พรรคการเมือง

คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ทุกสายตาจับจ้องไปที่ คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 หลังจากที่มีประชาชนจำนวนมากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมคณะตุลาการในวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องคดีนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ คำร้องดังกล่าวเกิดจากประชาชนที่ยื่นเรื่องผ่านสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจเปิดช่องให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ สิ่งนี้อาจขัดแย้งกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นการออกเสียงโดยลับ

พัฒนาการของคดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาคำร้องรวม 21 เรื่อง และมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่าประเด็นนี้มีน้ำหนักเพียงพอ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งข้อสังเกตว่าระบบรหัสดังกล่าวอาจขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 101

ในทางกลับกัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งและตรวจสอบกระบวนการจัดพิมพ์เท่านั้น โดยยืนยันว่าไม่สามารถนำไประบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิได้ เนื่องจากรหัสเหล่านี้เป็นเพียงลำดับตัวเลขสุ่มที่ไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลส่วนบุคคล

  • ข้อกังวลหลัก: บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอาจถูกใช้ติดตามการลงคะแนนของบุคคล
  • การโต้แย้งจาก กกต.: ใช้เพื่อความปลอดภัยและตรวจสอบ ไม่กระทบความลับ
  • บทบาทผู้ตรวจการแผ่นดิน: ส่งเรื่องให้ศาลตีความตามรัฐธรรมนูญ
  • วันที่สำคัญ: ประชุมศาล 18 มี.ค. 2569

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหลักการลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงได้อย่างเสรีโดยไม่ถูกกดดัน หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อผลการเลือกตั้งที่ประกาศไปแล้ว ขณะที่หากไม่รับ อาจคลายความสงสัยและยืนยันความถูกต้องของระบบที่ กกต. ใช้

นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนในการออกแบบระบบเลือกตั้งสมัยใหม่ โดยเทคโนโลยีอย่างบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดคำถามว่ามันสมดุลกับสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็เคยมีข้อถกเถียงคล้ายกันเกี่ยวกับการใช้รหัสหรือชิปอิเล็กทรอนิกส์ในบัตรเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเมืองมองว่าการตัดสินของศาลครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจต้องปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล ในทางตรงกันข้าม หากยืนยันว่าถูกต้อง จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นใน กกต. และระบบเลือกตั้งไทย

เราควรติดตามผลการประชุมอย่างใกล้ชิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องความไว้วางใจของประชาชนต่อสถาบันประชาธิปไตย คุณคิดว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจำเป็นหรือเสี่ยงเกินไป? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด สานต่อกฎหมายค้าง

พรรคประชาชน หรือ ปชน. ประกาศเดินหน้าทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ หลังจาก กกต. รับรองผลเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่กำลังจะเปิดประชุมในเร็ววันนี้ พรรคพร้อมสานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ และปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุดทันทีที่สภาเปิด เพื่อสร้าง “กฎหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลง” ที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชนทุกด้าน

แม้จะมีข้อครหาเรื่องการเลือกตั้งปี 2569 แต่ปชน. ยืนยันว่าจะไม่หยุดนิ่ง จะใช้กลไกนิติบัญญัติผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ให้เกิดผลจริง โดยแสวงหาความร่วมมือจากทุกพรรคในสภา และรณรงค์นอกสภาเพื่อให้กฎหมายเหล่านี้ผ่านความเห็นชอบ

ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด

ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุดแรกนี้ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 9 ด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ ปราบโกง กระจายอำนาจ ไปจนถึงสิทธิเสรีภาพและปฏิรูปการเมือง แต่ละชุดออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยให้ตรงจุดและยั่งยืน

ชุดที่ 1: สร้างเศรษฐกิจเพื่อทุกคน

  • พ.ร.บ. ประกันสังคม: ปรับระบบให้โปร่งใส ยึดโยงกับประชาชน ลดการทุจริต เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนเข้าถึงง่ายขึ้น
  • พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน: ปรับสูตรคำนวณค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นธรรม สอดคล้องค่าครองชีพ ลดความเหลื่อมล้ำในวัยทำงาน
  • พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล: กำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น Grab, Foodpanda ให้จ่ายภาษีและคุ้มครองแรงงานในระบบ
  • พ.ร.บ. โรงแรม: ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่พักรายย่อย แข่งขันได้กับทุนใหญ่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน

ชุดที่ 2: ปราบโกง

  • พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร: บังคับเปิดเผยข้อมูลรัฐให้ประชาชนตรวจสอบได้ ลดช่องทางคอร์รัปชั่น
  • พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ / พ.ร.บ. สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO): เพิ่มกลไกตรวจสอบงบประมาณสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ

ชุดที่ 3: กระจายอำนาจ

  • พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร: ปรับโครงสร้าง กทม. ให้ใกล้ชิดประชาชน ลด centralization
  • พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ / พ.ร.บ. จัดตั้ง อปท. / พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน: ปลดล็อกท้องถิ่นเรื่องบริการสาธารณะและรายได้
  • พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่น: ส่งเสริมเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันทั่วประเทศ

ชุดที่ 4: ลดค่าไฟอย่างยั่งยืน

  • พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน: เปิดเสรีตลาดซื้อขายไฟฟ้า ลดการผูกขาด ลดค่าไฟให้ประชาชน

ชุดที่ 5: ยกระดับคุณภาพชีวิต

  • พ.ร.บ. ประปาแห่งชาติ: ยกระดับน้ำประปาให้ดื่มได้ทั่วประเทศ
  • พ.ร.บ. ขนส่งทางบก: ปลดล็อกขนส่งสาธารณะ ลดค่าครองชีพ

ชุดที่ 6: ปกป้องสิ่งแวดล้อม

  • พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: รับมือโลกรวน วางแผนปรับตัว
  • พ.ร.บ. ขยะ: จัดการขยะเป็นระบบ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

ชุดที่ 7: ปฏิรูปการศึกษา

  • พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ: สร้างการศึกษาที่มีความหมายและสุขภาพจิตดี
  • พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครู: ลดภาระครู สร้างโรงเรียนปลอดภัย

ชุดที่ 8: คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ

  • Anti-SLAPP: ต่อต้านฟ้องปิดปาก ปกป้องนักเคลื่อนไหว
  • พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ: คุ้มครองสิทธิชุมนุมสันติ
  • ปรับประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ: ยุติลอยนวลพ้นผิดนักการเมือง

ชุดที่ 9: ปฏิรูปการเมือง

  • แก้ไขรัฐธรรมนูญ: ทำให้องค์กรอิสระยึดโยงประชาชน
  • พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส.: จัดการเลือกตั้งโปร่งใส
  • ร่าง รธน. ใหม่: รัฐธรรมนูญของประชาชน

สานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ

นอกจากนี้ ปชน. ยังเรียกร้องให้ ครม. ใหม่ยืนยันกฎหมายค้างกว่า 20 ฉบับที่ผ่านวาระ 1 แล้ว ตาม รธน. มาตรา 147 ตัวอย่างสำคัญ เช่น

  • พ.ร.บ. อากาศสะอาด: แก้ฝุ่น PM2.5
  • พ.ร.บ. ล้มละลาย: ช่วยประชาชนฟื้นฟูธุรกิจ
  • พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก: ทบทวนใบอนุญาตเก่า
  • พ.ร.บ. PRTR: เปิดข้อมูลมลพิษอุตสาหกรรม
  • พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน: ลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มวันลา
  • พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า: ป้องกันผูกขาด
  • พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร: ยุติธรรมเสมอภาค

ส.ส. ปชน. จะรายงานตัวที่รัฐสภาเช้าวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. นี้ เพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ สร้างพื้นที่สภาเป็นความหวังของประชาชน

การผลักดันกฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่คือเครื่องมือเปลี่ยนสังคมไทยให้ก้าวหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มคุณภาพชีวิต คุณคิดอย่างไรกับแผน ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ ร่วมติดตามและสนับสนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน!

ที่มา – ปชน. ประกาศเดินหน้าทำงานรับใช้ประชาชน สานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ พร้อมดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด

เปิด 100 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลัง กกต.รับรอง

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันครับ เปิด 100 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลัง กกต. รับรอง พรรคประชาชนมากสุด 32 คน เป็นประเด็นที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มีมติประกาศรับรอง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ครบ 100 คนแล้ว นี่คือรายชื่อที่ทุกคนรอคอย!

