ฝ่ายค้าน

“สรวงศ์” ลั่น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ!

“สรวงศ์” ชี้ หากอยากนั่งรัฐมนตรี “ศักดิ์ดา” ต้องลาออกจาก สส. มอง คนไม่มีใจ ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งไว้ ลั่น พรรคเพื่อไทยพร้อม หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวที่พรรคเพื่อไทย ถึงกรณี นายวัน อยู่บำรุง กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ ออกจากพรรค ว่า พรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการจริยธรรม ที่จะต้องมีการชงเรื่องให้คณะกรรมการบริหาร ส่วนตัวมองว่าท่านใดที่ไม่มีใจอยู่กับพรรคแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรั้งไว้ แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรค

ส่วนกรณีของ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะต้องขอมติคณะกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า ใช่ ถ้าตัวท่านจะนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เพราะเป็น สส.เขต ในส่วนนี้ต้องพิจารณากันต่อไป ส่วนภาพรวมโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมานั้น ทุกคนมีประสบการณ์ ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ และเป็นกำลังใจให้

ในประเด็นที่ นายอนุทิน ประกาศว่าอาจจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง ซึ่งจะทำให้ไม่ใช่คนกลางในการมาดู ทำให้มีข้อกังวลเรื่องการถูกแทรกแซง โดยเฉพาะเรื่องคดีเขากระโดง และคดีฮั้วเลือก สว. หรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า ประชาชนจับตาอยู่ เคยให้ข้อคิดตั้งแต่อยู่ในสภาฯ แล้ว เมื่อมาถึงจุดนี้ ถ้าหากนายอนุทิน จะดำรงตำแหน่งด้วยตัวเอง น่าจะต้องระมัดระวังในการกระทำต่างๆ และประชาชนก็ให้ความสนใจอยู่ ซึ่งต้องจับตาดู

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีหลังมีการโปรดเกล้าฯ หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เดี๋ยวต้องรอดู การจะร้องหรือยื่นอะไรไม่ทำพร่ำเพื่อ ยืนยันจะทำให้ดีที่สุดแต่ก็ต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้สรุป เมื่อถามอีกว่าจะเตรียมการเลือกตั้งเลยหรือไม่ นายสรวงศ์ เผยว่า จริงๆ ก็พร้อมอยู่เสมอ นักการเมืองเป็น สส. ก็ต้องพร้อมลงพื้นที่อยู่แล้ว ต้องรอดูว่าหัวหน้าพรรคจะว่าอย่างไร แต่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

ขณะที่คำถามถึงแนวทางในการร่วมงานกับพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน สามารถทำงานด้วยได้หรือไม่ นายสรวงศ์ บอกว่า จริงๆ แล้วต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดทำด้วยความรอบคอบก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ตนมั่นใจว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ในการตรวจสอบรัฐบาล พรรคอื่นจะว่าอย่างไรตนไม่ก้าวล่วง แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยทำเต็มที่.

“สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนแรงล่าสุด “สรวงศ์” ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ยังคงพร้อมที่จะสู้ต่อไป รวมถึงกรณีของนายศักดิ์ดาที่ต้องลาออกจาก สส. หากต้องการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดในแต่ละประเด็นกัน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ: สัญญาณแห่งความมุ่งมั่น

นายสรวงศ์ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่จะสู้ต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม การที่หัวหน้าพรรคแสดงความมุ่งมั่นเช่นนี้ ย่อมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคเป็นอย่างมาก

การประกาศว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ มีความหมายมากกว่าแค่คำพูด แต่เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะนำพาพรรคก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ และเดินหน้าต่อไปเพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเมืองในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน

“ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีข่าวว่าจะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี นายสรวงศ์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า หากนายศักดิ์ดาต้องการนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เนื่องจากเป็น สส.เขต ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายของพรรคเพื่อไทย การที่นายสรวงศ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยจะยึดมั่นในหลักการและไม่ยอมให้มีการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้กล่าวถึงภาพรวมของโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมา โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ พร้อมทั้งให้กำลังใจในการทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกพรรคเพื่อไทย

