ผู้เสียชีวิต

“บิ๊กเกรียง” ยุตัดหัวประจาน ปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพัน

สว.มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ “บิ๊กเกรียง” ฉุนคนปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน ยุให้ตัดหัวประจาน ทำลายขวัญกำลังใจประชาชน ด้าน “สว.พิบูลย์อัฑฒ์” แจงเขต 8 ไล่ยิงเจตสกี เพราะไปขับแข่งเรือเล่นกันในพื้นที่

วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา รับมอบเงินและสิ่งของจากนายนิรุตติ สุทธินนท์ สว. ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน คณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภา ที่นำคณะศิษย์เก่านักศึกษาหลักสูตรปรม. รุ่น 22 สถาบันพระปกเกล้า ส่งมอบให้กับ สว.ภาคใต้นำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อาทิ พาวเวอร์แบงก์ ปลั๊กไฟ อุปกรณ์จำเป็นส่งให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ วุฒิสภามีงบประมาณกว่า 4 แสนบาทและได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย รวมเป็น 6 แสนบาท จะส่งให้วุฒิสภาในพื้นที่จัดทำถุงยังชีพ ซื้อสิ่งของต่างๆแจกจ่ายประชาชน วุฒิสภาไม่ทอดทิ้งประชาชน เมื่อถามว่า ข้อมูลในโซเชียลมีเดียระบุมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พล.อ.เกรียงไกรตอบว่า สื่อต้องช่วยกันดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร บางส่วนเอามาจากไหน บอกมีผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน ถ้าไม่จริงน่าเอาไปตัดหัวประจาน เพราะทำให้ขวัญประชาชนตกต่ำ ไม่รู้ต่อไปการแจ้งเตือนของหน่วยงานจะเชื่อถือหรือไม่ เพราะไม่รู้หน่วยงานปลอมหรือจริง พอแจ้งข่าวเท็จ ประชาชนก็ตื่นตระหนกจนเคยชิน ไปออกเฟกนิวส์ไม่เป็นความจริง อย่าซ้ำเติมประชาชน วิงวอน สื่อต้องช่วยประจานคนออกข่าวไม่จริง

นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ สว. กล่าวว่า การบอกว่าเขต 8 ยิงกันนั้น ต้องบอกว่าพวกเจตสกีไปแข่งเรือเล่นกัน บางส่วนเขาเลยโกรธ คนหาดใหญ่ไม่ได้ร้าย หลังจากนั้น พวกเจตสกีไม่มีใครกล้าลงไป ตนบอกเดี๋ยวลงเองก็ไม่มีอะไร ทุกคนก็ยกมือไหว้ เอาข้าวไปให้ น่ารักทุกคน

“บิ๊กเกรียง” ยุให้ตัดหัวประจาน พวกปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน

จากกรณีที่มีข่าวลือและข่าวปลอมเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีการอ้างจำนวนผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลดังกล่าวอย่างเข้มงวด

พล.อ.เกรียงไกร จี้สื่อช่วยกันประจานคนปล่อยข่าวปลอมผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพัน

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ข่าวปลอมเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก และยังบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่แจ้งเตือนภัย หากข้อมูลไม่ถูกต้อง ประชาชนอาจไม่เชื่อถือการแจ้งเตือนในอนาคต ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากขึ้นกว่าเดิมได้ ดังนั้น สื่อมวลชนจึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและนำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอม

นอกจากนี้ พล.อ.เกรียงไกร ยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และอย่าหลงเชื่อข่าวลือหรือข่าวปลอมที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย

การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นสิ่งสำคัญ แต่การจัดการกับข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เราทุกคนมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความวุ่นวายในสังคม

ที่มา – “บิ๊กเกรียง” ยุให้ตัดหัวประจาน พวกปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน

ศรีลังกาอ่วม! ไซโคลนถล่ม น้ำท่วม ดับ 200+

สถานการณ์ในศรีลังกายังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หลังเผชิญกับภัยพิบัติจากพายุไซโคลนที่ทำให้เกิด น้ำท่วมเมืองหลวง และดินถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าเศร้าใจ ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดทะลุ 200 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

