ปราสาทตาเมือนธม

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ โดยล่าสุดได้มีรายงานว่าใน พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุบานปลายและรักษาอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ว่า กำลังพลที่ประจำการ ณ ฐานปฏิบัติการในพื้นที่ ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนดังกล่าวในเวลาประมาณ 07.30 น. ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ตั้งอยู่ระหว่างปราสาทตาควายและปราสาทคนา

รายละเอียดสถานการณ์เมื่อ พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยตรวจพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในระยะห่างจากฐานปฏิบัติการเพียง 500 เมตร ทางหน่วยจึงได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีการยิงเตือนกลับไปจำนวน 5 นัด เพื่อแสดงถึงการควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าวพบว่าฝ่ายกัมพูชาไม่มีการตอบโต้ใดๆ กลับมา ทั้งนี้สรุปเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้:

  • กำลังพลฝ่ายไทยทุกนายปลอดภัยและอยู่ในที่ตั้ง
  • มีการยิงเตือนตามมาตรการป้องกันตนเอง 5 นัด
  • สถานการณ์โดยรวมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ฝ่ายความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่ระบุว่า พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง นั้นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้กองกำลังชายแดนได้ยืนยันว่าทางหน่วยยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การติดตามแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ เหตุการณ์นี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือกับเหตุเฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที เพื่อนๆ สามารถเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่คอยดูแลความปลอดภัยให้เราทุกคนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและติดตามข่าวสารทางการจากหน่วยงานของรัฐเพื่อป้องกันความสับสนครับ

ที่มา – พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

โฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน ช่องบก-ตาเมือนธม

ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดอยู่เสมอ ล่าสุดมีเหตุการณ์โฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม” ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดจากคำชี้แจงของโฆษกกองทัพบก เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

โฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม” คาดวินัยทหารกัมพูชาหลวม

วันที่ 23 มีนาคม 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุโฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม” โดยระบุว่า เสียงปืนดังขึ้นเวลา 15.48 น. บริเวณสามเหลี่ยมมรกต ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี และแนวรั้งปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาตั้งฐานใกล้แนวรั้วปราสาทไทย

จากรายงานเบื้องต้น โฆษกกองทัพบกมองว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเป็นการจงใจสร้างความเสียหายให้ฝั่งไทย แต่เกิดจากการรักษาวินัยที่หลวมของทหารกัมพูชา ที่มักมีเสียงปืนหรือระเบิดดังเป็นระยะๆ ในอดีต หน่วยงานในพื้นที่ได้ประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง หากมีความเสี่ยงสูงจะเพิ่มมาตรการเตือนทันที แม้ยังไม่ยืนยันฝั่งที่ยิงชัดเจน แต่สถิติส่วนใหญ่มาจากกัมพูชา

รายละเอียดเหตุการณ์เสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม”

พื้นที่ช่องบกและตาเมือนธมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มักมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สามเหลี่ยมมรกตที่ช่องบกเป็นบริเวณที่ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมาก ขณะที่ปราสาทตาเมือนธมเป็นแหล่งโบราณสถานที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ์ ทำให้การเฝ้าระวังต้องเข้มงวดตลอดเวลา

โฆษก ทบ. ย้ำว่ากองทัพไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ โดยมีการสื่อสารกับฝั่งกัมพูชาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่

ไม่มีแผนเปิดด่านคลองลึก และประเด็นน้ำมัน-ก๊าซ LPG

นอกจากประเด็นเสียงปืนแล้ว ยังมีกระแสข่าวการเปิดด่านพรมแดนคลองลึก จังหวัดสระแก้ว ซึ่งโฆษก ทบ. ชี้แจงชัดเจนว่ายังไม่มีแผนใดๆ และไม่เคยมีการพูดถึงมานานแล้ว สำหรับข่าวกัมพูชาระงับจำหน่ายก๊าซ LPG ชั่วคราว ไทยยังไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่ยืนยันว่าไทยไม่ได้ส่งออกน้ำมันไปกัมพูชาโดยตรง

ส่วนความกังวลเรื่องน้ำมันส่งออกไปลาวแล้วเลื่อยต่อไปกัมพูชา กองทัพยืนยันมีมาตรการควบคุมที่รัดกุม ป้องกันการรั่วไหลได้ดี ในส่วนก๊าซ LPG อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง

  • มาตรการที่กองทัพบกใช้รับมือ:
  • ประสานงานชายแดนทุกวัน
  • เตือนเข้มหากเสี่ยงสูง
  • ตรวจสอบการค้าชายแดนน้ำมัน-ก๊าซ
  • เฝ้าระวังพื้นที่敏感อย่างช่องบกและตาเมือนธม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตทหารและการรักษาวินัยทหารทั้งสองฝ่าย หากวินัยหลวมตัวอาจนำไปสู่เหตุไม่คาดฝันได้ การที่โฆษก ทบ. ออกมาแจงอย่างโปร่งใสช่วยลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้มาก

จากมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความมั่นคงชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างแท้จริง หากทั้งไทยและกัมพูชารักษาวินัยทหารให้ดี จะช่วยเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาคได้ ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกฝ่ายรับผิดชอบ สายสัมพันธ์เพื่อนบ้านจะยั่งยืนแค่ไหน

CTA: คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริงกันนะครับ ติดตามข่าวชายแดนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – โฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม” คาดวินัยทหารกัมพูชาหลวม

พล.อ.บุญสิน สักการะปราสาทตาเมือน-คนา พระประธานปลอดภัย

ในวันที่ 31 มกราคม 2569 พล.อ.บุญสิน สักการะปราสาทตาเมือน-คนา อย่างเป็นทางการ โดยเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธรูปสำคัญตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความเป็นสิริมงคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้กำลังใจแก่ทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก

พล.อ.บุญสิน สักการะปราสาทตาเมือน-คนา

คุณรู้ไหมว่าปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด และปราสาทคนา เป็นโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์สมัยอาณาจักรเขมรที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์ สถานที่เหล่านี้ไม่ใช่แค่ซากปรักหักพัง แต่เป็นจุดยึดเหนี่ยวจิตใจของทหารไทยมานาน พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ได้อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ไปประดิษฐานไว้ที่นี่ เพื่อปกป้องกำลังพลและเสริมขวัญกำลังใจ

พล.อ.บุญสิน สักการะปราสาทตาเมือน-คนา

ตลอดการเดินทาง พล.อ.บุญสินได้กราบไหว้พระพุทธรูปที่ตนเองเคยนำมาประดิษฐฐาน เช่น “สมเด็จพระพุทธมหาจักรพรรดิ” หรือที่รู้จักกันในนามหลวงพ่อใหญ่โชคดี และพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ สิ่งเหล่านี้ถูกนำไปไว้ที่ฐานทหารสำคัญอย่างภูมะเขือ ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทคนา เพื่อให้ทหารมีที่พึ่งทางใจในการพิทักษ์อธิปไตย

นอกจากสักการะแล้ว พล.อ.บุญสินยังมอบวัตถุมงคล สิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับกำลังพลแนวหน้า เป็นการแสดงถึงความห่วงใยจากผู้นำรุ่นพี่ที่เคยผ่านสมรภูมิมาหลายครั้ง การกระทำนี้ช่วยย้ำถึงความสามัคคีในกองทัพไทย

ช่วงปะทะ พระประธานไม่เสียหาย

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดที่พล.อ.บุญสินเผยคือ ในช่วงเหตุปะทะรุนแรงระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อหลายปีก่อน กระสุนและระเบิดจากฝั่งตรงข้ามตกกระจายในฐานทหารหลายจุด แต่พระพุทธรูปประธานที่ประดิษฐานไว้กลับไม่เสียหายแม้แต่น้อย! แม้กระสุนจะร่อนลงใกล้ๆ แต่พระพุทธรูปยังคงสงบนิ่ง ถือเป็นปาฏิหาริย์ที่สร้างศรัทธาให้กับทุกคน

  • พระสมเด็จพระพุทธมหาจักรพรรดิ (หลวงพ่อใหญ่โชคดี) – ประดิษฐานปราสาตตาเมือนธม
  • พระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ – ที่ปราสาทคนาและฐานอื่นๆ
  • พระพุทธรูปอื่นๆ ที่อัญเชิญถวายตามแนวชายแดนอีสานใต้

การอัญเชิญพระพุทธรูปครั้งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเดินสายถวายพระประธาน เพื่อปัดเป่าอุปสรรคและเสริมสิริมงคลให้กับทหารที่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูง ปัจจุบัน แม้สถานการณ์จะสงบลง แต่สถานที่เหล่านี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และความเข้มแข็งของไทย

