ผู้ขอลี้ภัย

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ: ทำงาน CIA


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุ มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เคยทำงานร่วมกับ CIA ในอัฟกานิสถานมาก่อน เรื่องราวนี้สร้างความตกตะลึงและความกังวลให้กับหลายฝ่าย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า นาย เราะห์มานอุลเลาะห์ ลากันวัล ชายชาวอัฟกานิสถานผู้ต้องสงสัยในคดีมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้เคยทำงานให้กับสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ในอัฟกานิสถาน ก่อนที่จะเดินทางมายังสหรัฐฯ เมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้

ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกกล่าวหาว่า ยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย 2 นาย ได้แก่ ซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี และ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ในจุดที่ห่างจากทำเนียบขาวเพียงไม่กี่ช่วงตึก ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในพื้นที่

“เราภาวนาขอให้พวกเขารอดชีวิต และภาวนาว่าข้อหาสูงสุดในคดีนี้จะไม่ใช่การฆาตกรรมโดยเจตนา” นางสาวจีนิน ปีร์โร อัยการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นาย แคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐฯ ยืนยันในการแถลงข่าวเดียวกันว่า ผู้ต้องสงสัยมีความสัมพันธ์กับกองกำลังพันธมิตรในอัฟกานิสถาน ก่อนจะย้ายมาอยู่สหรัฐฯ ทำให้ประเด็นความเชื่อมโยงกับต่างประเทศมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

นายลากันวัลเดินทางมายังสหรัฐฯ ในปี 2564 ภายใต้โครงการของรัฐบาล ที่ให้การคุ้มครองพิเศษด้านการตรวจคนเข้าเมืองแก่ชาวอัฟกานิสถาน หลังจากการถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน

อดีตผู้บัญชาการทหารที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับนายลากันวัลบอกกับสำนักข่าว BBC ภาษาอัฟกันว่า นายลากันวัลช่วยอารักขากองกำลังสหรัฐฯ ที่สนามบินคาบูล ในช่วงที่ประชาชนหลายพันคนพยายามหนีออกจากอัฟกานิสถานก่อนที่กลุ่มตาลิบานจะเข้ายึดอำนาจ

นายลากันวัลถูกเกณฑ์เข้าร่วมหน่วย 03 ของกองกำลังจู่โจมของเมืองกันดาฮาร์เมื่อ 9 ปีก่อน โดยหน่วยของเขาเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นว่า “กองกำลังแมงป่อง” ซึ่งทำงานภายใต้ CIA ก่อนที่จะไปอยู่ใต้สังกัดสำนักงานข่าวกรองอัฟกานิสถานชื่อ กองอำนวยการความมั่นคงแห่งชาติ (NDS)

อดีตผู้บัญชาการบอกกับ BBC ว่า นายลากันวัลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ GPS และมีนิสัยร่าเริงและรักกีฬา

หน่วยของนายลากันวัลถูกย้ายจากเมืองกันดาฮาร์ไปยังกรุงคาบูล 5 วันก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะบุกเข้าสู่เมืองหลวง และพวกเขาปกป้องสนามบินต่อหลังจากนั้นอีก 6 วัน ก่อนที่จะต้องนั่งเครื่องบินไปยังสหรัฐฯ เช่นเดียวกับผู้อพยพคนอื่นๆ

การถอนตัวของกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564 ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เริ่มโครงการ “ปฏิบัติการต้อนรับพันธมิตร” ซึ่งอนุญาตให้ชาวอัฟกันกว่า 77,000 คน เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ภายใต้ความคุ้มครองพิเศษ

นายลากันวัลเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว และยื่นข้อลี้ภัยในสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 ก่อนที่คำร้องของเขาจะได้รับการอนุมัติเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ระบุว่า “รัฐบาลไบเดนให้ความชอบธรรมในการนำผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้ เข้ามาในสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึง CIA ในฐานะสมาชิกของกองกำลังพันธมิตรในกันดาฮาร์”

นางสาวปีร์โรกล่าวว่า การยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเป็นการยิงโดย “เจาะจงเป้าหมาย” และนายลากันวัลขับรถข้ามประเทศจากเมืองเบลลิงแฮม รัฐวอชิงตัน มายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อก่อเหตุ

เธอกล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังทบทวนประวัติการเข้าเมืองของเขา และวิธีการตรวจสอบประวัติก่อนที่เขาจะเดินทางมายังสหรัฐฯ