  • การตัดสินใจของนายศักดิ์ดาจะเป็นอย่างไร?
  • พรรคเพื่อไทยจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอย่างไร?
  • ประชาชนคาดหวังอะไรจากรัฐบาลใหม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและรอคอยคำตอบ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

โดยรวมแล้ว การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสรวงศ์ในครั้งนี้เป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองและแนวทางการดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยได้มากยิ่งขึ้น การที่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง อย่าลืมติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้เข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศเรา

ที่มา – “สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

“รังสิมันต์ โรม” ผิดหวัง “เพื่อไทย” ใช้นิติสงคราม จ่อฟัน “เท้ง ณัฐพงษ์” พ้น สส. อ้าง TOA  เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ทั้งที่ “แพทองธาร” เพิ่งหลุดนายกฯ ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร อัด แทนที่จะสร้างฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจ่อร้องพรรคประชาชนล้มล้างการปกครอง จากการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย และโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตนเองได้เห็นร่างคำร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เป็นการร้องให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สิ้นสุดสมาชิกภาพ สส.จากการลงนามใน TOA  เป็นเรื่องที่ตนเองรับไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจะอาศัยการตีความมั่ว ๆ การอ้างเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าการทำ TOA เป็นการล้มล้างการปกครอง ตนเองคิดว่าความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการโยงเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ Nonsense ไร้สาระเป็นอย่างมาก 

ถ้าการกระทำของเราเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครอง แล้วพรรคเพื่อไทย มีมติรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน เท่ากับเป็นการรับข้อเสนอที่ล้มล้างการปกครองหรอกหรือ ตนเองคิดว่าสุดท้ายคือ เมื่อเราตัดสินใจทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทยแล้วพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับ TOA กลายเป็นว่า พยายามที่จะอ้างเรื่องต่าง ๆ เป็นการใส่ร้ายพรรคประชาชน

ในเมื่อวันนี้ทั้งสองพรรคต่างเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราควรมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาล แต่กลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทยใช้นิติสงคราม ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูแล้วไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดน 

“พรรคเพื่อไทยที่ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร กลายเป็นเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาโจมตีกัน เป็นเรื่องที่ตนรับไม่ได้ หวังผลที่จะทำร้าย ทำลาย ความเป็นสมาชิกภาพของนายณัฐพงษ์ เป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะพรรคเพื่อไทยควรจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีที่สุด”

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อเพื่อไทยแพ้ทางการเมืองแล้ว จึงต้องการเอาชนะทางนิติสงครามแทน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้มองเรื่องการแพ้ชนะทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ใช่แค่การเมืองระหว่างนายชัยเกษม นิติสิริ กับนายอนุทิน แต่คือการเลือกระหว่างนายอนุทินกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือตัวเลือกอื่น ๆ เพราะนายชัยเกษมพูดชัดเจนว่าตนเองเป็นแค่ตุ๊กตา นายชัยเกษมบอกใบ้กับสังคมว่าอาจจะมีอัศวินขี่ม้าขาว นายชัยเกษมพูดขนาดที่ว่าเขาแทบไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยเลย

นายชัยเกษมยังไม่แม้แต่จะไว้ใจพรรคเพื่อไทย คำถามคือจะให้เราไว้วางใจแล้วทำ TOA กับพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นหากเราดูเรื่องเทคนิควิธีการเหมือนตอนเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สภาฯ ให้เสนอชื่อได้แค่ครั้งเดียว หากเมื่อวานทั้งนายชัยเกษมและนายอนุทินไม่เข้า ทั้งสองคนนี้จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตได้ซ้ำอีก จะเหลือแคนดิเดตอีก 3 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ถามง่าย ๆ 3 คนนี้ใครจะมีโอกาสเป็นนายกฯ มากที่สุด ตนเองเชื่อว่ามีโอกาสที่จะมีขบวนการบางอย่างดึง พล.อ.ประยุทธ์ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า พรรคประชาชน เราไม่สามารถยอมรับการกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการบริหารงานที่ล้มเหลว ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเสียหายในอดีตไว้มากมาย เราจึงจะไม่ปล่อยให้เกิดนายกฯ คนนอก หรืออำนาจนอกระบบครอบงำ  เราจึงจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ เราหวังว่าในเวลาอีก 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทยต้องรักษาสัญญา เพราะ TOA ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเท่านั้น แต่ทุกอย่างถูกวางบนโต๊ะ หากมีการละเมิด TOA ถือเป็นการตระบัดสัตย์ต่อพี่น้องประชาชน