ความสำคัญของปราสาทตาเมือน-คนาต่อชายแดนไทย

ปราสาทตาเมือนธมและตาเมือนโต๊ดเป็นปราการธรรมชาติที่สวยงาม มีอายุกว่า 1,000 ปี ส่วนปราสาทคนาเองก็เต็มไปด้วยเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวและผู้ศรัทธามักมาสักการะเพื่อขอพรด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในบริบทชายแดนที่อ่อนไหว พล.อ.บุญสิน สักการะปราสาทตาเมือน-คนา ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการย้ำเตือนถึงมรดกทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณไทย

จากประสบการณ์ของพล.อ.บุญสิน การมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองช่วยให้ทหารมีสมาธิและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวนหรือรักษาการณ์ หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ บรรยากาศในค่ายทหารคงตึงเครียดกว่านี้มาก

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นว่าศรัทธาและความเชื่อสามารถเป็นอาวุธลับที่ทรงพลังในการปกป้องแผ่นดินได้ หากคุณเป็นคนสุรินทร์หรือสนใจประวัติศาสตร์ชายแดน ลองแวะไปสักการะดูสักครั้ง คุณอาจได้รับพลังบวกกลับมาไม่แพ้ทหารแนวหน้าเลยทีเดียว! แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – พล.อ.บุญสิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปราสาทตาเมือน – คนา เผยช่วงปะทะ พระประธานไม่เสียหาย

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย: ดุเดือด!

สรุปสถานการณ์การปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาในพื้นที่ สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผลการปฏิบัติการในช่วงวันที่ 8-13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีการเข้ายึดพื้นที่สำคัญหลายแห่งและทำลายฐานทหารของฝ่ายตรงข้ามไปถึง 48 แห่ง สถานการณ์ใน สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย นั้นดุเดือดเป็นอย่างมาก ฝ่ายไทยสามารถควบคุมเกมการรบและยิงตอบโต้ได้อย่างต่อเนื่อง

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย

รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ดังนี้:

  • ช่องสายตะกู: มีการรบปะทะประปราย
  • พื้นที่ตาเมือนธม: มีการปะทะด้วยอาวุธเล็งตรงและปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่ช่องกร่าง: พบว่ามีการรบปะทะประปราย
  • พื้นที่ตาควาย: มีการรบปะทะกันอย่างหนัก ทั้งอาวุธเล็งตรงและอาวุธวิถีโค้ง มีการใช้โดรนโจมตีจากทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ปราสาทคณาและโดยรอบ: ไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่และทำลายบันไดส่วนหัวได้เรียบร้อย การสู้รบยังคงมีต่อเนื่อง
  • ช่องจอม/ช่องเปรอ/ช่องระยี: ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการสถาปนาที่มั่นเพื่อป้องกันการตีโต้ตอบ
  • ช่องสะงำ: เป็นพื้นที่ที่ยังคงมีการเฝ้าระวัง และยังไม่มีการปะทะ
  • ภูมะเขือ/ช่องโดนเอาว์/พลาญยาว/พลาญหินแปดก้อน: ยังคงมีการยิงจรวด BM-21 เข้ามาในพื้นที่อยู่เป็นระยะ
  • พื้นที่ซำแต: ทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการสถาปนาพื้นที่เพื่อป้องกันการตีโต้ตอบจากกัมพูชา
  • พื้นที่ช่องอานม้า เนิน 677: ทหารไทยสามารถควบคุมได้แล้ว และอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง
  • พื้นที่ช่องบก: ยังมีการยิงปะทะกันประปราย ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้อยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ ทางฝ่ายไทยยังสามารถทำลายที่ตั้งทางการทหาร คลังน้ำมัน/คลังกระสุน ที่ตั้งยิงปืนใหญ่และปืน ค. และฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ รวม 48 แห่ง

สรุปผลการปฏิบัติการในสมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย

สรุปผลการปฏิบัติการต่อข้าศึกระหว่างวันที่ 8-13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยสามารถทำลาย:

