พรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” ซัด สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

“ชัยชนะ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำ มติพรรคชัดเจนงดออกเสียงโหวตนายกฯ ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ ฝากรัฐบาลใหม่แก้รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนในเรื่องนี้

วันที่ 5 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์มีมติพรรคชัดเจนให้งดออกเสียงในครั้งนี้ และผลออกมาว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯ ด้วยคะแนน 311 เสียง ส่วนนายชัยเกษม นิติสิริ ได้รับความเห็นชอบ 152 เสียง โดยมีคะแนนงดออกเสียง 27 เสียง

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า พรรคมีมติเป็นเอกภาพให้งดออกเสียง และหากสมาชิกพรรคคนใดใช้สิทธิในฐานะ สส. แตกต่างจากมติพรรค ก็ต้องชี้แจงต่อสังคมเอง เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และต้องติดตามการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่ทำร่วมกับพรรคประชาชนว่าจะเป็นไปตามที่ตกลงกันหรือไม่

สำหรับกรณี สส.บางคนโหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่การทำงานในระบบพรรคการเมืองต้องเคารพมติพรรค หากอ้างใช้เอกสิทธิ์ตลอดเวลา จะทำให้พรรคการเมืองและระบบประชาธิปไตยอ่อนแอลง ซึ่งในครั้งนี้ทราบว่ามี สส. โหวตสวนมติพรรคประมาณ 4 เสียง และจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมทั้งพิจารณาว่าเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญสามารถใช้ได้บ่อยเพียงใด

เมื่อถามถึงการลงโทษ สส. ที่โหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ ระบุว่า ต้องหารือกันภายในพรรคก่อน แต่ย้ำว่าพรรคการเมืองต้องเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ระบบประชาธิปไตยอ่อนแอ พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยระบุเรื่องนี้ให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต

ทางด้าน นายนริศ ขำนุรักษ์ มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และทุกตำแหน่งในพรรคด้วยเหตุผลที่ต้องไปทำภารกิจอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การลาออกของ นายนริศ อาจเกี่ยวพันกับกรณี นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่โหวตลงมติสวนกับมติพรรคในการเลือกนายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อีกทั้งส่วนตัว นายนริศ มีความสนิทสนมกับ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำ สส.งูเห่าจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นรวม 8 เสียง ลงชื่อสนับสนุนให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่านายนริศ จะเป็นตัวแทนของกลุ่มนายศักดิ์ดา เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เนื่องจากในกลุ่มมี สส. เข้ามาหนุน 8 เสียง จึงได้กระทรวงใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า 4 สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่โหวตให้นายอนุทิน ประกอบด้วย 

  • นายร่มธรรม ขํานุรักษ์ สส.พัทลุง และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
  • นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 
  • นายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์
  • นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

ชัยชนะ ชี้ สส.โหวตสวนมติพรรคทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ สส. ของพรรค 4 คนโหวตสวนมติพรรคในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง เนื่องจากเป็นการไม่เคารพมติของพรรคต้นสังกัด

เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่ายในพรรคประชาธิปัตย์ และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเอกสิทธิ์ของ สส. ในการลงมติสวนมติพรรคได้บ่อยแค่ไหน

นายชัยชนะยังได้ฝากถึงรัฐบาลใหม่ให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อให้มีความชัดเจนในเรื่องนี้ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต การที่ 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ จริงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อระบบรัฐสภา

การโหวตสวนมติพรรคอาจสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรค หรือความไม่พอใจต่อทิศทางของพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนที่แตกต่างของ สส. ที่ต้องการเป็นปากเสียงให้กับประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่ความแตกแยกภายในพรรค และทำให้การทำงานของพรรคเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การโหวตสวนมติพรรคยังอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลมีเสียงข้างน้อยในสภา การที่ สส. บางคนโหวตสวนมติพรรคอาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญได้ และนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด

ดังนั้น การที่ สส. จะโหวตสวนมติพรรคหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งต่อพรรค ต่อรัฐบาล และต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักการประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งกรณี “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอเป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตามองต่อไป