พื้นที่ลุ่มต่ำในกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา จมอยู่ใต้น้ำตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เนื่องจากอิทธิพลของพายุไซโคลนที่พัดกระหน่ำ ทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก และจำนวนผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดอยู่ที่ 212 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 200 ราย

เจ้าหน้าที่ศรีลังกาเผยว่า ความเสียหายในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพิ่งจะเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน หลังจากที่เจ้าหน้าที่สามารถเปิดเส้นทางคมนาคมที่ถูกปิดกั้นด้วยต้นไม้หักโค่นและดินโคลนที่ถล่มลงมาได้ ทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและประเมินความเสียหายได้ละเอียดมากขึ้น

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 200 ศพ

จากรายงานของศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) พบว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 212 คน หลังเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์” นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้สูญหายอีก 218 คน ซึ่งทางการกำลังเร่งค้นหาอย่างเต็มที่

พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโคลัมโบยังคงเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเคลานีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทางการได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

“แม้ว่าพายุไซโคลนจะเคลื่อนผ่านไปแล้ว แต่สถานการณ์ น้ำท่วมเมืองหลวง ยังคงน่ากังวล เนื่องจากฝนที่ตกหนักบริเวณต้นน้ำกำลังไหลบ่าลงมา ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวแม่น้ำเคลานี” เจ้าหน้าที่จากศูนย์ DMC กล่าว

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกาได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยอินเดียเป็นประเทศแรกที่ตอบสนองความช่วยเหลือ และได้ส่งเฮลิคอปเตอร์มาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวน 24 คนในวันอาทิตย์ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และชายที่นั่งรถเข็น ซึ่งติดค้างอยู่ในเมืองค็อตมาเล ที่อยู่ห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร

ความช่วยเหลือจากนานาชาติหลั่งไหลสู่ศรีลังกา หลัง ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง

กองทัพอากาศศรีลังการะบุว่า ปากีสถานก็กำลังส่งทีมกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน ในขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญมาประเมินความต้องการเร่งด่วนของศรีลังกา และให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ทางการศรีลังกาคาดการณ์ว่า ระดับน้ำท่วมในเมืองหลวงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันจึงจะลดลง ในขณะที่พายุไซโคลนดิตวาห์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือไปยังประเทศอินเดีย

สถานการณ์ น้ำท่วมเมืองหลวง ในศรีลังกาครั้งนี้ ถือเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ความช่วยเหลือจากนานาชาติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย และช่วยฟื้นฟูประเทศให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์ในศรีลังกายังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านอาหาร น้ำดื่ม ยา และที่พักพิงชั่วคราว หากท่านใดต้องการร่วมบริจาค สามารถติดต่อหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่างๆ เพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยได้

ที่มา – ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 200 ศพ

สลด! กู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์น่าเศร้าเกิดขึ้นที่หาดใหญ่ เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งเข้ากู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยเพื่อนบ้านให้ข้อมูลว่าเห็นผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายในสภาพหิวโซ นับเป็นเรื่องราวที่สะเทือนใจท่ามกลางความเสียหายจากอุทกภัย

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากระดับน้ำในพื้นที่น้ำท่วมหาดใหญ่เริ่มลดลง เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ใช้เครื่องตัดถ่างเพื่อเปิดประตูเหล็กของบ้านหลังหนึ่งในชุมชนทุ่งเสา เขตเทศบาลเมืองหาดใหญ่ เพื่อเข้ากู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่เสียชีวิตอยู่บนชั้น 2 ของบ้าน

ผู้เสียชีวิตซึ่งต่อมาทราบชื่อคือ นายจรูญ จารุพงศา อายุ 77 ปี ถูกพบในสภาพเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นรุนแรง เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงดำเนินการเก็บกู้ร่างและนำส่งแผนกนิติเวช โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

นางสาวนภาพร เพื่อนบ้านของผู้เสียชีวิต เล่าว่า เธอเห็นนายจรูญครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ในช่วงที่น้ำเริ่มท่วมสูงจนเอ่อล้นเข้าท่วมชั้นหนึ่งของบ้าน ทำให้นายจรูญต้องขึ้นไปอาศัยอยู่บนชั้น 2 โดยออกมานั่งอยู่ที่ระเบียงในสภาพที่ดูหิวโซ และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นนายจรูญอีกเลย

