ประชาชนทั่วไป

Ignite Creativity Challenge ปี 3 เตรียมเปิดตัวแชมป์ แกร่งสู้โกง

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยเจอกับมิจฉาชีพบนโลกออนไลน์กันมาบ้างใช่ไหมครับ? ไม่ว่าจะแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือลิงก์แปลกๆ ที่ส่งมาหลอกให้เรากด ด้วยเหตุนี้ ETDA จึงได้จัดโครงการดีๆ อย่าง Ignite Creativity Challenge ปี 3 เตรียมเปิดตัวแชมป์ แกร่งสู้โกง เพื่อสร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ให้กับคนไทยทุกคน

Ignite Creativity Challenge ปี 3 เตรียมเปิดตัวแชมป์ แกร่งสู้โกง

โครงการนี้ถือเป็นการรวมพลังคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปที่มีไอเดียสร้างสรรค์ มาช่วยกันผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนรู้วิธีรับมือกับภัยออนไลน์ได้อย่างทันท่วงที โดยกิจกรรม Ignite Creativity Challenge ปี 3 เตรียมเปิดตัวแชมป์ แกร่งสู้โกง ในครั้งนี้ ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าประกวดทั่วประเทศ

ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์เพื่อความปลอดภัยดิจิทัล

การแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มนักเรียนนิสิตนักศึกษา และกลุ่มประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่แค่การประกวดเพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 170,000 บาทเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเตือนภัยสังคมอีกด้วย สำหรับทีมที่ชนะเลิศนั้นไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ แต่มาจากความตั้งใจในการนำเสนอเนื้อหาที่คมชัดและนำไปใช้ได้จริง

เกณฑ์การตัดสินที่เข้มข้น ประกอบไปด้วย:

  • ความคิดสร้างสรรค์: ความสดใหม่และโดดเด่นของเนื้อหา (30 คะแนน)
  • ความถูกต้อง: สอดแทรกความรู้เรื่องสายด่วน 1212 ได้อย่างลงตัว (20 คะแนน)
  • การเล่าเรื่อง: มีลำดับเรื่องราวที่น่าติดตาม (30 คะแนน)
  • ศักยภาพการนำไปใช้: ผลงานสามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้จริง (20 คะแนน)

ด้วยหัวข้อ Ignite Creativity Challenge ปี 3 เตรียมเปิดตัวแชมป์ แกร่งสู้โกง เราจึงได้เห็นผลงานระดับคุณภาพมากมายที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และนั่นคือสิ่งที่ยืนยันได้ว่า หากคนไทยร่วมมือกันใช้ความคิดสร้างสรรค์ เราก็สามารถสร้างโลกออนไลน์ที่ปลอดภัยขึ้นได้

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าโครงการในรูปแบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก การมีภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป สื่อสร้างสรรค์เหล่านี้จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวรอดพ้นจากมิจฉาชีพได้อย่างแน่นอนครับ หากใครที่พลาดครั้งนี้ไป รอติดตามกิจกรรมดีๆ แบบนี้จาก ETDA กันใหม่นะครับ แล้วมาขยายพลังสร้างสรรค์เพื่อสังคมไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – Ignite Creativity Challenge ปี 3 เตรียมเปิดตัวแชมป์ประกวดสื่อสร้างสรรค์ “แกร่งสู้โกง”

“โรม” ถาม ปกป้องชาติ หรือ ทุนเทาสแกมเมอร์?

“โรม” ไม่ทน! โพสต์ถามรัฐมนตรีดัง “ปกป้องชาติ หรือ ทุนเทาสแกมเมอร์” หลังฟ้องปิดปากนักข่าวและประชาชน

วันที่ 5 ธันวาคม 2566 นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ภาพเอกสารการฟ้องร้องพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเปิดเผยกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำการฟ้องร้องดำเนินคดีกับตนที่จังหวัดพะเยา

นายรังสิมันต์ โรม ได้เผยแพร่เอกสารคำฟ้องต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและพิจารณาถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อปิดปากฝ่ายตรวจสอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงอย่างรองนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าวิธีการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ สส. จากฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอีกด้วย

ปกป้องชาติ หรือ ทุนเทาสแกมเมอร์?

ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตนเองมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องประเทศไทยให้รอดพ้นจากอิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาที่พยายามเข้ามายึดครองประเทศ ถึงแม้จะทราบดีว่าอำนาจมืดของกลุ่มคนเหล่านี้มีอิทธิพลมากเพียงใดก็ตาม พร้อมกันนี้ นายรังสิมันต์ โรม ได้ตั้งคำถามกลับไปยัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าการกระทำที่เป็นอยู่นี้เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของใครกันแน่ ระหว่าง “ชาติ หรือ ทุนเทาสแกมเมอร์”

“โรม” ชี้ รัฐมนตรีควรปกป้องชาติ ไม่ใช่ ทุนเทาสแกมเมอร์

สิ่งที่นายรังสิมันต์ โรม กำลังพยายามสื่อสาร คือการตั้งคำถามถึงจริยธรรมและความเหมาะสมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง ที่ควรจะใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่กลับถูกตั้งข้อสงสัยว่ากำลังให้ความช่วยเหลือหรือปกป้องกลุ่มทุนสีเทาที่มีผลประโยชน์แอบแฝง

การออกมาเปิดเผยข้อมูลและการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาของนายรังสิมันต์ โรม ในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมไทยตระหนักถึงปัญหาการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม และการแทรกแซงของกลุ่มทุนสีเทาในระบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจให้พิจารณาบทบาทและหน้าที่ของตนเองอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าการกระทำทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนทุกคนจะต้องร่วมกันจับตาเฝ้าระวังการใช้อำนาจของรัฐอย่างใกล้ชิด และกล้าที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การฟ้องร้องปิดปากสื่อและนักการเมืองที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐ ถือเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาตอบโต้และตั้งคำถามกลับเช่นนี้ จึงถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรได้รับการสนับสนุน

การที่ ส.ส. รังสิมันต์ โรม ออกมาตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีว่าเป็นการ “ปกป้องชาติ หรือ ทุนเทาสแกมเมอร์” นั้น เป็นการสะท้อนถึงความกังวลของสังคมต่อการใช้อำนาจของรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และเป็นการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบได้ และการที่ประชาชนสามารถตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจได้โดยไม่หวาดกลัว

ดังนั้น การที่นายรังสิมันต์ โรม กล้าออกมาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดกว้างและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น การถามคำถาม “ปกป้องชาติ หรือ ทุนเทาสแกมเมอร์” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “โรม” ถามแรงรัฐมนตรีคนดังปกป้องชาติ หรือ ทุนเทาสแกมเมอร์

กฤษฎีกาเลี่ยงตอบอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ

เลขาธิการกฤษฎีกาเลี่ยงตอบเรื่องอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ ย้ำว่าเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี ชี้หากมีปัญหาให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ

วันที่ 2 กันยายน 2568 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หลีกเลี่ยงที่จะให้ความเห็นอย่างชัดเจนถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการในการยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ โดยให้เหตุผลว่าประเด็นนี้สร้างความสับสนและตนไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามยังคงยืนยันในความเห็นเดิมว่า การยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีปกติเท่านั้น

เมื่อถูกถามว่าหากรัฐบาลรักษาการตัดสินใจยุบสภาจะมีความผิดหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงไม่ขอคาดเดา แต่หากเกิดปัญหาขึ้นจริงก็จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่น่าจะมีสิทธิยื่นเรื่องได้

ส่วนกรณีที่มีความเห็นแตกต่างทางวิชาการ นายปกรณ์กล่าวว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตามความเหมาะสม แต่เขายืนยันว่าได้ให้ความเห็นตามหลักการไปแล้ว และเรื่องยังไม่เกิดจึงยังไม่ขอตอบในประเด็นอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับนักวิชาการอีก

กฤษฎีกาเลี่ยงตอบอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ

ประเด็นเรื่องอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ กลายเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจากมีความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลรักษาการสามารถใช้อำนาจนี้ได้หรือไม่ และหากใช้ไปแล้วจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ออกมาในลักษณะดังกล่าว ยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความคลุมเครือมากยิ่งขึ้น แม้จะยืนยันว่าเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าหมายถึงนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นหรือไม่

สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจยุบสภา

เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้มากยิ่งขึ้น เราลองมาพิจารณาถึงสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับอำนาจยุบสภา:

  • อำนาจเฉพาะตัว: การยุบสภาเป็นอำนาจที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อการเมืองในภาพรวม
  • สถานะรัฐบาล: รัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัดกว่ารัฐบาลปกติ
  • การตีความกฎหมาย: การตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ความเห็นของนักวิชาการ

ไม่ใช่แค่เพียงนักกฎหมายเท่านั้นที่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หลายท่านก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บางท่านเห็นว่ารัฐบาลรักษาการไม่ควรใช้อำนาจยุบสภา เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง

ในขณะที่บางท่านเห็นว่า หากมีเหตุจำเป็น รัฐบาลรักษาการก็สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากรัฐบาลรักษาการตัดสินใจยุบสภา ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง: การยุบสภาจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • ความขัดแย้งทางกฎหมาย: อาจมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตีความว่าการยุบสภาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน: การตัดสินใจยุบสภาอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง และรัฐบาลรักษาการจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ประเด็นอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง ซึ่งต้องรอติดตามกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาในทิศทางใด

ที่มา – กฤษฎีกาเลี่ยงตอบอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ ย้ำเป็นอำนาจเฉพาะตัวนายกฯ

Scroll to top