ปลัดมหาดไทย

ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน

หลังจากหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา ทุกคนคงกำลังเก็บข้าวของเตรียมกลับไปทำงานกันใช่ไหมคะ แต่ข่าวร้ายที่กำลังมาเยือนคือ พายุฤดูร้อน ที่กรมอุตุฯ เตือนไว้ ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน อย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน โดยเฉพาะในภาคเหนือ อีสาน และกลาง

ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน

วันที่ 15 เมษายน 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงทันที หลังกรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ระหว่างวันที่ 16-20 เมษายน ประเทศไทยตอนบนจะเจอพายุฤดูร้อนรุนแรง มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่า โดยเริ่มจากภาคอีสานก่อน แล้วลามไปภาคตะวันออก กลางตอนตะวันออก และเหนือตามลำดับ สาเหตุมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมา ทำให้ลมใต้พัดแรงขึ้น ขณะที่อากาศตอนบนร้อนอบอ้าว

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สะสมเกินมาตรฐานในภาคเหนือ อีสาน และกลางตอนบน เพราะจุดความร้อนเยอะเกินกว่าลมจะพัดพาได้ทัน ปลัดมหาดไทยจึงสั่งให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดเป็นผู้อำนวยการกองปภ.จังหวัด เฝ้าระวังสถานการณ์ร่วมกับอุตุฯ และแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง

มาตรการเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน

เพื่อลดความเสี่ยง ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน โดยสั่งการดังนี้

  • ตรวจสอบความแข็งแรงของอาคารบ้านเรือน ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า ไม้ใหญ่ข้างถนน และสถานที่สาธารณะ หากชำรุดให้ซ่อมแซมด่วน
  • เตรียมเครื่องจักร บุคลากร และทรัพยากรปภ. ให้พร้อม รวมถึงชุด ERT (Emergency Response Team) ที่ซักซ้อมแล้ว สามารถออกช่วยเหลือได้ทันที
  • แจ้งเตือนเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ปกป้องผลผลิต สวนผลไม้ และสัตว์เลี้ยงจากลมแรงและลูกเห็บ

เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ต้องทำงานเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยสูงสุด

รับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นควันควบคู่

ในช่วงนี้ ภาคเหนือ อีสาน และกลางตอนบน ยังวิกฤตเรื่องไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำชับให้ประกาศปิดป่า ห้ามเผา จับกุมผู้กระทำผิด รณรงค์สวมหน้ากากอนามัย และใช้เครื่องบินดับไฟ ทำฝนหลวง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์

ดูแลประชาชนเดินทางกลับหลังสงกรานต์

วันนี้เป็นวันหยุดสุดท้ายของสงกรานต์ ประชาชนนับล้านเริ่มเดินทางกลับกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ กระทรวงมหาดไทยจึงบูรณาการทุกภาคส่วน ตั้งจุดบริการ ด่านชุมชน 24 ชม. ชุดเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือ รณรงค์ “ดื่มไม่ขับ พักผ่อนให้พอ ปฏิบัติกฎจราจร” น้ำมันมีเพียงพอ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชม.

สรุปแล้ว การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก ฝนตกหนักหรือลมแรงอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังหรือต้นไม้ล้ม ประชาชนควรเช็คหลังคาบ้าน เก็บของล่วงหน้า และฟังประกาศเตือน

คำแนะนำสำหรับคุณ: ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ ทุกวัน เตรียมร่ม เสื้อกันฝน และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หากเจอภัยโทรสายด่วน 1784 ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย. พร้อมดูแลคนเดินทางกลับหลังสงกรานต์

มท. หารือกลั่นกรองสัญชาติ ตรวจเข้มสอบประวัติ

ในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น การจัดการเรื่องสัญชาติไทยกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ โดยเฉพาะเมื่อ มท. หารือกลั่นกรองสัญชาติ ตรวจเข้มสอบประวัติ เน้นความมั่นคงเป็นหลัก ซึ่งเป็นหัวใจของการประชุมล่าสุดที่จัดขึ้นเพื่อยกระดับความมั่นคงของชาติ

