ผู้สูญหาย

ศรีลังกาอ่วม! ไซโคลนถล่ม น้ำท่วม ดับ 200+

สถานการณ์ในศรีลังกายังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หลังเผชิญกับภัยพิบัติจากพายุไซโคลนที่ทำให้เกิด น้ำท่วมเมืองหลวง และดินถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าเศร้าใจ ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดทะลุ 200 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

พื้นที่ลุ่มต่ำในกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา จมอยู่ใต้น้ำตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เนื่องจากอิทธิพลของพายุไซโคลนที่พัดกระหน่ำ ทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก และจำนวนผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดอยู่ที่ 212 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 200 ราย

เจ้าหน้าที่ศรีลังกาเผยว่า ความเสียหายในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพิ่งจะเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน หลังจากที่เจ้าหน้าที่สามารถเปิดเส้นทางคมนาคมที่ถูกปิดกั้นด้วยต้นไม้หักโค่นและดินโคลนที่ถล่มลงมาได้ ทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและประเมินความเสียหายได้ละเอียดมากขึ้น

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 200 ศพ

จากรายงานของศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) พบว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 212 คน หลังเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์” นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้สูญหายอีก 218 คน ซึ่งทางการกำลังเร่งค้นหาอย่างเต็มที่

พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโคลัมโบยังคงเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเคลานีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทางการได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

“แม้ว่าพายุไซโคลนจะเคลื่อนผ่านไปแล้ว แต่สถานการณ์ น้ำท่วมเมืองหลวง ยังคงน่ากังวล เนื่องจากฝนที่ตกหนักบริเวณต้นน้ำกำลังไหลบ่าลงมา ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวแม่น้ำเคลานี” เจ้าหน้าที่จากศูนย์ DMC กล่าว

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกาได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยอินเดียเป็นประเทศแรกที่ตอบสนองความช่วยเหลือ และได้ส่งเฮลิคอปเตอร์มาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวน 24 คนในวันอาทิตย์ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และชายที่นั่งรถเข็น ซึ่งติดค้างอยู่ในเมืองค็อตมาเล ที่อยู่ห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร

ความช่วยเหลือจากนานาชาติหลั่งไหลสู่ศรีลังกา หลัง ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง

กองทัพอากาศศรีลังการะบุว่า ปากีสถานก็กำลังส่งทีมกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน ในขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญมาประเมินความต้องการเร่งด่วนของศรีลังกา และให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ทางการศรีลังกาคาดการณ์ว่า ระดับน้ำท่วมในเมืองหลวงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันจึงจะลดลง ในขณะที่พายุไซโคลนดิตวาห์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือไปยังประเทศอินเดีย

สถานการณ์ น้ำท่วมเมืองหลวง ในศรีลังกาครั้งนี้ ถือเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ความช่วยเหลือจากนานาชาติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย และช่วยฟื้นฟูประเทศให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์ในศรีลังกายังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านอาหาร น้ำดื่ม ยา และที่พักพิงชั่วคราว หากท่านใดต้องการร่วมบริจาค สามารถติดต่อหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่างๆ เพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยได้

ที่มา – ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 200 ศพ

ฝนถล่มเคนยา ดินถล่ม! ดับ 21 สูญหาย 30

สถานการณ์น่าเศร้าในประเทศเคนยา เมื่อเกิดเหตุฝนถล่มเคนยา ทำให้เกิดดินถล่มครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีกกว่า 30 คน เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายและความโศกเศร้าให้กับผู้ประสบภัยและครอบครัวเป็นอย่างมาก

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ นายคิปชัมบา มูร์โคเมน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเคนยา ได้ยืนยันถึงเหตุการณ์ฝนถล่มเคนยาที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมดินถล่มในเขตมารากเวตตะวันออก ทางตะวันตกของประเทศ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา และจนถึงขณะนี้มีการยืนยันผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ราย

รัฐมนตรีมูร์โคเมนได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ยังมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 30 คน ซึ่งญาติได้แจ้งความไว้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 25 คน ซึ่งได้รับการลำเลียงทางอากาศไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

สภากาชาดเคนยา ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานปฏิบัติการกู้ภัย เปิดเผยว่า การเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากถนนถูกตัดขาดจากเหตุดินโคลนถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน

แม้ว่ารัฐบาลเคนยาจะตัดสินใจระงับปฏิบัติการค้นหาชั่วคราวในช่วงเย็นวันเสาร์ แต่ยืนยันว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในวันอาทิตย์ โดยรัฐมนตรีมูร์โคเมนกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบภัย และเฮลิคอปเตอร์จากกองทัพและตำรวจพร้อมที่จะขนส่งสิ่งของไปยังพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ขณะนี้ เคนยาอยู่ในช่วงฤดูฝนครั้งที่สองของปี ซึ่งปกติจะมีระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น เมื่อเทียบกับฤดูฝนครั้งแรกในช่วงต้นปี ซึ่งจะมีฝนตกหนักและยาวนานกว่ามาก

รัฐบาลเคนยาได้ออกคำเตือนอย่างเร่งด่วน ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำและพื้นที่ที่เคยประสบเหตุดินถล่ม ย้ายไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ฝนถล่มเคนยา ดินถล่มคร่าชีวิต!

ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา ก็ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติเช่นกัน สภากาชาดท้องถิ่นรายงานว่า เกิดเหตุดินถล่มในหมู่บ้านคัปโซโม ทางตะวันออกของประเทศ ทำให้บ้านเรือนถูกทำลาย และมีผู้เสียชีวิต 4 ราย ซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในบ้านทั้งหมด

สภากาชาดยังระบุอีกว่า น้ำท่วมกำลังสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับหมู่บ้านริมฝั่งแม่น้ำในเขตบูแลมบูลี นอกจากนี้ ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทำให้แม่น้ำแอสติริและแม่น้ำซิปิเอ่อล้นตลิ่ง ส่งผลให้บ้านเรือน ไร่นา และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างกว้างขวาง

ผลกระทบจากฝนถล่มเคนยา และดินถล่ม

ความเสียหายจากเหตุฝนถล่มเคนยาและดินถล่มครั้งนี้นับว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการฟื้นฟูพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้

สถานการณ์ฝนถล่มเคนยาเป็นเครื่องเตือนใจว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมพร้อมรับมือและมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ฝนถล่มเคนยา ทำดินถล่ม ดับแล้ว 21 ศพ สูญหายอีก 30 คน

เหยื่อแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์พุ่ง 69 ศพ บาดเจ็บนับร้อย อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง

เหยื่อแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์พุ่ง 69 ศพ บาดเจ็บนับร้อย อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง เป็นข่าวร้ายที่ทำให้ชาวโลกต้องตื่นตัวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งนี้เกิดจากแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.9 แมกนิจูด นอกชายฝั่งภาคกลางของฟิลิปปินส์ เมื่อคืนวันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะในจังหวัดเซบูและพื้นที่ใกล้เคียง

เหยื่อแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์พุ่ง 69 ศพ บาดเจ็บนับร้อย อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำ เช่น BBC และ Channel News Asia สถานการณ์ล่าสุดเผยว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจเป็น 69 รายแล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีมากกว่าร้อยราย ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเรือน ใช้ชีวิตบนท้องถนนท่ามกลางความมืดมิดและความหวาดกลัวจากอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นไม่ขาดสาย แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงสุดระดับ 6 แมกนิจูด ทำให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เสียหายหนัก โดยเฉพาะอาคารที่พังทลายและถนนที่แตกร้าว

จังหวัดเซบูซึ่งเป็นศูนย์กลางของความเสียหาย ได้ประกาศภาวะภัยพิบัติอย่างเป็นทางการในช่วงเช้าวันพุธที่ 1 ตุลาคม 2568 เพื่อเร่งรัดการช่วยเหลือและฟื้นฟู ประชาชนหลายพันคนต้องหลบภัยกลางแจ้งตลอดคืน เนื่องจากกลัวอาฟเตอร์ช็อกจะทำให้บ้านเรือนถล่มลงมาอีก เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ในฟิลิปปินส์ที่เพิ่งผ่านพ้นพายุไต้ฝุ่นสองลูกติดต่อกันเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 20 รายแล้ว ทำให้ประเทศนี้กำลังเผชิญวิกฤตภัยพิบัติต่อเนื่อง

พื้นที่ได้รับผลกระทบหนักจากแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมืองโบโก (Bogo) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ในหมู่เกาะวิซายัสตอนกลาง และเป็นจุดที่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุด ที่นี่มีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากอาคารที่พังทลาย ขณะที่ผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 147 รายกระจายไปทั่วหมู่เกาะวิซายัส อาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัยเสียหายรวม 22 แห่ง การค้นหาและกู้ภัยกำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยดับเพลิงของฟิลิปปินส์เป็นแนวหน้าในการปฏิบัติการ

