ปลัดกระทรวงมหาดไทย

ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ชายแดนสกัดสินค้าผิดกฎหมาย

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด ซึ่งเป็นมาตรการเข้มข้นจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อปกป้องความมั่นคงชายแดนไทยให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายที่ลักลอบข้ามแดน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในช่วงนี้ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการด่วนเพื่อรับมือ

ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 31 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดน โดยอ้างอิงนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด สแกมเมอร์ หรือการลักลอบขนส่งสินค้า

ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เช่น สินค้าปลอม ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงยาเสพติดทุกประเภท ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ความมั่นคง และสุขภาพประชาชน หากปล่อยไว้จะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีมหาศาล และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเติบโต ปลัดมหาดไทยจึงเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดบูรณาการกำลังทุกฝ่าย เพื่อสกัดกั้นอย่างเด็ดขาด

รายชื่อ 31 จังหวัดชายแดนที่ได้รับคำสั่งด่วน

จังหวัดเหล่านี้ครอบคลุมชายแดนทั้ง北部 東部 ตะวันตก และใต้ ได้แก่:

  • เชียงราย
  • เชียงใหม่
  • ตาก
  • กาญจนบุรี
  • ราชบุรี
  • แม่ฮ่องสอน
  • เพชรบุรี
  • ประจวบคีรีขันธ์
  • ชุมพร
  • ระนอง
  • พะเยา
  • น่าน
  • อุตรดิตถ์
  • พิษณุโลก
  • เลย
  • หนองคาย
  • บึงกาฬ
  • นครพนม
  • มุกดาหาร
  • อำนาจเจริญ
  • อุบลราชธานี
  • ศรีสะเกษ
  • บุรีรัมย์
  • สุรินทร์
  • สระแก้ว
  • จันทบุรี
  • ตราด
  • สตูล
  • สงขลา
  • ยะลา
  • นราธิวาส

4 มาตรการเข้มงวดที่ปลัด มท. สั่งการ

เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ ปลัดมหาดไทยกำหนด 4 มาตรการหลัก ดังนี้:

  1. เพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราและเฝ้าระวัง: จัดชุดลาดตระเวนร่วมระหว่างฝ่ายปกครองและหน่วยความมั่นคง โดยเฉพาะจุดเสี่ยง ช่องทางธรรมชาติ มอบหมายนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สอดส่องและแจ้งเบาะแส เพื่อป้องกันการลักลอบตั้งแต่ต้นทาง มาตรการนี้จะช่วยลดช่องโหว่และเพิ่มการตรวจจับได้ทันท่วงที
  2. ดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด: หากพบการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมายหรือยาเสพติด ให้ตรวจสอบแหล่งที่มา การเคลื่อนย้าย และครอบครองอย่างละเอียด แล้วลงโทษตามกฎหมายเต็มขั้น ไม่มีละเว้น เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง
  3. สร้างการรับรู้และมีส่วนร่วมของประชาชน: จัดรณรงค์ให้ชาวชายแดนตระหนักถึงกฎหมายและผลกระทบ เช่น สินค้าผิดกฎหมายทำลายอุตสาหกรรมในประเทศ ส่งเสริมแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้ทุกคนเป็นหูเป็นตา
  4. ติดตามวิเคราะห์และรายงานสถานการณ์: ผู้ว่าฯ ต้องรายงานกระทรวงทันทีเมื่อพบปัญหา เพื่อประเมินและปรับมาตรการให้เหมาะสม

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงสกัดกั้นภัยทันที แต่ยังสร้างระบบเฝ้าระวังระยะยาว ทำให้ชายแดนไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาล หากบูรณาการดี จะช่วยลดอาชญากรรมชายแดนได้มาก

สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ชายแดนหรือสนใจเรื่องนี้ ลองช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งโดยแจ้งเบาะาสู่เจ้าหน้าที่ สามารถโทรสายด่วน 191 หรือ 1155 เพื่อรายงานข้อมูล ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อรู้เท่าทันสถานการณ์ คุณคิดว่ามาตรการนี้จะได้ผลแค่ไหน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด

มหาดไทย เตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่วประเทศ

มหาดไทย เตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่วประเทศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นพระองค์ที่ทรงเป็น "พระแม่แห่งแผ่นดิน" ที่ปวงชนชาวไทยต่างจงรักภักดี