เปิด 100 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลัง กกต. รับรอง พรรคประชาชนมากสุด 32 คน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 เวลา 16.00 น. ที่สำนักงาน กกต. ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดย กกต. ได้รับรอง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มอีก 3 เขต ได้แก่ จังหวัดพะเยา เขต 1 จันทบุรี เขต 1 และเขต 2 แต่ยังไม่รับรอง จ.สุพรรณบุรี เขต 2 เพราะพบหลักฐานว่าคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต. จะดำเนินการสืบสวนต่อไป

เรื่องนี้หลายคนตั้งคำถามว่า กกต. กำลังโยนบาปให้ กปน. หรือเปล่า? รองเลขาฯ ชี้แจงชัดเจนเลยครับ ว่า กปน. เป็นอาสาสมัครที่ กกต. ให้ความสำคัญ แต่เมื่อได้รับแต่งตั้งแล้ว ถือเป็นพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้าทำตามระเบียบ กฎหมายคุ้มครอง แต่ถ้าทำเพื่อช่วยพรรคการเมืองใด ก็ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย นี่คือหลักการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น

พรรคประชาชนครองแชมป์ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 32 คน รองลงมา ภูมิใจไทย 19 คน

มาดูกันว่าพรรคไหนได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์กี่คนบ้าง จากการคำนวณคะแนนสะสมทั่วประเทศตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. พรรคประชาชนนำโด่งด้วย 32 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคภูมิใจไทย 19 คน พรรคเพื่อไทย 16 คน พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน และพรรคอื่นๆ ที่เหลือกระจายกัน นี่สะท้อนถึงกระแสความนิยมของพรรคใหญ่ๆ ในระบบ party list ที่แบ่งสัดส่วนตามคะแนนที่ได้รับ

  • พรรคประชาชน 32 คน
  • พรรคภูมิใจไทย 19 คน
  • พรรคเพื่อไทย 16 คน
  • พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน
  • พรรคเศรษฐกิจ 3 คน
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน
  • พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน
  • พรรคกล้าธรรม 2 คน
  • พรรครวมใจไทย 1 คน
  • พรรคประชาชาติ 1 คน
  • พรรคใหม่ 1 คน
  • พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 คน
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน
  • พรรคมิตินี้ใหม่ 1 คน
  • พรรคไทยภักดี 1 คน
  • พรรคไทยสร้างไทย 1 คน
  • พรรครวมพลังประชาชน 1 คน
  • พรรคเสรีรวมไทย 1 คน
  • พรรคทางเลือกใหม่ 1 คน
  • พรรคไทรวมพลัง 1 คน
  • พรรคพลังประชารัฐ 1 คน

การรับรองครั้งนี้ทำให้ สส. ครบจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด คือ 100 คน สำหรับ party list ซึ่งจะช่วยให้การจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรสมบูรณ์ยิ่งขึ้น พรรคประชาชนที่ได้มากสุด แสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ส่วนพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย ก็ยังคงมีน้ำหนักในสภาด้วยจำนวนที่น่าพอใจ

แต่ประเด็นสุพรรณบุรี เขต 2 ยังค้างคาใจหลายคน เพราะอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรืออุทธรณ์ได้ ถ้าการสืบสวนยืนยันความไม่สุจริต นี่อาจเป็นตัวอย่างสำคัญในการรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้งในอนาคต

สรุปแล้ว เปิด 100 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลัง กกต. รับรอง ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้ภาพรวมการเมืองชัดเจนขึ้น พรรคประชาชนนำด้วย 32 คน จะมีผลต่อการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร ต้องติดตามต่อไปครับ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับจำนวน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรค? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเรียลไทม์!

ที่มา – เปิด 100 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลัง กกต. รับรอง พรรคประชาชนมากสุด 32 คน

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวสุพรรณบุรีและคนที่สนใจข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือกรณี ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ กกต.สุพรรณบุรี ได้ตรวจพบความผิดปกติในการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ตามคำสั่งของ กกต. ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีภาพและคลิปวิดีโอจากโซเชียลมีเดียแพร่กระจาย แสดงให้เห็นว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. ในบางหน่วยทำการนับคะแนนไม่โปร่งใส ไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้สังเกตการณ์และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ตรวจสอบเครื่องหมายลงคะแนนชัดเจน และยังขีดคะแนนในลักษณะที่มองเห็นยากอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดข้อสงสัยในความถูกต้องของผลการนับคะแนนครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

กกต.สุพรรณบุรีจึงรีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และเสนอต่อ กกต.กลาง ซึ่งมีคำสั่งที่ 306/2569 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สั่งให้นับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี

หน่วยเลือกตั้งที่ได้รับผลกระทบจากการนับคะแนนใหม่

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง เขต 2 (ส.ส. แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง เขต 2 (ส.ส. แบ่งเขต)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 11 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เขต 1 (ส.ส. บัญชีรายชื่อ)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า เขต 2 (ส.ส. บัญชีรายชื่อ)