มท. หารือกลั่นกรองสัญชาติ ตรวจเข้มสอบประวัติ เน้นความมั่นคงเป็นหลัก

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ เช่น กระทรวงกลาโหม สมช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เข้าร่วมอย่างครบถ้วน การประชุมนี้มุ่งพิจารณาคำขอถือสัญชาติไทยและการแปลงสัญชาติของคนต่างด้าว โดยเน้นการตรวจสอบประวัติพฤติการณ์ของผู้ยื่นอย่างละเอียด เพื่อป้องกันบุคคลที่มีประวัติเป็นภัยต่อสังคม

กระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทยย้ำชัดเจนว่า ต้องยึดหลักความมั่นคงของชาติเป็นที่ตั้ง โดยคณะกรรมการจะกลั่นกรองคำขอทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคำขอถือสัญชาติไทยตามสามีของหญิงต่างด้าว หรือการแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวที่ผ่านเบื้องต้นจากคณะอนุกรรมการ เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตัดสินใจ

  • ตรวจสอบเอกสารครบถ้วน: ทุกคำขอต้องมีเอกสารยืนยันตัวตนและประวัติที่ชัดเจน
  • ประสานงานหน่วยความมั่นคง: ร่วมกับตำรวจและข่าวกรองเพื่อสืบประวัติเบื้องหลัง
  • พิจารณาคุณสมบัติ: เน้นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและไม่กระทบความสงบเรียบร้อย

ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 คณะกรรมการมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลพฤติการณ์อย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การอนุญาตสัญชาติไทยเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากบุคคลที่มีประวัติไม่น่าไว้วางใจ

การหารือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประชุมธรรมดา แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่ากระทรวงมหาดไทยกำลังยกระดับมาตรฐานการกลั่นกรองสัญชาติให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ในช่วงที่ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานและภัยคุกคามข้ามชาติเพิ่มสูง การตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดจึงจำเป็น เพื่อปกป้องอัตลักษณ์และความมั่นคงของคนไทย

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงแนวทางป้องกันการลักลอบขอสัญชาติ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยในการตรวจสอบข้อมูลประวัติ ซึ่งจะช่วยลดช่องโหว่และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการ คณะกรรมการยังกำหนดให้ทุกกรณีต้องผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยง ก่อนเสนอความเห็นชอบ ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยทุกคนคือบุคคลที่เชื่อถือได้

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงภายใน โดยเฉพาะในบริบทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเคลื่อนย้ายประชากรจำนวนมาก หากไม่มีการตรวจเข้ม อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมและความมั่นคงในอนาคต

สำหรับประชาชนทั่วไป การเข้าใจกระบวนการนี้ช่วยให้เราตระหนักถึงความรับผิดชอบของรัฐในการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังพิจารณายื่นขอสัญชาติ แนะนำให้เตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและโปร่งใส เพื่อ通過กระบวนการได้อย่างราบรื่น

ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการ มท. หารือกลั่นกรองสัญชาติ ตรวจเข้มสอบประวัติ เน้นความมั่นคงเป็นหลัก ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการรักษาความมั่นคง สมควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ชวนให้ติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะนโยบายดีเช่นนี้จะช่วยให้ประเทศไทยปลอดภัยยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารด้านการเมืองและสังคมเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – มท. หารือกลั่นกรองสัญชาติ ตรวจเข้มสอบประวัติ เน้นความมั่นคงเป็นหลัก

ปลัดมหาดไทยสั่งผ่อนผันรถขนส่งน้ำมัน 24 ชม.

ปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง มาตรการเร่งด่วนนี้จะช่วยให้การกระจายน้ำมันไปยังปั๊มน้ำมันทั่วประเทศราบรื่นยิ่งขึ้น

ปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม.

วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับคำสั่งจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งบูรณาการงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานที่อาจกระทบประเทศไทยจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน กระทรวงมหาดไทยจึงเป็นหัวใจหลักในการสนับสนุนกระทรวงพลังงาน ให้พลังงานเชื้อเพลิงไหลเวียนถึงมือประชาชนทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สาเหตุที่นำไปสู่มาตรการผ่อนผันรถขนส่งน้ำมัน

ปัญหาเกิดจากการประชุมระหว่างกระทรวงพลังงานกับกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเมื่อ 16 มีนาคม 2569 พบว่าความต้องการน้ำมันพุ่งสูง แต่การขนส่งติดขัดเพราะกฎจราจรที่จำกัดเวลาวิ่งของรถบรรทุกน้ำมันตามกฎหมายจราจรทางบก โดยเฉพาะช่วงกลางคืนและเส้นทางพิเศษ สถานการณ์โลกที่ตึงเครียดยิ่งทำให้ต้องเร่งแก้ไขทันที กระทรวงพลังงานจึงขอให้ตำรวจผ่อนผันให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 เดือน

ปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม. โดยมีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้ไปคุยกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรท้องถิ่น เพื่ออนุมัติการวิ่งรถแบบไม่จำกัดเวลาแบบกรณีพิเศษ

รายละเอียดมาตรการและขั้นตอนการดำเนินการ

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานงานกับผู้การตำรวจจังหวัดทันที เพื่อผ่อนผันกฎจราจรสำหรับรถขนส่งน้ำมัน
  • อนุญาตให้รถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากคลังน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ
  • ระยะเวลาผ่อนผัน 1 เดือน เพื่อรับมือวิกฤตชั่วคราว
  • กระทรวงมหาดไทยจะติดตามผลและรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มรอบการส่งน้ำมัน ลดเวลารอคอย และป้องกันไม่ให้ปั๊มน้ำมันในพื้นที่ห่างไกลขาดสต็อก โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนตื่นตระหนกสะสมน้ำมัน

ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการกระจายน้ำมันที่รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องต่อคิวยาวหรือกลัวขาดแคลนน้ำมันสำหรับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือเครื่องจักรกลการเกษตร ส่วนผู้ประกอบการขนส่งก็ลดความเสี่ยงจากกฎจราจรที่เข้มงวด ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโดยรวม

นอกจากนี้ ยังแสดงถึงความคล่องตัวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตภายนอก ที่อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมทั้งระบบสำรองน้ำมันและการจัดการโลจิสติกส์

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม. ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและทันท่วงที แสดงให้เห็นการทำงานแบบบูรณาการที่แท้จริง หากไม่มีมาตรการนี้ อาจเกิดความเดือดร้อนหนักในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ชนบท

คุณคิดว่ามาตรการนี้เพียงพอหรือไม่? หรือควรมีอะไรเพิ่มเติม เช่น เพิ่มคลังสำรองน้ำมัน แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์พลังงานได้ที่นี่!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย สั่ง ผวจ.ประสานผู้การตำรวจจังหวัด ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม.

ปลัดมหาดไทย สั่งด่วน ผวจ. ลดตื่นตระหนก ป้องกันน้ำมันขาดแคลน

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน โดยเฉพาะการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก รัฐบาลไทยจึงเร่งมือเตรียมพร้อม ล่าสุด ปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ ลดความตื่นตระหนก ป้องกันแห่ซื้อน้ำมันจนขาดแคลน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและป้องกันปัญหาการกักตุนสินค้า

ปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ ลดความตื่นตระหนก ป้องกันแห่ซื้อน้ำมันจนขาดแคลน

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยหลังร่วมประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ณ ห้องประชุมอาคารรัฐสภา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมรับมือผลกระทบด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้หลายคนเริ่มกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดกระแสแห่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อกักตุน ซึ่งหากเกิดขึ้นทั่วประเทศอาจนำไปสู่การขาดแคลนชั่วคราวและราคาสูงขึ้นอีก ปลัดมหาดไทยจึงสั่งการทันทีให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ทุกจังหวัด ดำเนินการเร่งด่วนเพื่อควบคุมสถานการณ์

3 แนวทางหลักจากปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ

เพื่อให้การรับมือมีประสิทธิภาพ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มอบนโยบาย 3 แนวทางชัดเจน ดังนี้

  • แนวทางที่ 1: มอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบติดตามสถานการณ์พลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนรวดเร็วและแม่นยำ
  • แนวทางที่ 2: เฝ้าระวังและกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในภาวะปกติ หากพบปัญหาหรือความผิดปกติ เช่น คิวยาวหรือราคาผันผวน ให้รายงานกระทรวงมหาดไทยทันที และรายงานสถานการณ์ทุกวันเพื่อติดตามต่อเนื่อง
  • แนวทางที่ 3: สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการผ่านช่องทางต่างๆ เช่น นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หอกระจายข่าว และสื่อประชาสัมพันธ์จังหวัด โดยมุ่งสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน Jobber ภาคเอกชน และประชาชน ลดความตื่นตระหนก ป้องกันการกักตุน และรักษาระบบจำหน่ายพลังงานให้มั่นคง