มหาดไทย เตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่วประเทศ

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่ว 76 จังหวัดในส่วนภูมิภาค โดยยึดตามมติที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

การจัดพิธีนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนทุกหมู่เหล่าจะได้ร่วมแสดงพระราชอิสริยยศและถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน ซึ่งมหาดไทยได้วางแผนอย่างรอบคอบเพื่อรองรับประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศ

รายละเอียดการจัดทำและถวายดอกไม้จันทน์

จังหวัดและอำเภอทั่วประเทศจะเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจิตอาสา ร่วมกันจัดทำดอกไม้จันทน์ โดยแต่ละจังหวัดจะส่งดอกไม้จันทน์ตัวแทน 1 ช่อ มายังกรุงเทพมหานคร เพื่อเชิญถวายที่หอเปลื้อง พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง

ในวันดังกล่าว จะมีการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์พร้อมกันทั่วประเทศ แบ่งเป็น 2 รอบเวลา:

  • รอบที่ 1: เวลา 09.00 น.
  • รอบที่ 2: เวลา 17.30 – 22.00 น.

ณ สถานที่ตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ โดยอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัดและอำเภอพระนครศรีอยุธยาจะจัดร่วมกับจังหวัด ส่วนอำเภออื่นๆ จัดตามสถานที่ที่กำหนด

กิจกรรมประกอบพิธีถวายดอกไม้จันทน์

นอกจากการถวายดอกไม้จันทน์แล้ว จังหวัดและอำเภอยังร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น สถานศึกษา สมาคม ชมรมศิลปวัฒนธรรม จัดแสดงมหรสพสมโภชในวันพิธี เพื่อสร้างบรรยากาศที่งดงามและสมพระเกียรติ

ที่สำคัญ จะมีการจัดนิทรรศการถ่ายทอดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่จังหวัดและอำเภอ ณ สถานที่จัดซุ้ม เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม เพื่อให้ประชาชนได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในด้านต่างๆ เช่น โครงการพระราชดำริเพื่อพัฒนาชนบท การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ล้วนเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวไทยทุกคน การเข้าร่วมพิธีครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการถวายพระเกียรติยศ แต่ยังเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาประเทศต่อไป

มหาดไทย เตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่วประเทศ อย่างครบครัน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านเตรียมตัวและติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อร่วมกันแสดงพลังแห่งความรักและความจงรักภักดี

การเตรียมการครั้งนี้สะท้อนถึงความสามัคคีของชาติไทย ที่พร้อมใจกันรำลึกถึงพระองค์ท่าน หากคุณมีประสบการณ์หรือเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจในพื้นที่ของคุณ สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกไปด้วยกัน

ที่มา – มหาดไทย เตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่วประเทศ

เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องราวน่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยมาอัปเดตกันอีกแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสายมูเต็มตัว ได้แวะกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรุงเทพฯ ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่สำคัญ นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของผู้นำบ้านเมืองในพลังแห่งโชคลาภและความเป็นสิริมงคล

เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่งข่าว แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น 2567) ที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสักการะศาลหลักเมืองอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยศรัทธา เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยก่อนที่จะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินทางไปยังรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายต่อสมาชิกรัฐสภาในเวลา 08.30 น. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของผู้สื่อข่าวที่มารอติดตาม ทำให้กลายเป็นภาพที่ประทับใจหลายคน

อนุทิน สักการะศาลหลักเมือง

นอกจากนายอนุทินแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญร่วมคณะด้วย เช่น พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของคณะทำงานชุดใหม่ ที่พร้อมลุยงานหนักเพื่อประชาชน

ทำไมการเอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ถึงสำคัญ?

ศาลหลักเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมานานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงอัญเชิญหลักเมืองจากอยุธยามาตั้งไว้เพื่อคุ้มครองเมืองหลวง นักการเมืองหลายคนจึงนิยมมากราบไหว้เพื่อขอพรให้การบริหารงานราบรื่น ปราศจากอุปสรรค โดยเฉพาะก่อนวันสำคัญอย่างการแถลงนโยบาย ซึ่งเป็นภารกิจแรกๆ ของรัฐบาลใหม่ การกระทำของนายอนุทินนี้ จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการสร้างกำลังใจและความมั่นใจให้กับทีมงานและประชาชน

นายกฯ สายมู “อนุทิน” กับวัฒนธรรมการเมืองไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองสายมูตัวยง ไม่ว่าจะเป็นการสักการะพระพุทธรูปดังๆ หรือไหว้หลวงพ่อโสธรที่บ้านเกิด จังหวัดฉะเชิงเทรา ล่าสุดคือ เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ก่อนวันแถลงนโยบาย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านแสดงศรัทธาแบบนี้ สายมูในวงการการเมืองไทยมีมานาน เช่น:

  • นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่แวะไหว้ศาลพระพรหมก่อนประชุมครม.
  • การจุดธูปไหว้พระแม่ลักษมีขอพรเรื่องเศรษฐกิจ
  • สักการะท้าวมหาพรหมที่สวนลุม เพื่อความสำเร็จทางการเมือง
  • รวมถึงการสวมเสื้อสีมงคลตามวันเกิด

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนากับการบริหารประเทศ ทำให้การเมืองไทยมีสีสันและใกล้ชิดกับประชาชนที่ศรัทธาในสิ่งเหล่านี้

นโยบายรัฐบาลที่กำลังรอฟัง

หลังจากพิธีสักการะเสร็จ นายกรัฐมนตรีอนุทินและคณะก็มุ่งหน้าไปรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย 20 ด้านหลักๆ ที่คาดว่าจะครอบคลุมเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นไฮไลต์ และการแก้ปัญหายาเสพติดที่นายอนุทินถนัดจากประสบการณ์เก่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

การเอาฤกษ์เอาชัยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมดวงให้ตัวเอง แต่ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมทำงานเต็มที่ หากนโยบายออกมาดีและตรงใจประชาชน ก็น่าจะเอาฤกษ์เอาชัยได้จริงๆ

ในมุมมองของผม การผสมผสานระหว่างศรัทธาและการทำงานจริงคือกุญแจสู่ความสำเร็จ คุณคิดอย่างไรกับ เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ล่ะ? เชื่อในพลังสายมูหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – ​เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ก่อนนำ ครม. แถลงนโยบายรัฐสภา

“อนุทิน” เข้าทำเนียบ ประชุมผู้ว่าฯ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาว

“อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าคันโปรด ซึ่งเป็นวันที่ 3 แล้ว และมีการเปลี่ยนทะเบียนจากป้ายแดงเป็นป้ายขาวเรียบร้อย ก่อนจะเป็นประธานการประชุมสำคัญกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

“อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเรียบร้อย โดยวันนี้เป็นวันที่ 3 ของการใช้รถคันนี้ในการปฏิบัติราชการ ที่น่าสนใจคือ รถไฟฟ้าคันดังกล่าวได้เปลี่ยนจากทะเบียนป้ายแดง ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร เป็นทะเบียนป้ายขาว จต 32 กรุงเทพมหานคร เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานอย่างเป็นทางการในฐานะยานพาหนะของรัฐ

การเปลี่ยนป้ายทะเบียนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะป้ายขาวสำหรับรถของรัฐบาลจะช่วยให้การเคลื่อนไหวสะดวกยิ่งขึ้น และเป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับการใช้งานรถไฟฟ้าในระดับผู้บริหารสูงสุด นายกรัฐมนตรีอนุทิน ถือเป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือก โดยรถไฟฟ้าคันนี้ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

รายละเอียด “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ

หลังจากเข้าทำเนียบฯ แล้ว นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาร่วมด้วย การประชุมครั้งนี้มุ่งติดตามสถานการณ์น้ำมันในแต่ละจังหวัด เพื่อตรวจสอบว่ามีการขาดแคลนหรือไม่ รวมถึงเปรียบเทียบข้อมูลกับส่วนกลาง

ที่สำคัญ ในที่ประชุมมีการกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนตรวจสอบปัญหาการกักตุนน้ำมันและการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด สถานการณ์น้ำมันในขณะนี้กำลังเป็นประเด็นร้อน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ผันผวนและปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน

ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้

การประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ โดยใช้เทคโนโลยีวิดีโอเพื่อเชื่อมโยงทุกจังหวัดเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว นอกจากสถานการณ์น้ำมันแล้ว ยังมีการหารือเรื่องการจัดการทรัพยากรพลังงาน การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และมาตรการป้องกันการเก็งกำไร

  • ติดตามปริมาณน้ำมันคงเหลือในแต่ละจังหวัด
  • ตรวจสอบคลังน้ำมันและสถานีบริการ
  • ปราบปรามการกักตุนและการส่งออกผิดกฎหมาย
  • วางแผนกระจายน้ำมันไปยังพื้นที่ขาดแคลน
  • ส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ยังได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้ปัญหาน้ำมันกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยจะมีมาตรการเร่งด่วนออกมาในเร็วๆ นี้ การใช้รถไฟฟ้าของท่านเองก็เป็นการสื่อสารที่น่าสนใจ ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันและเป็นต้นแบบให้ข้าราชการและประชาชน

รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาว: สัญญาณของนโยบายสีเขียว

การที่รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว ไม่เพียงสะดวกในการใช้งาน แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง ประเทศไทยตั้งเป้าผลิตรถ EV 30% ภายในปี 2030 และนายกฯ อนุทินกำลังนำร่องด้วยตัวเอง สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สร้างงาน และลดมลพิษทางอากาศ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญที่ผสมผสานระหว่างการแก้ปัญหาเร่งด่วนเรื่องน้ำมันและวิสัยทัศน์ระยะยาวด้านพลังงานสะอาด ประชาชนควรติดตามผลการประชุมนี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน

คุณคิดอย่างไรกับการใช้รถไฟฟ้าของนายกฯ และสถานการณ์น้ำมันในพื้นที่ของคุณ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงเพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รถไฟฟ้าเปลี่ยนป้ายขาวแล้ว

ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบบริการประชาชน

ในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน กลายเป็นมาตรการเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยออกมาแจ้งให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ เพื่อช่วยประหยัดพลังงานและลดภาระงบประมาณแผ่นดิน โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนไว้ได้อย่างเต็มที่

ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน

วันที่ 12 มีนาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังกรมต่างๆ รัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้พิจารณาอนุญาตให้ข้าราชการปฏิบัติงานจากที่บ้านหรือ Work From Home (WFH) ตามความเหมาะสม ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 20 กันยายน 2565 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เช่น การออกเอกสาร การรับเรื่องร้องเรียน หรือบริการสาธารณะอื่นๆ

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามมติครม. วันที่ 10 มีนาคม 2567 เรื่องการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อรับมือผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ผันผวนสูง ปลัดมหาดไทยย้ำว่าการ WFH จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารราชการ ลดค่าเดินทาง และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

มาตรการประหยัดพลังงานควบคู่ WFH

นอกจากการพิจารณา WFH แล้ว ยังมีแนวทางอื่นๆ ที่หน่วยงานต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงาน ดังนี้

  • ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส และปิดประตู-หน้าต่างไม่ให้เปิดทิ้งไว้
  • ตรวจสอบปิดเครื่องปรับอากาศ ไฟส่องสว่างหลังเลิกงาน รวมถึงช่วงพักเที่ยง
  • ตั้งคอมพิวเตอร์ให้เข้าสู่โหมดสแตนด์บายเมื่อไม่ใช้งาน
  • ลดการใช้กระดาษ โดย改ใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์
  • งดเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นกรณีจำเป็นสุดๆ ให้ใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน
  • รณรงค์ให้ใช้บันไดแทนลิฟต์

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณ แต่ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านสิ่งแวดล้อม

บทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำกับดูแล

ปลัดมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจในการกำกับติดตามหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมถึงประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อปรับมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละจังหวัด และสร้างการรับรู้ให้เจ้าหน้าที่กับประชาชน "ผมได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการทุกระดับในจังหวัดอย่างใกล้ชิด" ปลัดกล่าว

ประโยชน์ของ WFH สำหรับข้าราชการและประชาชน

การ WFH ไม่เพียงช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน ลดเวลาเดินทาง และช่วยลดการแพร่กระจายโรค โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีสนับสนุนการประชุมออนไลน์ได้เต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต้องวางแผนให้ดี เพื่อให้บริการประชาชนยังคงรวดเร็ว เช่น ตั้งจุดบริการเคลื่อนที่หรือระบบออนไลน์เสริม

