอง ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุโรงสีข้าวเปลือก บริษัท อ่างทองธัญชาติ จำกัด สาขาอ่างทอง เหตุเกิดขณะที่ลูกจ้าง ซ่อมเครื่องจักรสกัดรำข้าวแล้วเกิดประกายไฟเป็นเหตุทำให้ระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ ขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบสาเหตุการระเบิดที่แน่ชัดได้ ทำให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บถูกไฟไหม้บริเวณใบหน้าและลำตัว

หลังเกิดเหตุนายจ้างนำตัวส่งโรงพยาบาลไชโย จำนวน 3 ราย คือ นายธีรพล ศรขาว อายุ 32 ปี ได้รับบาดเจ็บรุนแรง แพทย์ส่งตัวเข้ารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอ่างทอง นายภราดร ด้วงทรัพย์ อายุ 23 ปี และนายสมัย สีดา อายุ 49 ปี ยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาลไชโย

นางสาวกาญจนา กล่าวต่อไปว่า สำหรับการช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ผู้บาดเจ็บจะได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม โดยผู้บาดเจ็บ 3 ราย มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 65,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐจนสิ้นสุดการรักษาจะได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา กรณีแพทย์รับรองให้หยุดพักรักษาตัว มีสิทธิได้รับค่าทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนไม่เกิน 1 ปี หากมีการสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานจะได้รับค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน ตามอัตราการสูญเสีย และในกรณีทุพพลภาพจะได้รับค่าทดแทนร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนตลอดชีวิต

โดยในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้สั่งการให้ นางสาวปารินทร์ วิไลโรจน์ ประกันสังคมจังหวัดอ่างทอง พร้อมเจ้าหน้าที่ เดินทางลงพื้นที่ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอ่างทอง เยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บ ณ โรงพยาบาลอ่างทองและโรงพยาบาลไชโย ในการนี้ นางสาวกาญจนา ได้กล่าวว่า ขอแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม พร้อมดูแลให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้รับสิทธิประโยชน์โดยเร็วที่สุด.

“ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิด

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีประกันสังคมที่ช่วยดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานได้อย่างทันท่วงที

ประกันสังคมช่วยเหลือลูกจ้างจากเหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือกอย่างไร?

  • ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 65,000 – 1,000,000 บาท
  • ค่าทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน (ไม่เกิน 1 ปี)
  • ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน (ตามอัตราการสูญเสีย)
  • ค่าทดแทนร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนตลอดชีวิต (กรณีทุพพลภาพ)

เหตุการณ์ “ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิด ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้สถานประกอบการให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน และลูกจ้างเองก็ควรตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ที่ตนเองพึงได้รับจากประกันสังคม หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

หากท่านเป็นลูกจ้างและต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้านท่าน หรือโทรสายด่วน 1506

“ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิดและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกจ้างและครอบครัว

ที่มา – “ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิด

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริหารและข้าราชการทุกคน การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้มาพร้อมกับภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับประกันสังคมที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ตรีนุช ย้ำชัดว่าต้องเลือกปลัดกระทรวงคนใหม่จากบุคลากรภายใน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงาน

“ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

การเข้ารับตำแหน่งของตรีนุช เทียนทอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบแรงงานไทยในยุคใหม่ ด้วยวาระการทำงานที่จำกัดเพียง 4 เดือน เธอต้องเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความไม่สงบตามชายแดนใต้ และปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ต้องเร่งนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อทดแทนแรงงานไทยที่หดหายไป ตรีนุช เปิดใจว่าต้องการให้ข้าราชการทุกคนกล้าเสนอแนะปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด

หนึ่งในประเด็นหลักที่ตรีนุช ให้ความสำคัญคือการแต่งตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ เธอเน้นย้ำว่าควรเลือกบุคคลจากภายในกระทรวงที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของข้าราชการและความต่อเนื่องในการทำงาน แม้ว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะต้องผ่านกลไกและขั้นตอนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวง แต่ตรีนุช ก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องให้ความสำคัญกับ ‘คนในบ้าน’ เพื่อความมั่นคงขององค์กร

การตรวจสอบปัญหาประกันสังคม: ความโปร่งใสเป็นหลัก

นอกจากนี้ ตรีนุช ยังพูดถึงกรณีการสอบสวนการซื้อตึก Skyy9 ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก เธอระบุว่าจะเร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยยึดหลักความโปร่งใสและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การสางปมประกันสังคมนี้ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปกระทรวงแรงงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปัญหาประกันสังคมในปัจจุบันมีหลายมิติ เช่น การทุจริตที่อาจเกิดขึ้น การจัดการกองทุนที่ไม่โปร่งใส และการให้บริการที่ล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน ตรีนุช วางแผนที่จะนำทีมผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบ โดยอาจรวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบมากขึ้น เพื่อให้ระบบประกันสังคมไทยแข็งแกร่งและยั่งยืน

วิสัยทัศน์ของตรีนุช ต่อการพัฒนาแรงงานไทย

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรีนุช มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 เธอตั้งใจจะผลักดันโครงการฝึกอบรมอาชีพฟรีให้กับแรงงาน เพื่อลดปัญหาการว่างงานและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังเน้นการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานต่างด้าว โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

  • การนำเข้าแรงงาน: เร่งรัดกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรม
  • การคุ้มครองสิทธิ: เสริมสร้างกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานหญิงและเด็ก
  • การพัฒนาดิจิทัล: สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสมัครงานและรับสิทธิประกันสังคม

การทำงานของตรีนุช ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย ผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าผ่านทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด หากคุณเป็นแรงงานหรือผู้ประกอบการ ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีขึ้น

สุดท้าย การเลือกปลัดกระทรวงจากคนใน จะช่วยสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งและมุ่งมั่น สู่การพัฒนาแรงงานไทยที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

Scroll to top