เป็นที่น่าเศร้าใจที่ทราบว่า นายจรูญอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวเพียงลำพัง ภรรยาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปก่อนหน้านี้ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ลูกสาวของเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคไตเช่นกัน ก่อนหน้านี้เคยมีญาติห่างๆ แวะเวียนมาดูแลบ้าง แต่ก็ไม่สม่ำเสมอ และหลังจากน้ำลดลง เพื่อนบ้านก็ไม่พบว่ามีญาติของนายจรูญมาที่บ้านเลย ทำให้เพื่อนบ้านตัดสินใจแจ้งตำรวจและหน่วยกู้ภัยให้เข้ามาตรวจสอบ จนกระทั่งพบศพของนายจรูญ

กู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นน้ำท่วม การเข้าถึงความช่วยเหลือและข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ประสบภัยน้ำท่วม

สำหรับผู้ที่ต้องการช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ประสบภัยน้ำท่วม สามารถทำได้โดย:

  • บริจาคสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา และเครื่องนุ่งห่ม
  • ให้กำลังใจและรับฟังปัญหาของพวกเขา
  • ช่วยเหลือในการทำความสะอาดบ้านเรือน
  • แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยเหลือ

การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

สถานการณ์กู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นอุทาหรณ์ให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในสังคม การให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ กำลังใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถมอบให้แก่กันได้ เพื่อให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ที่มา – กู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อนบ้านเล่า เห็นครั้งสุดท้ายสภาพหิวโซ

สลด! ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว นับตั้งแต่ความขัดแย้งกับอิสราเอลเริ่มต้นขึ้น ข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผยจากกระทรวงสาธารณสุขในกาซา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาได้รายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าเศร้า จนยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว หลังจากสงครามได้ปะทุขึ้นเมื่อกว่าสองปีที่แล้ว ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตที่ถูกนำออกจากซากปรักหักพัง

จากข้อมูลของกระทรวงฯ พบว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 301 รายในฉนวนกาซา นับตั้งแต่วันพฤหัสบดี ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมทั้งหมดอยู่ที่ 70,100 ราย ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบที่ร้ายแรงต่อชีวิตของผู้คนในพื้นที่

พื้นที่ส่วนใหญ่ในฉนวนกาซาได้รับความเสียหายอย่างหนัก นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มการโจมตีเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลมากกว่า 1,200 ราย และมีการลักพาตัวชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติจำนวน 251 คนไปเป็นตัวประกัน

ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ทำการนับจำนวนศพที่ถูกส่งไปยังโรงพยาบาล และทำการบันทึกชื่อและหมายเลขประจำตัว แต่เนื่องจากความเสียหายที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทางการได้ตัดสินใจที่จะชะลอการเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับรายงานหลายพันรายเข้าไปในบัญชีทางการ จนกว่าจะสามารถดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และการแพทย์ได้อย่างสมบูรณ์

นับตั้งแต่การหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว ตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทีมกู้ภัยได้ใช้ช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบนี้ในการค้นหาผู้เสียชีวิตที่ยังคงติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาเป็นสิ่งที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นตัวเลข แต่ยังรวมถึงชีวิตและความหวังของผู้คนจำนวนมาก การที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียมากยิ่งขึ้น

ความท้าทายในการระบุตัวตนผู้เสียชีวิต

การระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตจำนวนมากภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเจ้าหน้าที่ การขาดแคลนทรัพยากรและการเข้าถึงพื้นที่ที่จำกัด ทำให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างล่าช้าและยากลำบาก

  • การขาดแคลนอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็น
  • ความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย
  • จำนวนผู้เสียชีวิตที่มากเกินกำลังเจ้าหน้าที่

ผลกระทบต่อจิตใจของผู้รอดชีวิต

นอกเหนือจากความสูญเสียทางกายภาพแล้ว สงครามยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจิตใจของผู้รอดชีวิต การสูญเสียคนที่รัก การพลัดพรากจากบ้านเรือน และการเผชิญหน้ากับความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการแสวงหาสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี การยุติความรุนแรงและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อสร้างความแตกต่าง

