ผู้นําสูงสุดอิหร่าน

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ โดยกองทัพอิสราเอลประกาศว่ากองทัพอากาศได้โจมตีทำลายเครื่องบินลำพิเศษนี้ที่สนามบินเมห์ราบัดในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นการลดศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านอย่างสำคัญ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

กองทัพอิสราเอล (IDF) ได้แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า ฝูงบินขับไล่ของพวกเขาได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในช่วงข้ามคืน โดยมีเป้าหมายหลักคือเครื่องบินประจำตัวของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เครื่องบินลำนี้ไม่ได้เป็นแค่พาหนะส่วนตัวธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ระบอบอิหร่านใช้ในการเดินทาง จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ และประสานงานกับพันธมิตรต่างชาติ การทำลายจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการฟื้นฟูกำลังพลและขยายอิทธิพลทางทหารของอิหร่าน

การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่อิสราเอลถล่มโครงสร้างพื้นฐานในเมืองสำคัญของอิหร่านอย่างเตหะราน ชีราซ และตาบริซ สงครามดังกล่าวดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลงในเร็ววัน สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่ออิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบจากการที่อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

การทำลายเครื่องบินลำนี้ไม่เพียงลดขีดความสามารถของผู้นำอิหร่าน แต่ยังเป็นสัญญาณว่าอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อตัดกำลังสนับสนุนของอิหร่านต่อกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค เช่น ฮิซบุลลาห์และฮูธี สิ่งนี้ทำให้อิหร่านต้องปรับแผนการเคลื่อนไหวของผู้นำระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการตัดสินใจทางทหาร

สถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน

สงครามครั้งนี้ลุกลามไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลาง มีรายงานการโจมตีด้วยโดรนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ท่าเรือฟูไจราห์ต้องหยุดขนถ่ายน้ำมันชั่วคราวเนื่องจากเพลิงไหม้ ขณะที่สนามบินดูไบต้องจำกัดเที่ยวบินหลังถูกโจมตีเช่นกัน ความขัดแย้งไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนอิหร่าน แต่แผ่ขยายไปยังเพื่อนบ้าน สร้างความไม่แน่นอนให้กับภูมิภาคทั้งหมด

การตอบสนองจากผู้นำโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่งกำลังคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ โดยขู่จีนว่าจะเลื่อนการเยือนหากไม่ช่วยเหลือ และเตือนนาโตว่าอาจเผชิญอนาคตเลวร้ายหากไม่ร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นและออสเตรเลียปฏิเสธส่งเรือรบ ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังหารือเพื่อหาทางออก

  • ปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลกทันที
  • ราคาน้ำมันพุ่ง: ผู้บริโภคทั่วโลกได้รับผลกระทบ
  • การโจมตีขยายวง: UAE และดูไบเดือดร้อน
  • ท่าทีระหว่างประเทศ: แบ่งรับแบ่งสู้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจบังคับให้อิหร่านต้องเจรจา สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การไกล่เกลี่ยจากนานาชาติ หากไม่ยืดเยื้อต่อไป ผู้อ่านควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาพลังงานในไทยโดยตรง แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจบเมื่อผมรู้สึกถึงเวลา

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจะจบ “เมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา” เตรียมโจมตีหนักเพิ่ม เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศ ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานี Fox News โดยยืนยันว่าสงครามกับอิหร่านจะยุติลงเมื่อเขา “รู้สึกได้เอง” ซึ่งคำพูดนี้สร้างความฮือฮาและความกังวลไปทั่วโลก

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจะจบ “เมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา” เตรียมโจมตีหนักเพิ่ม

ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 ทรัมป์ได้กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะสิ้นสุดลง “เมื่อผมรู้สึกว่ามันถึงเวลา” เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าทำไมเขาถึงรู้ได้ ทรัมป์ตอบอย่างมั่นใจว่า “เมื่อผมรู้สึกได้ โอเคมั้ย ผมรู้สึกมันได้จากข้างใน” คำตอบสไตล์นี้สะท้อนบุคลิกของทรัมป์ที่ชอบพูดตรงๆ และตัดสินใจจากสัญชาตญาณ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประเมินว่าความเสียหายที่สหรัฐฯ ก่อให้กับอิหร่านในปัจจุบันนั้นรุนแรงมาก จนอิหร่านอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นตัว และที่สำคัญ เขาเตือนว่าสัปดาห์หน้าสหรัฐฯ จะเพิ่มการโจมตีอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกปั่นป่วน โดยเฉพาะเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่

