ประชุม Gbc

ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. กันทรลักษ์ยังปะทะ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด: ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. หลายพื้นที่เริ่มเงียบสงบ แต่ที่ กันทรลักษ์ ยังคงมีการปะทะเกิดขึ้น

ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. หลายแนวชายแดนเริ่มเงียบสงบ กันทรลักษ์ ยังคงมีปะทะ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ตรงข้ามบ้านโอคอม อำเภอสลักกาว จังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา เพื่อหารือเรื่องการยุติการสู้รบ ผลจากการประชุมคือการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข

เงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงคือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้หยุดยิงทันที โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ข้อตกลงนี้ครอบคลุมอาวุธทุกชนิด รวมถึงการโจมตีพลเรือน เป้าหมายและโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน ตลอดจนเป้าหมายทางทหารของแต่ละฝ่าย ทั้งสองฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงการโจมตีที่ไม่ได้มาจากการยั่วยุ ให้ทหารประจำการอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน ห้ามเคลื่อนไหวหรือลาดตระเวนเข้าไปในฝั่งตรงข้าม และห้ามเพิ่มกำลังทหารตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันการเพิ่มความตึงเครียด

สถานการณ์ล่าสุด: ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น.

ล่าสุด เมื่อเวลา 12.05 น. มีรายงานว่าในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ เสียงปืนได้เงียบลงแล้ว ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 11.55 น. ยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ตอบโต้กันในพื้นที่ใกล้ปราสาทตาควายและเนิน 350 แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงปืนใหญ่ตอบโต้กันอีก อย่างไรก็ตาม บริเวณแนวชายแดนกันทรลักษ์ สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง แม้จะเลยเวลาถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. ไปแล้วก็ตาม

สถานการณ์ที่กันทรลักษ์ยังคงน่าเป็นห่วง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การปะทะที่เกิดขึ้นแม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน

การที่หลายพื้นที่ชายแดนเริ่มเงียบสงบหลังเส้นตายหยุดยิง ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่การปะทะที่ยังคงมีอยู่ที่กันทรลักษ์เน้นย้ำถึงความท้าทายในการบังคับใช้ข้อตกลงอย่างเต็มที่ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริง

การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความอดทนและความมุ่งมั่นในการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ การให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียดและการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงและมั่งคั่งสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

ที่มา – ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. หลายแนวชายแดนเริ่มเงียบสงบ กันทรลักษ์ ยังคงมีปะทะ

นายกฯ รอฟังผล GBC ก่อนประชุม สมช. อะไรเป็นของเรา?

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ติดตามความคืบหน้าของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย กำลังเจรจาอยู่ โดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. หากทุกอย่างเรียบร้อย เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถไปร่วมลงนามได้

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนายกฯ อนุทิน ยืนยันว่าไม่มีอะไรที่เสียหาย และไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว แต่ถูกยิงเข้ามาตลอด ดังนั้นการถอนกำลังจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยขอสงวนสิทธิ์ในการดูว่า กัมพูชาถอนไปก่อน ไทยจึงจะถอนตาม

นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ยึดได้หรือไม่ หากยึดตามข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ นายกฯ อนุทิน ตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่มีการเขียนไว้เช่นนั้น พร้อมยืนยันว่าไทยไม่ได้ยึด แต่เป็นการสถาปนาความมั่นคงและอธิปไตย สถาปนาบูรณภาพแห่งแผ่นดินบนพื้นที่ของไทยเอง

อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา: จุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาล

นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่กัมพูชายังมีการเข้ามาวางทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว และอยู่ในข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ที่จะต้องมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมย้ำว่า เราไม่ต้องการเสียพื้นที่แม้แต่นิ้วเดียว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ความชัดเจนในท่าทีของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนที่ควรเป็นของไทยอย่างเต็มที่ การ รอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. จึงเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม การแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและชัดเจนของรัฐบาลไทย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติ นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา คือคำประกาศิตที่สะท้อนถึงความแน่วแน่ในการปกป้องแผ่นดินไทย