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จุดยืนของรังสิมันต์โรม กรณีเพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาการสิ้นสุดสมาชิกภาพ สส. ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ออกมาแสดงความผิดหวังอย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็นการใช้นิติสงครามที่ไม่เป็นธรรม

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ที่หันมาใช้วิธีการทางกฎหมายเพื่อจัดการกับฝ่ายค้าน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่สมเหตุสมผล

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในขั้วการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจศาล กลับมาใช้วิธีการเดียวกัน ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อวิธีการทางการเมืองที่เกิดขึ้น และอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต.

ที่มา – “โรม” ผิดหวัง เพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง” อ้าง TOA ล้มล้างการปกครอง

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

“รังสิมันต์ โรม” มองว่าการที่ “ทักษิณ” คิดจะหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เรื่องดี พร้อมทั้งเรียกร้องให้เป็นไปตามกระบวนการในประเด็นเรื่องชั้น 14 และเตือนว่าอย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็นในส่วนของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเป็นเรื่องภายในที่พรรคจะต้องจัดการกันเอง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าหากนายทักษิณต้องการเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่แรก ก็ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเครื่องบินจนเต็มถัง ส่วนเรื่องที่ว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยหรือไม่นั้น คงต้องรอติดตามสถานการณ์ต่อไป

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการที่นายทักษิณจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานอีกครั้งนั้นไม่น่าจะเป็นผลดี ในเมื่อนายทักษิณได้เดินทางกลับมาแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงกันในเรื่องความถูกต้องของกระบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ประเด็นนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพราะหากมีความพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือนายทักษิณ จนสุดท้ายแล้วไม่ได้ถูกจำคุกในเรือนจำ แต่กลับพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ราวกับว่าไม่ได้เป็นการรับโทษใดๆ เลย ดังนั้นจึงควรมีวิถีทางของกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อถูกถามว่าหากนายทักษิณไม่เดินทางกลับมาประเทศไทย ข้าราชการที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่าหลายคนคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะของพรรคฝ่ายค้าน พวกเราพยายามที่จะท้วงติงถึงประเด็นนี้มาโดยตลอด และไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลายคนจึงคิดราวกับว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยงต่อไป สิ่งใดที่ผิดก็ต้องเป็นไปตามผิด

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

นายรังสิมันต์ มองว่านายทักษิณควรจะเดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อเข้ารับฟังคดีที่เกี่ยวข้อง ในเมื่อท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อาจจะเข้ามารับตำแหน่งภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และนางสาวแพทองธารไม่ได้ดำเนินการใดๆ หรือแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีเรื่องชั้น 14 ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในเมื่อจะต้องมีข้าราชการที่ต้องรับผลทางกฎหมายบางประการ อยากให้บรรดาผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้กระทำผิด ไม่ใช่หลีกหนีไป

ทำไม “ทักษิณ” ควรกลับมาฟังคดีชั้น 14?

