ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ชาวบ้านไม่ทน ร้องนายก อบต.ตรวจโรงงานผลิตถุงมือยางเถื่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าติดตามจากจังหวัดชลบุรีกันครับ ชาวบ้านไม่ทน ร้อง นายกฯ อบต.สำนักบก เข้าตรวจสอบโรงงาน “ผลิตถุงมือยางเถื่อน” หลังจากที่ชาวบ้านในพื้นที่ทนไม่ไหวกับปัญหากลิ่นเหม็นคละคลุ้งและน้ำเสียที่ถูกทิ้งลงท่อสาธารณะแบบไม่แคร์ใคร สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมานาน!

ชาวบ้านไม่ทน ร้อง นายกฯ อบต.สำนักบก เข้าตรวจสอบโรงงาน “ผลิตถุงมือยางเถื่อน”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 (เช็คปีใน original 2569? คงพิมพ์ผิด 2567 นะ) นางพวงเพชร พิทักษ์สหภูมิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำนักบก พร้อมด้วยรองนายกฯ ทั้งสองท่าน นายเสรี ลิ้มรทีพงษ์ และนายรตนพร เดชาทยานันทน์ รวมถึงกำนันตำบลสำนักบก นายนิติ ประสงค์กิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ปลัดอำเภอเมืองชลบุรี นายปรีติภัทร วันนา เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี นายพิษณุ ขันทกาญจน์ และตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานต้องสงสัย 2 แห่ง ในหมู่ 6 ตำบลสำนักบก อำเภอเมืองชลบุรี

ที่มาของเรื่องทั้งหมดคือคำร้องเรียนจากชาวบ้านที่บ่นอุบมานาน ว่ามีกลิ่นสารเคมีเหม็นเน่าโชยไปทั่วบริเวณ และน้ำเสียจากกระบวนการผลิตถูกปล่อยลงท่อสาธารณะ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแบบรุนแรงเลยครับ

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นของโรงงานผลิตถุงมือยางเถื่อน

จากการบุกตรวจ พบว่าโรงงานนี้แฝงตัวอยู่ในโกดังให้เช่า มีเครื่องจักรผลิต ถังสารเคมี และแม่พิมพ์ถุงมือยางเพียบ! แรงงานส่วนใหญ่เป็นคนไทยกำลังทำงานอยู่ แต่ปัญหาใหญ่คือ ไม่มีระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย ถูกต้องตามกฎหมายเลย น้ำเสียถูกทิ้งลงพื้นที่เอกชนและท่อสาธารณะแบบลับๆ ทำให้กลิ่นสารเคมีฟุ้งกระจาย สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในวงกว้าง

  • ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
  • ไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสีย
  • ทิ้งน้ำเสียลงท่อสาธารณะและพื้นที่เอกชน
  • กลิ่นสารเคมีรุนแรง กระทบสุขภาพชาวบ้าน
  • แรงงานไทยจำนวนมาก แต่ขาดมาตรฐานความปลอดภัย

นายกฯ อบต.สำนักบก นางพวงเพชร เผยว่าหลังได้รับร้องเรียน ก็สั่งการให้รองนายกฯ ลงพื้นที่ดู ก่อนประสานหน่วยงานใหญ่มาช่วยตรวจสอบทันที แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการแก้ปัญหาครับ

ขั้นตอนดำเนินการต่อจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด

เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีแจ้งว่า จะตรวจสอบจำนวนคนงานว่ามากกว่า 50 คนหรือไม่ และเครื่องจักรกว่า 50 แรงม้าหรือเปล่า ถ้าถึงเกณฑ์ จะรายงานเพื่อออกคำสั่งตามกฎหมายทันที อาจถึงขั้นสั่งปิดโรงงาน ถ้าไม่ปฏิบัติตาม!

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน นายกฯ และทีมยังตรวจโรงงานรับจ้างทำอื่นๆ ในหมู่ 4 เช่น โรงงานสเกิร์ตรถยนต์และเฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่มีปัญหากลิ่นสีลอยตามลมและเสียงดังดึก ชาวบ้านร้องเรียนเพียบ ได้เตือนแล้ว ถ้าไม่ปรับปรุงจะสั่งปิดและบังคับทำใบอนุญาตให้ถูกต้อง