ทรัมป์ยังพูดถึง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านที่ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ โดยคาดเดาว่าเขาอาจได้รับบาดเจ็บแต่ยังมีชีวิตอยู่ การหายตัวไปของผู้นำคนนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นกลยุทธ์ของอิหร่านในการปกปิดความอ่อนแอ

บทบาทของช่องแคบฮอร์มุซในสงคราม

เมื่อถูกถามถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทรัมป์ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ พร้อมคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันหากจำเป็น แต่เขาหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยสันติ อย่างไรก็ตาม การโจมตีที่กำลังจะมาอาจกระทบราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยและประเทศอื่นๆ ด้วย

  • ทรัมป์ยืนยันสงครามจบเมื่อ “รู้สึกถึงเวลา” จากสัญชาตญาณ
  • เตรียมโจมตีอิหร่านหนักขึ้นในสัปดาห์หน้า
  • ประเมินโมจตาบา คาเมเนอี ยังมีชีวิตแต่บาดเจ็บ
  • สหรัฐฯ พร้อมปกป้องช่องแคบฮอร์มุซ
  • ความเสียหายอิหร่านหนัก ฟื้นตัวยากหลายปี

背景ของความขัดแย้งนี้ย้อนไปถึงนโยบายกดดันสูงสุดของทรัมป์สมัยแรก ที่ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA และสังหารนายพลโซไลมานี ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ปัจจุบัน สงครามยืดเยื้อมาหลายเดือน สร้างความสูญเสียทั้งสองฝ่าย ทรัมป์มองว่านี่เป็นโอกาสในการบังคับให้อิหร่านยอมจำนน

นักวิเคราะห์เห็นว่าคำพูดของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์จิตวิทยาเพื่อกดดันอิหร่าน แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่ หากอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด สถานการณ์นี้值得จับตา รัฐบาลควรเตรียมแผนสำรองพลังงานเพื่อลดผลกระทบ

คุณคิดอย่างไรกับคำพูดของทรัมป์? สงครามนี้จะจบจริงเมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ

ที่มา – ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจะจบ “เมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา” เตรียมโจมตีหนักเพิ่ม

เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่บาดเจ็บหนัก

เพนตากอนเพิ่งออกมาเปิดเผยข้อมูลสุดช็อกเกี่ยวกับ ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ที่ชื่อ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าตอนนี้บาดเจ็บหนักและอาจเสียโฉม จากเหตุการณ์โจมตีในช่วงเริ่มต้นของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน สิ่งที่น่ากังวลคือ เขายังไม่ยอมปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่ง สถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงสุขภาพและความมั่นคงของผู้นำคนนี้ท่ามกลางวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง

เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่บาดเจ็บหนัก

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อเพนตากอน ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุชัดเจนว่า เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่บาดเจ็บหนัก จากการโจมตีที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของความขัดแย้งครั้งใหญ่ นายเฮกเซธบอกว่าสหรัฐฯ มีข้อมูลว่ามีแนวโน้มที่โมจตาบา คาเมเนอี จะเสียโฉมจากบาดแผลดังกล่าว ข้อมูลนี้มาหลังจากที่คาเมเนอีเพิ่งออกแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในวันพฤหัสบดี นับตั้งแต่รับตำแหน่งผู้นำสูงสุด

ก่อนหน้านี้ บิดาของเขา คือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม ทำให้โมจตาบาต้องขึ้นมาแทนที่อย่างกะทันหัน ทางการอิหร่านยอมรับว่าผู้นำคนใหม่บาดเจ็บจริง แต่ไม่เคยเปิดเผยรายละเอียด ทำให้เกิดกระแสข่าวลือหนาหู

ผลกระทบจากการที่ผู้นำยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

การที่ ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ยังไม่โผล่หน้ามาต่อสาธารณะ สร้างความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ในอิหร่านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามรอบด้าน ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาการบาดเจ็บนี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การตอบโต้ทางทหารหรือการเจรจากับชาติตะวันตก

  • เพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
  • กระทบต่อเสถียรภาพภายในอิหร่าน
  • อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำอีกครั้ง
  • สหรัฐฯ และอิสราเอลจับตาอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ Reuters รายงานว่าข้อมูลจากเพนตากอนนี้มาจากแหล่งข่าวลับที่เชื่อถือได้ ซึ่งยืนยันว่าบาดแผลของโมจตาบาเกิดจากการโจมตีทางอากาศที่แม่นยำ สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตรของอิหร่าน ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้สถานการณ์ลุกลามไปทั่วภูมิภาค

เรามาดูประวัติของโมจตาบา คาเมเนอีกันสักหน่อย เขาเป็นบุตรชายคนโตของอาลี คาเมเนอี เคยถูกมองว่าเป็นตัวเต็งสืบทอดตำแหน่งมานาน แต่การขึ้นสู่อำนาจแบบนี้ท่ามกลางสงคราม ทำให้หลายคนสงสัยในความพร้อมของเขา หากบาดเจ็บหนักจริง อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของระบอบอิสลามในอิหร่าน

สถานการณ์ปัจจุบัน อิหร่านกำลังเผชิญทั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการโจมตีทางทหาร การที่ผู้นำไม่ปรากฏตัว ยิ่งทำให้เกิดการประท้วงภายในและความกังวลจากนานาชาติ ผู้วิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่าอาจมีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจภายในคณะสงฆ์อิหร่าน

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของผู้นำเผด็จการในยุคสมัยใหม่ เมื่อสงครามสมัยใหม่สามารถโจมตีเป้าหมายสำคัญได้อย่างแม่นยำ หากโมจตาบาไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว อนาคตของอิหร่านอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? ติดตามข่าวสารอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อรับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ “บาดเจ็บหนัก-อาจเสียโฉม” ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

สื่ออิหร่านอ้าง ภริยาอดีตผู้นำสูงสุดยังมีชีวิตอยู่

สื่ออิหร่านอ้าง ภริยาอดีตผู้นำสูงสุดยังมีชีวิตอยู่ เป็นข่าวที่ทำให้หลายคนต้องตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลในช่วงวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง ล่าสุดสื่อรัฐบาลอิหร่านหลายแห่งออกมาปฏิเสธรายงานก่อนหน้าที่ว่า นางมานซูเรห์ โคจาสเทห์ บาเกอร์ซาเดห์ ภริยาของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้ล่วงลับ ได้เสียชีวิตจากบาดแผลในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล

สื่ออิหร่านอ้าง ภริยาอดีตผู้นำสูงสุดยังมีชีวิตอยู่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีครั้งรุนแรงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สังหารอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ณ ที่พักส่วนตัวในกรุงเตหะราน ข่าวการเสียชีวิตของภริยาแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วผ่านสื่ออิหร่านหลายสำนัก เช่น ISNA ที่รายงานว่าเธอเข้าสู่ภาวะโคม่าและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่เพียงไม่กี่วัน สำนักข่าวฟาร์ส (Fars News) และนูร์นิวส์ (Nournews) ซึ่งใกล้ชิดกับรัฐบาลและสภาความมั่นคงสูงสุด ก็ออกมาชี้แจงว่าเป็น “ข้อมูลผิดพลาด” และยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่

รายละเอียดจากสื่ออิหร่าน

สำนักข่าวฟาร์สระบุชัดเจนว่ารายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนางบาเกอร์ซาเดห์นั้นไม่เป็นความจริง โดยเรียกมันว่าเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นท่ามกลางความโกลาหลหลังการสังหารผู้นำ ขณะที่นูร์นิวส์ซึ่งเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง ระบุว่า “ภริยาของผู้นำการปฏิวัติผู้พลีชีพยังมีชีวิตอยู่ และข่าวการพลีชีพของเธอที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้อง” อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสื่อไม่ได้เปิดเผยอาการป่วยของเธอหรือเหตุผลของความผิดพลาดนี้ ทำให้เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้นในหมู่ผู้สังเกตการณ์นานาชาติ