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญในการปรับตัวของภาครัฐสู่ digital transformation ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน หากทุกหน่วยงานปฏิบัติจริงจัง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล และเป็นตัวอย่างที่ดีให้เอกชนและประชาชนทั่วไป

คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการ ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน นี้? มีประสบการณ์ WFH ในราชการบ้างไหม แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้กันนะคะ

ที่มา – ปลัด มท. แจ้งกรม-รัฐวิสาหกิจ-ผู้ว่าฯ พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน

ปลัด มท. ปูพรม ครัวชุมชนหาดใหญ่ เยียวยา

ปลัด มท. นำทีมผู้บริหารปูพรม “ครัวกลางชุมชน” 97 จุดทั่วหาดใหญ่ ตามสั่งของนายกฯ ระดม อส. กว่า 4,000 นาย ลุยฟื้นฟูเมือง ย้ำ “ห้ามตกหล่น” การเยียวยา

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย อธิบดีกรมที่ดิน, อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามเร่งรัดมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัย ตามข้อสั่งการเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำให้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรอไม่ได้

ปลัดกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่เน้นการดูแลปัจจัยสี่อย่างเร่งด่วน กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการร่วมกับจังหวัดสงขลาและเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดตั้งจุดบริการอาหารปรุงสุก หรือ ครัวชุมชนหาดใหญ่ กระจายในทุกชุมชนทั่วเขตเทศบาลนครหาดใหญ่รวม 97 จุด เพื่อให้บริการอาหารที่สะอาดและถูกสุขอนามัยแก่ประชาชนที่ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้ แก้ปัญหาการขาดแคลนเสบียงอาหารในครัวเรือน

ในส่วนของการเยียวยา ปลัดกระทรวงมหาดไทยบอกว่า ได้กำชับนายอำเภอทั้ง 16 อำเภอ ให้ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งรัดการบันทึกข้อมูลขอรับเงินเยียวยา ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยยึดมาตรการลดขั้นตอนและเอกสารให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ประสบภัย

นายอรรถษิษฐ์บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่ได้บันทึกข้อมูลการขอรับเงินเยียวยาไปแล้วกว่า 154,884 ครัวเรือน คิดเป็นวงเงิน 1,393.956 ล้านบาท พร้อมสั่งการให้ ปภ. เร่งแก้ไขระบบการบันทึกข้อมูลที่ขัดข้องให้ใช้งานได้สมบูรณ์ทันที และเพื่อเร่งคืนเมืองหาดใหญ่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (บก.อส.) ได้ระดมกำลังสมาชิก อส. จากทั่วประเทศมาสนับสนุนภารกิจเพิ่มอีก 2,000 นาย รวมกำลังพล อส. ทั้งสิ้น 4,012 นาย เข้าปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้านเรือนพี่น้องประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว.

ครัวชุมชนหาดใหญ่: ความช่วยเหลือเร่งด่วนจากภาครัฐ

สถานการณ์อุทกภัยในหาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก การเข้าถึงอาหารและสิ่งของจำเป็นกลายเป็นเรื่องยากลำบาก ครัวชุมชนหาดใหญ่ จึงเป็นโครงการที่เข้ามาช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดยมีจุดประสงค์หลักดังนี้:

  • บรรเทาปัญหาการขาดแคลนอาหาร
  • ให้บริการอาหารที่สะอาดและถูกสุขอนามัย
  • ช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้

โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของภาครัฐต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

การดำเนินงานครัวชุมชนหาดใหญ่เป็นอย่างไร?

