ประชาชนไทย

คนละครึ่งพลัสเฟส 2 อัปเดตยืนยันตัวตนเป๋าตัง รับ 2,000 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! มีข่าวดีมาอัปเดตสำหรับคนที่กำลังรอคอย คนละครึ่งพลัสเฟส 2 กันอยู่เลยนะครับ หลังจากที่มีการเลือกตั้งและพรรคภูมิใจไทยโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเป็นผู้นำรัฐบาลใหม่ นโยบายเรือธงอย่างคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง ล่าสุดนายอนุทินยืนยันชัดเจนแล้วว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

โครงการ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 นี้จะมีสิทธิ์จำกัดเพียง 10 ล้านสิทธิ์เท่านั้น แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนหรืออยู่ในพื้นที่ประสบภัย (5 ล้านสิทธิ์) และกลุ่มที่เคยเข้าร่วมแล้ว (5 ล้านสิทธิ์) แต่ละคนจะได้รับวงเงินช่วยเหลือสูงสุดคนละ 2,000 บาทตลอดโครงการ สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมได้ทุกวัน ระหว่าง 06.00-23.00 น. ผ่าน G-Wallet ในแอป “เป๋าตัง” ไม่ต้องใช้ให้ครบวันละ 200 บาทก็ได้ ยืดหยุ่นสุดๆ ไปเลย

คนละครึ่งพลัสเฟส 2

สำหรับใครที่สนใจอยากเข้าร่วม คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนนะครับ เพราะการลงทะเบียนจะเปิดเฉพาะช่วงสั้นๆ ระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 เวลา 06.00-22.00 น. ส่วนผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน SMS หรือแอปเป๋าตังด้วยล่ะ

คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสเฟส 2

เพื่อให้แน่ใจว่าคุณมีสิทธิ์ มาดูคุณสมบัติกันครับ:

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามข้อมูลกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
  • ไม่ถูกระงับสิทธิ์หรือต้องคืนเงินจากโครงการคนละครึ่งรอบก่อนๆ (เฟส 1-5)

คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ขั้นตอนลงทะเบียน

1. ดาวน์โหลดแอปเป๋าตังและเปิดใช้งาน G-Wallet
2. ลงทะเบียนรับสิทธิ์ 20-26 ต.ค. 68
3. ถ้าเคยร่วมเฟส 5 ปี 2565 ตรวจสอบในแอป ถ้าไม่เคย ตรวจ SMS และแอป
4. ผู้ได้รับสิทธิ์ กดแบนเนอร์ในแอปเพื่อเริ่มใช้ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68

วิธีสมัครแอปเป๋าตังสำหรับมือใหม่

ถ้ายังไม่มีแอปเป๋าตัง มาทำตามขั้นตอนง่ายๆ กันครับ ปิด Wi-Fi ก่อนนะเพื่อความปลอดภัย:

  1. ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปเป๋าตังจากสโตร์
  2. เปิดแอป
  3. ยินยอม KYC และเงื่อนไขข้อมูลส่วนบุคคล
  4. ยินยอมตรวจสอบเบอร์โทร
  5. กรอกเลขบัตรประชาชนและเบอร์มือถือ
  6. รับ OTP และกรอก
  7. กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือใช้ ThaiD ID
  8. สแกนใบหน้าให้ชัดเจน
  9. ตั้ง PIN 6 หลัก
  10. ยอมรับ PDPA
  11. เข้าหน้าหลัก เสร็จสิ้น!

ยืนยันตัวตนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ผ่าน ATM กรุงไทย (แบบมีปุ่มด้านล่าง)

ไปที่ตู้ ATM สีเทากรุงไทย:

  1. เลือก “ทำรายการด้วยบัตรประชาชน” (ไม่ต้องบัตร ATM)
  2. เลือก “บริการยืนยันตัวตน”
  3. กด “รับทราบและรับรอง”
  4. ยินยอมเปิดเผยข้อมูล
  5. กด “ถัดไป”
  6. เสียบบัตรประชาชน กด “ตกลง”
  7. รอตรวจสอบ
  8. จบรายการ กลับไปแอปเป๋าตัง

ยืนยันตัวตนผ่าน ATM กรุงไทย (แบบไม่มีปุ่มด้านล่าง)