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากครับว่า ชาวบ้านมีสิทธิ์ร้องเรียน และหน่วยงานท้องถิ่นตอบสนองได้รวดเร็ว ปัญหาโรงงานเถื่อนแบบนี้กระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ถ้าไม่จัดการ ผลเสียจะยาวไกล อย่างเช่น น้ำเสียปนเปื้อนดินและน้ำใต้ดิน สารเคมีเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้นะครับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โรงงานผลิตถุงมือยางเถื่อนเคยระบาดหนักช่วงโควิด ที่ต้องการถุงมือจำนวนมาก แต่หลายแห่งไม่สนกฎหมาย ผลิตแบบผิดๆ ส่งออกไม่ได้คุณภาพ ยังไหม้ชื่อประเทศไทยอีก

สุดท้ายนี้ อยากฝากว่า ถ้าพื้นที่คุณมีปัญหาคล้ายๆ นี้ อย่าปล่อยไว้ ร้องเรียนนายก อบต. หรือหน่วยงานสิ่งแวดล้อมทันทีครับ ชาวบ้านรวมพลังเปลี่ยนแปลงได้จริง! ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยนะ

ที่มา – ชาวบ้านไม่ทน ร้อง นายกฯ อบต.สำนักบก เข้าตรวจสอบโรงงาน “ผลิตถุงมือยางเถื่อน”

สส.พรรคประชาชนถามไฟไหม้บ่อขยะทุกปีหรือ

ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะกลายเป็นประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทยแทบทุกปี ล่าสุด สส.พรรคประชาชน นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามหนักแน่นถึงรัฐบาลว่า จะปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน โดยเฉพาะเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในภูเก็ตและหาดใหญ่ช่วงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง

ไฟไหม้บ่อขยะ: ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความล้มเหลวของรัฐ

นายพูนศักดิ์ ชี้แจงชัดเจนว่า ไฟไหม้บ่อขยะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากระบบจัดการขยะที่ล้มเหลวทั้งโครงสร้าง ปัจจุบันประเทศไทยมีหลุมทิ้งขยะหรือบ่อขยะแบบเทกองกว่า 2,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีระบบจัดการน้ำชะขยะ (leachate) และที่สำคัญกว่านั้นคือไม่มีระบบควบคุมก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอินทรีย์ ซึ่งก๊าซชนิดนี้ติดไฟง่ายมาก เพียงแค่านิดเดียวก็ลุกเป็นเพลิงได้ทันที

ปีที่แล้วเพียงปีเดียวก็เกิดเหตุไฟไหม้บ่อขยะมากกว่า 150 ครั้ง ส่งผลให้ประชาชนในละแวกใกล้เคียงต้องสูดดมควันพิษ สารก่อมะเร็ง และมลพิษทางอากาศเข้าไปเต็มปอดทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่อากาศแห้ง ทำให้ไฟลุกลามง่ายยิ่งขึ้น

สาเหตุหลักของไฟไหม้บ่อขยะที่รัฐมองข้าม

จากข้อมูลที่ สส.พูนศักดิ์ นำเสนอ ปัญหานี้มีรากเหง้าจากหลายปัจจัย เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • ขาดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ขยะผสมกัน ย่อยสลายผลิตก๊าซมีเทนจำนวนมาก
  • การฝังกลบแบบเทกอง ไม่มีระบบระบายก๊าซหรือน้ำชะขยะ
  • ขาดการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ควบคุมโรงงานหรือผู้ก่อมลพิษ
  • นโยบายรัฐบาลไม่ชัดเจน ขาดงบประมาณและเทคโนโลยีจัดการขยะสมัยใหม่
  • โครงสร้างพื้นฐานล้าหลัง ไม่มีโรงเผาขยะหรือรีไซเคิลที่เพียงพอ

นายพูนศักดิ์ ยังย้อนกลับไปถึงวันแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ที่เขาเคยเตือนไว้แล้วว่ารัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายจัดการขยะที่ชัดเจน แต่จนถึงวันนี้ปัญหายังคงเดิม

สส. พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

“รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาบ่อขยะที่ไฟไหม้ได้อย่างไร? หรือสุดท้ายก็ปล่อยให้ไฟไหม้ให้ประชาชนรับกรรมเหมือนเดิม” คำถามนี้จาก สส.พรรคประชาชน ทำให้หลายคนเริ่มตื่นตัวกับปัญหาที่ถูกมองข้ามมานาน ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะไม่ใช่แค่ไฟไหม้ธรรมดา แต่เป็น “ระเบิดเวลามลพิษ” ที่คุกคามสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เช่น สร้างระบบตรวจจับก๊าซมีเทนในบ่อขยะทุกแห่ง, ส่งเสริมการคัดแยกขยะชุมชน, ลงทุนในโรงงานจัดการขยะแบบครบวงจร และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ รัฐควรจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงบ่อขยะเก่าให้ได้มาตรฐานสากล ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหานี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการจัดการขยะให้มากขึ้น หากปล่อยไว้แบบนี้ ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงขึ้นทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