การสั่งการครั้งนี้ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้ราคาดีเซล เบนซิน และก๊าซหุงต้มปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าระบบสำรองน้ำมันของไทยยังเพียงพอ ไม่ต้องกังวล แต่ต้องป้องกันพฤติกรรมที่นำไปสู่ปัญหา

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับกระทรวงพลังงานและผู้ประกอบการเอกชน เพื่อให้การนำเข้าน้ำมันราบรื่น ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่ว 76 จังหวัด จะลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน สร้างความมั่นใจให้ประชาชน หากพบการกักตุนหรือขึ้นราคาเกินจริง จะมีบทลงโทษทันที

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น ช่วงโควิด-19 ที่เกิดการแห่ซื้อหน้ากากอนามัยหรือแอลกอฮอล์ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่โปร่งใสและต่อเนื่อง ดังนั้น การที่ ปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ ลดความตื่นตระหนก ป้องกันแห่ซื้อน้ำมันจนขาดแคลน จึงเป็นก้าวสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจฐานราก

ในมุมมองของผม การดำเนินการนี้ไม่เพียงป้องกันปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างวัฒนธรรมการรับมือวิกฤตของประชาชนให้ดีขึ้น ขอแนะนำให้ทุกท่านติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าว官方เท่านั้น อย่าหลงเชื่อข่าวลือในโซเชียลมีเดีย หากมีปัญหาในพื้นที่ สามารถแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหน่วยงานท้องถิ่นได้ทันที

สุดท้ายนี้ ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ รัฐบาลพร้อมดูแลเรื่องพลังงานอย่างเต็มที่ แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริง และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้ครับ!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ ลดความตื่นตระหนก ป้องกันแห่ซื้อน้ำมันจนขาดแคลน

ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบบริการประชาชน

ในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน กลายเป็นมาตรการเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยออกมาแจ้งให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ เพื่อช่วยประหยัดพลังงานและลดภาระงบประมาณแผ่นดิน โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนไว้ได้อย่างเต็มที่

ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน

วันที่ 12 มีนาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังกรมต่างๆ รัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้พิจารณาอนุญาตให้ข้าราชการปฏิบัติงานจากที่บ้านหรือ Work From Home (WFH) ตามความเหมาะสม ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 20 กันยายน 2565 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เช่น การออกเอกสาร การรับเรื่องร้องเรียน หรือบริการสาธารณะอื่นๆ

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามมติครม. วันที่ 10 มีนาคม 2567 เรื่องการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อรับมือผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ผันผวนสูง ปลัดมหาดไทยย้ำว่าการ WFH จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารราชการ ลดค่าเดินทาง และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

มาตรการประหยัดพลังงานควบคู่ WFH

นอกจากการพิจารณา WFH แล้ว ยังมีแนวทางอื่นๆ ที่หน่วยงานต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงาน ดังนี้

  • ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส และปิดประตู-หน้าต่างไม่ให้เปิดทิ้งไว้
  • ตรวจสอบปิดเครื่องปรับอากาศ ไฟส่องสว่างหลังเลิกงาน รวมถึงช่วงพักเที่ยง
  • ตั้งคอมพิวเตอร์ให้เข้าสู่โหมดสแตนด์บายเมื่อไม่ใช้งาน
  • ลดการใช้กระดาษ โดย改ใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์
  • งดเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นกรณีจำเป็นสุดๆ ให้ใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน
  • รณรงค์ให้ใช้บันไดแทนลิฟต์

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณ แต่ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านสิ่งแวดล้อม

บทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำกับดูแล

ปลัดมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจในการกำกับติดตามหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมถึงประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อปรับมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละจังหวัด และสร้างการรับรู้ให้เจ้าหน้าที่กับประชาชน "ผมได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการทุกระดับในจังหวัดอย่างใกล้ชิด" ปลัดกล่าว

ประโยชน์ของ WFH สำหรับข้าราชการและประชาชน

การ WFH ไม่เพียงช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน ลดเวลาเดินทาง และช่วยลดการแพร่กระจายโรค โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีสนับสนุนการประชุมออนไลน์ได้เต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต้องวางแผนให้ดี เพื่อให้บริการประชาชนยังคงรวดเร็ว เช่น ตั้งจุดบริการเคลื่อนที่หรือระบบออนไลน์เสริม

