ประชุมสภา

เจาะลึก 3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อ นายเอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายงบประมาณปี 2570 ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการบริหารจัดการงบประมาณภายในกระทรวงกลาโหม ผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า “3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ” ซึ่งถือเป็นก้อนเงินภาษีของประชาชนที่ถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่าและขาดความโปร่งใสในหลายด้าน

เปิดโปง 3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่การวิจารณ์ตัวเลข แต่เป็นการสะท้อนภาพรวมของกองทัพที่กำลังเผชิญกับปัญหาสะสม โดยเอกราชได้สรุปปีศาจทั้ง 3 ตนที่กำลังกัดกินงบประมาณไว้ดังนี้:

1. ทหารผี

ปัญหาเรื่องรายชื่อทหารที่ไม่มีตัวตนจริงแต่กลับมีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ โดยเฉพาะพ.ส.ร. (เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ) รวมถึงการยึดบัตรเอทีเอ็มของทหารชั้นผู้น้อยไปกดเงินเอง เป็นสิ่งที่บั่นทอนขวัญกำลังใจและทำให้ระบบกองทัพเกิดปัญหาบุคลากรไหลออกอย่างต่อเนื่อง

2. วิจัยผี

โครงการวิจัยหลายร้อยล้านบาทที่อ้างชื่อว่าเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบและทิ้งให้เป็นโรงงานร้าง ซึ่งนับเป็นความสูญเสียทางมูลค่ามหาศาลกว่า 20,000 ล้านบาท

3. รัฐมนตรีปีศาจ

ประเด็นเรื่องความพยายามผลักดันโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพ่อค้าอาวุธบางกลุ่ม แทนที่จะยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยและผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราสามารถสรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก 3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ ดังนี้:

  • งบประมาณกว่า 74% ของกระทรวงกลาโหม หมดไปกับรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนและค่าสาธารณูปโภค ทำให้เหลืองบพัฒนาศักยภาพกองทัพเพียงน้อยนิด
  • การบริหารจัดการที่ผิดพลาดทำให้ระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลายเป็นเหมือนโรงงานร้าง
  • ความน่าเชื่อถือของกองทัพต่อประชาคมโลกสั่นคลอนจากการจัดซื้ออาวุธที่ไม่โปร่งใส

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญว่าการปฏิรูปกองทัพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจังเพื่อรักษาเม็ดเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหยุดยั้งการรั่วไหลที่เปรียบเสมือนปีศาจร้ายที่แฝงตัวอยู่ในโครงสร้างของภาครัฐ

ที่มา – “เอกราช” แฉ 3 ปีศาจ “ทหารผี – วิจัยผี – รมต.ปีศาจ” กัดกินงบกลาโหมของประเทศ

เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีการอภิปรายเรื่องงบประมาณประจำปี 2570 โดยเฉพาะความเห็นต่างระหว่าง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีเนื้อหาที่ดุเดือดจนหลายคนต้องติดตาม

เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายจูรี นุ่มแก้ว ได้อภิปรายเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้งบเพื่อการป้องกันเพียงแค่ 7% เท่านั้น ซึ่ง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ได้โต้กลับอย่างเผ็ดร้อนว่า นายจูรีอาจจะศึกษาเอกสารงบประมาณไม่ดีพอ และแนะนำให้ทางพรรคประชาธิปัตย์จัดสรรโควตาให้ นายจูรี ได้เข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการงบประมาณเสียบ้าง เพื่อที่ เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ. จะได้มีความเข้าใจในรายละเอียดของเล่มงบประมาณมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ประเด็นร้อน: ทำไมต้องจุดธูปเรียก?