การดำเนินงานครัวชุมชนหาดใหญ่ เป็นไปอย่างมีระบบ บูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย จังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ และอาสาสมัครต่างๆ มีการกระจายจุดบริการอาหารไปยังชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างสะดวก

นอกจากนี้ ยังมีการเร่งรัดการเยียวยาผู้ประสบภัย โดยลดขั้นตอนและเอกสารให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด

การระดมกำลัง อส. จากทั่วประเทศมาช่วยเหลือฟื้นฟูเมืองก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้การซ่อมแซมบ้านเรือนและการทำความสะอาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ครัวชุมชนหาดใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกจ่ายอาหาร แต่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจและแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้ถูกทอดทิ้งในยามยากลำบาก การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จและสามารถช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างแท้จริง

โครงการลักษณะนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤต และควรนำไปเป็นแบบอย่างในการรับมือกับภัยพิบัติอื่นๆ ในอนาคต

ที่มา – ปลัด มท. ปูพรม “ครัวชุมชุม” 97 จุดทั่วหาดใหญ่ สั่งเยียวยาห้ามตกหล่น

มท.ย้ำ! ไม่ได้ห้ามกิจกรรมใดๆ ช่วงไว้อาลัย

กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ย้ำแนวทางการจัดกิจกรรมในช่วงไว้อาลัย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยยืนยันว่า “ไม่ได้ห้ามหรือให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ” รวมถึงกิจกรรมตามประเพณีและวันสำคัญต่างๆ ที่เคยปฏิบัติกันมา

มท.ย้ำ! ไม่ได้ห้ามกิจกรรมใดๆ ช่วงไว้อาลัย

ตามที่ได้มีการประกาศเรื่องการจัดกิจกรรมในช่วงไว้อาลัยฯ นั้น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 21.00 น. เพื่อให้ยึดถือมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นย้ำว่า “ไม่ได้ห้ามหรือให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ”

หนังสือสั่งการดังกล่าวระบุให้จังหวัดแจ้งไปยังอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ เพื่อให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน โดยประชาชนสามารถพิจารณาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนและภาคเอกชนในการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับบรรยากาศแห่งความอาลัย

แนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับงานพระบรมศพ

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทยยังได้ลงนามในหนังสืออีกฉบับหนึ่ง เพื่อแจ้งแนวทางปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องกับงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามแนวทางที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
  • ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ แต่งกายไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

สำหรับการประดับพระฉายาลักษณ์นั้น ให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยสามารถดาวน์โหลดไฟล์ภาพพระฉายาลักษณ์ได้ที่เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ และในส่วนของถ้อยคำแสดงความอาลัย สามารถใช้ถ้อยคำตามตัวอย่างของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา และในเรื่องการจัดโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์ ให้ปฏิบัติตามรูปแบบที่กำหนด โดยงดการประดับธงอักษรพระนามาภิไธย ส.ก.

ในส่วนของการจัดกิจกรรมตามประเพณี วันสำคัญ และกิจกรรมต่างๆ นั้น ขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยอาจปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการถวายอาลัย ตัวอย่างเช่น การจัดงานรื่นเริง อาจลดทอนความครึกครื้นลง หรือการจัดกิจกรรมทางศาสนา อาจเน้นการสวดมนต์และการทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

สำหรับภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป รัฐบาลขอความร่วมมือในการลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ส่วนการแต่งกายไว้ทุกข์และระยะเวลา สามารถพิจารณาตามความเหมาะสม โดยในด้านการประดับพระฉายาลักษณ์ การจัดโต๊ะหมู่บูชา และการจัดกิจกรรม สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ และในด้านการออกอากาศรายการของสถานีโทรทัศน์ ให้ยึดแนวทางปฏิบัติของสำนักงาน กสทช.

โดยสรุปแล้ว กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดทราบว่า ไม่ได้ห้ามหรือให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ ในช่วงเวลาแห่งความอาลัยนี้ เพียงแต่ขอความร่วมมือในการปรับรูปแบบให้เหมาะสม และแสดงออกถึงความเคารพและความเสียใจอย่างสมควร เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันแสดงความอาลัยและถวายความจงรักภักดีได้อย่างเหมาะสมและสมพระเกียรติ

ถึงแม้ว่ากิจกรรมต่างๆ จะสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่การแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมไว้อาลัยยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ การปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

ที่มา – มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ย้ำ ไม่ได้ห้ามหรือให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ ช่วงไว้อาลัย

มท.สั่ง 76 จังหวัด ลดธงครึ่งเสา จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ

ทั่วประเทศลดธงครึ่งเสา! กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วน 76 จังหวัด เตรียมจัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง อย่างสมพระเกียรติ พร้อมแจ้งแนวทางการปฏิบัติในช่วงเวลาสำคัญนี้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการลดธงครึ่งเสาในสถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง เป็นเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยได้แจ้งให้ทุกอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน สำหรับประชาชนทั่วไป ขอความร่วมมือพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ ศาลากลางจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ได้ทำการลดธงครึ่งเสาเพื่อแสดงความอาลัย และแจ้งให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

มท.สั่ง 76 จังหวัด ลดธงครึ่งเสา จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ

นอกจากเรื่องการลดธงครึ่งเสาแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำคือ การจัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ สถานที่ที่จังหวัดและอำเภอกำหนด (โดยอำเภอเมืองจัดร่วมกับจังหวัด) ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

1. จัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น.