การนับคะแนนใหม่ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยในบางหน่วย เช่น หน่วยที่ 11 เขต 1 และหน่วยที่ 4 เขต 2 แต่สำหรับหน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 กลับพบว่าผลคะแนนแตกต่างจากครั้งแรกอย่างชัดเจน จน กกต.สุพรรณบุรีเชื่อได้ว่า กปน. เหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย

ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี จึงสั่งตั้งสำนวนสืบสวนทันที และมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องต่อไป

ความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเลือกตั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะระดับท้องถิ่นอย่างสุพรรณบุรี ยังคงมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข กปน. ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการนับคะแนน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน หากเกิดข้อครหาเช่นนี้ขึ้นบ่อยครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียที่ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น ภาพและคลิปที่แพร่กระจายกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การตรวจสอบครั้งนี้

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นี้เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบของ กกต. ยังทำงานได้ แม้จะช้าแต่ชัวร์ และหวังว่าจะมีบทลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวการเมืองสุพรรณบุรี คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องกันนะครับ และอย่าลืมติดตามอัปเดตผลการสอบสวนต่อไป!

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี

ที่มา – ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วนเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

สส.แบ่งเขต รายงานตัวสภาฯ 93คน รับรองกกต.207คน

สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งใหญ่ สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความคืบหน้าของกระบวนการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ภายในเวลาเพียง 2 วันแรก บรรยากาศที่รัฐสภาและสำนักงาน กกต. คึกคักไปด้วยว่าที่ สส. จากพรรคการเมืองชั้นนำที่ทยอยเดินทางมารายงานตัวและรับเอกสารสำคัญ

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็นวันแรกของการรับรายงานตัวอย่างเป็นทางการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรับ สส.แบบแบ่งเขต หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจำนวน 396 คน โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่นำทีมโดยผู้สมัครนายกรัฐมนตรี 3 คน ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย นำว่าที่ สส.เขต พรรคเพื่อไทย เข้าสักการะศาลพระพรหมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา ก่อนเดินทางเข้าห้องรายงานตัว ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวอย่างคับคั่ง

สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รายวันละเอียดย่อย

ตลอดทั้งวัน สส.จากพรรคต่างๆ ทยอยมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง จนถึงเวลา 16.30 น. ซึ่งเป็นเวลาปิดรับรายงานตัวประจำวัน มียอดสะสมวันแรกและวันที่สองรวม 93 คน โดยเฉพาะวันที่สองมีเพิ่มอีก 46 คน แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย 28 คน พรรคภูมิใจไทย 11 คน พรรคประชาชาติ 4 คน พรรคกล้าธรรม 2 คน และพรรคโอกาสใหม่ 1 คน สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของ สส.แต่ละพรรคในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สภา

  • พรรคเพื่อไทย: 28 คน (นำโด่ง)
  • พรรคภูมิใจไทย: 11 คน
  • พรรคประชาชาติ: 4 คน
  • พรรคกล้าธรรม: 2 คน
  • พรรคโอกาสใหม่: 1 คน

นอกจากนี้ ยังมี สส. จากพรรคอื่นๆ ที่ทยอยตามมา ทำให้ยอดรวมทั้งสองวันทะลุ 93 คนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ เพราะยังเหลือเวลาอีกหลายวันในการรายงานตัว

รับหนังสือรับรองจาก กกต. พุ่ง 207 คน ใน 2 วัน

ทางด้านสำนักงาน กกต. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ก็คึกคักไม่แพ้กัน โดย สส.ที่ได้รับเลือกตั้งเดินทางมารับหนังสือรับรองผลการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ในวันที่สองมีเพิ่มอีก 66 คน ส่งผลให้ยอดรวมอยู่ที่ 207 คน จากทั้งหมด 396 คนที่ กกต. รับรองแล้ว สำนักงาน กกต. เปิดให้มารับเอกสารได้ระหว่างวันที่ 2-6 มีนาคม 2567 เวลา 08.30-16.30 น. ที่ห้องรับรองชั้น 2

ความสำคัญของกระบวนการนี้ต่อการเมืองไทย

การที่ สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและรวดเร็วของระบบเลือกตั้งไทย ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ในเร็ววันนี้ หลังจากนั้นจะเป็นการเลือกประธานสภา วาระสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตา โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย ภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ ที่จะกำหนดทิศทางรัฐบาล