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความฮือฮาในห้องประชุม คือกรณีที่ นายจูรี กล่าวว่าจะจุดธูปเรียก นายเจเศรษฐ์ มาชี้แจง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้รัฐมนตรีไม่พอใจอย่างมาก โดยเขากล่าวว่า:

  • เขามองเพื่อนสมาชิกเป็นผู้ทรงเกียรติเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล
  • การใช้คำว่าจุดธูปเรียกเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและแสดงถึงความไม่ให้เกียรติ
  • มีการพูดเปรียบเทียบอย่างดุเดือดว่า หากต้องการจะจุดธูปเรียกจริง ก็ให้ราดน้ำมันใส่ตัวเองแล้วจุดได้เลย ตนจะไปดับไฟด้วยมือเปล่าให้เอง

ความเห็นในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ค่อนขอดกันด้วยคารมคมคาย ซึ่งในมุมของผู้ติดตามข่าวสาร การโต้ตอบในลักษณะ เจเศรษฐ์ สวนเดือด จูรี ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ. อาจเป็นเพียงสีสันของการเมืองที่ทุกคนมักจะเห็นกันเป็นประจำในช่วงการพิจารณางบประมาณ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเข้าใจเรื่องงบประมาณและการสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับฝ่ายค้านยังคงมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดการปัญหาภัยพิบัติที่ทุกฝ่ายควรหันหน้ามาทำงานร่วมกันมากกว่าการใช้อารมณ์เข้าหากันครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” สวนเดือด “จูรี” ปมถูกจุดธูปเรียก เหน็บจัดให้นั่ง กมธ. จะได้มีความรู้มากขึ้น

“สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา โดยล่าสุดทางด้านกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาสร้างความเข้าใจใหม่ให้ชัดเจนว่า “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล ในการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของชาติให้ได้มากที่สุด

เข้าใจชัดเจนทำไม “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงความสำคัญของการใช้ UNCLOS 1982 เป็นเครื่องมือหลักในการเจรจา โดยย้ำว่าการเข้าสู่กระบวนการที่กัมพูชาเป็นภาคีนั้น ไม่ได้หมายถึงการที่เราต้องไปขึ้นศาลหรือยอมรับอำนาจศาลระหว่างประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้ “กติกาที่เป็นกลาง” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในเวทีโลก

ทำไมเราต้องใช้กรอบ UNCLOS ในการเจรจา?

  • สร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ: การปฏิบัติตามกติกาสากลช่วยให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ไม่ใช่การสู้คดี: กระบวนการนี้เน้นไปที่การประนอมโดยตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การตัดสินแบบตัดสินชี้ขาดแพ้ชนะ
  • ลดผลกระทบต่ออธิปไตย: การเจรจาทวิภาคียังคงเป็นหัวใจสำคัญ และหากผลการประนอมไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งสองฝ่ายยังสามารถกลับมาเจรจากันต่อได้

หลายคนมีความกังวลเรื่องเส้นเขตแดน โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่รอบเกาะกูด ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าจะรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของไทยเป็นที่ตั้ง การที่ “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล นั้น เพื่อต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังใช้ช่องทางการทูตและกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคามานาน ไม่ใช่การเสียเปรียบหรือเสียดินแดนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด

นอกเหนือจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนภายใต้กติกาสากล จะช่วยให้การบริหารจัดการปัญหาข้ามชาติเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การยึดกติกาสากลถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในยุคที่ทุกประเทศต้องพึ่งพาอาศัยกัน การเจรจาด้วยความรอบคอบและตั้งอยู่บนหลักกฎหมายจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และช่วยให้ไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างามโดยไม่สูญเสียอำนาจการต่อรองใดๆ ครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

เรียกได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในสภาตอนนี้กำลังเข้มข้นเลยทีเดียวครับ โดยล่าสุดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการประชุมสภาในภาพรวม ซึ่งงานนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน เพื่อให้งานทุกอย่างเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด

หากพูดถึงการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นายกรวีร์ได้กล่าวขอบคุณทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตลอดการอภิปราย 2 วันที่ผ่านมาแทบไม่มีการพาดพิงหรือเสียดสีกันรุนแรง ทำให้การทำงานมีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วงค่ำวันนี้จะมีการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยเชื่อมั่นว่าคะแนนเสียงจะผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ก้าวสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีประชาชนร่วมด้วย

ในอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ย้ำชัดว่า “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกัน โดยมีการประสานงานกับวุฒิสมาชิกและประธานรัฐสภาเรียบร้อยแล้วว่า ควรให้ร่างจากภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาเคียงคู่ไปกับร่างของพรรคการเมืองต่างๆ