การเจรจา GBC จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือไม่? และผลการประชุม สมช. จะออกมาในทิศทางใด? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

ประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

ประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

การประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า โดยเป็นการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งทาง “รองเสนาธิการทหาร” เผยว่าเตรียมเจรจาต่อในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. และคาดว่าฝ่ายกัมพูชาจะมากันเต็มคณะ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พลตรี แยม โบราเดน รองหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พร้อมคณะผู้แทนฝ่ายทหารและพลเรือน ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมระดับเลขาธิการ GBC ที่จังหวัดจันทบุรี ในเวลา 16.25 น.

เป็นที่น่าสังเกตว่าการประชุม ประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า ในครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น โดยพลตรี แยม โบราเดน ได้นำคณะออกจากห้องประชุมด้วยท่าทีที่สงวน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสื่อมวลชนที่รออยู่บริเวณด่านถาวรบ้านผักกาด

หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น ในเวลา 17.45 น. พลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ได้เปิดเผยว่า ได้พบปะกับฝ่ายเลขาธิการ GBC ของกัมพูชา ซึ่งการประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า เป็นไปตามแผน โดยวันแรกเน้นการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับประเด็นที่จะนำมาพูดคุยกันในวันพรุ่งนี้ (25 ธ.ค.) ทางฝ่ายไทยได้แสดงจุดยืน และฝ่ายกัมพูชาก็ได้ชี้แจงกลับมา ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะเริ่มการเจรจาในวันพรุ่งนี้เวลา 09.00 น. ณ สถานที่เดิม

ประเด็นสำคัญจากการประชุม GBC วันแรก

  • การหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับประเด็นที่จะนำมาพูดคุยในวันพรุ่งนี้
  • การแสดงจุดยืนของฝ่ายไทย และการชี้แจงของฝ่ายกัมพูชา
  • การกำหนดเวลาสำหรับการเจรจาในวันพรุ่งนี้ (25 ธ.ค.) เวลา 09.00 น.

พลเอกณัฐพงษ์ ยังกล่าวเสริมว่า ในวันพรุ่งนี้คาดว่าฝ่ายกัมพูชาจะเข้าร่วมประชุมอย่างเต็มคณะ และจะมีการแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนทราบต่อไป

เมื่อถูกถามถึงท่าทีของฝ่ายกัมพูชาในการเจรจา พลเอกณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นไปตามปกติ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเคยพบกันมาก่อนในการประชุม GBC ที่มาเลเซีย และที่เกาะกง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ บางประการยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการประชุม

การที่การประชุมในวันแรกเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความพร้อมและความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ของทั้งสองฝ่าย หวังว่าการเจรจาในวันพรุ่งนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – ประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

ไทยย้ำเงื่อนไข! “บิ๊กเล็ก” ถก GBC ไร้กังวล

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะเดินทางไปมาเลเซียเพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยยืนยันว่าไม่มีอะไรน่ากังวล และไทยยังคงย้ำ 4 เงื่อนไขเดิมกับกัมพูชา

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะ ได้เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ครั้งที่ 2/2568 เพื่อหารือถึงสันติภาพร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา สถานการณ์ชายแดน และความร่วมมือด้านต่างๆ

ก่อนการเดินทาง พล.อ.ณัฐพลได้เปิดเผยถึงความคาดหวังในการประชุม GBC ครั้งนี้ โดยกล่าวว่า เท่าที่ทราบจากฝ่ายเลขานุการ ขณะนี้การเจรจาคืบหน้าไปกว่า 90% และจะมีการพูดคุยเพิ่มเติมในรายละเอียดอีกเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังยอมรับว่าจากกรณีที่ประชุม JBC วานนี้มีการปฏิเสธอำนาจในการตัดสินใจสร้างรั้ว ก็จะมีการหยิบยกไปหารือในวง GBC เช่นกัน

