ประชาชนเดือดร้อน

“สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพงและค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ฝ่ายค้านวิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุด “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า โดยยืนยันว่าเงินก้อนนี้จะส่งตรงถึงมือชาวบ้านจริงๆ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ใช่เอาไปสร้างถนนแบบในอดีต

“สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์โต้แย้งฝ่ายค้านที่กล่าวหาว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นเพียง “ตีเช็คเปล่า” โดยนายสิริพงศ์ชี้แจงว่า แตกต่างจากโครงการกู้เงินในยุคก่อนหน้าที่มักนำเงินไปใช้กับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ถนนหรือสะพาน ซึ่งเงินไม่ค่อยถึงมือประชาชนโดยตรง

สำหรับ พ.ร.ก.ล่าสุดนี้ เงินทั้งหมดจะถูกส่งตรงถึงประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 2 แสนล้านบาทแรก สำหรับเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน และอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น การช่วยเหลือดอกเบี้ยสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบคนละครึ่ง ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าระยะยาวให้กับประชาชน

ทำไมต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินด่วน

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายค้านอาจไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการช่วยเหลือแบบตรงไปตรงมาเช่นนี้ ซึ่งต่างจากอดีตที่เงินกู้มักถูกใช้กับโครงการขนาดใหญ่ แต่ครั้งนี้รัฐบาลมั่นใจว่าเข้าเงื่อนไขเร่งด่วน เนื่องจากงบกลางปีปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งดำเนินการก่อนที่งบประมาณปี 2568 จะออกมา

นอกจากนี้ ยังมีการตอบโต้กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความเร่งด่วนของ พ.ร.ก. โดยยืนยันว่าฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลได้ตรวจสอบแล้วว่าครบถ้วนตามเงื่อนไขทุกประการ

รายละเอียดโครงการที่เงินจะถึงมือประชาชน

  • ไทยช่วยไทยพลัส (2 แสนล้านบาทแรก): โครงการนี้จะช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยอาจเป็นเงินสดหรือบัตรช่วยเหลือเพื่อลดค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถยนต์ ส่งตรงเข้าบัญชีประชาชน ลดภาระค่าครองชีพทันที
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (2 แสนล้านบาทหลัง): สนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (โซลาร์รูฟท็อป) รัฐช่วยดอกเบี้ย 50% ประชาชนช่วยอีก 50% ช่วยให้บ้านเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟฟ้าต่อเดือนหลายร้อยบาท สอดคล้องกับนโยบายพลังงานยั่งยืน

โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยคาดว่าจะสร้างการจ้างงานในภาคพลังงานหมุนเวียนนับหมื่นตำแหน่ง

จากประสบการณ์ในอดีต การกู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐานมักใช้เวลานานและเงินรั่วไหล แต่รูปแบบใหม่นี้เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เงินเข้าบัญชีตรง ประชาชนได้ประโยชน์จริง “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า อย่างชัดเจน

ในมุมมองของผู้เขียน การช่วยเหลือแบบนี้เป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่หันมาโฟกัสประชาชนเป็นศูนย์กลาง แทนการลงทุนโครงสร้างที่อาจล่าช้า คุณล่ะคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือเพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า แจงเงินถึงมือชาวบ้านผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส”

“ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจปัญหาน้ำมันสภา

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันกำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุด “ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมา

“ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ

วันที่ 26 มีนาคม 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ได้แถลงข่าวถึงกรณีราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงถึง 6 บาทต่อลิตรในช่วงคืนที่ผ่านมา สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนน้ำมันที่ทำให้ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมัน สร้างความทุกข์ร้อนให้กับทุกภาคส่วน