2. จัดเตรียมโต๊ะและเก้าอี้สำหรับลงนามแสดงความไว้อาลัย พร้อมประดับตกแต่งอาคารสถานที่ด้วยผ้าดำขาวให้เหมาะสมและสมพระเกียรติ

3. กำหนดการแต่งกาย: ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้สวมชุดปกติขาวประดับแขนทุกข์ ส่วนประชาชนทั่วไป ให้แต่งกายไว้ทุกข์

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง

เพื่อให้การจัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ กระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สถานการณ์ปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกภาคส่วนในการแสดงความเคารพและไว้อาลัยต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ การปฏิบัติตามแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด จึงเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

ที่มา – มท. สั่ง 76 จังหวัด ลดธงครึ่งเสา-จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

ในวงการราชการไทย ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมาก เมื่อ ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเมืองและการบริหารงานราชการ ซึ่งผู้กองแคท หรือ ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ได้กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองจากบทบาทของเธอในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่เมืองทองธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยยอมรับอย่างชัดเจนว่าราชินีหญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักกันในนามผู้กองแคท ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักเลขานุการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการเรียบร้อยแล้ว การยอมรับนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

ผู้กองแคทเป็นใคร? เธอเป็นข้าราชการหญิงที่เคยมีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านการปกครองและเลขานุการกรม ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลและการจัดการปัญหาสังคมต่างๆ การลาออกของเธอจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์การเมืองที่รุนแรง

รายละเอียดการยื่นลาออกและสถานะปัจจุบัน

เมื่อสื่อสอบถามถึงความคืบหน้าว่าอธิบดีกรมการปกครองได้ลงนามอนุมัติการลาออกหรือยัง ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบเพียงว่า “ยังไม่ทราบ” เพราะยังไม่ได้พูดคุยกันโดยตรง สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากระบวนการภายในยังคงดำเนินต่อไป และอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะก่อนที่จะมีประกาศอย่างเป็นทางการ

การลาออกครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีตของผู้กองแคท ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองหรือประเด็นส่วนตัวที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งทำให้เกิดแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานหลักในการบริหารปกครองท้องถิ่น จึงต้องจัดการเรื่องนี้อย่างรอบคอบเพื่อรักษาภาพลักษณ์

  • สาเหตุที่เป็นไปได้: แรงกดดันทางการเมือง
  • ผลกระทบ: อาจส่งผลต่อการทำงานของกรมการปกครอง
  • กระบวนการ: รอการอนุมัติจากอธิบดี

จากประสบการณ์ในอดีต การลาออกจากราชการของข้าราชการระดับกลางมักเกิดขึ้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งภายในหรือภายนอก เช่นเดียวกับกรณีของผู้กองแคท ที่อาจกำลังหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าการลาออกนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการทำงานของสำนักเลขานุการหรือไม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การยอมรับจากปลัดมหาดไทยครั้งนี้เป็นสัญญาณว่ากระทรวงกำลังพยายามจัดการปัญหาอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามไปสู่ประเด็นใหญ่กว่า เช่น การทุจริตหรือการแทรกแซงทางการเมือง ประชาชนต่างรอคอยข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กรณี ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมการทำงานในราชการไทย ที่มักเน้นการรักษาความสมดุลระหว่างหน้าที่และชีวิตส่วนตัว หากคุณเป็นข้าราชการหรือสนใจข่าวการเมือง แนะนำให้ติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจมีบทเรียนสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ในการตัดสินใจอาชีพราชการ

สุดท้ายนี้ การลาออกครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบวก หากนำไปสู่การปรับปรุงระบบราชการให้โปร่งใสยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

Scroll to top