ประเด็นสำคัญที่นายรังสิมันต์ โรมเน้นย้ำคือความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมโดยการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลานาน สร้างความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม การที่นายทักษิณกลับมาฟังคดีและเข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง จะเป็นการแสดงความเคารพต่อกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การที่ข้าราชการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากมีการใช้อำนาจในทางมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ควรจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย การที่ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะทำให้สังคมมีความยุติธรรมและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม
  • ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ
  • การสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาเรียกร้องให้ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 นั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสังคมต่อการเลือกปฏิบัติและการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง การที่ทุกคนเคารพกฎหมายและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและโปร่งใสอย่างยั่งยืน และนี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

การกลับมาครั้งนี้ของ “ทักษิณ” จึงเป็นบททดสอบสำคัญ ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถดำเนินการไปได้อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรมหรือไม่ และสังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและความแตกแยกไปสู่ความสมานฉันท์และความปรองดองได้หรือไม่ ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การตัดสินใจและก้าวเดินต่อไปของ “ทักษิณ” ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 อย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู จริงหรือ?

“อนุสรณ์” ลั่นพรรคเพื่อไทย ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่ ยันจะไม่เป็นฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม ลับลวงพราง ขณะที่ “พร้อมพงศ์” แซะ ครม.หนูมักเป็นเหยื่อของงู

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีว่า พรรคเพื่อไทยขอประกาศจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านแท้ๆ ที่ทรงพลัง เข้มแข็ง ไม่อ่อนข้อให้การใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่อาจดำรงอยู่ได้ หากปราศจากฝ่ายค้านที่กล้าหาญ ไม่เกรงกลัว พรรคเพื่อไทยจะยืนหยัดในสภาเป็นด่านแรกและด่านสุดท้ายคานอำนาจ ตรวจสอบทุกการตัดสินใจ ปกป้องผลประโยชน์ประชาชนสุดกำลัง มิใช่เพียงการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่คือการสู้เพื่อความจริง ความยุติธรรม จะจับจ้องทุกการใช้อำนาจรัฐที่บิดเบี้ยว ขอประกาศต่อรัฐบาลใหม่ว่า ทุกการกระทำที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน พรรคเพื่อไทยจะติดตามคัดค้านบนพื้นฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม ลับลวงพราง พร้อมทำหน้าที่สมศักดิ์ศรี เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คงได้แต่หวังว่า ครม.ชุดใหม่ที่ออกมา จะไม่ใช่การแบ่งเค้กสมประโยชน์กันเฉพาะกลุ่มการเมือง เกิดเสียงยี้ ขอให้เลือกคนมีความรู้ ความสามารถมาแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง หนี้สิน รวมถึงปัญหาฮั้วสว. ที่ดินเขากระโดง ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยวางบรรทัดฐานตรวจสอบทวงคืนความยุติธรรม คงไม่เงียบหายไป หลังเห็นท่าทีหน่วยงานรัฐบางแห่งเริ่มส่งสัญญาณแปลกๆ พรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายค้านอย่าปล่อยปละละเลย พรรคภูมิใจไทยต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ใช่ทำแบบขอไปที ไม่ช่วยพวกพ้อง กลั่นแกล้งใคร ไม่เอาเรื่องกัญชามาปัดฝุ่นอีก และอย่าปักธงล้มนโยบายพรรคเพื่อไทย ให้แยกแยะ ปีนี้นักษัตรงูเล็ก กำลังได้ครม.หนู1 มาแก้ปัญหา แต่ไหนแต่ไรหนูมักเป็นอาหารอันโอชะของงู ตลอดวาระรัฐบาลภูมิใจไทย อะไรที่สัญญาประชาคมทำให้ดี ไปพร้อมกับการเตรียมรับมือภาคการเมือง สังคม ประชาชน ที่จะร่วมกันตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ทุกโครงการอย่างหนักหน่วงเข้มข้น

เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาวิพากษ์วิจารณ์คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งนำโดยพรรคภูมิใจไทย ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่พรรคเพื่อไทยมองว่า ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่น่าสนใจและชวนให้ติดตาม

มุมมองของพรรคเพื่อไทยต่อ ครม.ชุดใหม่

พรรคเพื่อไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของ ครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานและผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจและความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังประกาศว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยจะไม่เป็นฝ่ายค้านที่ยอมอ่อนข้อให้กับการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้อง และจะยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างสุดกำลัง การประกาศดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชนและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ครม.ชุดใหม่ ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้ถ้อยคำที่คมคายและเสียดสี เช่น การเปรียบเทียบ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจและต้องการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การติดตามการทำงานของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การกล่าวหาหรือใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีหลักฐานย่อมไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม

พรรคเพื่อไทยออกมาแซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นหรือไม่ และจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูการทำงานของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น เราทุกคนควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความคิดเห็นนั้น เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ประชาชนควรนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจและติดตามการทำงานของรัฐบาลต่อไป ว่าจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ยันพรรคจะไม่เป็นฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม

พรรคประชาชน ย้ำ! เหตุใดได้ 143 สส.

