ฝรั่งเศส

ประมูลภาพวาดปิกัสโซ ทุบสถิติ 1,280 ล้าน

วงการศิลปะฮือฮา! การประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ในกรุงปารีสสร้างสถิติใหม่ ด้วยมูลค่าสูงถึง 1,280 ล้านบาท หลังถูกเก็บรักษาในคอลเล็กชันส่วนตัวมาอย่างยาวนาน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว France24 รายงานว่า ภาพวาดชื่อ “Bust of a Woman with a Flowered Hat” ผลงานของศิลปินเอกระดับโลก ปาโบล ปิกัสโซ ได้สร้างความตื่นตะลึงในโลกศิลปะ เมื่อถูกนำออกมาประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 8 ทศวรรษ ณ บ้านประมูลดรูโอต์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีผู้ประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 27 ล้านยูโร และเมื่อรวมค่าธรรมเนียมแล้ว มูลค่ารวมพุ่งสูงถึง 32,012,397 ยูโร หรือประมาณ 1,280 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาสูงสุดสำหรับการประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ในฝรั่งเศสประจำปีนี้

คริสตอฟ ลูเซียง นายประมูลของงาน กล่าวว่า ภาพวาดชิ้นนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2486 เป็นภาพเหมือนของ โดรา มาร์ ศิลปินและช่างภาพ ผู้เป็นทั้งคนรักและแรงบันดาลใจของปิกัสโซ ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังสิ้นสุดลงอย่างขมขื่น ผลงานชิ้นนี้ถูกซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ปี 2487 และไม่เคยถูกนำออกจำหน่ายอีกเลย จนกระทั่งทายาทของผู้เป็นเจ้าของเดิมตัดสินใจนำออกมาประมูลในปีนี้

แอกแนส เซเวสเทร-บาร์เบ นักวิชาการด้านศิลปะ ผู้เชี่ยวชาญผลงานของปิกัสโซ กล่าวว่า ภาพวาดนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์เหมือนกับวันที่ออกจากสตูดิโอเป็นครั้งแรก การที่ภาพไม่ได้ถูกเคลือบเงา ทำให้เราได้เห็นทุกชั้นสีที่แท้จริง และสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพทางศิลปะของปิกัสโซอย่างแท้จริง

ประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี

แม้ว่าราคาประมูลครั้งนี้จะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ภาพวาดชิ้นนี้ก็ยังไม่ใช่ผลงานที่มีมูลค่าสูงที่สุด ในปี 2566 ภาพ “Woman with a Watch” ถูกจำหน่ายไปด้วยราคาสูงถึง 139.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,040 ล้านบาท ในขณะที่สถิติสูงสุดยังคงเป็นของภาพ “Women of Algiers” ที่ขายได้ในราคาสูงถึง 179.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6,490 ล้านบาท เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา

ทำไมการประมูลภาพวาดปิกัสโซครั้งนี้ถึงเป็นที่ฮือฮา?

  • เป็นการประมูลครั้งแรกในรอบ 80 ปี
  • ภาพวาดอยู่ในสภาพสมบูรณ์
  • เป็นภาพเหมือนของ โดรา มาร์ คนรักของปิกัสโซ

การประมูลภาพวาดของปิกัสโซครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในผลงานศิลปะของศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของศิลปะในการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความรู้สึกของมนุษย์

ที่มา – ประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ทุบราคา 1,280 ล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญชี้! เครื่องเพชรล้ำค่า สูญหายจากลูฟวร์?

ผู้เชี่ยวชาญคาด “เครื่องเพชรล้ำค่า” ที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์อาจสูญหายตลอดกาล

ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามศิลปะคาดว่า เครื่องเพชรล้ำค่าที่ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส อาจสูญหายไปตลอดกาล เนื่องจากการถูกแยกชิ้นส่วน เจียระไนใหม่ ก่อนขายต่อในตลาดมืดทั่วโลก ทำให้การติดตามเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

คริสโตเฟอร์ เอ. มารีเนลโล ซีอีโอของ Art Recovery International ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามผลงานศิลปะและของมีค่า ประเมินว่า เครื่องเพชรอัญมณีล้ำค่าที่ถูกโจรกรรมไปครั้งนี้ ไม่สามารถนำไปขายได้ทั้งชุด ในสภาพเดิม เพราะเสี่ยงต่อการถูกตรวจพบ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า คนร้ายจะต้องแยกเพชรและพลอยออกจากตัวเรือน แล้วนำไปตัดหรือเจียระไนใหม่ เพื่อสามารถนำไปขายต่อได้ โดยไม่สามารถติดตามแกะรอยได้ นี่คือความท้าทายสำคัญในการติดตามเครื่องเพชรล้ำค่า

