ปัญหาแรงงาน

“สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ

“สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน ได้จับมือกับคณะก้าวหน้า เข้าหารือกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหาทางออกให้กับแรงงานไทยที่กำลังประสบวิกฤตจากการถูกปฏิเสธวีซ่าในการไปทำงานเก็บเบอร์รี่ที่กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย โดยเฉพาะฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของพี่น้องเกษตรกรไทยในช่วงนอกฤดูเพาะปลูก

จากการรายงานพบว่า สถานการณ์ในปีนี้ค่อนข้างวิกฤต เนื่องจากยอดการอนุมัติวีซ่าลดลงอย่างน่าตกใจ เหลือเพียงประมาณ 200 คนเท่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาลของแรงงานไทย การที่ “สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศปลายทางอีกครั้ง

สาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต

ปัญหาหลักที่ทำให้ “สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ เกิดจากความกังวลเรื่องการค้ามนุษย์ ปัญหาค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมในอดีต และความสับสนในสัญญาจ้าง ซึ่งทางกระทรวงแรงงานได้เตรียมมาตรการรับมือไว้หลายด้าน ดังนี้:

  • จัดทำสมุดพกแรงงาน: เพื่อรวบรวมหลักฐานและประวัติการทำงานที่โปร่งใส
  • ออกสัญญากลาง: สร้างมาตรฐานสัญญาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
  • ผลักดันระบบ G2G: ปรับรูปแบบการส่งแรงงานให้เป็นแบบรัฐต่อรัฐเพื่อลดขั้นตอนและความเสี่ยง

ทางรัฐมนตรีจุลพันธ์มีความมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปเจรจาด้วยตนเองที่ฟินแลนด์และสวีเดนในต้นเดือนหน้า เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของแรงงานไทย ในขณะที่นายสหัสวัตยังคงเน้นย้ำถึงการปฏิรูประบบบริษัทจัดหางานและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม

หากภาครัฐสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างสำเร็จ แรงงานไทยนับหมื่นคนจะกลับมามีโอกาสสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่

ที่มา – “สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ

“กัณวีร์” จี้ รัฐบาลใหม่รับมือแรงงานข้ามชาติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายคนในขณะนี้คือ “กัณวีร์” จี้ รัฐบาลชุดใหม่ เตรียมพร้อมรับมือการโยกย้ายถิ่นฐาน ปัญหาแรงงานข้ามชาติทวีคูณ นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งเตรียมกลไกบริหารจัดการปัญหานี้ให้ดี เพราะสถานการณ์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิด

“กัณวีร์” จี้ รัฐบาลชุดใหม่ เตรียมพร้อมรับมือการโยกย้ายถิ่นฐาน ปัญหาแรงงานข้ามชาติทวีคูณ

วันที่ 28 มี.ค. 2567 นายกัณวีร์ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายใหญ่หลวงที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติ ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัย บุคคลไร้สัญชาติ และแรงงานข้ามชาติ ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่ยิ่งรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและความไม่สงบในเมียนมา แม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีนโยบายช่วยเหลือไปบ้าง เช่น อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา 40,000 คน ออกจากค่ายชายแดนไปทำงาน แก้สถานะบุคคลไร้สัญชาติให้ 483,626 คน และปรับระบบจดทะเบียนแรงงานเป็น MOU กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชา และเวียดนาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

นายกัณวีร์วิเคราะห์ว่า ผู้พลัดถิ่นจากเมียนมาอาจมีถึง 300,000 คน และมีแนวโน้มข้ามมาประเทศไทยมากขึ้น หากสถานการณ์ในเมียนมาทุุกวันยิ่งเลวร้ายลง ยิ่งไปกว่านั้น แรงงานข้ามชาติจำนวนมากไม่สามารถกลับประเทศต้นทางเพื่อจดทะเบียน MOU ได้ ทำให้ปัญหาคลี่คลายยาก รัฐบาลชุดใหม่จึงต้องเร่งสร้างกลไกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มิเช่นนั้นกลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและการเมืองที่ถาโถมเข้ามา

ผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางต่อไทย

วิกฤตในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลแค่ด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังกระทบเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ และแรงงานโดยรวม นายกัณวีร์มองว่านี่คือโอกาสในการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลัง” โดยศึกษาธุรกิจที่ขาดแคลนแรงงาน ไม่ว่าจะมีทักษะหรือไม่ เช่น ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ที่สามารถรับแรงงานเหล่านี้เข้ามาเติมเต็ม