“พริษฐ์” เผย พรรคประชาชนยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย และยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของพรรคใด ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ยันจะไม่นำความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ไปกระทำการใดๆ ที่ขัดหลักการ

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่าหลังจากที่พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวาน (29 ส.ค.) ว่าหากรักษาการนายกฯ ไม่ยุบสภา และไม่มีบุคคลใดในบัญชีนายกรัฐมนตรีที่สามารถรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ทางพรรคประชาชนพร้อมจะใช้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยพิจารณาเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้เป็นขั้นต่ำ

  • นายกฯ คนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.
  • คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยเร็วและไม่ช้ากว่าวันเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง
  • พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี

ทางพรรคประชาชนขอย้ำว่าหากประเทศมีนายกฯ คนใหม่ตามเงื่อนไขนี้จริง พรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อใช้กลไกสภา (รวมถึงกลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151) ในการควบคุมรัฐบาลให้รักษาสัญญาตามเงื่อนไข และในการตรวจสอบรัฐบาลในกรณีที่มีการทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

หลังจากได้ประกาศเงื่อนไขดังกล่าว ทางพรรคภูมิใจไทยได้ติดต่อมาขอเข้าพบผู้บริหารพรรคประชาชนเพื่อรับทราบรายละเอียดเมื่อวานเย็น แต่ทางผู้บริหารพรรคประชาชนยังไม่ได้รับการติดต่อมาอย่างเป็นทางการจากทางพรรคเพื่อไทย โดยเห็นแต่การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของแกนนำพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนขอย้ำว่าทางเรายังไม่มีการตกลงใดๆ กับพรรคใด และพร้อมจะพิจารณากับข้อเสนอของทุกพรรคด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยจะยึดหลักการพิจารณาดังต่อไปนี้

  • หากพรรคใดพร้อมจะตอบรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ขอให้พรรคดังกล่าวแถลงต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและทำความเข้าใจ 3 เงื่อนไขของเราอย่างถ่องแท้ โดยทางเรายินดีหารืออย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบเจตนารมณ์และชี้แจงรายละเอียด
  • กระบวนการตัดสินใจภายในพรรคประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ จะเกิดขึ้นหลังจากพรรคที่พร้อมตอบรับเงื่อนไข ได้มีการแถลงและพูดคุยกับเราอย่างเป็นทางการเท่านั้น

พรรคประชาชนขอยืนยันว่าเราตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ในสภาผู้แทนราษฎร เป็นเพราะเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมากในการเลือกตั้งปี 2566 ทางเราจึงขอยืนยันว่าเราจะไม่นำความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ ไปกระทำการใดๆ ที่ขัดกับหลักการของพรรคหรือคำพูดที่เราเคยให้ไว้กับประชาชน แต่จะเน้นการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศตามอุดมการณ์ที่พรรคประชาชนยึดมั่น

พรรคประชาชน ย้ำ ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส.

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนได้ 143 สส.