背景ของเหตุการณ์นี้ต้องย้อนกลับไปที่ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอลที่รุนแรงขึ้น การโจมตีทางอากาศครั้งนั้นถือเป็นจุดสูงสุดของความขัดแย้ง โดยอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้บงการในการลอบสังหารคาเมเนอี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเมืองอิหร่านมานานหลายทศวรรษ นางบาเกอร์ซาเดห์เองก็เป็นบุคคลที่ค่อนข้างลึกลับ สื่ออิหร่านมักไม่ค่อยรายงานชีวิตส่วนตัวของเธอ ทำให้ข่าวการเสียชีวิตก่อนหน้านี้ยิ่งสร้างความฮือฮา

  • วันที่ 28 ก.พ. 2569: การโจมตีสังหารถึงอดีตผู้นำสูงสุด
  • ต้นเดือนมี.ค.: สื่อ ISNA รายงานภริยาเสียชีวิต
  • 12 มี.ค. 2569: ฟาร์สและนูร์นิวส์ปฏิเสธ ยืนยันยังมีชีวิต

การที่สื่ออิหร่านอ้าง ภริยาอดีตผู้นำสูงสุดยังมีชีวิตอยู่ อาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์宣传เพื่อรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่อาจเกิดความวุ่นวาย ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของเธออาจถูกใช้เพื่อจุดประกายความโกรธเคืองต่อศัตรูภายนอก แต่การแก้ไขข่าวครั้งนี้ก็ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของสื่อรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากสื่อตะวันตก เช่น BBC ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยชี้ว่าความคลาดเคลื่อนเช่นนี้อาจเกิดจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ในช่วงสงครามข้อมูล (information warfare) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในความขัดแย้งสมัยใหม่ อิหร่านเองก็มีประวัติการควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันข่าวปลอมที่อาจบ่อนทำลายระบอบ

สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองตะวันออกกลาง ที่ข่าวสารมักเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและต้องตรวจสอบจากหลายแหล่ง ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่ข่าวเร็ว การแยกแยะความจริงจึงสำคัญยิ่ง

สุดท้ายแล้ว สื่ออิหร่านอ้าง ภริยาอดีตผู้นำสูงสุดยังมีชีวิตอยู่ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใหม่ในประวัติศาสตร์อิหร่าน คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สื่ออิหร่านอ้าง ภริยาอดีตผู้นำสูงสุดยังมีชีวิตอยู่

ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ ล้างแค้น

ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง หลังจากอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ออกแถลงการณ์ครั้งแรก ยืนยันนโยบายแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 สถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านเผยแพร่ข้อความจากผู้นำคนใหม่ ซึ่งสืบทอดตำแหน่งจากบิดา คือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เขาเรียกร้องให้ชาวอิหร่านรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว และย้ำว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป เพื่อกดดันศัตรู

ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก การปิดช่องแคบนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและเศรษฐกิจโลก คาเมเนอีระบุชัดเจนว่า อิหร่านจะใช้เป็นเครื่องมือกดดัน โดยไม่ลังเลที่จะล้างแค้นให้เลือดชาวอิหร่านที่ถูกสังหาร โดยเฉพาะการโจมตีใกล้โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ ที่คร่าชีวิต 168 ราย รวมเด็ก 110 คน

ผู้นำใหม่อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยจากศัตรู

ในแถลงการณ์ ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลจ่ายค่าชดเชย หากไม่ได้รับ จะทำลายทรัพย์สินของศัตรูให้เท่ากับที่ถูกทำลาย นอกจากนี้ เขายังขอบคุณกองทัพอิหร่าน กลุ่มฮูตีในเยเมน และกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่พร้อมช่วยเหลือ

คาเมเนอีเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้าน 15 ประเทศ แสดงจุดยืนชัดเจนต่อผู้รุกราน โดยแนะนำให้ปิดฐานทัพสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว อิหร่านยืนยันมิตรภาพกับเพื่อนบ้าน แต่ต้องปกป้องมาตุภูมิ