ประเด็นที่น่าจับตาหลังจากนี้มีดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมในการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
  • การเปิดช่องทางพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนในสมัยประชุมหน้า
  • การประสานงานร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแก้ไขรายประเด็นนั้น ยังต้องรอความชัดเจนจากประธานรัฐสภาว่าจะมีการบรรจุเข้าสู่วาระอย่างไร แต่โดยส่วนตัวนายกรวีร์มองว่าการรอให้ร่างของภาคประชาชนเข้ามาพร้อมกันจะส่งผลดีต่อภาพรวม ทั้งในแง่ของความศรัทธาและความรอบคอบของกฎหมายสูงสุดฉบับนี้

ถือเป็นเทรนด์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นความร่วมมือเป็นหลัก ไม่แบ่งแยกพรรคพวกจนเกินไป และให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมครับ สุดท้ายนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตากันต่อไปว่า หลังจากนี้การแก้ไขกฎหมายสำคัญเหล่านี้จะมีความคืบหน้าอย่างไร เชื่อว่าทุกคนที่ติดตามการเมืองไทยต้องลุ้นไปพร้อมๆ กับผมแน่นอนครับ

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตเรื่องราวที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันหน่อย นั่นก็คือเรื่องของ รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ ซึ่งถือเป็นทิศทางสำคัญที่จะกำหนดความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนในปีหน้าครับ

หลายคนอาจจะมีความสงสัยหรือตั้งคำถามว่า ทำไมงบประมาณปีนี้ถึงดูแตกต่างจากปีที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลได้ออกมาไขข้อข้องใจว่า การจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ไม่ได้มองแค่ตัวเลขว่าเพิ่มหรือลดเท่าไหร่ แต่เป็นการจัดระเบียบใหม่ให้ตรงจุดมากขึ้น เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยหัวใจสำคัญคือ รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ อย่างแท้จริง

กลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ

รัฐบาลได้เน้นย้ำว่าแม้จะมีการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่เป็นการขาดดุลอย่างมีทิศทาง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและดูแลกลุ่มเปราะบาง ในขณะที่ยังคงรักษาวินัยทางการคลังไว้อย่างเคร่งครัด โดยมีการลดการขาดดุลลงเมื่อเทียบกับปี 2569 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

เจาะลึกงบลงทุนและนโยบาย 10 พลัส

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องงบลงทุนที่ลดลง รัฐบาลได้ชี้แจงว่ายังมีเครื่องมือเสริมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ หรือโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วเม็ดเงินลงทุนก็ยังมีประสิทธิภาพสูง โดยงบประมาณภายใต้นโยบาย 10 พลัส จะเน้นไปที่:

  • การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและกลุ่มคนตัวเล็กในสังคม
  • การสนับสนุนการศึกษาและสาธารณสุขให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น
  • การผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และนวัตกรรม AI
  • การส่งเสริม SMEs ให้มีความแข็งแกร่งในการแข่งขัน

รัฐบาลยังยืนยันว่า รายจ่ายลงทุนของปี 2570 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การก่อสร้างถนนหรืออาคารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างทุนมนุษย์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุดแล้ว ความพยายามของรัฐบาลในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายหลักคือการรักษาสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนในปัจจุบันกับการวางรากฐานเพื่ออนาคต หากภาครัฐทำได้อย่างที่วางแผนไว้ ปี 2570 ก็น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีความหวังและเข้มแข็งกว่าเดิมแน่นอนครับ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับทิศทางงบประมาณนี้บ้าง มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยนะ

ที่มา – รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ

อภิปรายงบประมาณ 2570 วันที่ 2 สส.ภูมิใจไทยเน้นเรื่องน้ำ

อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เดินทางมาถึงวันที่ 2 แล้ว บรรยากาศยังคงเข้มข้น โดยในช่วงท้ายของการประชุม มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจาก สส. พรรคภูมิใจไทยที่ออกมาให้มุมมองในเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

หากถามถึงความคืบหน้าของ อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย นั้น พบว่า สส. จากพรรคภูมิใจไทยทั้งสองท่านได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญเกี่ยวกับระบบชลประทานและน้ำประปาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ชาวบ้านฝากความหวังไว้กับงบประมาณปีนี้