  1. แตะแถบสีฟ้าเลือกบริการ
  2. เลือก “ยืนยันตัวตน / บัตรสวัสดิการ”
  3. เลือกยืนยันตัวตนกรุงไทย
  4. กด “รับทราบและรับรอง”
  5. ยินยอมเปิดเผยข้อมูล
  6. เสียบบัตรประชาชน กด “ตกลง”
  7. รอตรวจสอบ
  8. จบรายการ

เห็นมั้ยครับว่า คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่มีสมาร์ทโฟน บัตรประชาชน และ ATM ใกล้ๆ ก็ยืนยันตัวตนได้แล้ว โครงการนี้จะช่วยให้เราซื้อของกินของใช้ถูกกว่าเดิม กระตุ้นร้านค้าท้องถิ่นให้คึกคักด้วย ถ้าคุณมีสิทธิ์อย่าพลาดนะครับ รีบเช็คและลงทะเบียนตั้งแต่วันแรกเลย สิทธิ์จำกัดแค่ 10 ล้านคน! ถ้าพร้อมแล้ว ดาวน์โหลดแอปเป๋าตัง ไปยืนยันตัวตนกันเถอะ รับรองคุ้มค่าแน่นอน

ที่มา – คนละครึ่งพลัสเฟส 2 อัปเดตวิธียืนยันตัวตน ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” รอรับเงินสูงสุด 2,000 บาท

“ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย

วันสำคัญของประเทศไทยมาถึงแล้ว! วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนทั่วประเทศออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันอย่างคึกคัก และหนึ่งในนั้นคือศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่แฟนๆ รู้จักในนาม ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่เดินทางมาลงคะแนนพร้อมครอบครัวเต็มตัว เหตุการณ์นี้กลายเป็นภาพอบอุ่นที่สะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนไทยทั้งประเทศ

“ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ

ดร.เอ้เลือกใช้สิทธิ์ที่หน่วยเลือกตั้งโรงเรียนลำสาลี (ราษฎร์บำรุง) ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความหวัง โดยเฉพาะเมื่อเห็นดร.เอ้พาครอบครัวทั้งพ่อแม่ที่อายุใกล้ 90 ปี และภรรยามาร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในครอบครัวและความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ

ดร.เอ้ ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย

หลังจากกดลงคะแนนเรียบร้อย ดร.เอ้เปิดใจอย่างอารมณ์ดีว่า “รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พาบิดา มารดา และภรรยามาใช้สิทธิ์พร้อมหน้ากัน โดยเฉพาะบิดามารดาที่อายุเกือบ 90 ปีแล้ว แต่ยังมีความตื่นตัวและตั้งใจมาเลือกตั้ง คุณพ่อคุณแม่กับผมอยู่เขตเดียวกัน เรียงต่อกันเลย ก็ดีใจที่คุณพ่อคุณแม่ก็จะ 90 แล้วนะครับ วันนี้ก็ยังตื่นเต้นมาเลือกตั้งด้วยกัน ทั้งครอบครัวเลยครับ” การที่ดร.เอ้เป็นลูกคนเดียว ทำให้พ่อแม่อยู่เคียงข้างในทุกก้าวสำคัญของชีวิต รวมถึงการก้าวเข้าสู่สนามการเมืองครั้งนี้

ครอบครัวดร.เอ้ ลงคะแนนเลือกตั้ง
ดร.เอ้ ลงคะแนนเลือกตั้งพร้อมครอบครัว

“ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย

เมื่อถูกถามถึงความมั่นใจในผลการเลือกตั้ง ดร.เอ้ยืนยันชัดเจนว่า “มั่นใจครับ มั่นใจ เพราะผมพูดเสมอว่าผมทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ แล้วก็เชื่อมั่นว่าคนไทยเนี่ยต้องเปิดหัวใจ ให้พรรคการเมือง ให้คนทำงานการเมืองสร้างสรรค์ที่เน้นเรื่องนโยบายจริงๆ ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน” บรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งเต็มไปด้วยผู้มาใช้สิทธิ์ที่ยิ้มแย้มและขอถ่ายรูป ทำให้ดร.เอ้มองว่านี่คือสัญญาณดีของการเมืองไทย