การที่ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้วเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง หวังว่าประชาคมโลกจะร่วมมือกันหาทางออกให้สถานการณ์นี้โดยเร็ว

ที่มา – สลด ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว

ศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับ 132 ศพ

รัฐบาลศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับพุ่ง 132 ศพ พร้อมขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ หลังจากพายุไซโคลนพัดถล่มอย่างหนัก จนทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด พบผู้เสียชีวิตแล้วถึง 132 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการของประเทศศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันเสาร์ที่ 29 พ.ย. 2568 และร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ หลังผู้เสียชีวิตจากเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมอันเป็นผลจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์” (Ditwah) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 132 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีก 176 ราย

ศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) ระบุว่า ผลกระทบจากไซโคลนลูกนี้ทำลายบ้านเรือนไปแล้วกว่า 15,000 หลัง ทำให้ประชาชน 78,000 คนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่รัฐจัดหาให้

ประธานาธิบดี อนุรา กุมาร ดิสสานายาเก แห่งศรีลังกา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและบังคับใช้กฎหมายฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งมอบอำนาจอย่างกว้างขวางให้เขาเพื่อจัดการกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น หลังจากประเทศเกาะแห่งนี้เผชิญฝนตกหนักมานานร่วมสัปดาห์

“เรามีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 132 ศพ และผู้สูญหายอีก 176 ราย” นายสัมภาธ โคตูเวโกดา ผู้อำนวยการศูนย์ DMC กล่าว พร้อมเสริมว่า มีการส่งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติการบรรเทาทุกข์แล้ว

ในวันเสาร์ กองทัพศรีลังกาสามารถช่วยเหลือผู้โดยสาร 69 คน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน 1 คน ที่ติดอยู่ในรถบัสในเขตอนุราธปุระ (Anuradhapura) ได้อย่างปลอดภัยแล้ว หลังจากมีปฏิบัติการช่วยเหลือนานร่วม 24 ชั่วโมง โดยใช้ทั้งเฮลิคอปเตอร์และเรือของกองทัพเรือในปฏิบัติการด้วย

ผู้โดยสารคนหนึ่งบอกกับผู้สื่อข่าวที่โรงพยาบาลท้องถิ่นว่า ทหารเรือช่วยให้พวกเขาปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านใกล้เคียง หลังจากใช้เชือกช่วยให้พวกเขาเดินลุยฝ่าน้ำท่วม “เราโชคดีมาก… ตอนที่เราอยู่บนหลังคา ส่วนหนึ่งของหลังคาก็พังลง… ผู้หญิงสามคนตกลงไปในน้ำ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือให้กลับขึ้นมาบนหลังคาได้”

ทั้งนี้ เฮลิคอปเตอร์ต้องยกเลิกความพยายามในการช่วยเหลือครั้งแรก เนื่องจากแรงลมดูดลงจากใบพัด (downdraft) เสี่ยงที่จะพัดหลังคาที่ผู้ประสบภัยนั่งอยู่ให้ปลิวหลุดออกไป ก่อนที่พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากกองเรือของกองทัพเรือ

ขณะที่ถนนในเขตบาดุลลา (Badulla) ตอนกลางของศรีลังกา ยังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดและเสบียงกับสิ่งของบรรเทาทุกข์ไม่สามารถเข้าถึงได้

เจ้าหน้าที่ของศรีลังการะบุด้วยว่า พื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ เนื่องจากเสาไฟฟ้าหักโค่นและโรงงานบำบัดน้ำถูกน้ำท่วม การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็หยุดชะงักในหลายพื้นที่เช่นกัน

อนึ่ง พื้นที่ส่วนใหญ่ของศรีลังกามีฝนลดลงแล้ว รวมทั้งเมืองหลวงกรุงโคลัมโบ แต่ทางตอนเหนือของเกาะยังคงมีฝนตกเนื่องจากผลกระทบที่หลงเหลือของพายุไซโคลนดิตวาห์ ซึ่งเคลื่อนตัวออกจากศรีลังกาในวันเสาร์ และกำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปสู่ประเทศอินเดียที่อยู่ใกล้เคียง