นายมารีเนลโลยังกล่าวเตือนด้วยว่า การปล้นอุกอาจครั้งนี้จะส่งผลสะเทือนต่อวงการพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก และเป็นสัญญาณให้ทุกแห่งต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เพราะการปล้นกลางวันแสก ๆ ที่ลูฟวร์คือการประกาศว่าพวกเขาไม่เกรงกลัวกฎหมายอีกต่อไป และนั่นหมายความว่าสมบัติล้ำค่าอื่นๆ อาจตกเป็นเป้าหมายต่อไป

อัยการที่รับผิดชอบคดีเปิดเผยว่า มูลค่าความเสียหายในเชิงการเงินอยู่ที่ราว 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 88 ล้านยูโร โดยยังไม่รวมมูลค่าทางประวัติศาสตร์ ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่กว่า 100 นายร่วมในการสืบสวนและติดตามเบาะแสของคนร้ายและอัญมณีที่หายไป แต่ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทำไมเครื่องเพชรล้ำค่าถึงสูญหายได้

  • การแยกชิ้นส่วน: คนร้ายมักจะแยกชิ้นส่วนอัญมณีออกจากตัวเรือน
  • การเจียระไนใหม่: เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปทรงและลักษณะ ทำให้ยากต่อการระบุ
  • การขายในตลาดมืด: ทำให้การติดตามเส้นทางการเงินและผู้ซื้อเป็นไปได้ยาก

การโจรกรรมเครื่องเพชรล้ำค่าจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นเรื่องที่น่าตกใจ และสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลกต้องเผชิญ การยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญเหล่านี้

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างลูฟวร์ก็ยังสามารถตกเป็นเป้าหมายของการโจรกรรมได้ ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ทุกแห่งควรให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยอย่างจริงจัง และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การสูญหายของเครื่องเพชรล้ำค่าไม่เพียงแต่เป็นความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่ยังเป็นการสูญเสียสมบัติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เราหวังว่าทางการจะสามารถติดตามและนำเครื่องเพชรกลับคืนมาได้ในที่สุด

ที่มา – ผู้เชี่ยวชาญคาด “เครื่องเพชรล้ำค่า” ที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์อาจสูญหายตลอดกาล

ขโมยเพชรลูฟวร์: มูลค่ากว่า 3,400 ล้าน

สะเทือนวงการศิลปะ! เกิดเหตุการณ์โจรกรรมสุดอุกอาจที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre Museum) ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าถูกขโมยไป โดยมีการประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ครั้งนี้สูงถึง 88 ล้านยูโร หรือราว 3,400 ล้านบาทเลยทีเดียว งานนี้ทำเอาหลายฝ่ายกังวลว่าเครื่องเพชรเหล่านี้อาจถูกแยกชิ้นส่วนและนำไปขายในตลาดมืด

ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

ทางการฝรั่งเศสได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าคนร้ายใช้เวลาในการก่อเหตุเพียง 8 นาทีเท่านั้น แต่สิ่งที่สูญเสียไปนั้นประเมินค่ามิได้ ไม่ใช่แค่ในแง่ของมูลค่าทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ประเมินค่าไม่ได้ของชาติฝรั่งเศสอีกด้วย การประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน

อัยการกรุงปารีส คุณลอเร เบกกูโอ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ RTL ว่า สิ่งที่ถูกขโมยไปนั้นประกอบด้วยเครื่องประดับอันล้ำค่ามากมาย อาทิ สร้อยเพชรและมรกตที่จักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ทรงมอบให้พระมเหสี มงกุฎที่เคยสวมโดยจักรพรรดินีอูชีนี พระชายาของนโปเลียนที่ 3 และเครื่องประดับของสมเด็จพระราชินีมารี-อาเมลี แห่งฝรั่งเศส เรียกได้ว่าเป็นของสำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น

รายละเอียดเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

  • สร้อยเพชรและมรกตของจักรพรรดินโปเลียน
  • มงกุฎของจักรพรรดินีอูชีนี (ได้รับความเสียหาย)
  • เครื่องประดับของสมเด็จพระราชินีมารี-อาเมลี

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถนำมงกุฎของจักรพรรดินีอูชีนีกลับคืนมาได้ แต่ก็ได้รับความเสียหาย และยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้หรือไม่