การเมืองสร้างสรรค์ที่ดร.เอ้พูดถึง คือแนวทางที่เน้นนโยบายแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่การโจมตีกันเอง พรรคไทยก้าวใหม่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการพัฒนาประเทศ เช่น การศึกษา เศรษฐกิจ และสวัสดิการสังคม ซึ่งตอบโจทย์คนไทยในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ดร.เอ้ยังชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ โดยย้ำว่า “วันนี้ก็ต้องขอให้ออกมาใช้สิทธิ์ทุกคนเลยครับ เพราะว่าวันเลือกตั้งเนี่ย เป็นวันที่ประชาชนเนี่ย คือคนสำคัญที่สุดอย่างแท้จริงเลย ดังนั้นวันนี้ยังไงออกมาให้ทัน จะออกมาตอนเช้า ตอนกลางวันก็ได้ แต่อย่าให้มันสายนัก”

ข้อแนะนำจากดร.เอ้สำหรับวันเลือกตั้ง

  • วางแผนการเดินทางล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด
  • ออกมาใช้สิทธิ์ให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเช้าหรือบ่าย
  • เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อม
  • มาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยด้วยกัน

“ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ คือข้อความที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่วันลงคะแนน แต่คือจุดเริ่มต้นของการเมืองที่สร้างสรรค์และยั่งยืน เมื่อผู้สื่อข่าวหยั่งเชิงเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล ดร.เอ้ยิ้มตอบว่า “วันนี้ก็พูดไม่ได้นะครับ มีในใจแน่นอนครับ”

ในมุมมองของเรา การเมืองสร้างสรรค์แบบนี้คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ เพื่อให้ก้าวข้ามความขัดแย้งมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไร? วันนี้คุณออกมาใช้สิทธิ์หรือยัง? มาช่วยกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าด้วยการโหวตให้กับนโยบายที่ตอบโจทย์จริงๆ กันเถอะ!

ที่มา – “ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ

ภท. ยุติหาเสียง มั่นใจคว้าชัยศึกเลือกตั้ง 69

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกัน พรรคภูมิใจไทย หรือ ภท. ยุติหาเสียง มั่นใจคว้าชัยศึกเลือกตั้ง 69 แล้วนะครับ หลังจากหาเสียงมาอย่างเข้มข้นตลอด 5 สัปดาห์ ทีมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้ประกาศยุติกิจกรรมหาเสียงทุกชนิดตั้งแต่ 17.00 น. ของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเตรียมพร้อมสู่วันเลือกตั้งใหญ่ในวันพรุ่งนี้

ภท. ยุติหาเสียง มั่นใจคว้าชัยศึกเลือกตั้ง 69

ในการแถลงข่าวที่ทำการพรรค นายอนุทินพร้อมทีมแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและผู้ช่วยหาเสียง ได้ขอบคุณประชาชนทั่วประเทศที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น การหาเสียงแบบ “ออร์แกนิค” ครั้งนี้ ทำให้พรรคได้ลงพื้นที่จริงๆ ฟังปัญหาจากชาวบ้านโดยตรง ไม่ใช่แค่เวทีหาเสียง แต่เป็นการพูดคุยแบบใกล้ชิด เห็นได้ชัดว่าประชาชนพึงพอใจกับผลงานของรัฐบาลเดิม โดยเฉพาะนโยบายสุดฮิตอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ที่ทุกคนเอ่ยถึงและเรียกร้องให้มีเฟส 2 ทันทีถ้าภท. ได้กลับมารับผิดชอบ

นายอนุทินยังมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าพรรคจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน เชิญชวนทุกคนออกไปใช้สิทธิ์ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ของวันพรุ่งนี้ คาดว่าผลคะแนนจะเริ่มชัดเจนช่วง 20.00-21.00 น. แกนนำพรรคจะรวมตัวรอฟังผลที่ทำการพรรค พร้อมตอบคำถามสื่อด้วยครับ

เสียงตอบรับ “คนละครึ่งพลัส” ดังกระหึ่ม

นโยบายคนละครึ่งพลัสกลายเป็นจุดขายหลักของภท. เลยครับ เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกคนกำลังลำบากจากโควิดและเงินเฟ้อ ชาวบ้านหลายพื้นที่บอกว่าอยากได้เฟสต่อไป อยากให้รัฐบาลใหม่เร่งทำทันที เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่ทำให้ ภท. ยุติหาเสียง มั่นใจคว้าชัยศึกเลือกตั้ง 69 แบบเต็มๆ

  • การหาเสียงแบบออร์แกนิค: ลงพื้นที่จริง ฟังปัญหาชาวบ้าน 5 สัปดาห์เต็ม
  • ผลงานเด่น: นโยบายคนละครึ่งพลัส ได้รับเสียงเรียกร้องเฟส 2 สูง
  • แผนหลังเลือกตั้ง: เตรียมรวมตัวรอผล รองรับทุกสถานการณ์
  • เชิญชวนโหวต: ออกไปใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ ผลชัด 20.00 น.