แนวทางปฏิบัติที่นายกัณวีร์เสนอแนะ

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการเปิดช่องทางให้นำแรงงานและผู้ลี้ภัยเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะสูง เช่น แพทย์ ครู ที่มีศูนย์การเรียนรู้ของตัวเองอยู่แล้ว หากจดทะเบียนถูกต้อง พวกเขาจะเสียภาษี สร้างรายได้ให้รัฐ และช่วยพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ ต้องเปลี่ยนจากการจ้างงานฤดูกาล เช่น เก็บลำไยทุเรียน มาเป็นงานยั่งยืน สร้างระบบการศึกษา สวัสดิการ และให้พวกเขาซื้อบริการต่าง ๆ ซึ่งจะหมุนเวียนเงินกลับสู่เศรษฐกิจไทย

  • จดทะเบียนถูกต้อง: เพื่อเก็บภาษีและให้สิทธิสวัสดิการ
  • สร้างงานยั่งยืน: ไม่ใช่แค่ฤดูกาล ลดปัญหาส่วยและผิดกฎหมาย
  • ต่อยอดนโยบายเก่า: อย่างมติ ครม. เรื่องคนไร้สัญชาติ ที่ UNHCR ชมเชย
  • จัดการชายแดน: เตรียมรับผู้ลี้ภัย 300,000 คนจากเมียนมา

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ หากรัฐบาลชุดใหม่ผลักดันต่อ จะช่วยแก้ปัญหาส่วยสัญชาติและการค้ามนุษย์ได้อย่างยั่งยืน นายกัณวีร์ย้ำว่าต้องคิดนอกกรอบ มองปัญหาแบบครอบคลุม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือโอกาสทองสำหรับไทยในการใช้ demographic dividend จากแรงงานข้ามชาติ หากบริหารดี จะช่วยเสริม GDP และลดช่องว่างสังคม คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยกันเถอะ!

ที่มา – “กัณวีร์” จี้ รัฐบาลชุดใหม่ เตรียมพร้อมรับมือการโยกย้ายถิ่นฐาน ปัญหาแรงงานข้ามชาติทวีคูณ

กมธ.มั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ

“รังสิมันต์” ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ชี้ เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี กระทบเศรษฐกิจแน่ ปูด พบบริษัทนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ. ในวันนี้ว่า จะคุยกันถึงเรื่องผลกระทบจากการที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับไปยังประเทศ ซึ่งปัจจุบันจากเดิมตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี และถ้าหากนับจากแรงงานผิดกฎหมายอาจจะมีมากกว่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า 10% ที่เหลืออยู่ในภาคการผลิตของเรา ทั้งเกษตรและก่อสร้างได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

สถานการณ์ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก การขาดแคลนแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนหลังจากมีการปะทะกันแล้วไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องการเยียวยาไม่เพียงพอแต่มีปัญหาในมิติเศรษฐกิจด้วย ถ้าหากเราฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจไม่ได้จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดนทั้งระบบ เรื่องผลกระทบของการไม่มีแรงงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจำเป็นต้องดำเนินการและหาแนวทางแก้ปัญหา

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า หลักๆ ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กลุ่มสมาคมสหกรณ์จังหวัดตราด และอีกหลายภาคส่วนมาร่วมประชุม ทางกระทรวงแรงงานเองมีความพยายามนำเข้าแรงงานจากศรีลังกาเข้ามา ซึ่งต้องพูดคุยกันถึงความจำเป็น แต่มากไปกว่านั้นมีอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการทุจริตในเรื่องการนำเข้าแรงงานกัมพูชา ซึ่งวันนี้เรามีชื่อบริษัทเป้าหมายแล้ว

“สิ่งที่ต้องยอมรับ วงการแรงงานมีเรื่องการทุจริตเรื่องค้ามนุษย์เรื่องสีเทาดำเต็มไปหมด ทางกรรมาธิการก็จะสอบในเรื่องเหล่านี้ ส่วนลักษณะการทุจริตจะเป็นการนำแรงงานเข้ามาโดยจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษ หรือพูดง่ายๆ คือมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ยืนยันว่าเรามีชื่อบริษัทแล้ว”

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ซึ่งพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ

ผลกระทบจากปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

  • ภาคเกษตรกรรม: ขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตเสียหายและราคาตกต่ำ
  • ภาคก่อสร้าง: โครงการก่อสร้างล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น
  • ภาคอุตสาหกรรม: กำลังการผลิตลดลง

นอกจากนี้ การที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่เคยพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ทางออกของ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ คืออะไร? รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตร: เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน
  • พัฒนาทักษะแรงงานไทย: เพื่อให้สามารถทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะสูงได้
  • เจรจาและทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน: เพื่อนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย

การแก้ไขปัญหา ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

การที่กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กมธ.มั่นคงฯ ถกปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ เหตุเหลืออยู่ราว 10%

Scroll to top