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ออกมาประณามเหตุการณ์นี้ และกล่าวว่าเป็นการโจมตีมรดกทางวัฒนธรรมของชาติฝรั่งเศส กระทรวงยุติธรรมยังระบุอีกว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เนื่องจากรายงานเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า หนึ่งในสามของห้องจัดแสดงไม่มีระบบกล้องวงจรปิด และสัญญาณเตือนภัยไม่ทำงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คุณฌีราลด์ ดาร์มานัง ยอมรับว่าการที่คนร้ายสามารถขับรถบรรทุกเข้าใกล้ตัวพิพิธภัณฑ์ได้นั้น เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีอย่างยิ่งสำหรับประเทศฝรั่งเศส

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายเป็นทีมโจรกรรมมืออาชีพ เพราะปฏิบัติการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีการวางแผนมาอย่างดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามศิลปะที่ถูกขโมยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีเวลาเพียง 1-2 วันเท่านั้นในการติดตาม ก่อนที่เครื่องเพชรเหล่านี้จะถูกแยกชิ้นส่วน หลอมละลาย และลักลอบขายในตลาดมืดนอกประเทศในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงหลายเท่า

เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เพราะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก และเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยโดยรอบสถานที่ทางศิลปวัฒนธรรมทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต การประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกประเมินค่าไม่ได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม หากเราสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป ก็เหมือนกับการสูญเสียรากเหง้าและจิตวิญญาณของชาติ

ที่มา – ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

นักท่องเที่ยวเซ็ง! พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ปิดจากเหตุโจรกรรม

นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องผิดหวังเมื่อเดินทางมาถึงพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ แต่พบว่ายังคงปิดทำการชั่วคราว สืบเนื่องจากเหตุการณ์โจรกรรมอุกอาจที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของพิพิธภัณฑ์อย่างมาก

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากการโจรกรรมอัญมณีล้ำค่าที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก โดยทางพิพิธภัณฑ์ยังไม่มีกำหนดการเปิดให้บริการที่แน่นอน ทำให้ผู้ที่ตั้งใจเดินทางมาเยี่ยมชมต้องพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ระดับโลก ว่าเหตุใดจึงเกิดช่องโหว่ให้คนร้ายสามารถลงมือก่อเหตุได้อย่างอุกอาจ ทั้งยังใช้เวลาเพียงไม่นานในการขโมยอัญมณีล้ำค่าไปได้

ทางพิพิธภัณฑ์ได้ประกาศคืนเงินค่าเข้าชมเต็มจำนวนให้กับผู้ที่จองตั๋วล่วงหน้า และกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

แม้ว่า พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อติดตามอัญมณีที่ถูกขโมยไป หนึ่งในนั้นคือมงกุฎจักรพรรดินีอูเชนี ซึ่งประดับด้วยเพชรนับพันเม็ด และมีมูลค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะอย่างมหาศาล

ผลกระทบจากการปิดพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

การที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการท่องเที่ยวของกรุงปารีส นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต้องเปลี่ยนแผนการเดินทาง หรือเลือกที่จะเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ แทน

  • ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในบริเวณใกล้เคียงพิพิธภัณฑ์ได้รับผลกระทบ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
  • ภาพลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาจได้รับความเสียหาย
  • ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่อระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลดลง

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ทั่วโลก ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัย และลงทุนในระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าเหล่านี้

ในระหว่างที่พิพิธภัณฑ์ปิดทำการ เราขอแนะนำให้คุณลองสำรวจพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในปารีส หรือติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับกำหนดการเปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้จากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพิพิธภัณฑ์

หวังว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์จะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ในเร็ววัน และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอีกครั้ง

ที่มา – นทท.ต่อคิวเก้อ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว จากเหตุโจรกรรมสะท้านโลก

เศร้า! **พายุทอร์นาโดพัดถล่มชานกรุงปารีส** ดับ 1

เกิดเหตุการณ์สุดสลดเมื่อพายุทอร์นาโดพัดถล่มชานกรุงปารีส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้างและสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พายุทอร์นาโดขนาดใหญ่ได้พัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แรงลมมหาศาลทำให้เครนก่อสร้างจำนวน 3 ตัวล้มครืนลงมา ส่งผลให้คนงานเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึง 4 ราย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายอย่างมากในบริเวณโดยรอบ

พายุทอร์นาโดพัดถล่มชานกรุงปารีส

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองแอร์มงต์ (Ermont) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงปารีสไปทางทิศเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร รายงานข่าวระบุว่า พายุทอร์นาโดได้สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 10 เขตในบริเวณโดยรอบ ทำให้บ้านเรือน อาคาร และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