นอกจากนี้ พรรคยังเน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาเกษตรกร สาธารณสุข และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น pain point ของประชาชนส่วนใหญ่ การยุติหาเสียงครั้งนี้ไม่ใช่แค่หยุด แต่เป็นการเตรียมพร้อมสู่ชัยชนะ พวกเราคนไทยควรสนับสนุนพรรคที่ทำผลงานจริงใช่ไหมล่ะครับ

ในมุมมองของผม ภท. มีโอกาสสูงมากในศึกเลือกตั้ง 69 ครั้งนี้ เพราะนโยบายที่จับต้องได้และใกล้ชิดประชาชน ถ้าคุณกำลังลังเล ลองนึกถึงคนละครึ่งที่เคยช่วยเหลือครอบครัวคุณดูครับ

CTA: อย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งพรุ่งนี้ แล้วมาติดตามผลอัปเดตที่นี่นะครับ เราจะรายงานทุกความเคลื่อนไหวให้คุณทราบทันที!

ที่มา – ภท. ยุติหาเสียง มั่นใจคว้าชัยศึกเลือกตั้ง 69 จากเสียงตอบรับ “คนละครึ่งพลัส”

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” ต้องจัดการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง ย้ำปัญหายังไม่จบ สันติภาพเกิดไม่ได้

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศไทยและกัมพูชา หยุดยิง ถอนกำลังอาวุธ และเจรจาร่วมกัน ว่า ขอเรียกร้องกลับไปยังสหรัฐอเมริกา โดย ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ควรทบทวนบทบาทของตนเอง และเร่งเข้ามาจัดการกับปัญหาสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกและประเทศไทย นั่นคือ ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศกัมพูชา

ปัจจุบันภัยจากสแกมเมอร์ถือเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก ทั้งในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็ไม่อาจนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงระหว่างไทยและกัมพูชาได้

“ถ้าวันนี้เรื่องสแกมเมอร์ยังไม่จบ ไม่มีทางเกิดสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาได้หรอกครับ” นายชัยวุฒิ กล่าว

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

จากกรณีที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ออกมาเรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เร่งจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชานั้น ได้จุดประเด็นสำคัญที่เกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเดือดร้อนของประชาชนชาวไทยจำนวนมาก ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงทางสังคมโดยรวม การที่นายชัยวุฒิออกมาเรียกร้องเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาและต้องการให้มีการแก้ไขอย่างจริงจังในระดับนานาชาติ

ทำไมต้องจัดการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา?

การที่นายชัยวุฒิเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา มีเหตุผลสำคัญหลายประการ:

  • ผลกระทบต่อประชาชน: แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้หลอกลวงประชาชนจำนวนมาก ทำให้สูญเสียเงินทองและทรัพย์สิน
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: การหลอกลวงทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
  • ความมั่นคงทางสังคม: การหลอกลวงบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความสงบสุขในสังคม

การเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ขยายอิทธิพลและสร้างความเสียหายต่อไปในอนาคต

การแก้ไขปัญหา“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา จึงไม่ใช่เพียงแค่การปราบปรามอาชญากรรม แต่เป็นการสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ การที่นายชัยวุฒิออกมาเรียกร้องเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน

นอกจากนี้ การที่นายชัยวุฒิเชื่อมโยงประเด็นนี้กับการหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเกี่ยวพันระหว่างประเด็นต่างๆ การแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ “ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความตระหนักและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป

นี่คือข้อเรียกร้องที่สำคัญที่ต้องได้รับการพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและเพื่อความมั่นคงของประเทศ“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชาอย่างเด็ดขาด อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อประเทศไทย

ที่มา – “ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง

เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์น หวัง ปชป. สู้สร้างสรรค์

แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงความยินดีกับการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้ร่วมต่อสู้กันอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากอคติ เพื่อให้ประเทศชาติก้าวเดินไปข้างหน้า

เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์นหัวหน้า ปชป. หวังสู้กันอย่างสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.พรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง โดย นพ.ชลน่าน กล่าวว่า การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ การที่บุคคลที่มีเจตจำนงที่ดีกลับเข้ามาสู่การเมือง จะส่งผลให้ภาพรวมทางการเมืองนั้นดีขึ้นอย่างแน่นอน การกลับมาในครั้งนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังคงดำรงความเป็นสถาบันทางการเมืองที่เก่าแก่ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่อาจจะช่วยดึงดูดให้ผู้ที่เคยศรัทธาและห่างหายไป กลับมาร่วมสนับสนุนพรรคได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นพ.ชลน่าน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การเมืองในยุคปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองว่าความเป็นประชาธิปัตย์ในรูปแบบเดิม ๆ นั้น จะยังสามารถตอบโจทย์ความนิยมและความเชื่อมั่นของคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่

อนุสรณ์ชี้ เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์น หวังสร้างการเมืองสร้างสรรค์

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทย เคารพทุกพรรคการเมืองที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการของประชาธิปไตย และมีความเห็นว่าการแข่งขันทางการเมืองนั้นควรเป็นการแข่งขันกันด้วยนโยบายและแนวทางในการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันกันด้วยอำนาจหรืออคติ เพราะยิ่งพรรคการเมืองมีคุณภาพมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะยิ่งมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น การเมืองที่ดีคือการเมืองที่ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ประเทศไทยต้องการการเมืองที่สร้างสรรค์ ต้องการประชาธิปไตยที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ และต้องการการเมืองที่รับฟังกันมากกว่าการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ดังนั้น การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ อาจจะเป็นทั้งการทบทวนอดีตและเป็นการเริ่มต้นใหม่ ขออวยพรให้นายอภิสิทธิ์ สามารถสร้างพรรคให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการนำพาพรรคประชาธิปัตย์ก้าวข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กับพรรคในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความยินดีและพร้อมที่จะแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ

ที่มา – เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์นหัวหน้า ปชป. หวังสู้กันอย่างสร้างสรรค์

“สงคราม” ชี้รัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี กังขาเหตุใด “ไชยชนก”เบี้ยวแจงกมธ.ดีอี คดีสินบน 40 ล้านหลังยกหินทุ่มขาตัวเอง

วันที่ 10 ต.ค. 2568 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษานางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไม่ประหลาดใจที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ปฏิเสธมาชี้แจงต่อคณะกมธ.ดีอี กรณีสินบน 40 ล้านบาทที่พูดกลางประชุมสภา ดังนั้น การที่นายไชยชนก เลือกที่จะหนีไม่ยอมรับการตรวจสอบจากคณะกมธ.ดีอี ที่เชิญมาชี้แจง อาจจะมาจากไม่รู้จะตอบอย่างไรหรือเกรงว่าหากตอบไปอาจกระทบกับคนใกล้ตัว เพราะนายไชยชนก พูดเองว่าคนที่มาติดต่อเป็นเพื่อนสมาชิกในพรรคการเมือง ดังนั้นจากการกระทำของนายไชยชนก หลายฝ่ายกังขาว่า การแก้ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

ห่วงคอลเซ็นเตอร์กลับมาอาละวาด

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์สร้างความเสียหายให้กับประชาชนคนไทย คิดเป็นมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท 2 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ 1441 ของประเทศไทย หรือ เอโอซี พบว่าความเสียหายที่กลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย อยู่ที่เดือนละ 1,000 ล้านบาท หรือ ปีละ 12,000 ล้านบาท หากรัฐบาลไม่มีนโยบายในการปราบปรามที่เข้มข้นหรือไม่ชัดเจน ประชาชนหวั่นใจว่าอาชญากรรมเหล่านี้กลับมาสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทยอีกครั้งอย่างแน่นอน

โวยโยกย้ายคนทำคดีนั่งตบยุง

“ภายหลังเข้ามาบริหารประเทศ พฤติกรรมรัฐบาลส้มอุ้มที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนั้น คำพูดต่างจากการกระทำโดยสิ้นเชิง เห็นได้จากความพยายามตัดตอนคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. เพราะคำสั่งแรกของ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คือ การโยกย้ายข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่กำลังทำคดีสำคัญที่เกี่ยวพันกับคนโตบุรีรัมย์ มานั่งตบยุงหน้าห้องรัฐมนตรี จึงเป็นการตัดตอนการสืบหาความจริงในคดีสำคัญ นอกจากนี้ยังสามารถยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเพราะส่งคนของตนเองเข้ามาควบคุมอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี -รัฐมนตรีหลายกระทรวง ดังนั้นกรณีที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. จึงไม่เป็นจริง คำว่า ความยุติธรรมต้องไม่ถูกทำลาย คือคำพูดที่ติดปากเท่านั้น เพราะความจริงที่เกิดขึ้นมันย้อนแย้งกับคำพูดของผู้นำรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง” นายสงคราม