พล.อ.ณัฐพลยังระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่น่ากังวล เนื่องจากเหลือรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ต้องพูดคุยกับประธาน GBC ของฝ่ายกัมพูชา แต่ยังคงย้ำใน 4 เงื่อนไขเดิมที่ไทยได้เสนอไปก่อนหน้านี้

“บิ๊กเล็ก” พาคณะถก GBC บอกไม่มีอะไรน่ากังวล ไทยยังย้ำ 4 เงื่อนไขกับกัมพูชา

รายละเอียด 4 เงื่อนไขที่ไทยย้ำกับกัมพูชาในการประชุม GBC

สำหรับ 4 ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในการประชุม GBC เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้แก่

  • 1. การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน
  • 2. การเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน
  • 3. ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
  • 4. การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ

การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค การที่ “บิ๊กเล็ก” นำคณะเข้าร่วมการประชุม GBC และยืนยันถึงความคืบหน้าในการเจรจา ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การที่ไทยยังคงย้ำ 4 เงื่อนไขเดิมกับกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่ายังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาและหารือกันต่อไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือที่ยั่งยืน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการประชุม GBC

การประชุม GBC เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ การหารือในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดน ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในหลักการของการเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

การที่ไทยยังคงย้ำใน 4 เงื่อนไขเดิมในการประชุม “บิ๊กเล็ก” พาคณะถก GBC บอกไม่มีอะไรน่ากังวล ไทยยังย้ำ 4 เงื่อนไขกับกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนอย่างยั่งยืน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและความมั่นคงของทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาในการประชุม GBC ดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางที่ดี แม้ว่าอาจจะต้องมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย แต่การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในหลักการของการเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

การติดตามความคืบหน้าของการประชุม GBC และการดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกัน จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งในอนาคต สำหรับประชาชนทั่วไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยและกัมพูชาสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกันได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” พาคณะถก GBC บอกไม่มีอะไรน่ากังวล ไทยยังย้ำ 4 เงื่อนไขกับกัมพูชา

ทบ.ย้ำจุดยืน! ปล่อยตัวเชลยศึก: กัมพูชาต้องจริงจัง

พลตรี วินธัย จี้ กัมพูชาทำตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ชี้ หากยื้อเวลายิ่งเสียเปรียบ เหตุจะถูกนานาชาติกดดันต่อเนื่องในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

วันที่ 18 ต.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการส่งหนังสือถึงภูมิภาคทหารที่ 4 และ 5 เพื่อเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน

โดย พลตรี วินธัย ระบุว่า การส่งหนังสือแจ้งไปยังกัมพูชาเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา พิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง ตามแนวทางข้อตกลงที่ได้เห็นชอบร่วมกันแล้วเมื่อครั้งการประชุม GBC ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยได้พยายามเดินหน้าขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การสกัดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดน

พลตรี วินธัย ย้ำว่า หากฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยหรือไม่จริงจังต่อการแก้ไขปัญหาตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ จะไม่เป็นผลดีต่อการดำรงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และจะส่งผลกระทบให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่

ดังนั้น การเปิดใจยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลง GBC อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่อาจเห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ทบ. ย้ำจุดยืนการปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายปรัก โซะคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เมื่อ 18 ต.ค. 68 โดยระบุว่า “เอกสารว่าด้วยความตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชา–ไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ทันทีหลังลงนาม โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นพยานในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนนี้”

พลตรี วินธัย ได้กล่าวต่อประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับการส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย อาจเป็นข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาในเวทีการประชุมระดับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องพิจารณาจากท่าทีความจริงใจ และสัญญาณความร่วมมือที่ดีในการแก้ปัญหาของกัมพูชา รวมถึงการตอบรับข้อเสนอในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ของฝ่ายไทย ในลักษณะที่มีแผนและรายละเอียดสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณพื้นที่แนวชายแดน และเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันที่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่จะไม่ส่งผลคุกคามฝ่ายไทยด้วยกำลังทางทหาร ในเรื่องนี้จึงไม่อยากรีบด่วนสรุปไป ณ เวลานี้