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญในการปรับตัวของภาครัฐสู่ digital transformation ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน หากทุกหน่วยงานปฏิบัติจริงจัง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล และเป็นตัวอย่างที่ดีให้เอกชนและประชาชนทั่วไป

คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการ ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน นี้? มีประสบการณ์ WFH ในราชการบ้างไหม แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้กันนะคะ

ที่มา – ปลัด มท. แจ้งกรม-รัฐวิสาหกิจ-ผู้ว่าฯ พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน

ปลัดมท. สั่ง 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสถานการณ์พลังงานที่กำลังร้อนระอุ จากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ทางรัฐบาลไทยจึงเร่งมือเต็มที่ ล่าสุด ปลัดมท. สั่ง ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ เพื่อไม่ให้ประชาชนและธุรกิจเดือดร้อน เรื่องนี้สำคัญมากเพราะน้ำมันเชื้อเพลิงคือหัวใจของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะขนส่ง อุตสาหกรรม หรือชีวิตประจำวัน ถ้าขาดแคลนเมื่อไหร่ ทุกอย่างหยุดชะงักหมดเลยครับ

ปลัดมท. สั่ง ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับข้อสั่งการด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังการหารือสถานการณ์พลังงานเมื่อวันก่อนหน้า ปลัดมท. จึงรีบสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทันที โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา เป้าหมายหลักคือสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนและประชาชนครับ

3 แนวทางหลักในการเตรียมรับมือสถานการณ์พลังงาน

ปลัดมท. กำหนด 3 แนวทางชัดเจนให้ผู้ว่าฯ ดำเนินการทันที โดยบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • แนวทางที่ 1: สำรวจและรวบรวมข้อมูลความต้องการเชื้อเพลิง
    มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ สำรวจปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและ LPG ที่ภาคเอกชนแต่ละประเภทธุรกิจต้องการ เช่น โรงงานผลิต การขนส่ง หรือร้านค้า จัดทำฐานข้อมูลลำดับความเร่งด่วน โดยกิจการสำคัญอย่างโรงพยาบาล โรงกลั่นน้ำมัน หรือระบบสาธารณูปโภคต้องได้จัดสรรก่อน แล้วรายงานกระทรวงพลังงานด่วนที่สุด ช่วยให้รัฐรู้ว่าต้องสำรองสต็อกเท่าไหร่ ไม่ให้ขาดแคลนเฉพาะพื้นที่ครับ
  • แนวทางที่ 2: ติดตามการจำหน่ายน้ำมันอย่างใกล้ชิด
    บูรณาการข้อมูลจากสำนักงานพลังงานและพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์ขายน้ำมันในพื้นที่ทุกวัน กำกับปั๊มน้ำมันและผู้ค้าปลีกไม่ให้กักตุนหรือขึ้นราคาฉวยโอกาส ถ้าพบเจอจะลงโทษทันที ป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน หรือก๊าซหุงต้มพุ่งสูงกระทบค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่พึ่งพาการขนส่งมาก
  • แนวทางที่ 3: เตรียมมาตรการรองรับฉุกเฉิน
    ประสานทุกหน่วยงานจัดแผนสำรอง เช่น เพิ่มจุดกระจายน้ำมันชั่วคราว สต็อกยุทธศาสตร์ หรือทางเลือกพลังงานทดแทน เพื่อให้กิจกรรมเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก เหมือนวิกฤตน้ำมันปีก่อนๆ ที่เคยเกิดขึ้น

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่เป็นการทำงานเชิงรุกที่ช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาส หรือปัญหาในอ่าวเปอร์เซียที่กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก ไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ดังนั้นต้องเตรียมพร้อมเสมอ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นล่าสุดยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบเงินเฟ้อและ GDP ได้ครับ

ผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจจากสถานการณ์พลังงาน

สำหรับประชาชนทั่วไป ค่าขนส่ง ค่าน้ำมันรถ จะแพงขึ้นทันที ส่งผลต่อค่าอาหารและสินค้าอุปโภค ธุรกิจขนาดเล็กอย่างร้านอาหารหรือแท็กซี่อาจขาดทุนหนัก แต่ด้วยมาตรการจากปลัดมท. จะช่วยควบคุมไม่ให้เลวร้าย ส่วนภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ อย่างปิโตรเคมีหรือการบิน ก็ต้องปรับตัว เช่น หันมาใช้น้ำมันสำรองหรือพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ในระยะยาว ไทยควรเร่งพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเพื่อความยั่งยืน