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การรายงานตัวจำนวนมากในวันแรกๆ บ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นของ สส.ในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือการร้องเรียนที่อาจล่าช้า หาก สส.ทั้ง 400 เขต (รวมบัญชีรายชื่อ) รายงานตัวครบ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา และสวัสดิการสังคม

สำหรับกำหนดการต่อไป สภาฯ จะประกาศวันเปิดประชุมสมัยแรกตามรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีให้ทันกรอบเวลา ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของประเทศ

สรุปแล้ว สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน เป็นข่าวดีที่บอกถึงความพร้อมของระบบประชาธิปไตยไทย ติดตามอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวการเมือง!

ที่มา – สส.แบ่งเขต รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว 93 คน รับหนังสือรับรองจาก กกต. แล้ว 207 คน

สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ

สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงสื่อและการเมืองไทยตอนนี้ สร้างความฮือฮาให้กับหลายคน เพราะมันกระทบตรงต่อเสรีภาพในการทำข่าวของสื่อมวลชน โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่ทุกสายตาจับจ้องเรื่องความโปร่งใส เรามาดูกันว่าประเด็นนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำไมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยถึงต้องออกโรงเรียกร้องแบบนี้

สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ

เรื่องราวเริ่มต้นจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทบทวนการฟ้องร้องช่างภาพจากสำนักข่าว SPACEBAR ด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิเสรีภาพของสื่อ สมาคมฯ แสดงความเป็นห่วงยิ่งต่อกรณีที่กกต.แจ้งความดำเนินคดีอาญากับช่างภาพรายนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้งใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567

ช่างภาพคนดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงต้นขั้วบัตร และพยายามถอดรหัส QR Code กับ Barcode เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปยังผู้ใช้สิทธิ แน่นอนว่ากกต.ยึดหลักรักษาความลับในการลงคะแนน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน แต่สมาคมฯ ชี้ว่าการใช้กฎหมายกับสื่อต้องสมส่วนและจำเป็นจริงๆ ต้องแยกให้ชัดระหว่างการแทรกแซงเลือกตั้ง กับการทำหน้าที่ตรวจสอบโปร่งใสตามวิชาชีพสื่อ

สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ เพื่อปกป้องอะไรบ้าง

การฟ้องคดีหลายข้อหา โดยเฉพาะข้อหาหนักอย่าง “อั้งยี่” ที่มีโทษสูงมาก หากไม่พิจารณาเจตนาและบริบทให้รอบคอบ อาจทำให้สื่อรู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้ารายงานข่าวสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจของความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตย สมาคมฯ เน้นย้ำว่าเสรีภาพสื่อในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบอำนาจรัฐ และถ่ายทอดข่าวสาร เป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญและอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนรับรองไว้ การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องระมัดระวัง ไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือกดทับสื่อ

  • สร้างบรรยากาศหวาดกลัว: สื่อจะลังเลในการลงพื้นที่ตรวจสอบเลือกตั้ง กลัวถูกฟ้อง
  • กระทบความน่าเชื่อถือเลือกตั้ง: ถ้าสื่อไม่สามารถรายงานได้อิสระ ประชาชนจะสงสัยในกระบวนการ
  • ไม่สมส่วนกับเจตนา: ช่างภาพทำเพื่อรายงานข้อเท็จจริง ไม่ใช่เจตนาไม่สุจริต
  • ตัวอย่างในอดีต: เคยมีกรณีสื่อถูกดำเนินคดีคล้ายๆ กัน สุดท้ายศาลยกฟ้องเพราะพิสูจน์เจตนาได้

บริบทของเหตุการณ์นี้มาจากการเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว ซึ่งเกิดขึ้นหลังศาลสั่งเพราะปัญหาในรอบแรก เช่น การซื้อสิทธิขายเสียงหรือทุจริตอื่นๆ ช่างภาพลงพื้นที่เพื่อจับภาพกระบวนการให้ประชาชนเห็นความโปร่งใส แต่กลับกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหา สมาคมฯ หวังว่ากกต.จะพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด คำนึงถึงเจตนาสุจริตของสื่อ และสิทธิรับรู้ข้อมูลของประชาชน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างกฎหมายกับเสรีภาพ