อัยการเขตในพื้นที่เกิดเหตุได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พายุทอร์นาโดพัดถล่มชานกรุงปารีสครั้งนี้เป็นคนงานก่อสร้างชายวัย 23 ปี ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในไซต์งานก่อสร้างในขณะที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 4 คนมีอาการสาหัส

ความรุนแรงของพายุทำให้เครนก่อสร้างขนาดใหญ่ล้มลง และพัดหลังคาอาคารบ้านเรือนจำนวนมากปลิวหายไป มีรายงานว่าเครนตัวหนึ่งได้ล้มทับคลินิกแห่งหนึ่ง แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บภายในคลินิกดังกล่าว ในขณะที่เครนอีกตัวได้ล้มทับอาคารที่พักอาศัย ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ตำรวจ และทีมแพทย์จำนวนมากต้องเร่งรุดไปยังพื้นที่เกิดเหตุเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

รัฐมนตรีมหาดไทยของฝรั่งเศส นายลอรองต์ นูเนซ ได้ออกมากล่าวถึงเหตุการณ์นี้ผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) โดยระบุว่า พายุที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นพายุที่มีความรุนแรงอย่างมาก และเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในระดับที่ไม่ค่อยพบเห็นได้บ่อยนักในประเทศฝรั่งเศส

คลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภาพวินาทีที่เครนทั้งสามตัวล้มลงเกือบพร้อมกันภายในเวลาไม่กี่วินาที ซึ่งสร้างความตื่นตกใจให้กับผู้คนในบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก เสียงดังสนั่นหวั่นไหว และภาพของเครนที่ล้มลงทำให้ผู้คนต่างพากันวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด

ผลกระทบและความเสียหายจากพายุ

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งประเมินความเสียหายเพิ่มเติมในพื้นที่ต่างๆ รอบกรุงปารีส และได้เตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์นี้ พายุอาจนำมาซึ่งฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกได้ในบางพื้นที่

  • บ้านเรือนและอาคารถูกทำลาย
  • ต้นไม้หักโค่น
  • การจราจรติดขัด
  • ไฟฟ้าดับในบางพื้นที่

พายุทอร์นาโดพัดถล่มชานกรุงปารีสครั้งนี้ ถือเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง การรับมือกับผลกระทบระยะยาวและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมพร้อมรับมือและการมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – พายุทอร์นาโดพัดถล่มชานกรุงปารีส เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 4

ผวา! นาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สุดอุกอาจ

ตำรวจฝรั่งเศสเผยคลิป นาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส อย่างใจเย็น ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย ก่อนกวาดอัญมณีล้ำค่าไป 8 ชิ้น ใช้เวลาปล้นทั้งหมดไม่ถึง 7 นาที

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ตำรวจฝรั่งเศสเผยคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ขณะที่ถูกต้อนอพยพออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส โดยในขณะที่กำลังวิ่งผ่านห้องแสดง “อะพอลโล” พบว่ามีชายสวมเสื้อกั๊กสีเหลือง ปลอมตัวเป็นคนงานของพิพิธภัณฑ์กำลังพยายามตัดกระจกตู้โชว์ ลักษณะท่าทางไม่ได้รีบร้อน และในตอนนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำห้องจัดแสดง และไม่มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นแต่อย่างใด

ตำรวจเปิดเผยว่า เหตุปล้นอุกอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 9.30-9.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 19 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเป็นช่วงเช้าที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งเปิดทำการ ว่า โจร 4 คน ใช้รถลิฟต์สำหรับขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ผ่านทางระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน เพื่อเข้าถึงห้องจัดแสดง “อะพอลโล”  โดยโจร 2 คนตัดกระจกด้วยเครื่องตัดชนิดใช้แบตเตอรี่ และเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นพวกเขาข่มขู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งทำให้มีการอพยพผู้คนออกจากอาคาร และขโมยสิ่งของจากตู้จัดแสดงกระจก 2 ตู้

กระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศสระบุในแถลงการณ์ว่า สัญญาณเตือนภัยของพิพิธภัณฑ์ดังขึ้นในเวลาต่อมา และเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามระเบียบการ ด้วยการติดต่อกองกำลังรักษาความปลอดภัยและปกป้องผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่าโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่สวมหน้ากากเข้ามาก่อเหตุอย่างใจเย็น และทุบตู้จัดแสดง ที่บรรจุเครื่องเพชรพลอยเอาไว้ โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปล้นที่ไม่มีความรุนแรง เป็นมืออาชีพมาก ก่อนจะอธิบายว่า โจรกลุ่มนี้ดู มีประสบการณ์  โดยมีแผนการที่เตรียมมาอย่างดีเพื่อหลบหนีด้วยสกูตเตอร์ 2 คัน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังตามล่าตัวผู้ต้องสงสัย 4 คน และกำลังศึกษาภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี.