ปลัดมท. เน้นย้ำว่า “เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจซึ่งเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประชาชน” นี่คือภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการนำนโยบายรัฐบาลสู่ท้องถิ่น

โดยรวมแล้ว มาตรการนี้เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ แต่เราทุกคนก็ควรช่วยกัน เช่น วางแผนใช้น้ำมันอย่างประหยัด รายงานถ้าพบปั๊มกักตุน หรือสนับสนุนนโยบาย EV เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน คุณคิดว่ามาตรการนี้เพียงพอไหม? หรือมีไอเดียอะไรเพิ่มเติม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – ปลัดมท. สั่ง ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่

ปลัด มท. สั่งด่วนกำกับราคาสินค้าพลังงานตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่เว้น! ล่าสุด ปลัด มท. สั่งด่วนทุกจังหวัด กำกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-พลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและสินค้าจำเป็นที่อาจผันผวนจากความขัดแย้ง เช่น สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง ส่งผลโดยตรงต่อไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกว่า 80% หากไม่เตรียมพร้อม ประชาชนอาจเจอราคาน้ำมันแพงขึ้น สินค้าอุปโภคก็ตามไปด้วย

ปลัด มท. สั่งด่วนทุกจังหวัด กำกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-พลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

วันที่ 3 มีนาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งเร่งดำเนินการทันที เน้นย้ำถึงการเตรียมแผนรองรับผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน สถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด โดยเฉพาะพลังงานและสินค้าอาหาร ทำให้ราคาพุ่งชั่วคราว รัฐบาลจึงออกมาตรการเข้มเพื่อรักษาเสถียรภาพ

3 มาตรการหลักที่ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดต้องทำ

ปลัด มท. สั่งการชัดเจน 3 มาตรการ เพื่อให้การกำกับดูแลราคาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดช่องโหว่ให้พ่อค้าฉวยโอกาส โดยสรุปดังนี้

  • มาตรการที่ 1: แจ้งหน่วยงานในพื้นที่บริหารจัดการราคาสินค้าและบริการ ป้องกันการฉกฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ และราคาพลังงานอย่างน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ ตรวจสอบใกล้ชิดปั๊มน้ำมันและตลาดสด
  • มาตรการที่ 2: สร้างการรับรู้ประชาชน ไม่ให้ตื่นตระหนก โดยประชาสัมพันธ์ว่าสินค้ายังมีเพียงพอในสต็อก รัฐบาลดูแลค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย วิทยุชุมชน และป้ายประชาสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นว่าราคาจะเป็นธรรม
  • มาตรการที่ 3: กำกับดูแลส่วนราชการในจังหวัดให้ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลอย่างเคร่งครัด รวมถึงประสานงานระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมการค้าภายใน สำนักงานพลังงานจังหวัด เพื่อรายงานสถานการณ์ real-time

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอเป็นศูนย์กลางรับแจ้งร้องเรียน หากประชาชนพบการขึ้นราคาผิดปกติหรือกักตุน สามารถแจ้งได้ทันทีทางโทรศัพท์ 1567 หรือแอปพลิเคชันดำรงธรรม

ปลัดมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด

มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยควบคุมราคา แต่ยังแสดงถึงความรวดเร็วของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตโลก ในอดีตไทยเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง แต่ด้วยการกำกับที่ดี สามารถควบคุมได้ไม่ให้ลุกลาม ปัจจุบันไทยมีสต็อกน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองกว่า 45 วัน และสินค้าอุปโภคในคลังเอกชนเพียงพอ ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลน

สำหรับประชาชน แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงการกักตุนเองเพราะอาจทำให้ราคาพุ่งตามอุปสงค์ หากพบปัญหาราคาแพง โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อให้รัฐบาลจัดการได้รวดเร็ว

เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไทยตื่นตัวสูง มาตรการ ปลัด มท. สั่งด่วนทุกจังหวัด กำกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-พลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง นี้จะช่วยให้ประชาชนอุ่นใจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาก็น่าจะกลับเข้าที่ในเร็ววัน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแจ้งเบาะแสราคาผิดปกติได้เลย!