ทั้งนี้ การควบคุมตัวเชลยศึกดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ในหลายโอกาสแล้ว จึงไม่น่ามีความกังวลใด ๆ สำหรับการปฏิบัติต่อเชลยศึกฯ ของฝ่ายไทย

ทำไมการปล่อยตัวเชลยศึกจึงสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การที่กองทัพบกไทยย้ำจุดยืนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง การดำเนินการตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน แต่ยังส่งผลดีต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ อีกด้วย การที่กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการตอบรับข้อเสนอของไทยอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องเชลยศึกมักเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศ การที่ไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาว่า ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวเชลยศึกไม่ใช่เพียงแค่การส่งตัวบุคคลกลับประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเปิดใจพูดคุยและหาทางออกร่วมกันในทุกประเด็น จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ อย่างเคร่งครัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพบกไทยออกมาเน้นย้ำจุดยืนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ทบ. ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องจริงจัง จี้เร่งทำตามข้อตกลงวง GBC 4 ข้อ

กห. ลั่นเอาผิด หากกัมพูชาไม่ย้ายคนออกจากสระแก้ว

โฆษกกระทรวงกลาโหมย้ำชัด ต้องดำเนินการทางกฎหมายหากถึงเส้นตาย 10 ตุลาคม แล้วกัมพูชายังไม่ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่แนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีเส้นตายวันที่ 10 ตุลาคม ที่กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ตลอดแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว หากฝั่งกัมพูชายังคงนิ่งเฉย จะมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรบ้าง ว่า ตามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในพื้นที่ ไปหารือระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองกำลังอยู่ในระหว่างการพูดคุยกัน และยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ จึงต้องปล่อยให้การเจรจาเป็นไปในระดับพื้นที่ก่อน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า หากมีการรุกล้ำอธิปไตย ก็มีกฎหมายบังคับใช้ในข้อหารุกล้ำอธิปไตยของไทย ซึ่งประเทศไทยสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที หากยังคงมีการรุกล้ำอยู่เช่นเดิม ก็จะดำเนินมาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในพื้นที่ดูแลเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน และเชื่อว่าสถานการณ์นี้จะไม่น่าเป็นห่วง

ต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเรื่องของการรุกล้ำอธิปไตยและการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย การที่โฆษกกระทรวงกลาโหมออกมาประกาศชัดเจนถึงมาตรการทางกฎหมายที่จะบังคับใช้ หากกัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชน

ความสำคัญของการดำเนินการทางกฎหมาย หากกัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง

การบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่กัมพูชาไม่ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน:

  • การปกป้องอธิปไตย: การรุกล้ำอธิปไตยเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และการดำเนินการทางกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตย
  • ความปลอดภัยของประชาชน: การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นสิ่งสำคัญเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การที่กัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง อาจส่งผลให้ประชาชนได้รับอันตราย
  • ความน่าเชื่อถือของข้อตกลง: การบังคับใช้กฎหมาย จะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของข้อตกลงระหว่างประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศ

การที่กระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการทางกฎหมายหากถึงกำหนดเส้นตายแล้วกัมพูชา ไม่ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ ถือเป็นท่าทีที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและความสงบสุขตามแนวชายแดน

การดำเนินการดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง การเจรจาและการหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

โฆษก กห. ลั่นต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

ที่มา – โฆษก กห. ลั่นต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว

“บิ๊กเล็ก” ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ลดตึงเครียดชายแดน

จับตา “บิ๊กเล็ก” นำคณะเปิดโต๊ะประชุมหารือความมั่นคง GBC สมัยพิเศษที่เกาะกง ลดตึงเครียดชายแดน ลดระดับการใช้กำลังทหาร และการยุติวาทกรรมยั่วยุ หาทางออกปัญหาตามแนวชายแดนอย่างสันติ