คุณล่ะคิดอย่างไรกับปัญหาไฟไหม้บ่อขยะนี้? รัฐบาลควรทำอะไรเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดซ้ำ? แชร์ความเห็นและประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลย แล้วช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส. พรรคประชาชน ถามรัฐบาลจะปล่อยให้ไฟไหม้บ่อขยะเกิดขึ้นทุกปีแบบนี้หรือ

“สส.ตี๋ ปชน.” ซัด “อนุทิน” โกหกหน้าตาย รัฐบาลมลพิษ

เหตุการณ์ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อสส.ตี๋ ปชน. ซัด อนุทิน โกหกหน้าตายอย่างจัง หลังจากรัฐบาลที่ถูกขนานนามว่า “รัฐบาลมลพิษ” ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนลุกขึ้นตอบคำถามเรื่องฝุ่น PM 2.5 เลย สส.ตี๋ หรือนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กประณามหนักว่า รัฐบาลนี้ไม่จริงจังกับปัญหามลพิษที่คุกคามสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในภาคเหนือที่ฝุ่นพิษปกคลุมหนาแน่นทุกปี

สส.ตี๋ ปชน. ซัด อนุทิน โกหกหน้าตาย หลังรัฐบาลเงียบเรื่อง PM 2.5

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลายเป็นวิกฤตซ้ำซากที่รัฐบาลชุดนี้ยังแก้ไม่ตก สส.ตี๋ชี้ว่า คำว่า “รัฐบาลมลพิษ” ไม่เกินจริง เพราะไม่มีใครในคณะรัฐมนตรีกล้าพูดถึงการจัดการฝุ่นพิษ แม่น้ำเป็นพิษจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ปัญหาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ถูกเผาไหม้ปล่อยมลพิษอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาระดับชาติกับจีน เมียนมา ลาว ที่ไร้ความคืบหน้า รัฐบาลมองข้ามมิติสุขภาพและชีวิตประชาชน มองแค่ว่าเป็นแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

สส.ตี๋ ปชน. ซัด อนุทิน โกหกหน้าตาย พร้อมเปิดโปงรัฐบาลมลพิษ

นายภัทรพงษ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาต้องที่ต้นตอ เช่น การให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแลป่า การควบคุมนำเข้าข้าวโพดที่กลุ่มทุนออกแบบระบบรับรองตัวเอง แต่รัฐมนตรีพาณิชย์กลับตอบแบบไม่ใส่ใจว่า “ฝุ่นเยอะก็ไปเที่ยวที่อื่น” พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ควรเป็นเครื่องมือสำคัญ ก็ไม่มีใครยืนยันจะผลักดัน กระทรวงมหาดไทยออกหนังสือให้ท้องถิ่นฉีดน้ำล้างฝุ่น ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาจริง ผลตรวจล่าสุดยิ่งหนัก เพราะน้ำในกก สาย รวก โขง สาละวิน ปนเปื้อนสารพิษ พบสารหนูในข้าว ผักสลัดแคดเมียมและตะกั่ว ฟักทอง มะเขือเปราะปนเปื้อนแคดเมียม สุขภาพประชาชนเสี่ยงสูง

  • ไม่มีรัฐมนตรีตอบเรื่อง PM 2.5: แสดงถึงการไม่ใส่ใจปัญหาฝุ่นพิษที่คร่าชีวิตคนไทยนับพันทุกปี
  • อนุทินโกหกหน้าตาย: อวดสั่งการเก่งแต่ปัญหามลพิษยังบานปลาย
  • น้ำพิษจากเหมืองเพื่อนบ้าน: ไทยต้องเจรจาระดับสูงให้ได้ผล
  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เผา: ระบบรับรองหละหลวม กลุ่มทุนได้ประโยชน์
  • พ.ร.บ.อากาศสะอาด: ต้องเร่งผลักดันเพื่อคุ้มครองประชาชน

การแถลงนโยบายรัฐบาลครั้งล่าสุดยิ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลนี้ “เขลา” กับปัญหามลพิษ สส.ตี๋ประกาศชัดว่าจะลุยเรื่องนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีอากาศสะอาด น้ำสะอาด และชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหา PM 2.5 ไม่ใช่แค่ฝุ่น แต่เป็นฝุ่นที่เข้าไปในปอด กระแสเลือด ก่อมะเร็ง หัวใจวาย สุขภาพเด็กและผู้สูงอายุเสี่ยงมากที่สุด ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ต้องเผชิญค่าฝุ่นเกินมาตรฐานนับเดือน ส่งผลเศรษฐกิจท่องเที่ยวพังพินาศ