ที่มา – ปลัด มท. สั่งด่วนทุกจังหวัด กำกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-พลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ปลัดมหาดไทยแจ้งผู้ว่าฯคัดเลือกทุน ม.ท.ศ. รอบคอบโปร่งใส

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม เป็นข่าวดีสำหรับนักเรียนที่มีศักยภาพทั่วประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนจากครอบครัวยากจนแต่เรียนเก่ง โครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 กำลังเริ่มกระบวนการคัดเลือกอย่างเป็นทางการแล้ว

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเรียบร้อยแล้ว กระทรวงมหาดไทยจึงได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม

คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการ จะเริ่มกระบวนการคัดเลือกนักเรียนตามแนวทางที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเน้นการกระจายโอกาสให้ครอบคลุมโรงเรียนทุกสังกัดทั่วถึง รวมถึงการลงเยี่ยมบ้าน การสอบทานข้อมูลเชิงประจักษ์ พื้นฐานทัศนคติที่ดีงามต่อสถาบันหลักของชาติ ความสมัครใจ และการรับรู้ข้อมูลโครงการอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้

หลังจากคัดเลือกเสร็จ คณะกรรมการต้องส่งข้อมูลไปยังศึกษาธิการภาคเพื่อขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ติดตามดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. ในด้านการเรียน การประพฤติ การใช้จ่ายเงินทุน และการช่วยเหลือเมื่อนักเรียนหรือครอบครัวเผชิญปัญหาต่าง ๆ ตามระเบียบมูลนิธิ พ.ศ. 2561

แนวทางการคัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 18

เพื่อให้การคัดเลือก ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม สมบูรณ์แบบ กระบวนการจะครอบคลุมดังนี้

  • เชิญชวนเสนอชื่อนักเรียนจากโรงเรียนทุกแห่ง โดยไม่จำกัดสังกัด
  • ตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น ผลการเรียนดี ฐานะครอบครัวยากจน มีคุณธรรมจริยธรรมดี และทัศนคติที่ดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
  • ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและสัมภาษณ์เพื่อยืนยันข้อมูลจริง
  • พิจารณาความสมัครใจของนักเรียนและผู้ปกครอง
  • จัดส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกไปยังระดับภาคและกลาง

มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเยาวชนไทยที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา โครงการนี้ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ผ่านการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา โดยทุนครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าห้องพัก และค่าครองชีพ

กำหนดการประชุมซักซ้อมความเข้าใจ

กระทรวงมหาดไทยกำหนดจัดการประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ในวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 โดยเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการระดับจังหวัด และศึกษาธิการภาค เข้าร่วม เพื่อซักซ้อมแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่มความมั่นใจในระบบ

การคัดเลือกที่รอบคอบและโปร่งใสเช่นนี้ จะช่วยป้องกันปัญหาความไม่เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และกระจายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกล โครงการทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. จึงไม่เพียงให้การช่วยเหลือทางการเงิน แต่ยังปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกที่ดีให้เยาวชน

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มของปลัดกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการภาครัฐที่เน้นธรรมาภิบาล หากทุกจังหวัดปฏิบัติตามแนวทาง จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยได้อย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นนักเรียนที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ หรือผู้ปกครองที่สนใจ สามารถติดต่อสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพื่อสอบถามรายละเอียดและเตรียมเอกสารได้ทันที อย่าพลาดโอกาสสำคัญนี้!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม

ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน เพิ่มจังหวัดละ 100 ล้าน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีข่าวดีสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เมื่อกรมบัญชีกลางอนุมัติ ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ เพิ่มเติมจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน เพิ่มจังหวัดละ 100 ล้าน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ซึ่งมีการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างออกไป เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้รับการอนุมัติ ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน เพิ่มเติมจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

ทำไมต้องขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน?

การขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะภัยที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การเพิ่มวงเงินดังกล่าวจะช่วยให้จังหวัดสามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมบัญชีกลางได้อนุมัติวงเงินดังกล่าว เพื่อให้จังหวัดสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และยังอยู่ในช่วงของการให้ความช่วยเหลือตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ โดยการดำเนินการทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้จากหน่วยงานราชการในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วน 1784 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินทดรองราชการ:

  • เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
  • จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
  • ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย
  • สนับสนุนการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข

การขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดนในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลในการดูแลความปลอดภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ

สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หากท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

ที่มา – ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มจังหวัดละ 100 ล้าน

Scroll to top