สิ่งที่น่าตกใจคือความโจ่งแจ้งและความใจเย็นของโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์กลุ่มนี้ พวกเขาลงมือในช่วงเวลาที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งเปิดทำการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้คนพลุกพล่าน การที่พวกเขาสามารถปลอมตัวเป็นคนงานและตัดกระจกตู้โชว์ได้อย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นถึงการวางแผนมาเป็นอย่างดี และความหละหลวมในการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์

โจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ความผิดพลาดในการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เหตุใดสัญญาณเตือนภัยจึงไม่ดังขึ้นทันทีที่โจรเริ่มทำการตัดกระจก? เหตุใดจึงไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอยู่ในห้องแสดง?

ความหละหลวมในการรักษาความปลอดภัย: ปัญหาหลักคือความหละหลวมในการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ ดูเหมือนว่าโจรจะสามารถเข้าถึงห้องแสดงได้อย่างง่ายดาย และไม่มีใครสังเกตเห็นพวกเขาจนกระทั่งพวกเขาเริ่มทำการตัดกระจก

ระบบเตือนภัยที่ล้มเหลว:  สัญญาณเตือนภัยควรจะดังขึ้นทันทีที่โจรเริ่มทำการตัดกระจก แต่ดูเหมือนว่าระบบจะล้มเหลวหรือไม่ทำงานอย่างถูกต้อง

การตอบสนองที่ล่าช้า:  แม้ว่าสัญญาณเตือนภัยจะดังขึ้นในเวลาต่อมา แต่การตอบสนองของเจ้าหน้าที่ก็ดูเหมือนจะล่าช้าเกินไป โจรสามารถหลบหนีไปได้ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมพวกเขาได้

บทเรียนที่ต้องเรียนรู้

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์และพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ทั่วโลก พิพิธภัณฑ์จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยของตนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

  • ลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย: พิพิธภัณฑ์ควรลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย ซึ่งรวมถึงกล้องวงจรปิด เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว และระบบเตือนภัยที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย:  พิพิธภัณฑ์ควรเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในห้องแสดง
  • ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย:  พิพิธภัณฑ์ควรฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

เหตุการณ์โจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าไม่มีสถานที่ใดปลอดภัยอย่างแท้จริง แม้แต่พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก หากระบบรักษาความปลอดภัยหละหลวม ก็อาจตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรได้เสมอ ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ทุกแห่งจึงควรให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและผู้เยี่ยมชม

ที่มา – เผยคลิปนาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ของฝรั่งเศส ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย

ซาร์โกซี เตรียมเข้าคุก! คดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย

นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตรียมเข้าเรือนจำในวันที่ 21 ต.ค.นี้ ตามคำพิพากษาคดีสมคบคิดรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2007 ทำให้เขากลายเป็นอดีตประมุขแห่งรัฐของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปคนแรกที่ต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และกำลังยื่นอุทธรณ์ก็ตาม

นาย นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ผู้นำฝ่ายขวาที่เคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2012 ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีสมคบคิดทางอาญา จากแผนการรับเงินสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้งจากโมอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการลิเบียที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยถูกตัดสินเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

อดีตผู้นำวัย 70 ปี ซึ่งได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินและประณามว่านี่คือ “ความอยุติธรรม” เตรียมถูกจองจำที่ เรือนจำลา ซองเต ในกรุงปารีส โดยเขากล่าวภายหลังคำตัดสินเมื่อวันที่ 25 กันยายนว่า “หากพวกเขายืนยันให้ผมนอนในคุก ผมก็จะนอนในคุก โดยที่ศีรษะของผมยังเชิดอยู่”

นายซาร์โกซีจะเป็นผู้นำฝรั่งเศสคนแรกที่ถูกจำคุก นับตั้งแต่ ฟีลิป เปแต็ง ผู้นำรัฐบาลวิชีที่ร่วมมือกับนาซี ซึ่งถูกจำคุกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เจ้าหน้าที่เรือนจำเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า นายซาร์โกซีมีแนวโน้มจะถูกคุมขังในปีกคุมขังเดี่ยว โดยอยู่ในห้องขังขนาด 9 ตารางเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับนักโทษคนอื่น หรือถูกถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือที่มักถูกลักลอบนำเข้าไปในเรือนจำ