ในมุมกว้างขึ้น ปัญหานี้สะท้อนถึงความท้าทายของสื่อไทยในยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีอย่าง QR Code ทำให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น แต่ก็เสี่ยงถูกตีความผิด ถ้ากกต.ไม่ทบทวน อาจมีสื่อหลายแห่งถอยห่างจากข่าวเลือกตั้งในอนาคต ซึ่งไม่ดีต่อประชาธิปไตยเลย สื่อคือหูตาให้ประชาชน ต้องได้รับการคุ้มครอง

สำหรับพวกเราที่ติดตามข่าวการเมือง กรณีสมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าความโปร่งใสต้องมาก่อนกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป สุดท้าย สมาคมฯ เรียกร้องให้กกต.ถอนฟ้องหรือทบทวนด้วยเหตุผลข้างต้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์เลือกตั้งไทย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งเพื่อตรวจสอบโปร่งใส ถือว่าผิดหรือไม่? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องเสรีภาพสื่อกันนะครับ สนับสนุนสื่ออิสระเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ ชี้กระทบความน่าเชื่อถือเรื่องเลือกตั้ง

สส.โคราช พรรคเพื่อไทย เป็นคนแรกมารับหนังสือ กกต. วันที่ 2

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องน่าติดตามเกี่ยวกับ สส.โคราช พรรคเพื่อไทย ที่เพิ่งเดินทางไปรับหนังสือรับรองการเลือกตั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กันแบบเป็นคนแรกในวันที่ 2 เลยนะครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญของว่าที่ สส. ทุกคนที่ชนะเลือกตั้ง ก่อนจะไปรายงานตัวที่สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่

สส.โคราช พรรคเพื่อไทย เดินทางมารับหนังสือรับรอง ที่ กกต. วันที่ 2 เป็นคนแรก

รายชื่อ สส.โคราช พรรคเพื่อไทย คนนี้คือ นายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา เขต 8 พรรคเพื่อไทย ท่านเดินทางมาถึง กกต. ตั้งแต่เช้าเปิดโต๊ะเวลา 8:30 น. พอดี เป็นรายแรกของวันนี้เลยครับ หลังจากรับหนังสือเรียบร้อย ท่านก็ให้สัมภาษณ์สั้นๆ กับสื่อว่า จะรีบไปรายงานตัวที่สภาผู้แทนราษฎรทันที พร้อมกับ สส.พรรคเพื่อไทยคนอื่นๆ โดยจะขึ้นรถที่พรรคเวลา 9:30 น. และมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ เดินทางไปด้วยกัน สุดยอดความพร้อมมากๆ เลย

สส.โคราช พรรคเพื่อไทย และขั้นตอนสำคัญหลังรับหนังสือ

หนังสือรับรองนี้คือเอกสารยืนยันว่าท่านได้รับเลือกตั้งอย่างถูกต้อง จาก กกต. ที่ประกาศรับรองผล 396 เขตจาก 400 เขตทั่วประเทศ หลังจากนั้น สส.ทุกคนต้องนำไปยื่นที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรายงานตัวเป็น สส.ชุดที่ 27 ครับ กกต.เปิดให้มารับได้ตั้งแต่วันที่ 26-27 ก.พ. และ 2-6 มี.ค. ช่วงเวลา 8:30-16:30 น. ทุกวัน สะดวกมากสำหรับว่าที่ สส.ที่กระจายอยู่ทั่วไทย

สถิติ สส. มารับหนังสือวันแรก : พรรคภูมิใจไทยนำโด่ง

ย้อนดูวันแรกที่ 26 ก.พ. มีว่าที่ สส. มารับหนังสือถึง 141 คนจาก 396 คนที่ประกาศรับรอง ส่วนใหญ่มาจากพรรคใหญ่ๆ ดังนี้

  • พรรคภูมิใจไทย 61 คน (นำอันดับ 1)
  • พรรคเพื่อไทย 43 คน
  • พรรคกล้าธรรม 24 คน
  • พรรคประชาธิปัตย์ 5 คน
  • พรรคพลังประชารัฐ 4 คน
  • พรรคประชาชาติ 3 คน
  • พรรคโอกาสใหม่ 1 คน

น่าสังเกตว่ายังไม่มี สส.เขตจากพรรคประชาชนมารับเลยครับ รายงานว่าพรรคจะนัดรวมตัวมารับพร้อม สส.บัญชีรายชื่อ แล้วไปรายงานตัวที่สภากันทั้งพรรคเลย แสดงถึงกลยุทธ์การเคลื่อนไหวที่เป็นระบบ