เบื้องต้น สนามบินเจนไน ของอินเดีย ประกาศยกเลิกเที่ยวบินแล้ว 54 เที่ยว โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักมากและลมกระโชกแรงในช่วง 48 ชั่วโมงข้างหน้า

รัฐบาลศรีลังกายังออกแถลงการณ์ขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ และขอให้ชาวศรีลังกาที่อาศัยอยู่ต่างประเทศบริจาคเงินสดเพื่อสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย

ข่าวระบุว่า นายกรัฐมนตรี ฮาริณี อมาราสุริยา แห่งศรีลังกาได้เข้าพบกับนักการทูตที่ประจำการอยู่ในกรุงโคลัมโบ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ล่าสุดและขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของพวกเขา

อินเดียเป็นประเทศแรกที่ตอบสนองต่อคำขอดังกล่าว โดยส่งเครื่องบินบรรทุกสิ่งของบรรเทาทุกข์ 2 ลำไปยังศรีลังกา ขณะที่เรือรบของอินเดียที่จอดอยู่ที่กรุงโคลัมโบอยู่แล้วเนื่องจากการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ ก็ได้บริจาคเสบียงอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย

ศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับ 132 ศพ

เหตุการณ์ ศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับ 132 ศพ ครั้งนี้ ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง การช่วยเหลือและฟื้นฟูยังคงดำเนินต่อไป

สถานการณ์ฉุกเฉินในศรีลังกา

การที่ ศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับ 132 ศพ ทำให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ ศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับ 132 ศพ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ที่มา – ศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับพุ่ง 132 ศพ

พบร่างผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ กว่า 100 ราย

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 รายงานการพบร่างผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ กว่า 100 ราย และยังคงมีผู้ที่ต้องรอการพิสูจน์อัตลักษณ์อีกกว่า 20 ราย ท่ามกลางความโศกเศร้า หน่วยงานต่างๆ เร่งดำเนินการช่วยเหลือและจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

พบร่างผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ กว่า 100 ราย พฐ.เร่งพิสูจน์

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่เริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำลดลง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงพื้นที่วิกฤติได้มากขึ้น หลังจากเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงพื้นที่ก่อนหน้านี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงการพบร่างผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ กว่า 100 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 20 รายที่ต้องทำการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลอย่างเร่งด่วน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้ระดมทีมแพทย์นิติเวช นักพิสูจน์หลักฐาน และตำรวจ พร้อมด้วยรถห้องเย็น ลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน

ม.อ. เป็นศูนย์กลางจัดการศพผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม

กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เป็นศูนย์กลางในการจัดการศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมในสงขลา เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการนับจำนวนผู้เสียชีวิตและเร่งดำเนินการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยให้หน่วยกู้ภัยรวบรวมศพและส่งไปยัง ม.อ. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ก่อนหน้านี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษก ศป.กฉ. ได้รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 85 รายในจังหวัดสงขลา แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม 55 ราย และอีก 30 รายเสียชีวิตจากสาเหตุอื่น ๆ รัฐบาลได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น โดยจะให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา ไม่มีการกดตัวเลขให้ต่ำหรือสูงเกินจริง รัฐบาลมุ่งเน้นการสื่อสารถึงประชาชนอย่างครบถ้วนและตรงไปตรงมา พร้อมทั้งเร่งดำเนินการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วยงบประมาณจำนวนมาก

ในช่วงเย็นของวันที่ 27 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่นิติเวชจากตำรวจเดินทางไปยังห้องนิติเวช โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภายในมหาวิทยาลัย โดยไม่อนุญาตให้ทีมข่าวเข้าไปสังเกตการณ์ แต่พบว่ามีเจ้าหน้าที่หลายนายเดินเข้าไปในห้องนิติเวชอย่างต่อเนื่อง