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่บริเวณด่านชายแดนบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด ร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย–กัมพูชา ที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา

โดยคณะได้ใช้รถยนต์เป็นขบวนเดินทางเข้าไปยังจังหวัดเกาะกง คาดว่าจะใช้เวลาประชุมประมาณ 2- 3 ชั่วโมง และเดินทางกลับเข้ามายังพื้นที่ของ อ.คลองใหญ่ ผ่านด่านถาวรชายแดนบ้านหาดเล็ก ซึ่งบรรยากาศหน้าด่านยังคงมีการปิดด่านต่อเนื่อง บรรยากาศทั่วไปเงียบเหงา จากนั้นทางคณะเดินทางไปประชุมต่อยังโรงแรมเซ็นทารา ชายทะเลแอนด์วิลล่า จังหวัดตราด ในเวลา 12.30 น.ของวันนี้

เบื้องต้นการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นการหารือความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

สำหรับการประชุม GBC ครั้งนี้ มีสาระสำคัญ ได้แก่ การติดตามความคืบหน้าการจัดทำข้อตกลงหยุดยิง และผลลัพธ์จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC สมัยวิสามัญ ,การหารือมาตรการลดตึงเครียดชายแดน ลดระดับการใช้กำลังทหาร และการยุติวาทกรรมยั่วยุ พร้อมฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน ,ความร่วมมือในทางปฏิบัติ เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดน รวมถึงกำหนดกรอบภารกิจของการประชุม RBC และ GBC ครั้งถัดไป นับเป็นจังหวะสำคัญที่ทั้งสองประเทศ จะได้หาทางออกต่อปัญหาตามแนวชายแดนอย่างสันติ ยึดหลักอธิปไตย ความปลอดภัยของประชาชน และการอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“บิ๊กเล็ก” นำทีมประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ที่เกาะกง ลดตึงเครียดชายแดน ยุติวาทกรรมยั่วยุ

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชาครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดตึงเครียดชายแดน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

เป้าหมายสำคัญของการประชุม: ลดตึงเครียดชายแดน

เป้าหมายหลักของการประชุมครั้งนี้คือการหารือมาตรการที่สามารถนำไปสู่การ ลดตึงเครียดชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรวมถึงการลดระดับการใช้กำลังทหาร การยุติวาทกรรมยั่วยุ และการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน

  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
  • การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว การประชุมยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคโดยรวม เป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจาและความเข้าใจ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” นำทีมประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ที่เกาะกง ลดตึงเครียดชายแดน ยุติวาทกรรมยั่วยุ

อนุทินตั้ง “บิ๊กเล็ก” รมว.กลาโหม: ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก

คอนเฟิร์มร่วม ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” พา “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” โชว์ตัวนั่ง รมว.กลาโหม ประกาศให้อำนาจเต็มก่อนบินประชุม GBC ชี้ ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อหารือถึงกรอบแนวทางการทำงาน โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พรรคภูมิใจไทย ภายหลังที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวปรากฏชื่อในโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสัดส่วนคนนอก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือร่วมกัน นายอนุทิน ได้พา พล.อ.ณัฐพล มาโชว์ตัว และให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นทางการ ถึงการจะมารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ว่า นี่เป็นสิ่งที่ตนปฏิบัติมาโดยตลอดช่วง 2-3 วันนี้ เมื่อตนได้เชิญผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่เป็นบุคคลภายนอก จะนำมาแนะนำให้กับประชาชนได้รับทราบ ตนใช้เวลาในการหารือจนในที่สุดขอเชิญ รมช.กลาโหม ในรัฐบาลชุด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร คือ พล.อ.ณัฐพล ขอความกรุณาให้ท่านช่วยรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ให้กับรัฐบาลของตน เพื่อที่จะได้เกิดความมั่นใจว่าภารกิจ หน้าที่การดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ดำเนินต่อไปโดยไม่มีสะดุดหรือชะงัก ศัพท์ทหารคือไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า พล.อ.ณัฐพล ถามกับตนประเด็นที่สำคัญคือท่านจะมีอำนาจขอบเขตในการปฏิบัติภารกิจแค่ไหน ตนยืนยันว่ามีอำนาจเต็ม ตนไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการทหาร แต่ท่านเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก เป็นเสนาธิการทหารบก เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) และตนทำงานกับท่านอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เราจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านโควิด-19 ท่านก็เป็นเลขาธิการศูนย์ เราทำงานกันมามีความสัมพันธ์ที่ดี มีความเข้าใจในการทำงาน ยอมรับซึ่งกันและกัน