สส.ท่านอื่นๆ ที่ทยอยมารับหนังสือเช้าวันที่ 2

นอกจาก สส.โคราช พรรคเพื่อไทย แล้ว เช้าวันที่ 2 ยังมี สส.หลายท่านเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ สส.ชัยภูมิ เขต 6 พรรคภูมิใจไทย
  • นายอรรถพล ไตรศรี สส.พังงา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย
  • นายชรัตน์ เนรัญชร สส.จันทบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย
  • นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย
  • นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา เขต 1 พรรคประชาชาติ

บางท่านส่งตัวแทนมารับแทน เพื่อความรวดเร็วในการเตรียมตัวไปสภา บรรยากาศที่ กกต.คึกคักมากครับ สะท้อนถึงความตื่นเต้นของ สส.ชุดใหม่

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของ สส.ทุกพรรค โดยเฉพาะ สส.โคราช พรรคเพื่อไทย ที่มาเป็นเจ้าแรกๆ ในวันที่ 2 น่าจะช่วยให้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลหรือตั้งสภาฯ เร็วขึ้น ในมุมมองผม การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยดูแข็งแกร่งสุดๆ เลยครับ

คุณคิดอย่างไรกับการเริ่มต้นของ สส.ชุดใหม่? คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมแชร์โพสต์นี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองล่าสุดต่อไป!

ที่มา – สส.โคราช พรรคเพื่อไทย เดินทางมารับหนังสือรับรอง ที่ กกต. วันที่ 2 เป็นคนแรก

“ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. ไม่หวั่นคดี

“ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย หลังนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกพรรคกล้าธรรม เดินทางมารับใบรับรองตัวแทนสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 ท่ามกลางกระแสข่าวคดีความและการเจรจาดีลทางการเมืองที่กำลังเข้มข้น

“ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส.

ในฐานะ สส. สมัยที่ 2 จากจังหวัดสงขลา เขต 4 นายชนนพัฒฐ์ เน้นย้ำถึงการทำงานที่มุ่งเน้นพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสวัสดิการประชาชน เขาเชื่อมั่นว่าการให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนจะนำมาซึ่งโอกาสในการทำงานต่อไป แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะมีความไม่แน่นอนจากแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง

ไม่หวั่นคดีความ พร้อมให้ตรวจสอบทุกมิติ

“ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. แล้ว ยืนยันชัดเจนว่าไม่กังวลเรื่องคดีความที่ติดตัว โดยพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งได้ตั้งคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว เขาเปิดเผยว่ายังไม่ได้รับหมายเรียก แต่พร้อมชี้แจงทันทีหากมีการแจ้งมา โดยมองว่าการถูกตรวจสอบเป็นเรื่องปกติของบุคคลสาธารณะ

นายชนนพัฒฐ์ ยังย้ำว่าตนไม่ใช่จุดอ่อนของพรรคกล้าธรรม ที่จะกระทบโอกาสการเจรจาร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านกีฬาฟุตบอลที่เคยชื่นชอบผลงานของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

  • จุดเด่นการทำงาน: มุ่งพัฒนาพื้นที่สงขลาให้เต็มศักยภาพ
  • พร้อมตรวจสอบ: ยินดีให้หน่วยงานทุกแห่งสอบสวน
  • ไม่กระทบพรรค: เชื่อมั่นความสัมพันธ์กับภูมิใจไทย
  • รอผู้ใหญ่ตัดสินใจ: จับตาดีลรัฐบาลในสัปดาห์หน้า

รอผู้ใหญ่สองพรรคคุยกัน ปมดีลร่วมรัฐบาล

สำหรับประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล นายชนนพัฒฐ์ ระบุว่ารอให้ผู้ใหญ่ของพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทยหารือกัน โดยล่าสุดเพิ่งวางสายจาก ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่ให้กำลังใจและย้ำให้รอผลรับรองเสร็จสิ้นก่อน เขาเชื่อว่าความสัมพันธ์จากการต่อสู้ร่วมกันในสภาชุดที่ 26 จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี เป้าหมายคือเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อทำงานให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากไม่เข้าร่วมรัฐบาล ก็ไม่กระทบการทำงานในพื้นที่ เพราะเชื่อว่าหน่วยงานรัฐจะช่วยเหลือ สส. ทุกคนเท่าเทียม นอกจากนี้ยังตอบโต้ข่าวลือเรื่อง “งูเห่า” ในพรรคด้วยวลีเด็ด “ไม่มี หากจะไปก็ไปด้วยกัน” แสดงถึงความสามัคคีภายในพรรค