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจถึงเหตุผลของการโหวตแต่ละครั้งของ สส. ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่เราจะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“พรรคเพื่อไทย” ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ในสภา พร้อมย้ำว่าจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ยังค้างไว้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวจากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แห่งประเทศไทย (ผลโหวตนายก มติสภาฯ เห็นชอบให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32) ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับบทบาทมาเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ พรรคเพื่อไทย ได้มีการโพสต์ข้อความเพื่อแสดงจุดยืนและความพร้อมในการทำหน้าที่ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญดังนี้ “พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตามครรลองของรัฐสภา ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ขอขอบคุณทุกแรงใจ นโยบายหลายเรื่องที่ยังค้างไว้ เราจะรอวันกลับมาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อคนไทยทุกคน…ตลอดไป”

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การประกาศดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า “พรรคเพื่อไทย” จะยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล และเสนอแนะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างสร้างสรรค์

นโยบายต่างๆ ที่“พรรคเพื่อไทย” เคยได้ริเริ่มและผลักดันไว้ในอดีต แต่ยังไม่ทันได้สานต่อให้สำเร็จลุล่วงนั้น พรรคฯ ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้ง และจะรอโอกาสที่จะกลับมาสานต่อนโยบายเหล่านั้นให้เป็นจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน

ในฐานะฝ่ายค้าน “พรรคเพื่อไทย” จะมุ่งเน้นการทำงานดังต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โปร่งใส และเป็นธรรม
  • เสนอแนะนโยบายทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
  • รักษาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ “พรรคเพื่อไทย” ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์และคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเสมอมา และจะยังคงทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่เสมอภาค ยุติธรรม และเจริญก้าวหน้า

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ของพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม ทำให้รัฐบาลต้องทำงานอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ลั่นจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ค้างไว้

ส่องเทรนด์! #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ติดลมบน

แฮชแท็ก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 #ประชุมสภา #โหวตนายก พุ่งติดเทรนด์โซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หลังจากการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผลปรากฏว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ นั่นคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย สืบเนื่องจากการที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในการประชุมครั้งนี้ นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยการขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตามลำดับตัวอักษร และให้แต่ละคนออกเสียงลงมติว่าจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง โดยจำนวน สส. ในปัจจุบันมีทั้งหมด 493 คน ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ เกินกึ่งหนึ่ง หรือ 247 เสียงขึ้นไป การเข้าสู่วาระการโหวตนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นหลังจากที่มีการถกเถียงและลงมติว่าจะเลื่อนญัตติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องด่วนในวาระ 8 ขึ้นมาพิจารณาก่อน ด้วยคะแนน 313 ต่อ 142 เสียง

นายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นบุคคลเพียงชื่อเดียวที่พรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ นายสรวงศ์ เทียนทอง สส. สระแก้ว และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาฯ ได้อภิปรายก่อนที่จะลงมติเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ โดยใช้วิธีการขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผยจนครบทั้ง 493 คน และผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องมีคะแนนเสียงเกิน 247 เสียงขึ้นไป

เมื่อเวลา 15.51 น. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงเกิน 247 เสียง ส่งผลให้ นายอนุทิน ได้รับเลือกให้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่32 ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

#นายกรัฐมนตรีคนที่32 คือใคร? ทำไมถึงเป็นที่พูดถึง?

ภายหลังจากการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ส่งผลให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง เช่น #ประชุมสภา #พรรคภูมิใจไทย และ #โหวตนายก พุ่งขึ้นติดเทรนด์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (X) อย่างรวดเร็ว ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความตื่นตัวของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำความเข้าใจขั้นตอนหลังจากการโหวต #นายกรัฐมนตรีคนที่32

หลายคนอาจสงสัยว่า หลังจากสภาฯ มีมติเห็นชอบแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ขั้นตอนหลังจากนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์

การเลือก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – แฮชแท็กการเมืองพุ่งติดเทรนด์ หลังโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ คนที่ 32

ด่วน! ชาญชัยยื่นศาล ห้าม “ทักษิณ ชินวัตร” ออกนอกประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลออกข้อกำหนดห้าม “ทักษิณ ชินวัตร” เดินทางออกนอกประเทศ เรื่องนี้สร้างความสนใจและเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม

เมื่อเวลา 11.30 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2566 ที่ศาลฎีกา นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ได้ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีจุดประสงค์เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งห้าม นาย“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกนอกประเทศ จนกว่าจะมีคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษ 1 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ นายทักษิณฯ ได้เข้ารับการรักษาตัวนอกเรือนจำ ณ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

“ทักษิณ ชินวัตร” ออกนอกประเทศ

ประเด็นสำคัญที่นายชาญชัยยกขึ้นมาคือ ความห่วงใยเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและความโปร่งใสในการบังคับโทษ โดยนายชาญชัยกล่าวว่า แม้ว่านายทักษิณฯ จะได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว (ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเดินทางออกไปจริงหรือไม่) ตนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการพิจารณาบังคับโทษในคดีชั้น 14 และต้องการให้ศาลตรวจสอบว่าการจำคุกของนายทักษิณฯ เป็นไปอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่

ถึงแม้ว่าศาลฯ จะยกคำร้องของนายชาญชัย โดยให้เหตุผลว่าตนไม่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง แต่เขาก็ได้นำพยานหลักฐานต่างๆ ยื่นต่อศาลฯ เพื่อประกอบการพิจารณา โดยในวันที่ 9 กันยายน จะมีการฟังคำสั่งในคดีนี้

ความห่วงใยและข้อเสนอแนะถึง “ทักษิณ ชินวัตร”

นายชาญชัยได้แสดงความห่วงใยและให้ข้อเสนอแนะถึงนาย“ทักษิณ ชินวัตร” ให้เดินทางกลับมารับฟังคำสั่งของศาลฎีกาฯ ด้วยตนเอง หากศาลฯ มีคำสั่งยกคำร้องของตน เขาก็ไม่ได้รู้สึกกังวลหรือเสียหน้าแต่อย่างใด เพราะศาลฯ ได้นำพยานหลักฐานของตนไปพิจารณาในคดีแล้ว

นายชาญชัยย้ำว่า การกระทำของตนเป็นไปในฐานะประชาชนคนไทย ที่ต้องการรักษากระบวนการยุติธรรมและตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง

ส่วนตัวนายชาญชัยเอง ไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่านายทักษิณฯ จะเดินทางกลับประเทศไทยหรือไม่ แต่อยากจะเรียกร้องให้กลับมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เคยกระทำไว้กับประเทศไทย

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และผลการพิจารณาของศาลฯ ในวันที่ 9 กันยายน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางของคดีและความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาทางการเมืองและกฎหมายในประเทศไทย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การที่ประชาชนออกมาเรียกร้องและติดตามความคืบหน้าของคดีต่างๆ อย่างใกล้ชิด ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความใส่ใจต่อความเป็นไปของบ้านเมือง

มาร่วมกันติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นและกระบวนการทางกฎหมายจะดำเนินไปอย่างถูกต้อง!

ที่มา – “ชาญชัย” ยื่นศาลฎีกาฯ ออกคำสั่งห้าม “ทักษิณ ชินวัตร” ออกนอกประเทศ

ประชาธิปัตย์ งดออกเสียง โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

พรรคประชาธิปัตย์มีมติ “งดออกเสียง” ในการโหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี” สร้างความสนใจให้กับแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่? มาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์กัน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน สส.พรรค ได้แถลงถึงท่าทีของพรรคต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าได้มีการเรียกประชุม สส.พรรคเพื่อหารือถึงแนวทางการลงมติ และรับฟังความคิดเห็นจาก สส.ในแต่ละเขตพื้นที่

ผลสรุปจากการประชุมคือ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์จะ งดออกเสียง ในการโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า สส. บางส่วนของพรรคอาจสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อบางราย

