ผู้อพยพ

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม อ้างทุจริตจริงหรือ?

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 5 รัฐเดโมแครต อ้างเหตุผลเรื่องการทุจริต เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกระงับการจ่ายเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินที่ไม่ถูกต้อง

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจระงับงบประมาณจำนวนมากที่ตั้งใจไว้สำหรับโครงการบริการสังคมใน 5 รัฐที่บริหารงานโดยพรรคเดโมแครต การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินอย่างไม่โปร่งใสและการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลกับสำนักข่าวชื่อดังอย่าง นิวยอร์ก โพสต์ ว่าคณะทำงานของทรัมป์กำลังดำเนินการตัดลดงบประมาณสนับสนุนด้านบริการสังคมและการดูแลเด็ก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ งบประมาณส่วนนี้เดิมทีถูกจัดสรรไว้ให้กับ 5 รัฐที่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต โดยมีข้อกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

กระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) จะเป็นหน่วยงานหลักในการอายัดงบประมาณดังกล่าว ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน เงินเหล่านี้อยู่ในกองทุนพัฒนาการดูแลเด็ก (CCDF), โครงการช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ขัดสน (TANF) และโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม (Social Services Block Grant)

งบประมาณจากโครงการ TANF อย่างน้อย 7.35 พันล้านดอลลาร์ จะถูกระงับไม่ให้ส่งไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, อิลลินอยส์, มินนิโซตา และนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังมีการตัดลดงบประมาณจากกองทุน CCDF จำนวนเกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์ และอีก 869 ล้านดอลลาร์จากโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม ซึ่งจะไม่ถูกส่งไปยังรัฐทั้ง 5 เช่นกัน

การสั่งระงับการจ่ายงบประมาณครั้งนี้จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการผ่านจดหมายที่ส่งถึงแต่ละรัฐในวันจันทร์ โดยอ้างถึงความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

ทำไมถึงมีการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) ได้ตรวจพบเมื่อกว่า 6 ปีก่อนว่า นครนิวยอร์กได้เรียกเก็บเงินสำหรับเงินอุดหนุนการดูแลเด็กจากรัฐบาลกลางอย่างไม่ถูกต้อง เป็นจำนวนเงินกว่า 24.7 ล้านดอลลาร์

นิวยอร์ก โพสต์ รายงานก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา HHS เคยส่งจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ และนายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เจคอบ เฟรย์ เพื่อสอบถามว่าเงินภาษีจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ ได้ช่วยส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย และไหลบ่าเข้ามาเป็นจำนวนมากของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

การสอบถามเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการสืบสวนโดยกระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวโซมาลีในพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส และ เซนต์พอล หรือที่เรียกกันว่า “ทวินซิตี้” (Twin Cities)

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า ณ ปี 2566 มีผู้อพยพผิดกฎหมายประมาณ 130,000 คนอาศัยอยู่ในมินนิโซตา ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 คนจากปี 2019 และคิดเป็นประมาณ 2% ของประชากรในรัฐ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่มินนิแอโพลิส-เซนต์พอล

อัยการรัฐบาลกลางได้ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้วหลายสิบราย ที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 250 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกขโมยไปโดยหนึ่งในองค์กรที่เชื่อมโยงกับชาวโซมาลีที่ชื่อ “Feeding Our Future” ซึ่งได้นำเงินที่ได้มาโดยมิชอบไปซื้อรถยนต์หรู และถือครองอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่โจ ทอมป์สัน ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ประจำรัฐมินนิโซตา กล่าวหาในเวลาต่อมาว่า “ความรุนแรงของเรื่องนี้ไม่ถือว่าเกินจริงเลย และอ้างว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ยักยอกเงินไปมากถึง 9 พันล้านดอลลาร์แล้ว”

“สิ่งที่เราเห็นในมินนิโซตาไม่ใช่แค่กลุ่มคนไม่ดีไม่กี่คนที่ก่ออาชญากรรม แต่มันคือการทุจริตในระดับอุตสาหกรรมที่น่าตกใจมาก” ทอมป์สันบอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

นิก เชอร์ลีย์ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กประมาณ 10 แห่งในรัฐ ซึ่งได้รับเงินภาษีไปถึง 111 ล้านดอลลาร์ และรายงานของหนังสือพิมพ์ มินนิโซตา สตาร์ ทริบูน ในเวลาต่อมายืนยันว่า มีศูนย์เพียงไม่ถึงครึ่งจากจำนวนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะเปิดทำการจริง

วอลซ์ยอมรับถึงความกังวลเรื่องการทุจริตในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเขาประกาศยุติการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเป็นสมัยที่สามอีกด้วย

“เราไม่สามารถดำเนินโครงการและบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่สามารถสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนได้” นายวอลซ์กล่าว ก่อนจะตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “เราจะชนะการต่อสู้กับพวกมิจฉาชีพ แต่เกมการเมืองที่เรากำลังเห็นจากฝั่งรีพับลิกันมีแต่จะทำให้การต่อสู้นั้นยากขึ้น”

ทางด้านทรัมป์ได้โต้กลับผ่านโพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า: “ผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉลของมินนิโซตาอาจจะต้องออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ได้ลงสมัครอีกครั้งเพราะเขาถูกจับได้แบบ ‘คาหนังคาเขา’ พร้อมกับ อิลฮาน โอมาร์ และเพื่อนชาวโซมาลีคนอื่น ๆ ของเขา ว่าขโมยเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์”

“ผมมั่นใจว่าความจริงจะปรากฏ และมันจะเผยให้เห็นกลุ่ม ‘คนสอพลอ’ ที่ไร้ศีลธรรมและร่ำรวยอย่างยิ่ง” ประธานาธิบดีระบุทิ้งท้าย

ขณะที่นาง เคิร์สเตน จิลลิแบรนด์ สว.จากรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต ออกมาตำหนิการดึงงบประมาณกลับคืนในครั้งนี้อย่างรุนแรงว่า “การใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อทำร้ายชาวอเมริกันที่ขัดสนที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องของการแก้แค้นทางการเมืองที่ลงโทษเด็กยากจนที่ต้องการความช่วยเหลือ ฉันขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกการอายัดงบประมาณนี้ และหยุดการโจมตีเด็ก ๆ ของเราอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้” นางจิลลิแบรนด์ระบุในแถลงการณ์

แม้ว่าการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม จะมีเหตุผลเบื้องหลัง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา

ที่มา – ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

สื่อนอกตีข่าว: ไทยปะทะกัมพูชา อพยพครึ่งล้าน

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น สื่อต่างประเทศรายงานว่า เหตุปะทะทำให้มีประชาชนต้องอพยพแล้วกว่าครึ่งล้านคน (500,000 คน) ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติที่พยายามผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ

สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) รายงานว่า จำนวนผู้อพยพจากการปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิน 500,000 คน ประชาชนจำนวนมากต้องอาศัยหลบภัยตามวัด โรงเรียน และพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวอื่นๆ

เจ้าหน้าที่รายงานว่าการปะทะระลอกล่าสุดนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 คน รวมถึงทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา สถานการณ์นี้ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 500,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ชายแดนที่อยู่ใกล้บริเวณที่มีการสู้รบอย่างหนัก ทั้งจากเครื่องบินขับไล่ รถถัง และโดรน

นักข่าวของ AFP รายงานจากเมืองสำโรง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชาว่า ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังมาจากทิศทางของปราสาทเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนข้อพิพาท ในช่วงเช้า ครอบครัวหลายร้อยครอบครัวได้ออกจากวัดใกล้เมืองสำโรง ซึ่งพวกเขาใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ หลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชามีรากฐานมาจากข้อพิพาทเรื่องการปักปันเขตแดนในสมัยอาณานิคมตามแนวชายแดนยาว 800 กิโลเมตร การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทโบราณได้นำไปสู่การปะทะกันด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่อง

การปะทะกันในสัปดาห์นี้ถือเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่การสู้รบห้าวันในเดือนกรกฎาคม ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ก่อนที่จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวหลังจากการแทรกแซงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นผู้เริ่มความขัดแย้งล่าสุด ซึ่งได้ขยายวงกว้างไปยังห้าจังหวัดของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา ตามรายงานอย่างเป็นทางการของ AFP

นายสุรสรรค์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย กล่าวว่ามีพลเรือนมากกว่า 400,000 คนถูกอพยพไปยังที่หลบภัย ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีผู้อพยพมากกว่า 101,000 คน