มุมมองจาก 2 สส. ภูมิใจไทยต่อการจัดสรรงบประมาณน้ำ

นายวิสทัส ไตรสรณกุล สส. ศรีสะเกษ ได้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการกระจายงบประมาณการจัดการน้ำจากภาคกลางไปสู่ภาคเหนือและภาคอีสาน เพื่อช่วยให้เกษตรกรยกระดับคุณภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการ อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย นางสาวสุรีย์ ธัมมาตร สส. สุรินทร์ ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้จะมีการลงทุนก่อสร้างใหม่ แต่ต้องไม่ลืมเรื่องการบำรุงรักษาด้วย

ประเด็นที่สรุปจากเวทีอภิปรายมีดังนี้:

  • การกระจายแหล่งน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น
  • ความยั่งยืนของระบบน้ำประปาหมู่บ้านที่ยังต้องได้รับการตรวจมาตรฐาน
  • การนำเทคโนโลยีสะอาดเช่นโซลาร์เซลล์มาใช้ ต้องควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร
  • ความสำคัญของการบำรุงรักษามากกว่าการลงทุนสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด การนำเสนอประเด็นเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจสอบงบประมาณเพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด การที่ อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย ได้ทิ้งทายไว้อย่างชัดเจนว่าเราต้องการน้ำที่สะอาดและทั่วถึง ไม่ใช่เพียงแค่การมีโครงการที่สวยหรูแต่ไร้การดูแลอย่างต่อเนื่อง หวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่เกษตรกรและครัวเรือนทั่วประเทศ

ที่มา – อภิปรายงบประมาณ 2570 : สั่งพักประชุมวันที่ 2 แล้ว 2 สส.ภูมิใจไทย พูดเรื่องน้ำปิดท้าย

พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเน้นไปที่ความไม่ชอบมาพากลของโครงการขนาดใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 26,000 ล้านบาท จนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการผูกขาดและเอื้อประโยชน์ให้กับทุนพวกพ้องหรือไม่

พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว

จากการตรวจสอบโครงการเมกะโปรเจกต์ดังกล่าวพบว่ามีทั้งหมด 4 โครงการหลักที่ใช้งบมหาศาล ซึ่งผลตอบรับที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าระบบยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และขาดทิศทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล นายพริษฐ์ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว หรือไม่ เนื่องจากการตรวจสอบ TOR ของโครงการต่างๆ พบความผิดปกติหลายประการ

ข้อพิรุธใน TOR และเครือข่ายบริษัทที่น่าสงสัย

สิ่งที่ทำให้สังคมต้องจับตามองคือ การกระจายโครงการต่างๆ ไปยังบริษัทที่ถือหุ้นโดยเครือข่ายเดียวกัน โดยมีข้อสังเกตดังนี้:

  • มีการแบ่งเฟสงานเพื่อเลี่ยงการแข่งขันที่สมบูรณ์
  • กำหนดเงื่อนไข TOR ที่เอื้อให้บริษัทเฉพาะกลุ่มสามารถชนะการประมูลได้
  • พบความเชื่อมโยงของบริษัทที่เข้ามาประมูลโครงการ 12 สัญญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายกลุ่มทุนเดียวกัน
  • บริษัทที่ชนะการประมูลมีการเติบโตทางรายได้อย่างก้าวกระโดดหลังได้รับงานรัฐ

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังย้ำว่า แม้รัฐมนตรีจะมีการสั่งรื้อ TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาโครงสร้างการโกงกินที่ซ่อนอยู่ภายใต้วาระการพัฒนาทักษะประชาชน หากปล่อยให้สภาพการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป งบประมาณหลักหมื่นล้านบาทก็จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนที่แสวงหากำไรมากกว่าการสร้างประโยชน์ให้เด็กไทยอย่างแท้จริง

บทสรุปและการเรียกร้องความโปร่งใส

การที่ พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการวิจารณ์ แต่เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการตรวจสอบย้อนหลังทุกสัญญา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภาษีของประชาชนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่ออุ้มชูกลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง หากรัฐบาลต้องการให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าต่อ ความโปร่งใสคือสิ่งเดียวที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ไม่ใช่การแถลงข่าวปฏิเสธไปวันๆ

ที่มา – “พริษฐ์” ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว

ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง

ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง

เรียกได้ว่าสถานการณ์การพัฒนาประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ โดยหัวใจสำคัญคือ ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง พร้อมกับการวางรากฐานด้านวิจัยและนวัตกรรมให้ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