นอกจากนี้ ในช่วงเย็นวันพุธ เมืองโบโกยังเผชิญอาฟเตอร์ช็อกอีกครั้งขนาด 4.7 แมกนิจูด ซึ่งรู้สึกได้ถึงเมืองเซบูและหมู่เกาะเลย์เตที่อยู่ใกล้เคียง โชคดีที่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม แต่แรงสั่นสะเทือนนี้ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและเร่งอพยพมากขึ้น คณะกรรมการบริหารจัดการและลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRRMC) กำลังประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์ เช่น อาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงเร่งซ่อมแซมระบบไฟฟ้าที่ดับลงในหลายพื้นที่

  • จำนวนผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 69 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: กว่า 100 ราย โดยเฉพาะในวิซายัส
  • อาฟเตอร์ช็อก: เกิดขึ้นหลายครั้ง แรงสุด 6 แมกนิจูด
  • ความเสียหาย: อาคาร 22 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ
  • มาตรการช่วยเหลือ: ประกาศภาวะภัยพิบัติ และปฏิบัติการค้นหา-กู้ภัย

ภัยพิบัติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากรอยเลื่อนแผ่นดินในบริเวณวงแหวนไฟภาคพื้นแปซิฟิก ซึ่งฟิลิปปินส์ตั้งอยู่ใจกลาง ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติมากขึ้น เพื่อป้องกันการสูญเสียในอนาคต

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์อาฟเตอร์ช็อกที่ต่อเนื่องนี้อาจกินเวลาหลายวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้建筑物ที่เสียหาย และติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารภัยพิบัติและการช่วยเหลือระหว่างประเทศ ลองแวะมาอ่านบทความอื่นๆ ในเว็บไซต์ของเรา เพื่อรับข้อมูลล่าสุดและเคล็ดลับการเตรียมตัวรับมือภัยธรรมชาติในประเทศไทยด้วย

ที่มา – เหยื่อแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์พุ่ง 69 ศพ บาดเจ็บนับร้อย อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ทำตึกถล่มหลายจุด

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ทำตึกถล่มหลายจุด จนท.เร่งหาผู้สูญหาย

แผ่นดินไหวขนาด 6.9 แมกนิจูดเกิดขึ้นนอกชายฝั่งภาคกลางของฟิลิปปินส์ เมื่อคืนวันที่ 30 กันยายน 2568 ตามเวลาท้องถิ่น สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับอาคารพาณิชย์ โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเกาะเซบู ทำให้ตึกถล่มหลายจุดและเจ้าหน้าที่ต้องเร่งค้นหาผู้สูญหายท่ามกลางความมืดและอาฟเตอร์ช็อกที่ตามมา

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์: รายละเอียดเหตุการณ์

เหตุการณ์แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นเวลา 21:59 น. ทางตอนเหนือของเกาะเซบู ส่งผลกระทบต่อเมืองซาน เรมิฮิโอ และเมืองโบโก โดยสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ยืนยันว่าความรุนแรงระดับนี้สามารถก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ นายวิลสัน รามอส เจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่น เปิดเผยว่าอาคารสาธารณะและโรงยิมพังถล่มลงมา ทำให้มีผู้คนอาจติดค้างใต้ซากปรักหักพัง เจ้าหน้าที่กำลังเร่งปฏิบัติการช่วยเหลือ แต่เผชิญอุปสรรคจากความมืดและอาฟเตอร์ช็อกที่มีถึง 4 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีความรุนแรง 5.0 แมกนิจูดหรือมากกว่า

นอกจากนี้ แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ของจังหวัดเซบูและเกาะใกล้เคียง บริษัทโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติกำลังประเมินความเสียหายเพื่อแก้ไขโดยด่วน ขณะที่ถนนในหมู่บ้านหลายแห่งแตกร้าวและใช้งานไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการสัญจรและการช่วยเหลือ

ภาพความเสียหายภายนอก อาสนวิหารอัครสังฆมณฑลซานตา โรซา เด ลิมา หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อคืนวันที่ 30 ก.ย. 2568
ภาพความเสียหายภายนอก อาสนวิหารอัครสังฆมณฑลซานตา โรซา เด ลิมา หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อคืนวันที่ 30 ก.ย. 2568

ผลกระทบและมาตรการรับมือจากแผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยสำนักงานแผ่นดินไหววิทยาท้องถิ่นเตือนถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลเล็กน้อย จึงเรียกร้องให้ชาวเกาะเลย์เต เซบู และบิลิรัน หลีกเลี่ยงชายหาดและพื้นที่ชายฝั่ง รัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดเซบูรายงานว่าอาคารพาณิชย์และโรงเรียนในเมืองบันตายันพังถล่ม ขณะที่นางปาเมลา บาริคัวโตร ผู้ว่าราชการจังหวัดเซบู ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก กระตุ้นให้ประชาชนตั้งสติ เคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่โล่ง และเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก

ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังประเมินสถานการณ์และประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น การกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น แม้จะมีความท้าทายมากมาย ฟิลิปปินส์ซึ่งตั้งอยู่ในวงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) มักเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นนี้บ่อยครั้ง ทำให้ประชาชนและรัฐบาลมีประสบการณ์ในการรับมือ แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ครั้งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อแผ่นดินไหว

เพื่อป้องกันความสูญเสียในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงศึกษาวิธีการเตรียมพร้อม เช่น การจัดทำแผนอพยพ การตรวจสอบอาคาร และการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับแผ่นดินไหว นอกจากนี้ รัฐบาลควรลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อลดผลกระทบ

  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้โครงสร้างที่เสียหาย
  • เตรียมเสบียงอาหารและน้ำสำหรับกรณีฉุกเฉิน
  • ฟังประกาศจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของชีวิตต่อภัยธรรมชาติ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเรียนรู้บทเรียนและเตรียมตัวให้พร้อมในอนาคต

ที่มา – แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ทำตึกถล่มหลายจุด จนท.เร่งหาผู้สูญหาย

ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ ดับ 2 ศพ

ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจชุมชนนานาชาติ เมื่อกลุ่มผู้อพยพจากหลายเชื้อชาติเสี่ยงชีวิตเพื่อหาความหวังใหม่ในสหราชอาณาจักร แต่กลับต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การพยายามข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือเล็กๆ ที่ไม่มั่นคงกลายเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตสำหรับผู้หญิงชาวโซมาเลียสองคน ขณะที่ผู้รอดชีวิตอีกหลายสิบคนต้องต่อสู้กับความหนาวเย็นและความสิ้นหวัง

ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ: รายละเอียดเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้รับแจ้งเหตุเมื่อเช้ามืด บริเวณชายฝั่งทางเหนือของเขต Neufchâtel-Hardelot ในจังหวัด Pas-de-Calais กลุ่มผู้อพยพราว 100 คนจากแอฟริกาและตะวันออกกลาง ได้รวมตัวกันขึ้นเรือลำเล็กหนึ่งลำ เพื่อมุ่งหน้าสู่ฝั่งอังกฤษที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ไมล์ แต่กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและสภาพอากาศที่โหดร้ายทำให้แผนการนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เรือล่มกลางช่องแคบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และผู้สูญหายอีกกว่า 40 คน

ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส พบศพของหญิงชาวโซมาเลียทั้งสองคนลอยน้ำมา เธอทั้งคู่เป็นตัวแทนของความสิ้นหวังที่ผลักดันให้ผู้อพยพยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อหลบหนีจากความขัดแย้งและความยากจนในบ้านเกิด ขณะที่ทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 60 คน พวกเขาถูกนำตัวไปยังสำนักงานป้องกันพลเรือนเพื่อรับการดูแลเบื้องต้น โดยบางรายมีอาการ hypothermia หรือภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงจากน้ำทะเลที่เย็นยะเยือก

ผลกระทบต่อครอบครัวผู้อพยพและการช่วยเหลือฉุกเฉิน

น.ส.อิซาเบล ฟราดิน-ธีโรด เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝรั่งเศส เปิดเผยว่ารายหนึ่งในผู้รอดชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งพร้อมลูกๆ ที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลในเมืองบูโลญอย่างเร่งด่วน พวกเขามีอาการ hypothermia ระดับปานกลาง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบศพผู้อพยพอีกคนในคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลในเมือง Gravelines แต่เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มหลักที่พยายามข้ามช่องแคบ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ต้นปี 2568 มีผู้อพยพเสียชีวิตขณะพยายามข้ามช่องแคบอังกฤษแล้วกว่า 25 ราย ขณะที่ตัวเลขผู้ที่ข้ามไปถึงสหราชอาณาจักรได้สำเร็จทะลุ 30,000 คน สถิติเหล่านี้สะท้อนถึงวิกฤตผู้อพยพที่รัฐบาลอังกฤษกำลังเผชิญ กฎหมายและนโยบายการเข้าเมืองผิดกฎหมายถูกกดดันอย่างหนักจากทั้งฝ่ายค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชน

การข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือเล็กเป็นเส้นทางยอดนิยมสำหรับผู้อพยพ เนื่องจากระยะทางสั้นเพียง 21 ไมล์ แต่ความเสี่ยงสูงมาก เรือที่ใช้มักเป็นยางหรือไฟเบอร์กลาสเก่าๆ ที่จุคนได้เกินกำลัง สภาพอากาศในช่องแคบที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รวมถึงกระแสน้ำที่แรง ทำให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง องค์กรอย่าง UNHCR และ Amnesty International ได้เรียกร้องให้รัฐบาลยุโรปเพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น การเพิ่มเรือลาดตระเวนและช่องทางขอ庇护ที่ปลอดภัยกว่า

  • สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ: เรือไม่มั่นคงและสภาพอากาศเลวร้าย
  • ผลกระทบ: เสียชีวิต 2 ราย สูญหาย 40 คน รอดชีวิต 60 คน
  • แนวทางแก้ไข: เพิ่มการลาดตระเวนและนโยบายช่วยเหลือผู้อพยพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ปัญหานี้เชื่อมโยงกับความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางและแอฟริกาที่ทำให้คนต้องอพยพ รัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดกำลังพิจารณากฎหมายใหม่เพื่อจัดการกับการมาถึงของผู้อพยพ ซึ่งรวมถึงการส่งตัวกลับยังฝรั่งเศส แต่ถูกวิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน

เหตุการณ์ ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ หากไม่มีการร่วมมือระหว่างประเทศ วิกฤตนี้จะยิ่งทวีความรุนแรง สุดท้ายแล้ว มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องเสี่ยงตาย

คุณคิดอย่างไรกับวิกฤตผู้อพยพนี้? แบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตเหตุการณ์ล่าสุด

ที่มา – ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ

ไต้หวันดับ 2 ศพ! ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทะเลสาบล้น

อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น รากาซา ทำให้ทะเลสาบในไต้หวันล้นตลิ่งเข้าท่วมเมือง เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ขณะที่มีผู้ติดค้างและสูญหายอีกนับร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาภาคใต้ของประเทศจีน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเกาะไต้หวัน ทำให้น้ำในทะเลสาบบนภูเขาเอ่อล้นทะลักตลิ่งไหลเข้าท่วมเมืองใกล้เคียง ล่าสุดมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ประชาชนอีกนับร้อยติดค้างหรือสูญหาย จากเหตุการณ์ ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

ไต้ฝุ่น รากาซา ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 มีความเร็วลมสูงสุดถึง 285 กม./ชม. ทำให้มันกลายเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของปี 2568 จนถึงตอนนี้ และทำให้หลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องประกาศเตือนภัยน้ำท่วม, คลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง และดินถล่ม

ชายขอบด้านของพายุ รากาซา พัดกระหน่ำเกาะไต้หวันตั้งแต่เมื่อวันจันทร์แล้ว และทำให้คันดินกั้นทะเลสาบซึ่งเกิดจากดินถล่มก่อนหน้านี้ แตกออกในช่วงบ่ายวันอังคาร (23 ก.ย. 2568) ส่งผลให้น้ำไหลทะลักเข้าสู่เมืองกวงฟู ในเขตฮวาเหลียน ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลสาบ

น้ำจากทะเลสาบพัดทำลายสะพาน, ถอนรากถอนโคนต้นไม้ และท่วมรถยนต์หลายคัน โดยนาย หลี่ หลงเซิ่ง รองหัวหน้าสำนักงานดับเพลิงของเขตฮวาเหลียนเผยว่า บางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงถึงชั้น 2 ของตัวบ้าน ขณะที่ในย่านใจกลางเมืองน้ำท่วมถึงชั้น 1 ก่อนที่ระดับน้ำจะลดลงตามลำดับ