การพบร่างผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ กว่า 100 ราย เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจและแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ การจัดการกับสถานการณ์หลังภัยพิบัติและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนทุกคน ควรให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการวางแผนป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ การจัดการน้ำที่ดี และการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน สามารถช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ที่มา – พบร่างผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ กว่า 100 ราย พฐ.รอพิสูจน์อัตลักษณ์

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 33 ศพ หวั่นบานปลาย

กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาระลอกใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 33 ศพ ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์จะบานปลาย สถานการณ์ อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ นี้สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่การแพทย์ในฉนวนกาซา ว่า กองทัพอิสราเอลดำเนินการโจมตีทางอากาศรอบใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 33 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก นับเป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคม

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล นาสเซอร์ ในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา กล่าวว่า พวกเขาได้รับร่างผู้เสียชีวิต 17 ศพ ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 5 ศพ และเด็กอีก 5 ศพ หลังจากเครื่องบินรบของอิสราเอลโจมตีเต็นท์ที่พักพิงผู้พลัดถิ่นถึง 4 ครั้ง ส่วนที่เมืองกาซา ซิตี้ อิสราเอลโจมตีทางอากาศ 2 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไป 16 ศพ เป็นเด็กถึง 7 ศพ

อิสราเอลระบุว่า พวกเขาเปิดฉากโจมตีหลังจากที่ทหารของพวกเขาในเมืองข่านยูนิส ถูกยิงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ตาม ส่วนกลุ่มฮามาสประณามการโจมตีของอิสราเอลว่าเป็น “การสังหารหมู่ที่น่าตกใจ” และปฏิเสธเรื่องการโจมตีกองทัพอิสราเอล

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 10 ต.ค. อิสราเอลยังคงโจมตีเป้าหมายในฉนวนกาซาหลายครั้ง และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 300 ศพ ขณะที่ชาวบ้านท้องถิ่นระบุว่า พวกเขายังได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นทุกวัน สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเสียหายและความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง

กาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยคนสำคัญตลอดช่วงสงคราม 2 ปีที่ผ่านมา ประณามการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลว่า เป็นความเคลื่อนไหวอันตรายที่อาจบ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ให้การรับรองแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้ง กองกำลังสร้างเสถียรภาพระหว่างประเทศ และแนวทางที่เป็นไปได้สู่การสร้างรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคขัดขวางแผนการดังกล่าวอยู่ เช่น ยังไม่ชัดเจนว่า จะทำให้กลุ่มฮามาสยอมวางอาวุธได้อย่างไร, ใครจะเป็นผู้จัดหากำลังทหารสำหรับกองกำลังรักษาสันติภาพชุดใหม่ และความช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบจะเข้าถึงฉนวนกาซาได้อย่างไร หากอิสราเอลไม่ยกเลิกการปิดกั้น

นอกจากนั้น ในปัจจุบัน กลุ่มฮามาสยังคงครอบครองร่างของตัวประกัน 3 รายเอาไว้ ส่วนทหารของอิสราเอลก็ยังคงยึดครองพื้นที่มากกว่า 50% ของกาซา แม้จะถอนกำลังออกจากบางพื้นที่หลังการหยุดยิงเริ่มขึ้น

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่

สถานการณ์ล่าสุดนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อย่างรุนแรง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต และความไม่แน่นอนในอนาคต

ผลกระทบจาก อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่

  • ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
  • ความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิตประจำวัน
  • ความยากลำบากในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่นี้ เป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจและสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี การเจรจาและการไกล่เกลี่ยเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

นานาชาติต่างเรียกร้องให้มีการยุติความรุนแรงและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ การให้ความสำคัญกับชีวิตและความปลอดภัยของผู้คนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฉนวนกาซาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นก้าวแรกสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 33 ศพ หวั่นสถานการณ์บานปลาย

เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด คร่า 3 ศพ

สถานการณ์น่ากังวล! เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาดในประเทศแล้ว พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย บริเวณชายแดนที่ติดกับซูดานใต้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับนานาชาติ และส่งผลให้มีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ทางการเอธิโอเปียได้ออกมายืนยันถึงการระบาดของไวรัสมรณะ เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยพบผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสนี้จำนวน 3 ราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศซูดานใต้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลเอธิโอเปียกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสจำนวน 17 ราย ในภูมิภาคโอโม (Omo) ทางตอนใต้ของประเทศ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติม เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้ความช่วยเหลือในการทดสอบและการควบคุมโรคระบาด