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติด่วนเรื่องนี้แล้ว แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา พรรคประชาชนได้เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยความจริงและแสดงหลักฐานการบริหารจัดการที่โปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อนจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ชี้ให้เห็นคือ การแต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์ป้องกันโจรกรรมน้ำมัน (ศบก.) โดยอ้างความเชี่ยวชาญ แต่นายณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่ารัฐบาลทราบล่วงหน้าการปรับราคาน้ำมันหรือไม่ และนายพิพัฒน์ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน จะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ “ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ โดยเฉพาะในเวทีสภาที่เป็นกลไกหลักในการตรวจสอบ

  • รัฐบาลอ้างว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน แต่ประชาชนต้องรอคิวหลายชั่วโมง
  • จับกุมเฉพาะผู้กักตุนรายย่อย ไม่พบตัวการใหญ่
  • หลีกเลี่ยงการชี้แจงโดยนายกรัฐมนตรีและนายพิพัฒน์ในสภา
  • ชี้แจงผ่านสื่อที่รัฐบาลควบคุม แทนเวทีสาธารณะ

วิกฤตความเชื่อมั่นและผลกระทบต่อประชาชน

ที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันไม่เคยขาดแคลน แต่ความเป็นจริงคือประชาชนในหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลน ตำรวจนายจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อยเท่านั้น โดยยังไม่สามารถตามหา “ไอ้โม่ง” ตัวใหญ่ได้ สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่ามีผู้ได้ประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแน่นอน การขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรกะทันหัน ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าส่วนต่างราคาจะตกไปถึงใคร และมีการกักตุนล่วงหน้าก่อนขึ้นราคาหรือไม่

ในที่ประชุมสภา พรรคประชาชนพยายามเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายพิพัฒน์ ลุกขึ้นชี้แจงโดยตรง แต่ทั้งสองไม่ปรากฏตัว มีเพียง ส.ส. รัฐบาลบางส่วนตอบแทน สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงวิกฤตความเชื่อมั่นที่ใหญ่กว่าวิกฤตน้ำมันเสียอีก รัฐบาลยังไม่สามารถกอบกู้ใจประชาชนได้ และยังมองไม่เห็นทางออกชัดเจนในการคลี่คลายสถานการณ์

ปัญหาน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใส การกักตุนน้ำมัน การขึ้นราคาแบบไม่ทันตั้งตัว และการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบในสภา ล้วนเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลต้องแก้ไขโดยด่วน ประชาชนต้องการคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่คำแก้ตัวผ่านสื่อ

จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องปรับปรุงการสื่อสารและการตรวจสอบภายในให้ดีขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาในอนาคต หากปล่อยไว้ ความเชื่อมั่นของประชาชนจะยิ่งเสื่อมถอย

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ เพื่อกดดันให้รัฐบาลโปร่งใสมากขึ้น!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเร่งสร้างรั้วชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าปราสาทตาควายยังคงอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนจะดำเนินการโดยใช้หลักสันติวิธีเป็นอันดับแรก โดยผ่านกลไก JBC และ RBC อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำคือ การเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด โดยฝ่ายไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยของตนเองใน 5 พื้นที่นำร่องก่อน

ความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดน

เพื่อบริหารจัดการชายแดนและทวงคืนพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกัน ฝ่ายไทยจึงมีความจำเป็นต้องเริ่มกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น ในรูปแบบกึ่งถาวรตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความยาว 798 กิโลเมตร รั้วดังกล่าวจะมีลักษณะทึบด้านล่างและโปร่งด้านบน พร้อมติดตั้งลวดหนาม เพื่อเพิ่มความมั่นคงและป้องกันการลักลอบข้ามแดน

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เนื่องจากเป็นสิ่งที่นานาชาติยอมรับและชื่นชม การใช้กำลังจะเกิดขึ้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการสูญเสียที่ไม่จำเป็น

การดำเนินการสร้างรั้วชายแดน ควบคู่ไปกับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในอนาคต

การที่กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น นั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางหลักที่ประเทศไทยยึดมั่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