การที่พรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนมีจำนวน ส.ส. ถึง 143 คนนั้น เป็นผลมาจากการที่พรรคได้นำเสนอแนวทางและนโยบายที่ตรงใจประชาชน รวมถึงความชัดเจนในจุดยืนและหลักการของพรรคที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางการเมือง การที่พรรคประชาชนย้ำถึงความตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. นั้น แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ และเป็นการยืนยันว่าจะไม่ทรยศต่อความคาดหวังของประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนวางเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล หรือการสนับสนุนบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในทิศทางที่พรรคเชื่อมั่น ซึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในอนาคตจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการและความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อรักษาความไว้วางใจที่ได้รับมา และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืนต่อไป การที่พรรคย้ำถึงความตระหนักในเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรค

พรรคประชาชนกำลังเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง โดยยึดมั่นในหลักการที่ได้ให้ไว้กับประชาชน และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่พรรคตระหนักถึงเหตุผลที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พรรคสามารถรักษาจุดยืนและทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่

ที่มา – พรรคประชาชน ย้ำ ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ยันไม่ทำลายหลักการที่ประชาชนมอบให้

พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. ย้ำขอเป็นฝ่ายค้าน

พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. ย้ำตามเงื่อนไขที่แถลงไว้ก่อนหน้า ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป พรรคประชาชนปฏิเสธข่าวลือเรื่องการถูกพรรคภูมิใจไทยเสนอดีลเก้าอี้รัฐมนตรี 8 ตำแหน่ง โดยยืนยันว่ายังคงยึดมั่นในเงื่อนไขที่ได้แถลงไว้ก่อนหน้านี้ คือ สนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่พร้อมยุบสภาภายใน 4 เดือน และแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมากล่าวถึงกระแสข่าวเรื่องดีลลับระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนขอปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และข่าวดังกล่าวไม่มีหลักฐานใดๆ สนับสนุน

“มีดีลสำคัญระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เรื่องโควตารัฐมนตรี 8 ตำแหน่ง โดยมีความเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีทั้ง 8 เก้าอี้ จะใช้นอมินีเข้ามานั่งแทน” นายกรุณพลกล่าว พรรคประชาชนยืนยันชัดเจนตามแถลงการณ์ ว่าพรรคประชาชนพร้อมผ่าทางตันทางการเมืองผ่านกระบวนการรัฐสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยจะพิจารณาเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้เท่านั้น เป็นอย่างต่ำ

เงื่อนไขสำคัญที่พรรคประชาชนยึดมั่น

  • นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง สส.
  • ครม. ชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว และไม่เกินการจัดพร้อมกับวันเลือกตั้ง สส.
  • พรรคประชาชนยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี

จากเงื่อนไขข้อ 3 ที่ระบุไว้ชัดเจน พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. อย่างแน่นอน และจะไม่มีส่วนในการส่งบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรค หรือตัวแทนพรรค เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดังนั้น กระแสข่าวที่ถูกปล่อยออกมานั้นจึงไม่เป็นความจริง

พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต.

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นอย่างมาก การที่พรรคประชาชนตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

เหตุผลที่พรรคประชาชนยืนยันขอเป็นฝ่ายค้าน

การที่พรรคประชาชนเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ แต่พรรคเชื่อว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศมากกว่า

มุมมองต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พรรคประชาชนมองว่าการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ และพรรคพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

ดังนั้น พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. และยืนยันที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไปอย่างเข้มแข็ง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ที่มา – พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. ย้ำตามเงื่อนไขที่แถลง ขอเป็นฝ่ายค้าน

เพื่อไทยชี้ ยกเลิก MOU 43-44 ต้องรอบด้าน

“ชญาภา” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แนะฝ่ายค้านเสนอญัตติ MOU 43-44 เข้ามาใหม่ ซัดพรรคคนรุ่นใหม่ เล่นการเมืองทุกทางเพียงหวังจะโค่นล้มรัฐบาล ย้ำ ปิดประชุมสภาฯ เหตุสื่อสารคลาดเคลื่อน

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกล่าวถึงกรณีการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา จนฝ่ายค้านนำไปอ้างให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นการปิดสภาฯ เพื่อหนีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาพิจารณา MOU 2543 และ MOU 2544 ของพรรคฝ่ายค้าน