ผลจากการก่อเหตุของนายลากันวัล ทำให้สหรัฐฯ ระงับการพิจารณาคำข้อลี้ภัยทั้งหมดของชาวอัฟกานิสถาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องตรวจสอบคนต่างด้าวทุกคนที่เข้าสู่ประเทศในยุครัฐบาลไบเดนใหม่ทั้งหมด

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ อดีตเคยทำงาน CIA

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยและการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ

ความเชื่อมโยงของมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิกับ CIA

ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้เคยทำงานให้กับ CIA ในอดีต ซึ่งทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการให้บุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับหน่วยงานข่าวกรองเข้ามาอยู่ในประเทศ

เรื่องราวของมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการพิจารณานโยบายการเข้าเมืองและการรักษาความปลอดภัยของประเทศ การตรวจสอบประวัติและความเชื่อมโยงของผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่ในประเทศอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

ผู้ประท้วงนับแสน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ กลางลอนดอน

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ เป็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านผู้อพยพออกมาแสดงพลัง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลความสงบเรียบร้อย

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568 เมื่อผู้ประท้วงจำนวนมากออกมารวมตัวกันในพื้นที่ใจกลางกรุงลอนดอน การชุมนุมนี้จัดขึ้นโดยนายทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวที่มักออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านผู้อพยพและศาสนาอิสลาม ภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง”

ผู้ประท้วงกลุ่มใหญ่รวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาได้รับฟังการปราศรัยจากบุคคลสำคัญหลายท่าน รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

ในขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนราว 5,000 คน ได้ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง การชุมนุมนี้จัดขึ้นโดยองค์กรที่ชื่อว่า “Stand Up To Racism” (SUTR)

สำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอนได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 1,000 นายไปยังจุดต่างๆ ทั่วกรุงลอนดอนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และได้วางแผงกั้นเพื่อแบ่งแยกผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มออกจากกัน นอกจากนี้ ยังมีการร้องขอกำลังเสริมจากหน่วยงานอื่น ๆ อีกประมาณ 500 นายเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานครั้งนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายถูกผู้ประท้วงขว้างปาสิ่งของใส่ และเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกฝ่าแนวกั้นไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้าม

บนเวทีที่ถนนไวท์ฮอลล์ นายโรบินสัน ซึ่งมีชื่อจริงว่าสตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน ได้กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองว่า “ลอกเลียนแบบ” ความคิดของเขา และกล่าวอ้างว่าศาลในสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมาย มากกว่าสิทธิของประชาชนชาวอังกฤษ

คำกล่าวของนายโรบินสันนั้นสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อเดือนก่อน ซึ่งศาลอุทธรณ์ของอังกฤษได้กลับคำตัดสินที่ห้ามไม่ให้ผู้ขอลี้ภัยพักอาศัยในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ในการชุมนุมต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ น.ส.ไดแอน แอบบอตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระ ได้กล่าวต่อผู้ชุมนุมว่า พวกเขาได้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกัน “เรารู้ดีว่าการเหยียดเชื้อชาติ ความรุนแรง และลัทธิฟาสซิสต์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คุณรู้อะไรไหม? เราสามารถเอาชนะการเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงได้มาโดยตลอด”

ปัจจุบันนี้ ปัญหาผู้อพยพได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ครอบงำการเมืองในสหราชอาณาจักรอย่างมาก จนบดบังความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ขอลี้ภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา มีผู้อพยพกว่า 28,000 คนเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษมายังสหราชอาณาจักรด้วยเรือขนาดเล็ก

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

สถานการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวกับผู้อพยพในสหราชอาณาจักรยังคงเป็นที่จับตามอง และการชุมนุมที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดในสังคม

ทำไมถึงมีการชุมนุม ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ?

การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในสังคมอังกฤษเกี่ยวกับประเด็นผู้อพยพและความหลากหลายทางเชื้อชาติ การที่ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ บ่งชี้ว่าประเด็นนี้มีความสำคัญและส่งผลกระทบอย่างมากต่อความคิดเห็นของประชาชน

การที่ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาผู้อพยพไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความเชื่อ ความกลัว และความหวังที่แตกต่างกันในสังคม

การชุมนุมนี้ทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาถึงวิธีการที่เราจะสามารถสร้างสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ความท้าทายคือการหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

การชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ กลางกรุงลอนดอนครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับจำนวนผู้ขอลี้ภัยที่เพิ่มขึ้น การส่งเสริมความเข้าใจและความอดทนระหว่างวัฒนธรรม หรือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคนในสังคม

ที่มา – ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

Scroll to top