นายหลี่บอกอีกว่า มีประชาชนประมาณ 263 คนยังติดค้าง และต้องอพยพขึ้นที่สูงในตอนที่แม่น้ำเพิ่มระดับอย่างกะทันหัน โดยพวกเขาไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายในทันที แต่กำลังกังวลมากเกี่ยวกับระดับน้ำที่สูง

ในพื้นที่อื่น ๆ ของไต้หวัน มีรายงานพบผู้บาดเจ็บ 6 คน, บริการเรือข้ามฟากถูกระงับ และเที่ยวบินระหว่างประเทศมากกว่า 100 เที่ยวถูกยกเลิกเนื่องจากไต้ฝุ่นรากาซาพัดผ่าน

ทั้งนี้ พยากรณ์อากาศคาดว่า ไต้ฝุ่น รากาซา จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีนในวันพุธนี้ (24 ก.ย.) โดยทางการมณฑลกวางตุ้งสั่งอพยพประชาชนแล้วกว่า 370,000 คน ขณะที่โรงเรียนกับธุรกิจหลายแห่งต้องปิดทำการ ขณะที่เมืองฮ่องกงยกระดับการเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นเป็นระดับ 8 ซึ่งห่างจากระดับสูงสุด 2 ระดับ

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

สถานการณ์ ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศ การเตรียมอุปกรณ์ยังชีพ และการวางแผนอพยพหากจำเป็น

ผลกระทบจากไต้ฝุ่นรากาซาต่อไต้หวัน

ผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นรากาซาในไต้หวันครั้งนี้รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อ:

  • ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย: มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: บ้านเรือน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
  • การอพยพ: ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเนื่องจากน้ำท่วม
  • การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ: โรงเรียน ธุรกิจ และบริการต่างๆ ต้องหยุดทำการ

เหตุการณ์ ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง การวางแผนการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาผลกระทบและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกจากบ้านเสมอ และติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

สลด! **เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี** พบ 20 ศพ

ข่าวเศร้าสะเทือนใจจากอิตาลี เมื่อเกิดเหตุเรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี บริเวณชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา รายงานล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ศพ และเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเรือบรรทุกผู้อพยพจำนวนมากอย่างน้อย 97 ชีวิต ประสบเหตุล่มในทะเล ห่างจากชายฝั่งเกาะลัมเปดูซาไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 14 ไมล์ทะเล หน่วยกู้ภัยได้เข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง

เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี สังเวยแล้ว 20 ชีวิต

ตามรายงานจากสถานีวิทยุ Rai Radio 1 ของอิตาลี ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ โดยคาดการณ์ว่ายังมีผู้สูญหายอีกราว 12-17 คน ในขณะที่ผู้รอดชีวิตประมาณ 60 คนได้รับการช่วยเหลือและนำตัวขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว เจ้าหน้าที่กำลังให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และดูแลผู้รอดชีวิตอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลีครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้อพยพต้องเผชิญในการเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในยุโรป ผู้อพยพจำนวนมากจากแอฟริกาเหนือตัดสินใจเสี่ยงชีวิตเดินทางด้วยเรือที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย และมักบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่กำหนด พวกเขาเหล่านี้หนีจากความรุนแรง ความยากจน และความไม่มั่นคงในประเทศบ้านเกิด โดยหวังว่าจะได้พบกับโอกาสใหม่ ๆ ในยุโรป

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลีซ้ำๆ

เกาะลัมเปดูซาของอิตาลีเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของผู้อพยพเหล่านี้ เนื่องจากเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายฝั่งแอฟริกาเหนือมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง และเรือที่ใช้ในการเดินทางมักจะไม่ปลอดภัยและไม่ได้มาตรฐาน

ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยของอิตาลีระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2565 มีผู้อพยพเดินทางข้ามทะเลเข้ามาในอิตาลีแล้วกว่า 38,263 คน ในขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยว่า ในปีนี้มีผู้อพยพเสียชีวิตในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้วอย่างน้อย 675 ศพ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสูญเสียและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

สถานการณ์เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลีเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อแก้ไขอย่างยั่งยืน การช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยง การจัดการกับต้นเหตุของการอพยพ และการสร้างทางเลือกที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายสำหรับการย้ายถิ่นฐาน เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างยั่งยืน

ที่มา – สลด เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี พบแล้ว 20 ศพ คาดสูญหายอีกหลายราย

Scroll to top