  1. ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 181 นาย
  2. รถถัง 10 คัน
  3. โดรน 64 ลำ
  4. BM-21 จำนวน 1 คัน
  5. เสาแอนตี้โดรน 4 ต้น
  6. ปืนต่อสู้อากาศยาน (ปตอ.) 4 กระบอก
  7. ระบบควบคุมแอนตี้โดรน 1 ชุด
  8. รถบรรทุก 6 คัน
  9. เสาสัญญาณ 1 ต้น
  10. ปืนใหญ่ 1 กระบอก
  11. ปืนครก (ค.) 6 กระบอก

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การป้องกันชายแดนและการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมทางทหารและการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

ที่มา – สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ดุเดือด ทภ.2 โจมตีฐานที่ตั้งทหารกัมพูชา ดับ 181 นาย

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

กองกำลังบูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้เรียบร้อยแล้ว เตรียมวางแนวลวดหนามตามแผนต่อไป 

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 โพสต์ข้อความระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รายงานความคืบหน้า เมื่อเวลา 17.00 น. กกล.บูรพา โดย ฉก.12 สามารถยึดควบคุมที่หมาย บ.ไปรจัน ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วได้เรียบร้อย และเตรียมวางแนวลวดหนาม ตามแผนฯ ต่อไป 8 ธันวาคม 2568

การยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของกองกำลังบูรพา ในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดี พยายามที่จะก่อเหตุต่างๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วน และทำลายความสงบสุขของประชาชน กองกำลังบูรพา จึงยังคงตรึงกำลัง และปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น

นอกจากภารกิจในการรักษาความมั่นคงแล้ว กองกำลังบูรพา ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า โดยได้ส่งกำลังพล และยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การทำงานของกองกำลังบูรพา เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และกองทัพบก ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความมั่นคง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กันไป เพื่อให้ประเทศไทยมีความสงบสุข มั่นคง และเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

การเข้ายึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองกำลังบูรพาในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยึด”บ้านไปรจัน”

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการยึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน”:

  • ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568
  • หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ของกองกำลังบูรพา เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปฏิบัติการ
  • การยึดพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
  • ขณะนี้กองกำลังบูรพา กำลังดำเนินการวางแนวลวดหนามตามแผนที่วางไว้

การรักษาความปลอดภัยและการลาดตระเวนในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด

การยึด “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาความสงบ แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศอีกด้วย กองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังบูรพา และความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ที่มา – กกล.บูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้แล้ว

กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง โดยมีรายงานการได้ยินเสียง “BM-21” ตกในหลายพื้นที่ ทั้งในอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว และบริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 15.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพาได้ปะทะกับทหารกัมพูชา บริเวณถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงและตึงเครียดมาตั้งแต่ช่วงเช้า

เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เปิดเผยว่า หลังจากตรวจพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติบริเวณชายแดน หน่วยลาดตระเวนของกองกำลังบูรพาได้ออกตรวจการณ์ และเกิดการยิงปะทะกับกำลังทหารกัมพูชา เสียงปืนทั้งจากปืนเล็กยาวและอาวุธหนักดังสนั่นต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่โดยรอบกลับเข้าสู่ภาวะไม่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ยินเสียงปืนอย่างชัดเจน บางรายรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากการยิงอาวุธหนักที่ดังเป็นระยะ กระสุน ค. จากฝั่งกัมพูชาตกใกล้จุดตรวจที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ ทำให้ทุกหน่วยต้องประกาศเตือนภัยฉุกเฉินทันที และแจ้งให้ชาวบ้านที่ยังอยู่ในพื้นที่ลงหลุมหลบภัยอย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกันและระบุว่า ระยะยิงและความรุนแรงของการปะทะครั้งนี้อยู่ในระดับที่ทำให้บังเกอร์ไม่สามารถป้องกันได้ หากยังมีการยิงอาวุธหนักอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดอันตรายต่อชาวบ้านได้ ด้วยเหตุนี้ จังหวัดสระแก้วจึงมีคำสั่งด่วนที่สุดให้อพยพชาวบ้านในทุกหมู่บ้านแนวชายแดนออกจากพื้นที่ทั้งหมดทันที

