ผิดกฎหมาย

รวบผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้า ย่านบางแค ยึดของกลาง 5 หมื่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวสะเทือนวงการนักสูบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้บุกเข้าทลายแหล่งเก็บสินค้าและจับกุมผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ย่านบางแค พร้อมของกลางจำนวนมหาศาล โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการลักลอบจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดครับ

ปฏิบัติการกวาดล้างผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้า ย่านบางแค

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ซอยเพชรเกษม 63 กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.2 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นบ้าน 2 หลัง ซึ่งพบว่าเป็นคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้แพ็คและจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าทั่วประเทศ การจับกุมครั้งนี้นำไปสู่การควบคุมตัวผู้ต้องหาชายและหญิงที่ทำหน้าที่เป็นผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยยึดของกลางได้กว่า 50,000 ชิ้น พร้อมเงินสดในบัญชีและการหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อยสำหรับธุรกิจมืดประเภทนี้

เบื้องลึกเบื้องหลังการบุกค้นแหล่งกระจายสินค้า

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางตำรวจต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากจุดเก็บสินค้าดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตชุมชนและใกล้กับสถานศึกษาขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่พ่อค้าแม่ค้ามักจะพุ่งเป้าไปหานักเรียนนักศึกษา จากการสืบสวนพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • สินค้ามีทั้งแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable Pod) และหัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า
  • มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและผลิตเองบางส่วน
  • สถานที่จัดเก็บมีการบริหารจัดการเหมือนบริษัทขนส่งสินค้าปกติ

การดำเนินการกวาดล้างผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้าในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องเยาวชนจากการเข้าถึงสารอันตรายที่ผิดกฎหมายอีกด้วยครับ เชื่อว่าหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการขยายผลเพื่อถอนรากถอนโคนเครือข่ายเหล่านี้ต่อไปอย่างแน่นอน

ข้อคิดทิ้งท้ายจากเหตุการณ์นี้

การซื้อขายหรือครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันยังคงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการขายหรือการนำเข้า ล้วนมีโทษทางอาญาที่หนักหนา การพบเห็นแหล่งกระจายสินค้าใหญ่ขนาดนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่าหลงเข้าสู่วงจรธุรกิจเถื่อน เพราะนอกจากจะสูญเสียเงินทองและเสี่ยงต่อการถูกจับกุมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานและส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวครับ หากใครพบเบาะแสการลักลอบจำหน่าย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้ทันที

ที่มา – ค้น 2 จุดย่านบางแค รวบผู้ค้าระดับหัวจ่าย “บุหรี่ไฟฟ้า” ยึดของกลาง 5 หมื่นชิ้น

ผบ.ตร. สั่งล่าแก๊งวัยรุ่นกัมพูชาทำคลิปห้าว

ผบ.ตร. ลั่นเอาผิดกลุ่มวัยรุ่นกัมพูชา ทำคลิปห้าวเป้ง สั่งตำรวจภาค 2 ล่าตัวให้ได้ครบแก๊ง ด้านมือระเบิดอ้าง ทำไปเพราะทะเลาะคนชาติเดียวกัน ยันไม่เกี่ยวข้องกับการปะทะชายแดน

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 กรณีกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชาถ่ายคลิปเชิงใช้ความรุนแรง และท้าทายฝ่ายคู่อริ โดยมีการปาระเบิด ถือมีดดาบ มีดสปาต้า เหตุเกิดแยกบึงตาต้า ถนนทางหลวงชนบท 3083 ( อ.หนองใหญ่ – ชลบุรี ) ต.หนองเสือช้าง อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี และยังมีการบานปลายลุกลามไปยังเขตพื้นที่ สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง ก่อนที่จะมีการนำคลิปมาลงในโลกโซเชียล จนกลายเป็นกระแสทำให้ประชาชนคนไทยเกิดความโกรธแค้นในพฤติกรรมของกลุ่มชาวกัมพูชากลุ่มนี้ ซึ่งในเวลาต่อมา ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี และตำรวจ สภ.หนองใหญ่ สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 3 คน ตามที่มีข่าวเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้เดินทางมายัง สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี เพื่อทำการสอบปากคำผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน ด้วยตนเอง โดยมี พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.2 , พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี , พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.ระยอง , ตำรวจชุดสืบสวน จังหวัดชลบุรี , ตำรวจ สภ.หนองใหญ่ และ หน่วยคอมมานโด กองกำกับการสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี คุมตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน จาก สภ.หนองใหญ่ มายัง สภ.นาจอมเทียน เพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสอบสวน

สำหรับผู้ก่อเหตุที่ถูกตำรวจจับกุมตัวได้ มีทั้งหมด 3 คน ประกอบไปด้วย 1. นายเคมมาราเมือท อายุ 20 ปี สัญชาติกัมพูชา 2. นายสะเมย อายุ 21 ปี มือปาระเบิด ถือมีดสปาต้า และเป็นคนนำคลิปลงในโลกโซเชียล 3.พิช อายุ 20 ปี คนขี่มอเตอร์ไซค์ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้มีการสอบปากคำผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน ด้วยตนเอง โดยใช้ประมาณ 1 ชั่วโมง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการปรากฏในสื่อโซเชียลเกี่ยวกับพฤติกรรมแรงงานชาวกัมพูชา เบื้องต้นยืนยันว่ามีการจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว 3 คน และยังเหลืออีก 8 คน ที่ปรากฏในคลิป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผล พิสูจน์ทราบเพิ่มเติมว่าเป็นใคร และมีการสั่งการให้ตำรวจภาค 2 เร่งติดตาม กลุ่มชาวกัมพูชารวมถึงคนไทย ที่ปรากฏในคลิปมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนสาเหตุจูงใจในครั้งนี้ จากแนวทางการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุที่สามารถจับกุมตัวได้ เป็นแรงงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอปลวกแดง จ.ระยอง และเกิดมีปัญหาทะเลาะวิวาทกับกลุ่มแรงงานชาวกัมพูชาด้วยกันเอง ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานอีกแห่งหนึ่ง ก่อนจะมีการท้าทายกันไปมา จนเป็นที่มาของการรวมกลุ่มกันมาก่อเหตุดังกล่าว จากแนวทางการสอบสวนยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งส่วนตัวของแรงงานชาวกัมพูชาด้วยกันเอง และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การสู้รบในเขตชายแดนไทยกัมพูชา เบื้องต้นผู้ก่อเหตุทั้งหมดจะถูกดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.วัตถุระเบิด โดยร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง ผิดกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญ

ด้าน นางเกิด นวล อายุ 50 ปี ชาวกัมพูชา แม่ของ นายสะเมย อายุ 21 ปี หัวโจกที่ปรากฏในคลิป เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ลูกชายเดินทางมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 15 ปี รวมระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไทย 6 ปี ปัจจุบันลูกชายทำงานอยู่ที่โรงงานเดียวกันกับตนเอง ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจกับพฤติกรรมของลูกชาย ที่ผ่านมาลูกชายเป็นคนเชื่อฟังตนเองมาโดยตลอด ซึ่งตนเองก็คอยเตือนลูกชายห้ามออกไปทำในสิ่งที่ไม่ดี แต่ก็ไม่คิดว่าลูกชายจะมาก่อเหตุในลักษณะแบบนี้ ซึ่งหลังลูกชายไปก่อเหตุก็ไม่ได้นำเรื่องราวมาเล่าให้ตนเองฟัง จนมีตำรวจมาตามถึงบ้าน ภายหลังตนเองเห็นคลิปยอมรับว่าช็อกมากและเสียใจ อีกทั้งยืนยันว่าสิ่งที่ลูกชายทำไปไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนไทย แต่เป็นการทะเลาะกันเองของเพื่อนร่วมชาติที่ทำงานอยู่ในจังหวัดชลบุรี ส่วนตัวตนเองมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 25 ปี รู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องของสถานการณ์ชายแดน ในฐานะคนกัมพูชาก็อยากให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกันโดยเร็วที่สุด

ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง

จากเหตุการณ์ ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง นี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างแรงงานต่างด้าว และความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าคดีวัยรุ่นกัมพูชาทำคลิปห้าวเป้ง