เพื่อเสริม SEO และให้ข้อมูลครบถ้วน PM 2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถลอยตัวในอากาศและเข้าสู่กระแสเลือดได้ สาเหตุหลักในไทยมาจากการเผาในที่โล่ง การจราจรอุตสาหกรรม และข้ามพรมแดนจากเพื่อนบ้าน ประชาชนควรสวมหน้ากาก N95 ลดกิจกรรมกลางแจ้ง และติดตามแอป AirVisual เพื่อสุขภาพที่ดี

ในมุมมองของผม รัฐบาลต้องเปลี่ยนทัศนคติ หยุดโกหกและลงมือจริงจัง ประชาชนอย่างเราต้องรวมพลังกดดันผ่านโซเชียลและการเลือกตั้ง แชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ปัญหา PM 2.5 และมลพิษอย่างจริงจัง สนับสนุน สส.ตี๋ ปชน. ที่กล้าพูดเพื่อประชาชน!

ที่มา – “สส.ตี๋ ปชน.” ซัด “อนุทิน” โกหกหน้าตาย เหน็บรัฐบาลมลพิษ หลังไม่มีใครตอบเรื่อง PM 2.5

รัฐบาลเดินหน้าตรวจเข้มคุณภาพน้ำ แก้ปัญหามลพิษแม่น้ำกก-สาย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องปัญหาที่หลายคนในภาคเหนือกำลังกังวล นั่นคือ มลพิษข้ามพรมแดน ในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ที่ไหลมาจากเมียนมา รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ แต่กำลังเดินหน้าตรวจเข้มคุณภาพน้ำ อย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมของเรา

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่าคณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณาแนวทางแก้ปัญหานี้แล้ว โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหอกหลัก ปัญหาหลักมาจากการทำเหมืองทองคำและแรร์เอิร์ธในรัฐฉานของเมียนมา ที่ใช้สารเคมีร้ายๆ อย่างสารหนู แคดเมียม และปรอท ทำให้โลหะหนักไหลลงแม่น้ำ ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมาถึงไทย

ตรวจเข้มคุณภาพน้ำ แม่น้ำกกและแม่น้ำสายอย่างไร?

รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันแบบเต็มสูบเลยครับ โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ ที่วางแผนตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดินแบบต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 เป็นต้นมา ตรวจน้ำเดือนละ 2 ครั้ง ตะกอนดินเดือนละ 1 ครั้ง ข้อมูลทั้งหมดอัพเดทบนเว็บไซต์กรมฯ และทำสื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน รวมถึงแจกชุดทดสอบสารหนูเบื้องต้นให้ใช้เองได้ด้วย

มาตรการตรวจเข้มคุณภาพน้ำในระดับต่างๆ

  • กรมควบคุมมลพิษ: ตรวจโลหะหนักในน้ำและตะกอนอย่างละเอียด
  • กระทรวงสาธารณสุข: เฝ้าระวังสุขภาพประชาชน คัดกรองความเสี่ยง พัฒนาระบบรายงานเชิงรุก
  • กรมอนามัย: ตรวจน้ำประปาหมู่บ้าน พบส่วนใหญ่ยังปลอดภัย แต่แนะนำใช้น้ำอย่างระวัง

นอกจากนี้ การประปาส่วนภูมิภาคยังเฝ้าดูน้ำดิบและน้ำประปาใกล้ชิด แจกน้ำสะอาดให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง และวางแผนอัพเกรดระบบประปาระยะยาวด้วย

ดูแลสุขภาพและภาคเกษตรอย่างไรบ้าง

ฝั่งสาธารณสุข กระทรวงฯ จัดตรวจสุขภาพฟรีและคัดกรองในพื้นที่ริมน้ำ ส่วนเกษตรและประมง กรมการข้าว กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ตรวจตะกอนดิน สัตว์น้ำ ผลผลิต ดีใจที่ตอนนี้ยังไม่พบโลหะหนักเกินมาตรฐานอาหาร แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังต่อไปนะครับ

ด้านงบประมาณ ก็ไม่ขาดแคลน กรมควบคุมมลพิษขอรับงบกลาง และตั้งงบเฉพาะปี 2569-2570 คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนืออนุมัติแผน 14 โครงการ วงเงิน 188.36 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ

ประสานงานข้ามพรมแดนกับเมียนมา

ที่สำคัญคือการเจรจากับเมียนมา รัฐบาลไทยผลักดันประชุมทั้งระดับเทคนิคและรัฐต่อรัฐ ตกลงตั้งคณะทำงานวิชาการร่วม แลกเปลี่ยนข้อมูลตรวจวัดคุณภาพน้ำ และอาจลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน กำลังร่างข้อเสนออย่างเป็นทางการไปแล้ว

สรุปแล้ว รัฐบาลให้ความสำคัญสุดๆ กับการตรวจเข้มคุณภาพน้ำ เพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชนและสุขภาพทุกคน การแก้ปัญหานี้ต้องทั้งในประเทศและร่วมมือเพื่อนบ้านถึงจะยั่งยืน

ในมุมผมคิดว่าปัญหาข้ามพรมแดนแบบนี้เป็นบทเรียนสำคัญ ว่าสิ่งแวดล้อมไม่แบ่งเขตแดน คุณล่ะคิดยังไง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวอัพเดทเพิ่มเติมจากเราได้เลยครับ จะได้ช่วยกันเฝ้าระวังและปกป้องแม่น้ำของเรา!

ที่มา – รัฐบาลเดินหน้าตรวจเข้มคุณภาพน้ำ แก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย

“จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว 30 วัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีสำหรับชาวฉะเชิงเทราและคนที่รักสิ่งแวดล้อมกันบ้างนะครับ “จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง เพราะปัญหาบ่อขยะหนามแดงที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและน้ำเสียเน่าเสียมานานกว่า 20 ปี กำลังจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง!

“จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ จ่าสิงห์ ได้นำคณะทำงานบูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อขยะชุมชนหนามแดง หมู่ 5 ตำบลหนามแดง อำเภอแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือที่เรียกกันว่าแปดริ้วนั่นเอง การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่มาดูเฉยๆ นะครับ แต่เป็นการลงมือแก้ปัญหาตรงๆ ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อยุติความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องทนกลิ่นเหม็นและน้ำเสียไหลลงลำรางสาธารณะมานานแสนนาน

ปัญหาที่พบในบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว

จากการตรวจสอบพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 75 ไร่ เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติเพียบเลยครับ โดยเฉพาะโรงงานคัดแยกสิ่งปฏิกูลที่ติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะถึง 2 เครื่อง แต่ไม่มีในรายการที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ! นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงอาคารไม่ตรงตามแผนที่ขออนุมัติ ไม่มีการแบ่งเขตพื้นที่ระหว่างโรงงานกับบ่อขยะให้ชัดเจนตามระเบียบด้วย สิ่งเหล่านี้ละเมิดกฎหมายชัดๆ

  • ติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะ 2 เครื่อง โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ดัดแปลงอาคารไม่ตรงตามที่อนุมัติ
  • ไม่แบ่งเขตโรงงานและบ่อขยะให้ชัดเจน
  • ก่อมลพิษกลิ่นเหม็นและน้ำเสียกระทบชุมชน

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราจึงไม่รอช้า ออกคำสั่งตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการ รื้อถอนเครื่องจักรเถื่อนและปรับปรุงผังโรงงานให้ถูกต้องภายใน 30 วัน ถ้าไม่ทำตามก็โดนฟันตามกฎหมายแน่นอน

จ่าสิงห์ ขีดเส้นตาย 30 วัน สั่งรื้อถอนทันที

จ่าสิงห์ประกาศกร้าวเลยครับว่าจะกลับมาตรวจติดตามด้วยตัวเองเมื่อครบ 30 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างได้รับการแก้ไขครบถ้วน ไม่ให้ปัญหาค้างคาแบบนี้ต่อไป นี่จะเป็นต้นแบบในการจัดระเบียบโรงงานจัดการขยะทั่วประเทศ ให้ทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่สร้างมลพิษทำลายสุขภาพและคุณภาพชีวิตชาวบ้านอีก

“ผมจะกลับมาติดตามผลด้วยตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกประเด็นได้รับการแก้ไขครบถ้วน… เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ” จ่าสิงห์กล่าวทิ้งท้ายแบบเด็ดขาด