“ถือว่าการกำกับดูแลกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของผม มีความจำเป็นต้องได้ พล.อ.ณัฐพล มาดูแลงานด้านนี้”

เมื่อถามว่านอกจากเรื่องอำนาจเต็ม ยังมีเรื่องอะไรที่จะขอเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ตนขอให้ชีวิตของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ มีความเป็นปกติสุข มีสันติภาพ มีภราดรภาพ มีวิถีชีวิตที่สามารถทำมาค้าขายซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้รายได้ขาดหาย เนื่องจากความไม่เข้าใจหรือปัญหาที่พวกเขาไม่ได้ก่อ นี่คือเป้าหมายของตน

ส่วนที่มีข้อเรียกร้องในการยกเลิก MOU 2543-2544 ว่าเราเสนอไปแล้วจะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งเป็นการดำเนินงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ อย่างน้อยวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน 2568) ที่ พล.อ.ณัฐพล จะไปประชุม GBC ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อนจะประชุมใช้เวลา 35-40 วัน และที่ผ่านมาไปประชุมในฐานะ รมช.กลาโหม แต่ในวันพรุ่งนี้คู่เจรจาของไทยคือประเทศกัมพูชา จะต้องเจรจากับ พล.อ.ณัฐพล ในฐานะว่าที่ รมว.กลาโหม เพื่อให้ฝ่ายกัมพูชารู้ว่าผู้ที่ไปเจรจาคือ รมว.กลาโหม ในรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทิน เผยว่า การลงพื้นที่ของตนนั้น ทำในหน้าที่ สส.อยู่แล้ว เช่นพื้นที่อีสานใต้ ทั้ง จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี สส. ของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในพื้นที่ ตนไม่อยากทำอะไรที่ก้าวล่วงอำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันยังต้องรักษาการอยู่จนกว่ารัฐบาลของตนจะเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ดังนั้นต้องรักษาน้ำใจกัน ซึ่งในเขตพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นเขตที่เหมือนบ้านของพวกตนอยู่แล้ว ดังนั้นการไปดูแลประชาชนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่มีอะไร ส่วนการช่วยเหลือก็มีรัฐบาลรักษาการ ช่วยเหลืออยู่แล้ว

ด้าน พล.อ.ณัฐพล ให้สัมภาษณ์หลังได้รับการยืนยันชัดเจนว่าได้รับตำแหน่ง รมว.กลาโหม โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ามีความลำบากใจในการทำงานด้านการทหารขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ว่า ขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องเก่า เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน) ไปประชุม ตนต้องเดินทางไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เลขาฯ ติดต่อมาหาตน ให้เข้ามาพูดคุยกัน ตนจึงถือโอกาสดีที่จะได้เข้ามารับทราบนโยบาย เพื่อไปใช้ประกอบในการประชุมในวันพรุ่งนี้

พล.อ.ณัฐพล ยอมรับด้วยว่า หลังจากได้มีการพูดคุยก็มีความมั่นใจ หลังได้ทราบนโยบายที่ชัดเจน โดยหลักๆ เน้นย้ำเรื่องของอธิปไตย การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และประชาชนปลอดภัย ก่อนที่ตนจะได้เสนอโรดแมปที่ได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นด้วยแต่ได้ทลายข้อจำกัด เพราะรัฐบาลมีเวลาจำกัด จึงต้องดำเนินการเรื่องแก้ปัญหาประชาชนให้เร็วที่สุด