กางแผนกลยุทธ์ อว. ปี 70 ให้คนไทยก้าวทันโลก

นโยบายหลักของ อว. ในปี 2570 จะมุ่งเน้นการปรับโฉมมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นศูนย์บ่มเพาะและแพลตฟอร์มแห่งโอกาส เพื่อสร้างประชากรที่มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต โดยมีการส่งเสริมการ Upskill และ Reskill ให้กับนักศึกษาและวัยทำงาน เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังรวมถึงการบูรณาการหน่วยงานให้ทุนวิจัยต่างๆ ภายใต้ระบบงานวิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดความคุ้มค่าและแก้ปัญหาประเทศได้อย่างตรงจุด

นอกเหนือจากเรื่องคน สาระสำคัญที่น่าสนใจอีกประการคือเรื่องของ ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง โดยเน้นหนักไปที่เรื่องการปลดล็อกสิทธิบัตร ซึ่งกระทรวง อว. ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากและผลักดันให้สิทธิบัตรไทยสามารถออกสู่ตลาดนานาชาติได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลงานวิจัยแบบ Open Data ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อดึงข้อมูลมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์และแก้ปัญหาสังคมได้จริง

  • เน้นสร้างทุนมนุษย์ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด
  • ยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์รวมนวัตกรรมและการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ
  • บูรณาการฐานข้อมูลงานวิจัยเพื่อความโปร่งใสและนำไปใช้ต่อยอดได้จริง
  • สนับสนุนสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงในตลาดโลก

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าการที่ภาครัฐขยับตัววางเป้าหมายให้ชัดเจนและเน้นการ ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง หากไทยสามารถสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นคงครับ

ที่มา – “ยศชนัน” แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง-ทำฐานรวมงานวิจัย-ปลดล็อกสิทธิบัตร

เจาะลึกงบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ร้อนแรงอย่าง งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยตรง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากการชี้แจงของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกันครับ

สรุปภาพรวม งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ให้สิ้นสงสัย

ในการอภิปรายช่วงค่ำวันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายสิริพงศ์ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงเหตุผลที่กระทรวงคมนาคมถูกปรับลดงบประมาณลงกว่า 23,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 8.79 โดยย้ำว่าแม้เงินจะลดลงแต่กระทรวงฯ ยังคงยึดมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน ทั้งการเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง พร้อมเชื่อมั่นว่าระบบคมนาคมไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

ประเด็นร้อนที่ต้องรู้: งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ แบบชัดเจน

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว สิ่งที่สมาชิกสภาฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือกรณี “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ซึ่งนายสิริพงศ์ชี้แจงว่า:

  • เกณฑ์การคัดเลือกผู้รับเหมาเป็นหน้าที่ของกรมบัญชีกลาง เพื่อพิสูจน์ศักยภาพตามมูลค่างาน
  • ประเทศไทยมีผู้รับเหมาชั้นพิเศษอยู่ 83 ราย ซึ่งไม่ใช่สถานะที่ถาวร แต่มีการตัดแต้มและปรับเปลี่ยนได้หากผลงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไข
  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปกและยืนยันว่าการทำงานของกระทรวงฯ ไม่มี “ค่าต๋ง” หรือรับส่วยอย่างแน่นอน
  • ทุกโครงการมุ่งเน้นความคุ้มค่าของภาษีประชาชนเป็นสำคัญ

นายสิริพงศ์ยังย้ำด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตยของชาติ รวมถึงการดูแลพื้นที่ชายแดนหากมีความจำเป็นต้องทำโครงการคมนาคมในเขตพื้นที่พิเศษ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนและประสานความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การอภิปรายในวันแรกต้องปิดฉากลงในเวลา 22.46 น. โดยประธานสภาฯ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ได้สั่งพักการประชุมและจะกลับมาพิจารณาร่างงบประมาณกันต่อในวันถัดไป สำหรับเราในฐานะประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเฝ้าติดตามว่าการจัดสรรงบประมาณในปี 2570 นี้ จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพวกเราทุกคนอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสที่สุดได้อย่างไร

ที่มา – งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ สภาฯ สั่งพักประชุมวันแรกแล้ว

Scroll to top