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา แต่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ เกิดขึ้น ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขากำลังวางแผนที่จะโทรศัพท์หาผู้นำไทยและกัมพูชาเพื่อหยุดการปะทะ

นายโฟลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่าข้อตกลงระหว่างไทยและกัมพูชายังไม่สามารถคุ้มครองพลเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง และทรงสวดภาวนาให้กับผู้ที่ต้องหลบหนีจากการสู้รบ

ผลกระทบจากการปะทะ: สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน การอพยพครั้งใหญ่นี้สร้างความยากลำบากในการจัดหาที่พักพิง อาหาร และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้อพยพ

นานาชาติกำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพยายามหาทางให้ทั้งสองฝ่ายหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การยุติความรุนแรงและการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดและไม่แน่นอน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งท้าทายที่ทั้งสองประเทศต้องเผชิญ

ที่มา – สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ: ทำงาน CIA


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุ มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เคยทำงานร่วมกับ CIA ในอัฟกานิสถานมาก่อน เรื่องราวนี้สร้างความตกตะลึงและความกังวลให้กับหลายฝ่าย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า นาย เราะห์มานอุลเลาะห์ ลากันวัล ชายชาวอัฟกานิสถานผู้ต้องสงสัยในคดีมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้เคยทำงานให้กับสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ในอัฟกานิสถาน ก่อนที่จะเดินทางมายังสหรัฐฯ เมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้

ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกกล่าวหาว่า ยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย 2 นาย ได้แก่ ซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี และ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ในจุดที่ห่างจากทำเนียบขาวเพียงไม่กี่ช่วงตึก ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในพื้นที่

“เราภาวนาขอให้พวกเขารอดชีวิต และภาวนาว่าข้อหาสูงสุดในคดีนี้จะไม่ใช่การฆาตกรรมโดยเจตนา” นางสาวจีนิน ปีร์โร อัยการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นาย แคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐฯ ยืนยันในการแถลงข่าวเดียวกันว่า ผู้ต้องสงสัยมีความสัมพันธ์กับกองกำลังพันธมิตรในอัฟกานิสถาน ก่อนจะย้ายมาอยู่สหรัฐฯ ทำให้ประเด็นความเชื่อมโยงกับต่างประเทศมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

นายลากันวัลเดินทางมายังสหรัฐฯ ในปี 2564 ภายใต้โครงการของรัฐบาล ที่ให้การคุ้มครองพิเศษด้านการตรวจคนเข้าเมืองแก่ชาวอัฟกานิสถาน หลังจากการถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน

อดีตผู้บัญชาการทหารที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับนายลากันวัลบอกกับสำนักข่าว BBC ภาษาอัฟกันว่า นายลากันวัลช่วยอารักขากองกำลังสหรัฐฯ ที่สนามบินคาบูล ในช่วงที่ประชาชนหลายพันคนพยายามหนีออกจากอัฟกานิสถานก่อนที่กลุ่มตาลิบานจะเข้ายึดอำนาจ

นายลากันวัลถูกเกณฑ์เข้าร่วมหน่วย 03 ของกองกำลังจู่โจมของเมืองกันดาฮาร์เมื่อ 9 ปีก่อน โดยหน่วยของเขาเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นว่า “กองกำลังแมงป่อง” ซึ่งทำงานภายใต้ CIA ก่อนที่จะไปอยู่ใต้สังกัดสำนักงานข่าวกรองอัฟกานิสถานชื่อ กองอำนวยการความมั่นคงแห่งชาติ (NDS)

อดีตผู้บัญชาการบอกกับ BBC ว่า นายลากันวัลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ GPS และมีนิสัยร่าเริงและรักกีฬา

หน่วยของนายลากันวัลถูกย้ายจากเมืองกันดาฮาร์ไปยังกรุงคาบูล 5 วันก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะบุกเข้าสู่เมืองหลวง และพวกเขาปกป้องสนามบินต่อหลังจากนั้นอีก 6 วัน ก่อนที่จะต้องนั่งเครื่องบินไปยังสหรัฐฯ เช่นเดียวกับผู้อพยพคนอื่นๆ

การถอนตัวของกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564 ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เริ่มโครงการ “ปฏิบัติการต้อนรับพันธมิตร” ซึ่งอนุญาตให้ชาวอัฟกันกว่า 77,000 คน เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ภายใต้ความคุ้มครองพิเศษ

นายลากันวัลเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว และยื่นข้อลี้ภัยในสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 ก่อนที่คำร้องของเขาจะได้รับการอนุมัติเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ระบุว่า “รัฐบาลไบเดนให้ความชอบธรรมในการนำผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้ เข้ามาในสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึง CIA ในฐานะสมาชิกของกองกำลังพันธมิตรในกันดาฮาร์”

นางสาวปีร์โรกล่าวว่า การยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเป็นการยิงโดย “เจาะจงเป้าหมาย” และนายลากันวัลขับรถข้ามประเทศจากเมืองเบลลิงแฮม รัฐวอชิงตัน มายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อก่อเหตุ

เธอกล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังทบทวนประวัติการเข้าเมืองของเขา และวิธีการตรวจสอบประวัติก่อนที่เขาจะเดินทางมายังสหรัฐฯ

ผลจากการก่อเหตุของนายลากันวัล ทำให้สหรัฐฯ ระงับการพิจารณาคำข้อลี้ภัยทั้งหมดของชาวอัฟกานิสถาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องตรวจสอบคนต่างด้าวทุกคนที่เข้าสู่ประเทศในยุครัฐบาลไบเดนใหม่ทั้งหมด

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ อดีตเคยทำงาน CIA

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยและการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ

ความเชื่อมโยงของมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิกับ CIA

ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้เคยทำงานให้กับ CIA ในอดีต ซึ่งทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการให้บุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับหน่วยงานข่าวกรองเข้ามาอยู่ในประเทศ

เรื่องราวของมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการพิจารณานโยบายการเข้าเมืองและการรักษาความปลอดภัยของประเทศ การตรวจสอบประวัติและความเชื่อมโยงของผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่ในประเทศอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ ดับ 2 ศพ

ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจชุมชนนานาชาติ เมื่อกลุ่มผู้อพยพจากหลายเชื้อชาติเสี่ยงชีวิตเพื่อหาความหวังใหม่ในสหราชอาณาจักร แต่กลับต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การพยายามข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือเล็กๆ ที่ไม่มั่นคงกลายเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตสำหรับผู้หญิงชาวโซมาเลียสองคน ขณะที่ผู้รอดชีวิตอีกหลายสิบคนต้องต่อสู้กับความหนาวเย็นและความสิ้นหวัง

ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ: รายละเอียดเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้รับแจ้งเหตุเมื่อเช้ามืด บริเวณชายฝั่งทางเหนือของเขต Neufchâtel-Hardelot ในจังหวัด Pas-de-Calais กลุ่มผู้อพยพราว 100 คนจากแอฟริกาและตะวันออกกลาง ได้รวมตัวกันขึ้นเรือลำเล็กหนึ่งลำ เพื่อมุ่งหน้าสู่ฝั่งอังกฤษที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ไมล์ แต่กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและสภาพอากาศที่โหดร้ายทำให้แผนการนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เรือล่มกลางช่องแคบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และผู้สูญหายอีกกว่า 40 คน

ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส พบศพของหญิงชาวโซมาเลียทั้งสองคนลอยน้ำมา เธอทั้งคู่เป็นตัวแทนของความสิ้นหวังที่ผลักดันให้ผู้อพยพยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อหลบหนีจากความขัดแย้งและความยากจนในบ้านเกิด ขณะที่ทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 60 คน พวกเขาถูกนำตัวไปยังสำนักงานป้องกันพลเรือนเพื่อรับการดูแลเบื้องต้น โดยบางรายมีอาการ hypothermia หรือภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงจากน้ำทะเลที่เย็นยะเยือก

ผลกระทบต่อครอบครัวผู้อพยพและการช่วยเหลือฉุกเฉิน

น.ส.อิซาเบล ฟราดิน-ธีโรด เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝรั่งเศส เปิดเผยว่ารายหนึ่งในผู้รอดชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งพร้อมลูกๆ ที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลในเมืองบูโลญอย่างเร่งด่วน พวกเขามีอาการ hypothermia ระดับปานกลาง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบศพผู้อพยพอีกคนในคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลในเมือง Gravelines แต่เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มหลักที่พยายามข้ามช่องแคบ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ต้นปี 2568 มีผู้อพยพเสียชีวิตขณะพยายามข้ามช่องแคบอังกฤษแล้วกว่า 25 ราย ขณะที่ตัวเลขผู้ที่ข้ามไปถึงสหราชอาณาจักรได้สำเร็จทะลุ 30,000 คน สถิติเหล่านี้สะท้อนถึงวิกฤตผู้อพยพที่รัฐบาลอังกฤษกำลังเผชิญ กฎหมายและนโยบายการเข้าเมืองผิดกฎหมายถูกกดดันอย่างหนักจากทั้งฝ่ายค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชน

การข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือเล็กเป็นเส้นทางยอดนิยมสำหรับผู้อพยพ เนื่องจากระยะทางสั้นเพียง 21 ไมล์ แต่ความเสี่ยงสูงมาก เรือที่ใช้มักเป็นยางหรือไฟเบอร์กลาสเก่าๆ ที่จุคนได้เกินกำลัง สภาพอากาศในช่องแคบที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รวมถึงกระแสน้ำที่แรง ทำให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง องค์กรอย่าง UNHCR และ Amnesty International ได้เรียกร้องให้รัฐบาลยุโรปเพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น การเพิ่มเรือลาดตระเวนและช่องทางขอ庇护ที่ปลอดภัยกว่า

  • สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ: เรือไม่มั่นคงและสภาพอากาศเลวร้าย
  • ผลกระทบ: เสียชีวิต 2 ราย สูญหาย 40 คน รอดชีวิต 60 คน
  • แนวทางแก้ไข: เพิ่มการลาดตระเวนและนโยบายช่วยเหลือผู้อพยพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ปัญหานี้เชื่อมโยงกับความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางและแอฟริกาที่ทำให้คนต้องอพยพ รัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดกำลังพิจารณากฎหมายใหม่เพื่อจัดการกับการมาถึงของผู้อพยพ ซึ่งรวมถึงการส่งตัวกลับยังฝรั่งเศส แต่ถูกวิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน

เหตุการณ์ ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ หากไม่มีการร่วมมือระหว่างประเทศ วิกฤตนี้จะยิ่งทวีความรุนแรง สุดท้ายแล้ว มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องเสี่ยงตาย

คุณคิดอย่างไรกับวิกฤตผู้อพยพนี้? แบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตเหตุการณ์ล่าสุด

ที่มา – ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ

ผู้ประท้วงนับแสน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ กลางลอนดอน

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ เป็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านผู้อพยพออกมาแสดงพลัง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลความสงบเรียบร้อย

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568 เมื่อผู้ประท้วงจำนวนมากออกมารวมตัวกันในพื้นที่ใจกลางกรุงลอนดอน การชุมนุมนี้จัดขึ้นโดยนายทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวที่มักออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านผู้อพยพและศาสนาอิสลาม ภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง”

ผู้ประท้วงกลุ่มใหญ่รวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาได้รับฟังการปราศรัยจากบุคคลสำคัญหลายท่าน รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

ในขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนราว 5,000 คน ได้ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง การชุมนุมนี้จัดขึ้นโดยองค์กรที่ชื่อว่า “Stand Up To Racism” (SUTR)

สำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอนได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 1,000 นายไปยังจุดต่างๆ ทั่วกรุงลอนดอนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และได้วางแผงกั้นเพื่อแบ่งแยกผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มออกจากกัน นอกจากนี้ ยังมีการร้องขอกำลังเสริมจากหน่วยงานอื่น ๆ อีกประมาณ 500 นายเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานครั้งนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายถูกผู้ประท้วงขว้างปาสิ่งของใส่ และเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกฝ่าแนวกั้นไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้าม

บนเวทีที่ถนนไวท์ฮอลล์ นายโรบินสัน ซึ่งมีชื่อจริงว่าสตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน ได้กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองว่า “ลอกเลียนแบบ” ความคิดของเขา และกล่าวอ้างว่าศาลในสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมาย มากกว่าสิทธิของประชาชนชาวอังกฤษ