กระทรวงสาธารณสุขของซูดานใต้ได้ออกคำแนะนำด้านสุขอนามัยให้กับประชาชนใน 4 เขต โดยเน้นย้ำให้ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับของเหลวในร่างกาย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก

ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) กล่าวว่า การระบาดครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบสาธารณสุขของซูดานใต้ยังมีความเปราะบาง และอาจส่งผลกระทบต่อการควบคุมการแพร่ระบาด

ไวรัสมาร์บวร์กมีต้นกำเนิดจากค้างคาวผลไม้ และสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ หรือการสัมผัสกับพื้นผิวที่ปนเปื้อน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ติดเชื้ออาจมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 88%

อาการของการติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก ได้แก่ มีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง อาเจียน และอาจมีภาวะเลือดออกรุนแรง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัสมาร์บวร์ก

เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด

สถานการณ์การระบาดของไวรัสมาร์บวร์กในเอธิโอเปียครั้งนี้ ถือเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขที่สำคัญ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสมาร์บวร์ก

  • แหล่งที่มา: ค้างคาวผลไม้
  • การแพร่กระจาย: สัมผัสของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อน
  • อาการ: ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง อาเจียน
  • อัตราการเสียชีวิต: สูงถึง 88% หากไม่ได้รับการรักษา
  • การรักษา: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาเฉพาะ

มาตรการป้องกันตัวเองจากไวรัสมาร์บวร์ก

  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับของเหลวในร่างกายของผู้อื่น
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) หากต้องดูแลผู้ป่วย
  • ปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทาน
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด

สถานการณ์ เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดอุบัติใหม่ การลงทุนในระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง การเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเอง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของชุมชน

ที่มา – เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด คร่าแล้ว 3 ศพ

สลด! รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ! เกิดเหตุรถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ คร่าชีวิตผู้แสวงบุญไปถึง 45 ราย และรอดชีวิตเพียง 1 รายเท่านั้น เหตุการณ์นี้สร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ดับ 45 ศพ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เกิดอุบัติเหตุรถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ใกล้กับเมืองเมดินา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 45 ราย จากผู้โดยสารทั้งหมด 46 คน รายงานข่าวระบุว่ารถบัสคันดังกล่าวประสบอุบัติเหตุและเกิดไฟลุกไหม้ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียที่เดินทางมาจากเมืองไฮเดอราบัด

นาย วี.ซี. สัจจนาการ ผู้บัญชาการตำรวจเมืองไฮเดอราบัด เปิดเผยว่า ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวถูกนำตัวส่งห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาลท้องถิ่นเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน รายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุยังคงอยู่ในระหว่างการสอบสวน แต่เบื้องต้นมีการระบุว่ามีรถบรรทุกน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้อง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ

ทางการรัฐเตลังกานา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองไฮเดอราบัด ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าผู้แสวงบุญกลุ่มนี้เดินทางไปยังซาอุดีอาระเบียเพื่อประกอบพิธีอุมเราะห์ ซึ่งเป็นพิธีแสวงบุญขนาดย่อส่วนของพิธีฮัจญ์และสามารถกระทำได้ตลอดทั้งปี น่าเศร้าที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างที่รถบัสกำลังเดินทางจากเมืองเมกกะไปยังเมืองเมดินา

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านทางโพสต์บน X (Twitter) พร้อมทั้งยืนยันว่าทางการอินเดียกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ในซาอุดีอาระเบียเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ สถานทูตอินเดียในกรุงริยาดและสถานกงสุลในเมืองเจดดาห์กำลังให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทางเท่าที่จะเป็นไปได้

เหตุการณ์รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัยและการตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเดินทางระยะไกล การพักผ่อนให้เพียงพอและการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – สลด รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ดับแล้ว 45 ศพ รอด 1

Scroll to top