ส่วนโรดแมปที่ดำเนินการอยู่จะสามารถดำเนินการต่อให้พลิกสถานการณ์ให้ได้ภายใน 4 เดือนหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ต้องทำให้เต็มขีดความสามารถ แต่เราไม่สามารถจะรับปากได้ว่าเมื่อไหร่ แต่เมื่อรับทราบนโยบายในวันนี้แล้วก็รับปากว่าจะทำให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังการให้สัมภาษณ์ นายอนุทิน พา พล.อ.ณัฐพล ร่วมดื่มกาแฟที่ร้านจาริสต้า ร้านกาแฟของ นางธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสของนายอนุทิน โดยเครื่องดื่มในวันนี้ นายอนุทิน สั่งกาแฟอเมริกาโน่ร้อน ส่วน พล.อ.ณัฐพล ดื่มน้ำส้มยูสุโซดา ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีการเสิร์ฟเค้กส้มเหมือนกับครั้งที่พารัฐมนตรีหลายท่านมาเปิดตัว แต่วันนี้เมนูดังกล่าวหมดจึงเสิร์ฟเป็นเค้กกาหยู เมนูขนมของ จ.ระนอง ให้กับนายอนุทิน และเสิร์ฟเค้กแครอทให้กับ พล.อ.ณัฐพล

ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก: อนุทินเลือก บิ๊กเล็ก นั่ง รมว.กลาโหม

การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เลือก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าจับตามอง ด้วยวลีที่ว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสานต่องานที่ค้างคาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ทำไมถึงต้อง “ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก”?

การที่นายอนุทิน เลือก พล.อ.ณัฐพล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมด้าน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต่อเนื่องของนโยบายและความเข้าใจในสถานการณ์ การเปลี่ยนตัวบุคคลอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การที่อนุทินเน้นย้ำว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก นั้นแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานและต้องการคนที่เข้าใจสถานการณ์ในอดีตเป็นอย่างดี การเลือกคนที่คุ้นเคยกับงานและมีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การแต่งตั้ง พล.อ.ณัฐพล เป็น รมว.กลาโหมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานต่อนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่อนุทินยืนยันว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ที่มา – ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก “อนุทิน” เปิดตัว “บิ๊กเล็ก” ขยับจาก รมช. นั่ง รมว.กลาโหม

บิ๊กเล็กย้ำ! ความจริงสู้เฟกนิวส์ทหารเขมรวางระเบิด

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ย้ำความจริงสู้เฟกนิวส์ พร้อมส่งคลิปทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ โดยเน้นกำลังอาเซียนกู้ทุ่นระเบิด จีนและสหรัฐฯ ขอเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ยืนยันกัมพูชาคุม ARMAC ไม่มีปัญหา

บิ๊กเล็กย้ำ! ความจริงสู้เฟกนิวส์ทหารเขมรวางระเบิด

จากกรณีที่กองทัพเรือพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชา ซึ่งมีหลักฐานเป็นวิดีโอการลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า รัฐบาลได้เผยแพร่ให้สังคมโลกรับทราบถึงพฤติกรรมยั่วยุและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของกำลังพลหน้างานในพื้นที่ แม้รัฐบาลไทยจะแสดงความจริงใจด้วยการหยุดยิงก็ตาม หากกัมพูชามีความจริงใจ ทหารก็ควรมีวินัย ตอนนี้ขอมองเช่นนั้นก่อน แต่หากพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจก็ต้องว่ากันอีกที คณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวาที่ควบคุมเรื่องทุ่นระเบิดก็จะมีการประชุมในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. โดยมีผู้แทนถาวรจากกระทรวงการต่างประเทศคอยติดตามอยู่ นอกจากนี้ จะมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ครั้งหน้า