ผู้พิพากษานาตาลี กาวาริโน ระบุในขณะอ่านคำพิพากษาว่า การกระทำความผิดในคดีนี้ถือเป็น “ความร้ายแรงเป็นพิเศษ” และสั่งให้เขาต้องถูกจำคุกทันที แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์ก็ตาม

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า นายซาร์โกซีจะต้องอยู่ในเรือนจำนานเท่าใด แต่ทนายความของเขาคาดว่าจะยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่เรือนจำ และศาลอุทธรณ์มีเวลาสองเดือนในการพิจารณาคำร้องดังกล่าว หากศาลไม่เห็นชอบ ศาลอาจสั่งให้ปล่อยตัวภายใต้การ ควบคุมตัวทางตุลาการ หรือ กักบริเวณในบ้านพร้อมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์

ในระหว่างการรอคำตัดสิน นายซาร์โกซีจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามลำพังภายใต้การคุมขังเดี่ยว โดยได้รับอนุญาตให้ออกนอกห้องขังเพื่อเดินเล่นในลานเล็ก ๆ วันละครั้งเท่านั้น

นายซาร์โกซีเผชิญปัญหาทางกฎหมายหลายคดีนับตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2012 ก่อนหน้านี้ เขาเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีแยกต่างหาก และได้รับโทษ ทุจริต จากความพยายามติดสินบนผู้พิพากษา โดยรับโทษด้วยการติดกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลาหลายเดือน

สำหรับคดี “ลิเบีย” นี้ อัยการกล่าวหาว่าทีมงานของเขาได้ทำข้อตกลงกับนายกัดดาฟีในปี 2005 เพื่อ สนับสนุนเงินทุนอย่างผิดกฎหมาย ให้กับการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2007 เพื่อแลกกับคำมั่นว่าจะช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของกัดดาฟีในเวทีระหว่างประเทศ

ผลสำรวจของ Elabe พบว่า ชาวฝรั่งเศส 6 ใน 10 คน เชื่อว่าโทษจำคุกครั้งล่าสุดนี้เป็นสิ่งที่ “ยุติธรรม” แม้ว่านายซาร์โกซีจะยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มฝ่ายขวาของฝรั่งเศสก็ตาม โดยหลุยส์ ซาร์โกซี บุตรชายของเขาได้เรียกร้องให้ผู้สนับสนุน “มารวมตัวและแสดงการสนับสนุน” บิดาของเขาที่หน้าบ้านในวันอังคารนี้ด้วย.

อดีต ปธน.ฝรั่งเศส “นิโกลาส์ ซาร์โกซี” เตรียมเข้าเรือนจำ 21 ต.ค. คดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย

เรื่องราวของอดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส นิโกลาส์ ซาร์โกซี เตรียมเข้าเรือนจำ 21 ต.ค. คดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในฝรั่งเศสและทั่วโลก การที่อดีตผู้นำประเทศต้องโทษจำคุก ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก และสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของกระบวนการยุติธรรม

รายละเอียดคดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบียของซาร์โกซี

คดีที่ทำให้อดีต ปธน.ซาร์โกซี ต้องเผชิญกับโทษจำคุกนี้ เกี่ยวข้องกับการรับเงินสนับสนุนจากลิเบียสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2007 ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและขัดต่อหลักการของการเลือกตั้งที่โปร่งใส ยุติธรรม ทำให้ชื่อเสียงของซาร์โกซีต้องมัวหมอง

การที่ นิโกลาส์ ซาร์โกซี เตรียมเข้าเรือนจำ 21 ต.ค. คดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย นี้ จะมีผลกระทบต่อการเมืองฝรั่งเศสอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศได้

การตัดสินจำคุกอดีตประธานาธิบดีซาร์โกซีใน คดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย นี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในฝรั่งเศส ทำให้เกิดคำถามและความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสและความยุติธรรมในระบบการเมือง

ที่มา – อดีต ปธน.ฝรั่งเศส “นิโกลาส์ ซาร์โกซี” เตรียมเข้าเรือนจำ 21 ต.ค. คดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย

ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์ ปธน.หนี!