มาตรการช่วยเหลือประชาชนและนโยบายใหม่

ผู้นำใหม่ประกาศให้ผู้บาดเจ็บได้รับการรักษาฟรี และรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เสียหาย นอกจากนี้ อิหร่านจะปรับปรุงความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน หลังจากเคยใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีหลายประเทศในภูมิภาค

  • ปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่องเพื่อกดดันศัตรู
  • ล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิตจากการโจมตี
  • เรียกร้องค่าชดเชยและทำลายทรัพย์สินศัตรู
  • ขอบคุณพันธมิตรอย่างฮูตีและกลุ่มอิรัก
  • ช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความกังวลในตลาดน้ำมันโลก ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังแถลงการณ์ ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ในภูมิภาค หากไม่มีการเจรจา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ราคาน้ำมันทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า อิหร่านยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในตะวันออกกลางที่ไม่สามารถมองข้ามได้

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของเรา คุณคิดว่าอิหร่านจะทำตามที่ประกาศจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต

รมว.กีฬาอิหร่าน ประกาศไม่ร่วม “บอลโลก” 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ

รมว.กีฬาอิหร่าน ประกาศไม่ร่วม “บอลโลก” 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ สร้างความฮือฮาในวงการฟุตบอลโลก เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของอิหร่านออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยอ้างเหตุผลจากความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่ปลอดภัย

รมว.กีฬาอิหร่าน ประกาศไม่ร่วม “บอลโลก” 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 นายอาหมัด ดอนยามาลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาและเยาวชนของอิหร่าน ได้แถลงต่อสื่อ IRIB ว่า ทีมฟุตบอลชายทีมชาติอิหร่านจะไม่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วมกัน การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

เหตุผลหลักที่ทำให้เกิดการประกาศ

รมว.ดอนยามาลี ระบุชัดเจนว่า “เนื่องจากรัฐบาลที่ฉ้อฉลนี้ได้ลอบสังหารผู้นำของเรา เราจึงไม่มีเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเข้าร่วมฟุตบอลโลกไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม” นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความไม่ปลอดภัยของนักเตะว่า “เหล่านักเตะของเราไม่ปลอดภัย และเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันนั้นไม่มีอยู่จริง”

เขาเสริมอีกว่า ในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา อิหร่านถูกบังคับให้เข้าสู่สงครามถึงสองครั้ง ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตนับพันคน ทำให้การส่งทีมไปแข่งขันที่สหรัฐฯ เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง

มุมมองจากประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน

ในวันเดียวกัน นายเมห์ดี ตาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน (FFIRI) ก็ออกมาแสดงจุดยืนคล้ายกัน แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่าง โดยยกตัวอย่างกรณีนักฟุตบอลหญิงทีมชาติ 6 คนที่ยื่นขอลี้ภัยในออสเตรเลีย หลังเข้าร่วมฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเพราะนักเตะกลุ่มนี้ไม่ได้ร้องเพลงชาติก่อนแข่ง ทำให้กังวลเรื่องความปลอดภัยหากกลับประเทศ สุดท้ายพวกเธอได้รับวีซ่ามนุษยธรรมจากออสเตรเลีย นายตาจกล่าวว่า “เมื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดกับนักฟุตบอลหญิง หากฟุตบอลโลก 2026 เป็นเช่นนี้ ไม่มีใครที่มีสติปัญญาจะส่งทีมไปสหรัฐฯ”

  • ความขัดแย้งทางการเมือง: การโจมตีที่อ้างว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลสังหารผู้นำอิหร่าน
  • ความไม่ปลอดภัย: นักกีฬาเสี่ยงถูกคุกคามหรือลี้ภัย
  • ผลกระทบจากสงคราม: การสูญเสียชีวิตและทรัพยากร ทำให้โฟกัสไม่ใช่กีฬา

ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นครั้งแรกที่จัดร่วม 3 ประเทศ มีสนามแข่งทั้งหมด 16 แห่ง และคาดว่าจะมีผู้ชมกว่า 5 ล้านคน อิหร่านเคยเข้ารอบสุดท้ายมาแล้วหลายสมัย โดยเฉพาะในปี 2018 และ 2022 ที่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการชนะทีมใหญ่ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะพลาดโอกาส

การประกาศของ รมว.กีฬาอิหร่าน ประกาศไม่ร่วม “บอลโลก” 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ อาจส่งผลกระทบต่อ FIFA ในการจัดการสิทธิ์การแข่งขัน และเปิดช่องว่างให้ทีมอื่นๆ จากเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือซาอุดีอาระเบีย ได้โชว์ฟอร์มมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้อาจเป็นการผสมผสานระหว่างการเมืองและกีฬาอย่างลงตัว แต่ก็สะท้อนถึงความเปราะบางของกีฬาโลกในยุคปัจจุบัน คุณคิดว่าฟุตบอลควรแยกจาก politics หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวกีฬาอัปเดตอื่นๆ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – รมว.กีฬาอิหร่าน ประกาศไม่ร่วม “บอลโลก” 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวต่างประเทศ วันนี้เรามีอัพเดทสุดร้อนแรงจากตะวันออกกลางกันเลย อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังจากที่มีกระแสข่าวลือหนาหูว่าท่านได้รับบาดเจ็บจากสงครามที่กำลังโหมกระหน่ำ ข่าวนี้ทำให้หลายคนตื่นเต้นและกังวลไปตามๆ กัน แต่ล่าสุดมีคนในยืนยันแล้วว่าไม่เป็นไร!

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

ที่มาของข่าวดีนี้มาจากนายยูเซฟ เปเซชเคียน บุตรชายของประธานาธิบดีอิหร่านและที่ปรึกษารัฐบาล ท่านโพสต์ข้อความผ่านแอปเทเลแกรมส่วนตัว โดยบอกว่า ได้ยินข่าวลือว่าคุณโมจตาบา คาเมเนอี ได้รับบาดเจ็บ เลยรีบสอบถามเพื่อนๆ ที่มีเส้นใน แล้วได้รับคำตอบว่า “ขอบคุณพระเจ้า ท่านยังปลอดภัยดี” เป็นการสยบข่าวลือได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน ทำให้ชาวอิหร่านและคนติดตามสถานการณ์โล่งใจไปตามๆ กัน

ที่มาของกระแสข่าวลือเรื่องบาดเจ็บ

ความสับสนนี้เกิดขึ้นหลังจากสื่อรัฐบาลอิหร่านขนานนามนายโมจตาบา คาเมเนอี ว่าเป็น “จันบาซ” หรือ “นักรบผู้บาดเจ็บ” จากสงครามเดือนรอมฎอน ซึ่งอิหร่านใช้เรียกความขัดแย้งรอบนี้ แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดชัดเจน ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่อิหร่าน 3 ราย ว่าผู้นำวัย 56 ปีบาดเจ็บที่ขา และกำลังพักในที่ปลอดภัยสุดๆ พร้อมจำกัดการสื่อสาร ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว

ประวัติและบทบาทของโมจตาบา คาเมเนอี

นายโมจตาบา คาเมเนอี คือบุตรชายคนตรงของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้จุดชนวนสงครามใหญ่ทั่วตะวันออกกลางเลยทีเดียว หลังจากนั้น สภาผู้เชี่ยวชาญประกาศแต่งตั้งท่านเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม แต่จนถึงตอนนี้ ท่านยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะหรือแถลงอะไรเลย ทำให้หลายคนสงสัย

สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดมาก สงครามเดือนรอมฎอนทำให้ภูมิภาคปั่นป่วน นักวิเคราะห์มองว่าการขึ้นสู่อำนาจของโมจตาบา ท่ามกลางสงคราม สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดุลกำลังภายใน โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่มีอิทธิพลเหนือกว่าเดิม ชัดเจนจากที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ถูกกดดันหนักหลังขอโทษประเทศอ่าวอาหรับ

  • เหตุการณ์สำคัญล่าสุด:
  • 28 ก.พ.: อยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากโจมตีอากาศ
  • 8 มี.ค.: แต่งตั้งโมจตาบาเป็นผู้นำสูงสุด
  • บุตรชายประธานาธิบดีโพสต์ยืนยันความปลอดภัย
  • IRGC เพิ่มบทบาทในการตัดสินใจยุทธศาสตร์