พลเอกณัฐพลกล่าวอีกว่า กลไก GBC และ ศบ.ทก. มีนโยบายคือการใช้กลไกของศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม หรือ ARMAC ในการจัดการ โดยประเทศอื่นถ้าจะมาก็ขอให้เป็นการบริจาค หรือสนับสนุนเครื่องมือเท่านั้น จะไม่เอากำลังจากนอกภูมิภาคอาเซียนมา และจะเน้นในเรื่องทวิภาคีเป็นหลัก หากเป็นพหุภาคีอื่นๆ ก็ขอให้อยู่ในประเทศอาเซียน เพื่อแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าอาเซียนดูแลกันเองได้

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะเข้ามาร่วมช่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ยืนยันว่าจีนและสหรัฐฯ ขอเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ หลักของตนเองคือขอแก้ปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีเป็นลำดับแรก และขอให้ประเทศอื่นเป็นผู้สังเกตการณ์อย่างเดียว ฝ่ายความมั่นคงของไทยยึดนโยบายสมดุลมาโดยตลอด เพราะการยอมรับให้ประเทศหนึ่งเข้ามาก็จะนำไปสู่ความยุ่งเหยิง

ความจริงสู้เฟกนิวส์: หลักการที่ยั่งยืน

กรณีที่กัมพูชาอ้างว่า คลิปวางระเบิดทุ่นระเบิดที่ออกมาเป็นการจัดฉากของฝ่ายไทย พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ตราบใดที่ยึดมั่นในข้อเท็จจริง เครดิตจะเป็นสิ่งที่สังคมเชื่อถือ การใช้ความจริงสู้กับเฟกนิวส์ จะทำให้ได้รับความเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ หรือระดับบุคคล หลักของ ศบ.ทก. คือ การยึดถือความจริงไปสู้กับเฟกนิวส์ ตามที่สื่อได้เห็น “Peace comes from Truth” หรือ สันติสุขมาจากความจริง หลักฐานคลิปวิดีโอดังกล่าวจะถูกส่งไปให้กับประเทศที่สนับสนุนงบประมาณประเทศกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย เพื่อให้แต่ละประเทศพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าเรื่องของศูนย์อาเซียน เพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม หรือ ARMAC ที่มีประธานเป็นชาวกัมพูชา จะไม่มีปัญหาเรื่องความร่วมมือ เพราะยังมีอีก 9-10 ประเทศสมาชิกเป็นชาติอื่น การสู้ด้วยความจริง ด้วยกฎหมาย และด้วยความถูกต้องอาจจะยาก แต่ยั่งยืน

สำหรับเรื่องผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT และผู้สังเกตการณ์อาเซียน AOT พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า IOT ใช้กลไกภายในประเทศ และจากอาเซียน หากจะขอคนมาเพิ่ม ต้องดึงเจ้าหน้าที่ในสถานทูตมาช่วยได้ แต่เอาคนเพิ่มมายังไม่ได้ ส่วน AOT จะเริ่มมีคนจากประเทศนั้น ๆ เข้ามาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีกฎหมายแต่ละประเทศเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเทศไทยหากใช้ AOT กระทรวงการต่างประเทศกำลังศึกษาอยู่ ย้ำว่า ไทยโปร่งใส ตรวจสอบได้ ยอมรับ IOT แต่ IOT ขอกรอบแค่นี้ นี่คือจุดยืนของไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การยึดมั่นใน ความจริงสู้เฟกนิวส์ และการแก้ไขปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีและความร่วมมือในกรอบอาเซียนเป็นสิ่งสำคัญ การที่ บิ๊กเล็กย้ำ ความจริงสู้เฟกนิวส์ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส

การที่ พล.อ.ณัฐพล ย้ำความจริงสู้เฟกนิวส์ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและความร่วมมือระหว่างประเทศ ความโปร่งใสในการดำเนินการต่างๆ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ย้ำความจริงสู้เฟกนิวส์ ส่งคลิปทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติแล้ว

Scroll to top