ทหารหน่วยพิเศษในมาดากัสการ์ ประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากประธานาธิบดีหลบหนีออกจากประเทศ ตามหลังการประท้วงของกลุ่มคนเจนซี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยทหารพิเศษในประเทศมาดากัสการ์ประกาศในวันอังคารที่ 14 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาได้ยึดอำนาจในมาดากัสการ์จากประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แล้ว หลังจากผู้นำรายนี้หลบหนีออกจากประเทศ เนื่องจากการประท้วงใหญ่ของกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

พันเอก ไมเคิล รันดรีอานิรินา ผู้บัญชาการหน่วย CAPSAT กล่าวขณะยืนอยู่ด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อวันอังคารว่า กองทัพจะจัดตั้งรัฐบาลและจะจัดการเลือกตั้งภายในสองปี นอกจากนี้ เขายังได้สั่งระงับการทำงานของสถาบันประชาธิปไตยที่สำคัญหลายแห่ง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วย

พันเอกรันดรีอานิรินากล่าวอีกว่า ผู้ประท้วงที่เป็นคนรุ่น Gen Z จะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก “ขบวนการนี้ถูกสร้างขึ้นบนท้องถนน ดังนั้นเราจึงต้องเคารพข้อเรียกร้องของพวกเขา”

ขณะนี้ทั้งทหารและผู้ประท้วงต่างเฉลิมฉลองกับการขับไล่ประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา ที่ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จ โดยมีประชาชนหลายพันคนโบกธงอยู่ในกรุงอันตานานาริโว ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมาดากัสการ์

CAPSAT ย่อมาจาก Personnel Administration and Technical and Administrative Services Corps (กองบริหารงานบุคคลและบริการด้านเทคนิคและการบริหาร) ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในมาดากัสการ์ โดยพวกเขาเคยสนับสนุนนายราโจเอลินาขึ้นสู่อำนาจมาแล้วในปี 2552 แต่ตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ศาลรัฐธรรมนูญของมาดากัสการ์ได้แต่งตั้ง พันเอก รันดรีอานิรินา เป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ แม้ว่าจะมีแถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดีที่ระบุว่า นายราโจเอลินายังคงเป็นผู้นำประเทศอยู่ และประณามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “ความพยายามก่อรัฐประหาร”

ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า นายราโจเอลินาอยู่ที่ใด แต่เขาระบุในแถลงการณ์ผ่านวิดีโอว่า อยู่ใน “สถานที่ปลอดภัย” พร้อมกล่าวอ้างว่ามีความพยายามลอบสังหารตัวเขาโดย “บุคลากรทางทหารและนักการเมือง” แต่หน่วย CAPSAT ได้ปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ประธานาธิบดีถูกนำตัวออกนอกประเทศโดยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศสเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

ทั้งนี้ ความไม่สงบในมาดากัสการ์เริ่มขึ้นเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน หลังจากกลุ่มชุมนุมซึ่งนำโดยเหล่าเยาวชนได้เริ่มประท้วงต่อต้านปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

การประท้วงบานปลายอย่างรวดเร็ว สะท้อนความไม่พอใจเป็นวงกว้างต่อรัฐบาลของราโจเอลินาในเรื่องอัตราการว่างงานที่สูง การทุจริตที่แพร่หลาย และวิกฤตค่าครองชีพ

ผู้ประท้วงได้ปะทะกับกองกำลังความมั่นคง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 100 คน อ้างอิงจากรายงานขององค์การสหประชาชาติ แม้ว่ารัฐบาลมาดากัสการ์จะปฏิเสธตัวเลขเหล่านี้ โดยระบุว่าอ้างอิงจาก “ข่าวลือและข้อมูลที่ผิด” ก็ตาม ก่อนที่หน่วย CAPSAT จะประกาศเข้าร่วมกับผู้ประท้วง

ประธานาธิบดี ราโจเอลินา เคยถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับมาดากัสการ์ เขาก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่ออายุเพียง 34 ปี ทำให้ได้รับตำแหน่งผู้นำที่อายุน้อยที่สุดในแอฟริกา และปกครองประเทศอยู่ 4 ปี ก่อนจะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหลังการเลือกตั้งในปี 2561

แต่นายราโจเอลินาสูญเสียความนิยม หลังจากเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกและการทุจริต ซึ่งเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้น

แม้ว่าอำนาจดูเหมือนจะหลุดมือไปจากเขาแล้ว แต่เขาก็ยังคงพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ โดยนายราโจเอลินาพยายามที่จะยุบสภาแห่งชาติ ก่อนที่ฝ่ายค้านจะสามารถลงมติถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีฐาน “ละทิ้งหน้าที่” แต่ความพยายามนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ

เมื่อวันอังคาร (14 ต.ค. 2568) สมาชิกรัฐสภาลงมติถอดถอนราโจเอลินาด้วยคะแนนเสียง 130 เสียง ต่อบัตรเปล่า 1 เสียง แม้แต่สมาชิกพรรค “อีร์มาร์” (Irmar) ของเขาเองก็ยังลงคะแนนอย่างท่วมท้นเพื่อถอดถอนเขาเช่นกัน

นายราโจเอลินาปฏิเสธผลการลงมติดังกล่าว โดยกล่าวว่ามัน “เป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย”

หลายประเทศออกมาแสดงท่าทีต่อการยึดอำนาจในมาดากัสการ์ โดยสหภาพแอฟริกา (AU) เตือนทหารเรื่อง “การเข้าแทรกแซง” ในกิจการทางการเมืองของมาดากัสการ์ และปฏิเสธ “ความพยายามใด ๆ ในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ส่วนนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง”

การยึดอำนาจในมาดากัสการ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลที่สะสมมานาน และความสำคัญของคนรุ่นใหม่ในการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์

สถานการณ์ล่าสุดการยึดอำนาจ

ที่มา – ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์ หลัง ปธน.หนีออกจากประเทศ

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว จริงหรือ?

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงตึงเครียด เมื่อมีรายงานว่า ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังเผชิญกับการประท้วงอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ท่ามกลางข่าวลือเรื่องการรัฐประหารที่ยังไม่มีการยืนยัน

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ ประธานาธิบดีอันดรี ราโจเอลินา ถูกกล่าวหาว่าได้หลบหนีออกจากประเทศเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 โดยผู้นำฝ่ายค้านอ้างว่า หน่วยทหารบางส่วนได้แปรพักตร์และเข้าร่วมกับผู้ประท้วง ทำให้สถานการณ์ของประธานาธิบดีไม่มั่นคง

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว จริงหรือไม่?

แม้ว่าสำนักงานประธานาธิบดียังไม่ได้ออกมายืนยันหรือปฏิเสธข่าวนี้ แต่แหล่งข่าวในกองทัพมาดากัสการ์ได้ให้ข้อมูลว่า นายราโจเอลินาเดินทางออกจากประเทศด้วยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศส โดยได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงเป็นความลับ

การประท้วงในมาดากัสการ์เริ่มต้นขึ้นจากความไม่พอใจในปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่ได้ขยายตัวไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่า เช่น การคอร์รัปชัน ธรรมาภิบาลที่ล้มเหลว และการขาดแคลนบริการพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานานและทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาล

สิ่งที่น่าสนใจคือ การสูญเสียการสนับสนุนจากหน่วย CAPSAT ซึ่งเป็นหน่วยทหารชั้นยอดที่เคยช่วยให้ราโจเอลินาขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2552 หน่วย CAPSAT ได้เข้าร่วมกับผู้ประท้วงและปฏิเสธที่จะใช้ความรุนแรงต่อพวกเขา ทำให้สถานการณ์ของราโจเอลินายิ่งยากลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ วุฒิสภามาดากัสการ์ได้ปลดประธานวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนชั่วคราว ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นในมาดากัสการ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง และความสำคัญของธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือเป็นการสิ้นสุดอำนาจของผู้นำคนนี้ คงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงไม่แน่นอน และอนาคตทางการเมืองของประเทศยังคงอยู่ในความไม่แน่นอน การ ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของมาดากัสการ์และทิศทางที่ประเทศจะเดินหน้าต่อไป การประท้วงของกลุ่ม Gen Z ได้แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเปลี่ยนแปลงและความไม่พอใจต่อปัญหาที่สะสมมานาน

การที่หน่วย CAPSAT เข้าร่วมกับผู้ประท้วงแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกภายในกองทัพและความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล การปลดประธานวุฒิสภาออกจากตำแหน่งยิ่งเน้นย้ำถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นภายในโครงสร้างอำนาจของประเทศ

อนาคตของมาดากัสการ์จะขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อความต้องการในการเปลี่ยนแปลงและการแก้ไขปัญหาที่ผู้ประท้วงได้ชี้ให้เห็น การสร้างธรรมาภิบาลที่ดี การต่อต้านการคอร์รัปชัน และการให้บริการพื้นฐานที่มีคุณภาพแก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นคงและสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน

การที่ ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมาดากัสการ์ แต่ความสำเร็จในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นจะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมและความมุ่งมั่นในการสร้างประเทศที่เป็นธรรมและเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน

ที่มา – ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

Scroll to top