คำกล่าวของนายโรบินสันนั้นสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อเดือนก่อน ซึ่งศาลอุทธรณ์ของอังกฤษได้กลับคำตัดสินที่ห้ามไม่ให้ผู้ขอลี้ภัยพักอาศัยในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ในการชุมนุมต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ น.ส.ไดแอน แอบบอตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระ ได้กล่าวต่อผู้ชุมนุมว่า พวกเขาได้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกัน “เรารู้ดีว่าการเหยียดเชื้อชาติ ความรุนแรง และลัทธิฟาสซิสต์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คุณรู้อะไรไหม? เราสามารถเอาชนะการเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงได้มาโดยตลอด”

ปัจจุบันนี้ ปัญหาผู้อพยพได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ครอบงำการเมืองในสหราชอาณาจักรอย่างมาก จนบดบังความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ขอลี้ภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา มีผู้อพยพกว่า 28,000 คนเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษมายังสหราชอาณาจักรด้วยเรือขนาดเล็ก

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

สถานการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวกับผู้อพยพในสหราชอาณาจักรยังคงเป็นที่จับตามอง และการชุมนุมที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดในสังคม

ทำไมถึงมีการชุมนุม ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ?

การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในสังคมอังกฤษเกี่ยวกับประเด็นผู้อพยพและความหลากหลายทางเชื้อชาติ การที่ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ บ่งชี้ว่าประเด็นนี้มีความสำคัญและส่งผลกระทบอย่างมากต่อความคิดเห็นของประชาชน

การที่ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาผู้อพยพไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความเชื่อ ความกลัว และความหวังที่แตกต่างกันในสังคม

การชุมนุมนี้ทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาถึงวิธีการที่เราจะสามารถสร้างสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ความท้าทายคือการหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

การชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ กลางกรุงลอนดอนครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับจำนวนผู้ขอลี้ภัยที่เพิ่มขึ้น การส่งเสริมความเข้าใจและความอดทนระหว่างวัฒนธรรม หรือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคนในสังคม

ที่มา – ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

สลด! **เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี** พบ 20 ศพ

ข่าวเศร้าสะเทือนใจจากอิตาลี เมื่อเกิดเหตุเรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี บริเวณชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา รายงานล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ศพ และเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเรือบรรทุกผู้อพยพจำนวนมากอย่างน้อย 97 ชีวิต ประสบเหตุล่มในทะเล ห่างจากชายฝั่งเกาะลัมเปดูซาไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 14 ไมล์ทะเล หน่วยกู้ภัยได้เข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง

เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี สังเวยแล้ว 20 ชีวิต

ตามรายงานจากสถานีวิทยุ Rai Radio 1 ของอิตาลี ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ โดยคาดการณ์ว่ายังมีผู้สูญหายอีกราว 12-17 คน ในขณะที่ผู้รอดชีวิตประมาณ 60 คนได้รับการช่วยเหลือและนำตัวขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว เจ้าหน้าที่กำลังให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และดูแลผู้รอดชีวิตอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลีครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้อพยพต้องเผชิญในการเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในยุโรป ผู้อพยพจำนวนมากจากแอฟริกาเหนือตัดสินใจเสี่ยงชีวิตเดินทางด้วยเรือที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย และมักบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่กำหนด พวกเขาเหล่านี้หนีจากความรุนแรง ความยากจน และความไม่มั่นคงในประเทศบ้านเกิด โดยหวังว่าจะได้พบกับโอกาสใหม่ ๆ ในยุโรป

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลีซ้ำๆ

เกาะลัมเปดูซาของอิตาลีเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของผู้อพยพเหล่านี้ เนื่องจากเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายฝั่งแอฟริกาเหนือมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง และเรือที่ใช้ในการเดินทางมักจะไม่ปลอดภัยและไม่ได้มาตรฐาน

ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยของอิตาลีระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2565 มีผู้อพยพเดินทางข้ามทะเลเข้ามาในอิตาลีแล้วกว่า 38,263 คน ในขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยว่า ในปีนี้มีผู้อพยพเสียชีวิตในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้วอย่างน้อย 675 ศพ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสูญเสียและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

สถานการณ์เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลีเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อแก้ไขอย่างยั่งยืน การช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยง การจัดการกับต้นเหตุของการอพยพ และการสร้างทางเลือกที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายสำหรับการย้ายถิ่นฐาน เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างยั่งยืน

ที่มา – สลด เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี พบแล้ว 20 ศพ คาดสูญหายอีกหลายราย

Scroll to top