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายสงครามได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ การกระทำเหล่านี้สร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชน และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศ

เจาะลึกประเด็น “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

ประเด็นหลักที่นายสงครามเน้นย้ำคือความพยายามในการ “ตัดตอน” คดีสำคัญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจนำไปสู่การบิดเบือนความจริง และการช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นจากความรับผิดชอบ การโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดี และอาจทำให้การสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส

ความกังวลอีกประการหนึ่งคือการที่รัฐบาลอาจใช้ตำแหน่งและอำนาจในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือส่วนตัว การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการของความยุติธรรม และอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาล

นอกจากนี้ นายสงครามยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ปฏิเสธไม่มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ กรณีสินบน 40 ล้านบาท การกระทำดังกล่าวสร้างความเคลือบแคลงสงสัย และอาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐมนตรี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และรักษาไว้ซึ่งหลักการของความยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพหลักการของความยุติธรรม การใช้อำนาจโดยมิชอบและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเรียกร้องให้มีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน เราต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในเรื่องนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนอนาคตของประเทศ

ที่มา – “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี

พิพัฒน์ยัน! ไม่มีมวยล้มคดีเขากระโดง

“พิพัฒน์” ยืนยันหลังรับตำแหน่ง จะจับมือกับ “มท.1” เร่งสะสางคดีเขากระโดงให้กระจ่าง ยันไม่มีมวยล้มต้มคนดู

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการจะเร่งหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้เกิดความกระจ่างแก่ประชาชนทั้งประเทศ

นายพิพัฒน์ระบุว่า ยิ่งพรรคภูมิใจไทยเข้ามารับผิดชอบทั้ง 2 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ก็ยิ่งต้องเร่งพิสูจน์ให้สังคมหายคาใจ โดยจะเริ่มจากการหารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมที่ดินเพื่อหาแนวทางที่ชัดเจนที่สุด หากสามารถฟ้องร้องเป็นรายแปลงได้ก็จะดำเนินการทันที เพื่อให้ที่ดินของชาติกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ยอมรับว่าในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นทั้งหมดได้ แต่ยืนยันว่าจะเริ่มดำเนินการทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง พร้อมเน้นย้ำในตอนท้ายว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ “มวยล้มต้มคนดู” และจะทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อความสบายใจของคนไทย.

พิพัฒน์ยัน! ไม่มีมวยล้มคดีเขากระโดง

คดีเขากระโดงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทำให้การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีข้อมูลและอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับที่ดินในบริเวณดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีเขากระโดง

การที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมายืนยันว่าจะเร่งสะสางคดีเขากระโดงให้กระจ่าง ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ที่ติดตามความคืบหน้าของคดีนี้มาโดยตลอด การที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามารับผิดชอบทั้งกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีนี้ ทำให้มีความคาดหวังว่าการแก้ไขปัญหาจะมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • การหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: การเริ่มต้นด้วยการหารือกับ รฟท. และกรมที่ดิน จะเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมข้อมูลและทำความเข้าใจในรายละเอียดของคดีอย่างรอบด้าน
  • การฟ้องร้องเป็นรายแปลง: หากพบว่ามีการครอบครองที่ดินโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การฟ้องร้องเป็นรายแปลงจะเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพื่อให้ที่ดินของชาติกลับคืนมา
  • ระยะเวลาในการดำเนินการ: แม้ว่าระยะเวลา 4 เดือนอาจไม่เพียงพอที่จะดำเนินการให้เสร็จสิ้น แต่การเริ่มต้นดำเนินการทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ การที่นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ “มวยล้มต้มคนดู” เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามกฎหมาย และจะไม่มีการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

ประชาชนคาดหวังว่าการแก้ไขคดีเขากระโดงจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจและลดความเคลือบแคลงสงสัยที่อาจเกิดขึ้น

บทสรุป

การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับคดีนี้ และแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ที่มา – “พิพัฒน์” ยันไม่มีมวยล้มคดีเขากระโดง เตรียมจับมือ มท.1 ทำให้กระจ่าง

Scroll to top