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ การที่ “ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. ด้วยท่าทีมั่นใจ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่พร้อมเผชิญความท้าทาย ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือสัญญาณบวกที่การตรวจสอบจะช่วยยกระดับคุณภาพนักการเมือง หากทุกคนโปร่งใส

CTA: คุณคิดอย่างไรกับโอกาสของพรรคกล้าธรรมในการร่วมรัฐบาล? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. ไม่หวั่นคดีความพร้อมให้ตรวจสอบ รอผู้ใหญ่คุยกันปมดีลร่วมรัฐบาล

ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคภูมิใจไทย หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ภท. กำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่ทำให้หลายคนสนใจ นั่นคือ ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม” ซึ่งเป็นการยืนยันฐานอำนาจของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยเตรียมแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ (19 ก.พ.) เวลา 10.00 น. โดยนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค จะเปิดตัวพรรคเล็กอีก 2 พรรคที่มาร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคไทยสร้างไทย (2 เสียง) และทางเลือกใหม่ (1 เสียง) ทำให้ได้ส.ส.เพิ่มอีก 3 เสียง รวมกับพรรคที่ประกาศก่อนหน้า รัฐบาลอนุทินจะมีส.ส.ในมือถึง 281 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มั่นคงมากสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล

ปฏิเสธข่าวลือดีลลับกับพรรคกล้าธรรม

ขณะที่ข่าวลือในโซเชียลมีเดียแพร่สะพัดว่าภท. ปิดดีลร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม โดยแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี 3 กระทรวงใหญ่ ได้แก่ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน แหล่งข่าวระดับสูงจากภท. ออกโรงปฏิเสธทันทีว่า “ไม่เป็นความจริง” พรรคยืนยันว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีให้จบก่อน แล้วค่อยคุยสัดส่วนรัฐมนตรี

ฝั่งพรรคกล้าธรรมก็ยืนยันสอดคล้องกันว่า ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ยังไม่เคยติดต่อหรือพบปะกับนายอนุทินหรือแกนนำภท. เลย สายตาทุกคู่จึงจับจ้องมติพรรคกล้าธรรมในวันพรุ่งนี้ว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคสีน้ำเงินอย่างไร

บริบทการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของภท. สะท้อนถึงกลยุทธ์ในการรวบรวมพรรคเล็กเพื่อเสริมกำลัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบบพรรคการเมืองไทยที่กระจัดกระจาย การได้พรรคไทยสร้างไทยและทางเลือกใหม่มาร่วม ทำให้ภท. มีฐานเสียงที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นนโยบายที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง เช่น สุขภาพ การเกษตร และเศรษฐกิจฐานราก

  • พรรคไทยสร้างไทย: 2 เสียง – เน้นนโยบายสร้างสรรค์เพื่อคนไทย
  • ทางเลือกใหม่: 1 เสียง – มุ่งทางเลือกใหม่ในการพัฒนาประเทศ
  • รวมส.ส. ภท. และพันธมิตร: 281 เสียง – มั่นคงสำหรับโหวตนายกฯ

นอกจากนี้ การปัดข่าวลือดีลกับกล้าธรรม ช่วยลดแรงกดดันจากฝ่ายค้านและสาธารณชนที่จับตาการแบ่งสรรอำนาจ ภท. ต้องการภาพลักษณ์ที่โปร่งใส โดยย้ำว่าการเจรจาจะเกิดหลังโหวตนายกฯ เท่านั้น

ผลกระทบต่อสถานการณ์การเมือง

หากภท. สามารถรวบรวมเสียงได้ครบตามเป้า รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพสูง สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด การพัฒนาระบบสาธารณสุข และการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด แต่ก็ต้องระวังการเมืองภายในที่อาจเกิดจากการแข่งขันเก้าอี้รัฐมนตรี

สำหรับพรรคกล้าธรรมที่นำโดยร.อ.ธรรมนัส ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นความมั่นคงและการปฏิรูป มติพรุ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง หากไม่เข้าร่วมรัฐบาล อาจกลายเป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง

สรุปแล้ว ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม” เป็นข่าวที่แสดงถึงความชาญฉลาดในการเมืองของอนุทินและทีมงาน ผู้สนใจควรติดตามแถลงพรุ่งนี้เพื่ออัพเดทเพิ่มเติม

คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยาวหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

Scroll to top