ล่าสุด ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง และได้สั่งการให้ตำรวจภาค 2 เร่งติดตามจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สำหรับผู้ที่ได้รับชมคลิป ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง และรู้สึกถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการสืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้ความรุนแรง และความสำคัญของการเคารพกฎหมาย หากมีข้อสงสัยหรือพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง มือระเบิดยันไม่เกี่ยวชายแดน

จับ! บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ 46,260 ชิ้น

กรมศุลกากรจับมือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจยึด บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 46,260 ชิ้น ลักลอบนำเข้าประเทศไทย โดยปะปนมากับสินค้าเบ็ดเตล็ด คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ กรมศุลกากร ได้มีการแถลงข่าวการจับกุม บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมศุลกากร และผู้แทนจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การจับกุมครั้งนี้เป็นการตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้ง จำนวน 46,260 ชิ้น มูลค่ารวม 10,871,100 บาท ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายในการนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร

สืบเนื่องจากนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการร่วมได้เข้าตรวจสอบตู้สินค้าตกค้างจำนวน 7 ตู้ ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ จากการตรวจค้นอย่างละเอียด พบว่ามีการอำพราง บุหรี่ไฟฟ้า คละกลิ่น ซุกซ่อนปะปนอยู่กับสินค้าเบ็ดเตล็ดภายในตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า สถิติการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ในงบประมาณปี 2569 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 11 ธันวาคม 2568) สามารถตรวจยึดของกลางได้แล้วกว่า 123,870 ชิ้น รวมมูลค่าสูงถึง 25,170,659 บาท

กรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า ณ ด่านชายแดนและท่าเรือทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ทำลายสุขภาพและส่งผลกระทบต่อสังคม

บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์: การจับกุมครั้งใหญ่

การจับกุม บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง การลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบของการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า

  • ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค: บุหรี่ไฟฟ้าที่ลักลอบนำเข้ามักไม่มีการควบคุมคุณภาพ อาจมีสารอันตรายที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • การสูญเสียรายได้ของรัฐ: การลักลอบนำเข้าทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษี
  • ผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมาย: การลักลอบนำเข้าทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียเปรียบ

การจับกุม บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ จำนวนมากเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย หวังว่าการดำเนินการอย่างต่อเนื่องนี้จะสามารถลดปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าอันตราย และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่สุจริต

การลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้านอกจากจะเป็นภัยต่อสุขภาพ และเศรษฐกิจของชาติแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย การสนับสนุนสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะช่วยให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดี และสร้างรายได้ให้ภาครัฐนำไปพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ 46,260 ชิ้น มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

รวบอินฟลูฯ สายล่าผี โปรโมทเว็บพนัน!

ตำรวจสอบสวนกลางรวบตัวอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง สายล่าผี ที่มีผู้ติดตามกว่า 5 ล้านคน ข้อหารับจ้างโปรโมทเว็บพนันออนไลน์ พบว่าทำมาแล้วถึง 2 ปี ได้ค่าจ้างเดือนละกว่า 50,000 บาท เตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้ทำการจับกุมนายนภสินธุ์ฯ ยูทูบเบอร์สายล่าผี อายุ 27 ปี ในข้อหา “ทําอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน มาตรา 12

พร้อมกันนี้ ได้ทำการตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคารชื่อนายนภสินธุ์ จำนวน 1 เล่ม โดยจับกุมได้ที่บ้านพักในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

รวบอินฟลูฯ สายล่าผี มีผู้ติดตาม 5 ล้านคน รับโปรโมทเว็บพนัน

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กเพจหนึ่ง มีลักษณะการไลฟ์สดรายการพิสูจน์ความลี้ลับ ตามล่าหาสิ่งลี้ลับ ภูตผี ตามสถานที่ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงเรื่องความน่ากลัว และมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ในระหว่างการไลฟ์สดนั้น จะมีการโพสต์ชักชวนให้คนทั่วไปเข้าเล่นการพนันออนไลน์ประเภทต่างๆ ผ่าน LINE ID ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12