ปัญหาขยะเถื่อนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทยนะครับ โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชุมชนที่ขยายตัวเร็ว มลพิษจากกลิ่นและน้ำเสียส่งผลต่อสุขภาพ เช่น โรคทางเดินหายใจ ผิวหนัง และระบบนิเวศในลำราง การที่จ่าสิงห์ลงมือแบบนี้เป็นสัญญาณดี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้าทุกหน่วยงานร่วมมือกัน เราจะจัดการปัญหาขยะได้ทั่วถึงแน่นอน

เพื่อนๆ คิดยังไงกับการลงพื้นที่ของจ่าสิงห์ครั้งนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตหลัง 30 วัน ว่าบ่อขยะเถื่อนแปดริ้วจะสะอาดเอี่ยมขนาดไหน! การแก้ปัญหาแบบนี้คือก้าวแรกสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืนครับ

ที่มา – “จ่าสิงห์” ลุยล้างบางบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว ขีดเส้นตาย 30 วันสั่งรื้อถอนเครื่องจักรเถื่อน

4 จังหวัดน่าห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน! สส.ชี้รัฐบาลละเลย

สส.พรรคประชาชนชี้น้ำโขงวิกฤต 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน ในภาคอีสาน! โวยรัฐบาล “หนีปัญหา” ปิดบังข้อมูล และไม่เข้าร่วมประชุมเวทีนานาชาติ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน โพสต์ถึงปัญหามลพิษข้ามแดนจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อภาคอีสาน โดยระบุว่า สถานการณ์น่ากังวลอย่างยิ่งหลังตรวจพบ “สารหนูเกินมาตรฐาน” ในแหล่งน้ำของจังหวัดเลย บึงกาฬ หนองคาย และนครพนม ทำให้เกิดคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการละเลยและปกปิดข้อมูลต่อสาธารณชน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ทำการตรวจพบสารหนูในปริมาณที่เกินมาตรฐานเกือบสองเท่าใน 4 จุดตรวจ แต่ข้อมูลสำคัญนี้กลับไม่ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์หลักของ คพ. แต่กลับถูกเก็บไว้ในส่วนย่อยของเว็บไซต์สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 อุดรธานี ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการละเลยปัญหาอย่างชัดเจนจากภาครัฐ

นายภัทรพงษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุถูกละเลยมาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การตั้งคณะทำงานที่ซ้ำซ้อน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับขาดแคลนงบประมาณเฉพาะกิจสำหรับการดำเนินงานที่จำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องยังได้ “โดดประชุม” เวทีนานาชาติถึงสองครั้ง ทั้งเวทีอาเซียนและเวทีสิ่งแวดล้อมอาเซียน-จีน (12 ต.ค. และ 21 ต.ค.) โดยมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงเข้าร่วมแทน ซึ่งเป็นการ “เสียโอกาส” ในการเจรจาพหุภาคีที่สำคัญกับรัฐมนตรีจากประเทศอื่นๆ อย่างน่าเสียดาย

สส.พรรคประชาชนเน้นย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภัยเงียบที่มาจากการสะสมของสารพิษในน้ำประปา อาหาร และในร่างกายของประชาชน ผลการตรวจทางการแพทย์ยังพบสารหนูในปัสสาวะของประชาชนเกินเกณฑ์ที่กำหนด และยังไม่มีการตรวจสอบสารปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวที่ปลูกโดยใช้น้ำจากพื้นที่เสี่ยง

มีการเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการหลีกเลี่ยงปัญหา และดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนในสองแนวทางหลัก:

  • ด้านการต่างประเทศ: รัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเร่งดำเนินการเจรจาพหุภาคีกับเมียนมา ลาว และจีน โดยทันที เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง
  • ภายในประเทศ: รัฐบาลต้องยอมรับปัญหาและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณและบุคลากรให้เพียงพอต่อการตรวจสอบและจัดการปัญหาในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการสะสมสารพิษในร่างกายของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน: วิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข

ผลกระทบจากสารหนูเกินมาตรฐานในแหล่งน้ำ

การที่ 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน ในแหล่งน้ำนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนที่ใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค สารหนูเป็นสารพิษที่สะสมในร่างกายและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ในระยะยาว เช่น โรคผิวหนัง โรคระบบประสาท และมะเร็ง

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร เนื่องจากน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีสารพิษสะสม ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของเกษตรกร

การปล่อยปละละเลยปัญหานี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงน้ำสะอาด แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

รัฐบาลควรตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน และดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและโปร่งใส โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การปกปิดข้อมูลและการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติในระยะยาว

ที่มา – 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน สส.ประชาชนชี้รัฐบาลละเลยและปกปิดข้อมูล

Scroll to top