อเล็กซ์ วาทันกา ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันตะวันออกกลางในวอชิงตัน ดี.ซี. วิเคราะห์ว่า “โมจตาบาเป็นหนี้บุญคุณ IRGC ในการขึ้นสู่อำนาจ ดังนั้นอำนาจของท่านอาจไม่เบ็ดเสร็จเหมือนบิดา” แปลว่าตอนนี้อิหร่านอาจถูกนำโดยผู้นำทหารมากขึ้น

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เราเห็นว่าอิหร่านกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ การเมืองผสมทหารชัดเจนขึ้น หาก อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี จริง ก็เป็นสัญญาณดีที่สงครามอาจคลี่คลายได้บ้าง แต่ก็ยังต้องจับตาดูต่อไป

ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าการเปลี่ยนผู้นำท่ามกลางสงครามแบบนี้เสี่ยงมาก แต่ถ้าโมจตาบาสามารถรวมชาติได้ อิหร่านอาจแข็งแกร่งขึ้น คุณล่ะคิดเห็นยังไง? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ หรือติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวตะวันออกกลางเพิ่มเติม!

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี เป็นข่าวที่ทำให้โล่งใจ แต่สงครามยังไม่จบ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ

ที่มา – อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดของตะวันออกกลาง เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย อย่างดุเดือด โดยออกแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าการกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังคุกคามเสถียรภาพของโลกทั้งใบอีกด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรง โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งเกาหลีเหนือยืนยันว่าสิทธิ์ในการตัดสินใจเป็นของประชาชนชาวอิหร่านเท่านั้น

เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) โดยโฆษกประณามการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านอย่างรุนแรง เรียกการกระทำนี้ว่า “ผิดกฎหมาย” และเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น รัฐบาลเปียงยางมองว่าสหรัฐและอิสราเอลกำลังทำลายสันติภาพโลกด้วยการใช้กำลังทหารโดยไม่มีมูลเหตุ正当

แถลงการณ์ยังวิจารณ์การแทรกแซงจากภายนอกต่อระบบการเมืองภายในของอิหร่าน โดยเฉพาะการข่มขู่และปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งบ่อนทำลายรัฐบาลอิหร่าน เกาหลีเหนือเตือนว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่สามารถยอมรับได้ในเวทีระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ชาติต่างๆ เคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ

สิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน

นอกจากประเด็นการโจมตีแล้ว เกาหลีเหนือยังแสดงจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนการตัดสินใจของสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งเป็นสภานักบวชชั้นนำของอิหร่านในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ โดยย้ำว่า สิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชน และไม่ควรถูกแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก ผู้นำสูงสุดของอิหร่านถือเป็นตำแหน่งสำคัญสูงสุดทั้งด้านการเมืองและศาสนา มีอำนาจตัดสินใจในนโยบายหลักของประเทศ

บริบทและผลกระทบจากท่าทีของเกาหลีเหนือ

ท่าทีของเกาหลีเหนือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เนื่องจากเปียงยางมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านมานาน ทั้งด้านการค้า การทูต และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ทั้งสองประเทศมักยืนหยัดต่อต้านนโยบายของสหรัฐในเวทีโลก การออกมา เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย จึงเป็นการเสริมสร้างพันธมิตร และส่งสัญญาณถึงชาติอื่นๆ ที่ต่อต้าน hegemony ของวอชิงตัน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียดหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอิหร่าน นักวิเคราะห์เห็นว่าการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในและภายนอก โดยเฉพาะการตอบโต้ทางทหารที่อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่

  • การโจมตีของสหรัฐ-อิสราเอลถูกมองว่าเพิ่มความเสี่ยงสงครามภูมิภาค
  • เกาหลีเหนือใช้โอกาสนี้เสริมภาพลักษณ์ตัวเองในฐานะผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยม
  • อิหร่านยืนยันระบบการเมืองภายในไม่ขึ้นกับแรงกดดันภายนอก
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
  • ปฏิกิริยาจากชาติอาหรับและจีน-รัสเซียที่อาจสนับสนุนอิหร่าน

มุมมองนักวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์นี้

นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศมองว่า การที่เกาหลีเหนือออกมาแสดงจุดยืนดังกล่าวเป็นกลยุทธ์เพื่อดึงดูดความสนใจและหาพันธมิตรใหม่ๆ ในขณะที่เผชิญแรงกดดันจากสหประชาชาติและสหรัฐเอง นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อบทบาทของอิสราเอลในภูมิภาค ซึ่งเกาหลีเหนือเคยประณามมาแล้วหลายครั้ง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การรวมตัวของชาติต่อต้านสหรัฐมากขึ้น

ในมุมเศรษฐกิจ การโจมตีอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลกระทบต่อประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย ซึ่งต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ท้ายที่สุด เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของสันติภาพโลก คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของเกาหลีเหนือในครั้งนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย สิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน

ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น เล็งเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น แล้วจริงหรือ? ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาให้สัมภาษณ์สุดแฮร์รี่กับ CBS News ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังรุดหน้าเกินคาด ทำให้เชื่อว่าสงครามกับอิหร่านใกล้จะจบลงในไม่ช้า และยังเล็งเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกอีกด้วย

ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น เล็งเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ในบทสัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. 2569 ทรัมป์ยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตรรุดหน้าไปไกลมาก จากเดิมที่คาดว่าจะใช้เวลา 4-5 สัปดาห์ “ผมคิดว่าสงครามใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาก็ไม่เหลือกองทัพเรือ ไม่มีการสื่อสาร และไม่มีกองทัพอากาศอีกต่อไป” ทรัมป์กล่าวอย่างมั่นใจ

ส่วนเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่า 1 ใน 5 ของโลก ทรัมป์บอกว่าเรือเริ่มกลับมาสัญจรได้แล้ว แต่เขากำลังพิจารณาเข้าควบคุมพื้นที่นี้อย่างเต็มรูปแบบ สงครามครั้งนี้ทำให้ช่องแคบแทบปิดตาย ส่งผลกระทบราคาพลังงานโลกพุ่งสูง

สถานการณ์ผู้นำอิหร่านคนใหม่และแผนของทรัมป์

ทรัมป์ยังถูกถามถึงโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งเป็นลูกชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่ถูกสังหารไป ทรัมป์ตอบสั้นๆ ว่า “ผมไม่มีข้อความใดๆ จะส่งถึงเขา” แต่ยอมรับว่ามีผู้สมัครในใจที่จะมาเป็นผู้นำอิหร่านแทน โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยเสนอตัวมีส่วนตัดสินใจเลือกผู้นำอิหร่าน แต่เตหะรานปฏิเสธทันควัน

นอกจากนี้ รอยเตอร์สรายงานว่าคณะบริหารทรัมป์กำลังคิดผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย เพื่อรับมือราคาพลังงานที่พุ่งจากสงคราม อาจประกาศวันจันทร์นี้ โดยให้ประเทศอย่างอินเดียซื้อน้ำมันรัสเซียได้โดยไม่โดนลงโทษ สัปดาห์ก่อนสหรัฐฯ ยังอนุมัติให้อินเดียซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราวจากเรือในทะเล

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและ geopolitics จากช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือธรรมดา แต่เป็นหลอดเลือดใหญ่ของพลังงานโลก หากทรัมป์เข้าควบคุมได้จริง จะเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางไปเลย ราคาน้ำมันอาจผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลถึงไทยและอาเซียนที่นำเข้าน้ำมันจำนวนมาก

  • กองทัพอิหร่านเสียหายหนัก: เรือรบ สื่อสาร อากาศยานพังยับ
  • ช่องแคบฮอร์มุซเริ่มเปิด: เรือสินค้าค่อยๆ กลับมา
  • แผนผ่อน санкции รัสเซีย: ช่วยราคาน้ำมันแต่ซับซ้อนเรื่องยูเครน

การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นกลยุทธ์ของทรัมป์ที่เน้นผลประโยชน์สหรัฐฯ ก่อน แต่ก็นำความเสี่ยงใหม่ๆ มาด้วย เช่น รัสเซียได้ประโยชน์จากน้ำมันขายดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามครั้งนี้อาจจบเร็วจริง แต่การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ผู้อ่านควรติดตามใกล้ชิดเพราะกระทบราคาน้ำมันรถยนต์ของคุณโดยตรง แนะนำติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัพเดทสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น เล็งเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ

Scroll to top