จากการตรวจสอบโพสต์ต่างๆ ของบัญชีโซเชียลมีเดียดังกล่าว พบว่ามีการแนบ LINE ID จำนวน 4 ภาพ (โพสต์) ซึ่งเป็นการรับโปรโมท รีวิว โฆษณาชักชวนให้เข้าเล่นพนันออนไลน์ โดยใช้วิธีการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบด้วยการโพสต์ลงในสตอรี่ (Story) ที่มีระยะเวลาหมดอายุอัตโนมัติ แล้วทำการโพสต์ใหม่วนไปเรื่อยๆ จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบว่ามีการใช้บัญชีธนาคารชื่อนายนภสินธุ์ในการรับเงินค่าโปรโมทเว็บพนัน

รายละเอียดการจับกุม อินฟลูฯ สายล่าผี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดปทุมธานี และเข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวในพื้นที่ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พบและยึดสิ่งของที่ใช้ในการกระทำความผิดได้จำนวน 2 รายการ

จากการตรวจสอบข้อมูลในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยึดมา พบว่าบัญชีเฟซบุ๊กเพจหลักมีผู้ติดตามกว่า 5 แสนคน มีช่องทางการชักชวนผ่าน LINE ID และเว็บไซต์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังพบบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มีผู้ติดตามหลักแสนคน ซึ่งมีบทบาทเป็นแอดมินของเพจดังกล่าว ผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้รับค่าจ้างโปรโมทเว็บพนันเดือนละ 50,000 – 80,000 บาท และทำมาแล้วประมาณ 2 ปี เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อหา และนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับอินฟลูเอนเซอร์และผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ ที่ควรพิจารณาถึงผลกระทบและความรับผิดชอบต่อสังคม ก่อนที่จะรับงานโฆษณาหรือโปรโมทสินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะอาจนำมาซึ่งปัญหาและผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาได้ การกระทำของอินฟลูฯ สายล่าผี รายนี้ แสดงให้เห็นถึงการขาดความตระหนักถึงผลเสียของการพนันออนไลน์ ที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชนและสังคมในวงกว้าง

ดังนั้น ก่อนรับงานอะไร ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง และเพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอง

ที่มา – รวบอินฟลูฯ สายล่าผี มีผู้ติดตาม 5 ล้านคน รับโปรโมทเว็บพนัน

เตือน! รุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกปรับ

เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนชาวกัมพูชารุกล้ำที่ดินบริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีโทษทั้งจำและปรับสูงสุด หากฝ่าฝืนกฎหมายไทย

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้สระแก้ว ร่วมกับทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดน ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศบังคับใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จุดที่ติดตั้งป้ายคือบริเวณแนวลวดหนามและสแลนสีดำ เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังฝั่งกัมพูชาอย่างชัดเจน

เนื้อหาในป้ายประกาศ ระบุถึงบทลงโทษอย่างชัดเจน โดยเป็นป้าย 3 ภาษา เพื่อให้ชาวกัมพูชาที่กระทำการรุกล้ำทราบว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา และมีโทษทั้งจำและปรับ หากไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินออกจากที่ดิน และยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ จะถูกดำเนินคดีและต้องรับโทษตามกฎหมายไทย

ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การกระทำรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เตือน! รุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกปรับ

การดำเนินการครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ไทยในการปกป้องอธิปไตยและรักษาทรัพยากรของชาติ โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำการรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ทำไมการรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้วถึงเป็นเรื่องใหญ่?

ปัญหาการรุกล้ำที่ดินบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้มีผู้พยายามแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั้งสองฝั่ง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดแรงจูงใจในการรุกล้ำที่ดินและสร้างความมั่นคงในระยะยาว

เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายและอธิปไตยของชาติ โดยขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแส หากพบเห็นการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกล้ำที่ดินหรือกระทำผิดกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

การลักลอบข้ามแดนและรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่ได้สร้างผลดีต่อฝ่ายใดเลย นอกจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอีกด้วย

ดังนั้น, การเคารพกฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ที่มา – ติดป้ายเตือนชาวกัมพูชา รุกที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกและปรับ

Scroll to top