พื้นที่ที่ถูกสั่งให้อพยพครอบคลุมบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และแนวชายแดนใกล้เคียงทั้งหมด มีการจัดรถเพื่อพาชาวบ้านไปยังศูนย์พักพิงที่จังหวัดได้เตรียมไว้ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อส. และหน่วยกู้ภัยได้ร่วมกันเปิดเส้นทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ถนนภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยรถกระบะและรถที่ใช้ในการอพยพที่เร่งออกจากพื้นที่ บางครอบครัวเก็บของได้เพียงเสื้อผ้าและเอกสารสำคัญ ก่อนออกจากบ้านท่ามกลางเสียงปืนที่ยังดังเป็นระยะ ชาวบ้านส่วนใหญ่แสดงความวิตกกังวลและหวาดกลัว เนื่องจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงถึงขนาดนี้มานานหลายปี

กองกำลังบูรพาได้เสริมกำลังเพิ่มเติมในแนวปะทะ พร้อมจัดตั้งฐานยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ฝ่ายปกครองยังคงประสานงานกับศูนย์ความมั่นคงระดับจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าสถานการณ์ตึงเครียดนี้อาจยังไม่ยุติลงในเร็วๆ นี้

โดยมีรายงานว่าตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 16.20 น. กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงสนับสนุนใส่ไทยต่อเนื่อง ดังนี้

  • เวลา 16:20 น. มีรายงานว่า กัมพูชาใช้ BM-21 ตกในพื้นที่ตาพระยา กระสุนขนาดใหญ่ตกใส่หมู่บ้าน 2 ลูก และยังมีเสียงปืนเล็กเป็นระยะ
  • เวลา 16.49 น. มีรายงานว่า ได้ยินเสียง BM-21 ที่ภูมิซรอล จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 20 ลูก
  • เวลา 16.49 น. ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า ทหารกัมพูชายิง BM-21 ถล่มช่องอานม้า

กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง BM-21

สถานการณ์ล่าสุด: กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง

จากรายงานล่าสุด กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง สร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายในพื้นที่ชายแดน การที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่องโดยใช้อาวุธหนักอย่าง BM-21 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นที่ต้องมีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงตึงเครียดนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัย แต่ก็สร้างความยากลำบากและความกังวลให้กับชาวบ้านที่ต้องทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สิน

รัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อหาทางออกอย่างสันติและยุติการใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ ควรให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจ

การที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

เหตุการณ์กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีกลไกการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่มีประสิทธิภาพ และความจำเป็นในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ในสถานการณ์ที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการหาทางออกอย่างสันติเพื่อยุติความขัดแย้ง

ที่มา – กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนัก ยิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง “BM-21” ตกหลายพื้นที่

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สน BHQ ประชิดชายแดน

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน! ยืนยันเตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุด ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาส่งหน่วยรบพิเศษ BHQ ประชิดชายแดนตราดว่า เป็นเรื่องปกติทางการทหาร และไม่ได้สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานแต่อย่างใด

จากกรณีที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เดินทางไปยังบ้านทมอดา ประเทศกัมพูชา และมีรายงานเสียงคล้ายปืนดังขึ้น น.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายกัมพูชา โดยเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงประทัดเท่านั้น และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ AOT ว่าอาจมีการแอบอ้างหรือมีการแต่งกายเลียนแบบเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน

ต่อข้อซักถามถึงกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังหน่วยรบพิเศษ BHQ ของกัมพูชามายังชายแดนตราด น.อ.ธรรมนูญ ตอบว่า เป็นเรื่องปกติในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมทางทหาร อย่างไรก็ตาม ฉก.นย.ตราด ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์

“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น” น.อ.ธรรมนูญ กล่าวอย่างหนักแน่น “ฉก.นย.ตราด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ น.อ.ธรรมนูญ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ปกครองทหารเกณฑ์สอบถามถึงการส่งบุตรชายที่เพิ่งฝึกได้ 2 เดือนไปปฏิบัติงานที่ชายแดนว่า ทหารที่ผ่านการฝึกเบื้องต้นสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนได้ แต่จะอยู่ในส่วนสนับสนุน ไม่ได้ประจำการในแนวหน้า และการมอบหมายงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนของ ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของหน่วยงานในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียด แต่การมีสติและความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ

  • การเตรียมความพร้อมทางด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์
  • การเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน และยืนยันความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนอาจมีความไม่แน่นอน แต่ด้วยความพร้อมและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของชาติไว้ได้

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน ยันเตรียมการพร้อมรับมือขั้นสุด

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

Scroll to top