น.ส.ชญาภา ยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างประธานสภาฯ กับวิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนที่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา และเชื่อมั่นว่าสภาฯ คือเวทีในการร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ซึ่งหลังจากนี้พรรคฝ่ายค้านก็สามารถเสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาพิจารณา MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำต่อไปว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดน ยืนอยู่บนความถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความรู้สึกหรือความหวาดกลัวใดๆ และ MOU 2543 เป็นเพียงกรอบความร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชา ไม่ได้กำหนดเขตแดนใหม่ แต่เป็นกลไกบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ขณะที่ MOU 2544 เป็นเพียงกรอบการเจรจาปักปันเขตทางทะเล การพัฒนาร่วมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน โดยยืนยันหลักการเจรจาทวิภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“หากเรารักชาติ หวงแหนอธิปไตยและหวงดินแดนของชาติอย่างแท้จริง การเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่มีการป่าวประกาศ ดังนั้นจึงควรช่วยกันทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อเอาชนะความลวงที่แฝงเร้นไว้ด้วยความต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

ทั้งนี้ หลายรัฐทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกันกับที่ไทยและกัมพูชาเจอ คือ แม้แต่ละรัฐจะถือแผนที่ที่ชัดเจน แต่ก็ยังพบว่าแผนที่ของแต่ละรัฐนั้นมีความเหลื่อมทับกันอยู่ และสิ่งที่หลายรัฐทั่วโลกทำกัน คือการทำให้เกิดเวทีเจรจาในลักษณะทวิภาคีเหมือนกับ MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อเป็นกลไกในการปักปันเขตแดนร่วมกัน

“การยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน โดยไม่ประเมินผลกระทบเชิงระบบที่รอบด้าน อาจทำให้เราสูญเสียกลไกบังคับให้คู่กรณีต้องนั่งโต๊ะคุยกัน ซึ่งโลกใช้เป็นมาตรฐานในการแก้ปัญหาเขตแดน และนอกจากกับกัมพูชาแล้ว ที่ผ่านมาไทยเองก็ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับเมียนมา ลาว มาเลเซีย มาโดยตลอด และมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอย่างมากโดยเฉพาะกรณีมาเลเซียและลาว”

ขณะเดียวกัน น.ส.ชญาภา ย้ำด้วยว่า พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะปกป้องสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความพยายามบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชัง พร้อมฝากถึง พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่พยายามรับลูกข้อเสนอที่ผ่านการบิดเบือน ว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผูกมัดให้คู่กรณีต้องมานั่งโต๊ะเจรจาพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติ หากไม่มีข้อผูกมัดนี้แล้วเท่ากับเป็นการเปิดทางให้มีบุคคลที่สามเข้ามามีอำนาจชี้ขาดในเรื่องดินแดนระหว่างสองประเทศและอาจกลายเป็นการถูกละเมิดอธิปไตยครั้งใหญ่”

“พรรคการเมืองที่น้อมรับข้อเสนอดังกล่าว และเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อที่จะล้ม MOU ทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ควรกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยเหตุด้วยผล ตั้งมั่นในจุดยืนในการใช้ความรู้ความสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และประคับประคองสถานการณ์ต่างๆ ไปด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการพยายามเล่นการเมืองทุกทางเพียงเพราะหวังว่าจะโค่นล้มรัฐบาลให้ได้เท่านั้น”

ยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว

ทำไมการยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน?

การตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ การประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การยกเลิก MOU อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศคู่กรณี และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะยาว
  • ผลกระทบต่อความมั่นคง: MOU บางฉบับอาจเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การยกเลิกอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ: MOU บางฉบับอาจมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง การยกเลิกอาจทำให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้น

นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบต้องพิจารณาถึงทางเลือกอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ เช่น การแก้ไข MOU หรือการเจรจาข้อตกลงใหม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากที่สุด

การตัดสินใจที่เกี่ยวกับการยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วน การวิเคราะห์อย่างรอบคอบ และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้านจริงหรือไม่? สังคมต้องร่วมกันพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจใด ๆ เกิดขึ้น เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – เพื่อไทยชี้ยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน ซัดพรรคคนรุ่นใหม่เล่มเกมการเมือง

Scroll to top