หนักสุดรอบ 10 ปี! โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก

ในค่ำคืนที่ฝนเทลงมาอย่างหนักหน่วง โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ได้สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ฝนที่ตกไม่ขาดสายตลอดทั้งคืน ทำให้เกิดน้ำป่าหลากจากพื้นที่สูงไหลทะลักลงมา ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านหลายราย

โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก: เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

เหตุการณ์โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง น้ำป่าที่ไหลเชี่ยวจากพื้นที่ราบสูงในอำเภอห้วยแถลง ได้พัดพามายังตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย โดยเฉพาะบริเวณถนนสายพิมาย-ชุมพวง หน้าศาลโรงเรียนพิมายสามัคคี 1 ระดับน้ำท่วมสูงเกิน 30 เซนติเมตร ยาวระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ทำให้รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรได้สะดวก เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรงและยังเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่ต้องหยุดชะงักการเดินทาง และเจ้าหน้าที่ต้องเร่งแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

ภาพน้ำท่วมถนนจากโคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก

บ้านพังถล่มทั้งหลังจากน้ำป่าไหลหลาก

ความเสียหายที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นกับบ้านของนางฉลวย มุ่งครอบกลาง อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่หมู่ 6 ตำบลรังกาใหญ่ บ้านปูนชั้นเดียวหลังนี้ถูกน้ำป่าไหลซัดจนพังถล่มทั้งยวง โชคดีที่สมาชิกในครอบครัวสังเกตเห็นน้ำไหลมาอย่างรวดเร็วและหนีออกมาได้ทันเวลา จึงไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บรุนแรง นางฉลวยเล่าว่า “ฝนตกหนักทั้งคืน ไม่คิดว่าน้ำป่าจะไหลแรงขนาดนี้ มันมาอย่างไม่ทันตั้งตัว บ้านที่อยู่มานานพังลงทั้งหลังตอนนี้ยังประเมินความเสียหายไม่ได้เลย”

ภาพบ้านพังจากโคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก

จากรายงานของผู้สื่อข่าว พบว่านี่เป็นเหตุการณ์โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งครั้งนั้นเคยมีน้ำท่วมใหญ่เช่นกัน แต่คราวนี้ดูเหมือนจะหนักหน่วงยิ่งกว่า เนื่องจากปริมาณฝนสะสมสูงและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมทำให้การกักเก็บน้ำลดลง นอกจากบ้านที่พังแล้ว ยังมีผลกระทบต่อเกษตรกรรม โดยนาข้าวและสวนผลไม้ในพื้นที่ใกล้เคียงถูกน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเสียหายหนัก

ภาพน้ำป่าซัดบ้านในโคราช

มาตรการป้องกันและการช่วยเหลือหลังโคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก

หลังเกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่จากงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลพิมาย ได้เร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหายทันที โดยเตรียมให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย เช่น การจัดหาที่พักชั่วคราว อาหาร และเงินช่วยเหลือเบื้องต้น นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ติดตั้งป้ายเตือนและวางแผนขุดลอกคูคลองเพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอคอย

  • คำแนะนำสำหรับชาวโคราช: ในช่วงฤดูฝน ควรติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมแผนอพยพครอบครัว หากอาศัยใกล้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
  • หลีกเลี่ยงการขับขี่ผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วม และใช้รถที่มีสมรรถนะสูง
  • ตรวจสอบโครงสร้างบ้านให้มั่นคง และมีอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินพร้อม

เหตุการณ์โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าและจัดการน้ำให้ดีขึ้น หากเราร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากภัยธรรมชาติอาจลดลงได้

สุดท้ายนี้ หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือท้องถิ่นเพื่อขอความช่วยเหลือ หยุดภัยให้ได้ก่อนที่จะลุกลาม

ที่มา – หนักสุดในรอบ 10 ปี โคราชฝนตกหนักตลอดทั้งคืน น้ำป่าไหลซัดบ้านพังถล่มทั้งหลัง

Scroll to top