ประชาธิปัตย์ งดออกเสียง โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีของ สส. 3 ท่านที่เคยลงชื่อสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี นายประมวลกล่าวว่า สส. ทั้ง 3 ท่านไม่ได้เข้าร่วมการประชุม และการลงมติถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.แต่ละคนตามรัฐธรรมนูญ

เหตุผลเบื้องหลังการงดออกเสียงของพรรคประชาธิปัตย์

ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยเหตุผลอย่างเป็นทางการ แต่มีการวิเคราะห์ว่าการตัดสินใจ งดออกเสียง โหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น:

  • ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันภายในพรรค: อาจมี สส. บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อบางราย ทำให้พรรคตัดสินใจเลือกที่จะงดออกเสียงเพื่อรักษาความเป็นเอกภาพภายใน
  • เงื่อนไขทางการเมือง: อาจมีข้อตกลงหรือเงื่อนไขทางการเมืองบางอย่างที่ทำให้พรรคไม่สามารถลงมติสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อรายใดรายหนึ่งได้
  • การรักษาสถานะของพรรค: การงดออกเสียงอาจเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาสถานะของพรรคในระยะยาว และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้

การ งดออกเสียง โหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ และน่าจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต พรรคประชาธิปัตย์จะวางบทบาทของตัวเองอย่างไรต่อไปในสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว?

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางของประเทศในอนาคต การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมกับความต้องการของเราได้

ที่มา – พรรค “ประชาธิปัตย์” มีมติ “งดออกเสียง” โหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี”

รัฐบาลเสียงข้างน้อย: สั่นคลอนประชาธิปไตยไทย

การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน อาจนิยามได้ว่าตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างสมบูรณ์แบบ หลังผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คนภายในวาระเดียว ในวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภากำลังจะลงมติเลือกผู้นำประเทศเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้การนำของพรรคอันดับสาม และที่น่าจับตาที่สุดคือการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองและศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันน่ากังวลนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ความผิดเพี้ยนที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์

แม้ในอดีตการเมืองไทยเคยมีรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเสียงข้างน้อยในสภา เช่นในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แต่ ผศ.ดร.วีระ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า “ในอดีต เมื่อมีการรวมเสียงกับพรรคร่วมต่างๆ แล้ว เสียงรวมในสภาจะเกินกึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรกเสมอ” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นี่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นด้วยเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง โดยอาศัยเสียงจากพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านมาโหวตให้ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภา

ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่อยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อาจารย์วีระวิเคราะห์ว่า สภาพของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่แค่ ทำงานไม่ได้ แต่แทบจะอยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะแม้พรรคประชาชนจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายสำคัญอื่นๆ

“ถ้ารัฐบาลอยากจะทำนโยบายอะไรก็ต้องออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนจะโหวตแค่นายกฯ แต่ตั้งใจโหวตให้กฎหมายอื่นตกไป พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานไม่ได้”

สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สภาวะทางตัน (Deadlock) ทันทีที่รัฐบาลเริ่มทำงาน กลายเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน และไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย

เมื่อฝ่ายค้านคือผู้มอบฉันทานุมัติ

วิกฤตศรัทธาจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพังทลายของกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นผู้มอบฉันทานุมัติให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจเสียเอง ผศ.ดร.วีระ มองว่านี่คือสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ที่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

“หากรัฐบาลอนุทินทำผิดพลาดในอนาคต พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเอา 150 เสียงที่มาจากประชาชน ไปโหวตให้เขาฟรีๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนี้พรรคประชาชนควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก”

อาจารย์วีระยังฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจในอนาคต “เรานึกภาพได้เลยว่าในอนาคตพรรคภูมิใจไทยทำอะไรผิด ก็คงจะบอกว่า ก็คุณมาโหวตให้ผมเอง”

สำหรับกรณีคล้ายกันในต่างประเทศ ผศ.วีระระบุว่า เท่าที่ทราบ กรณีฝ่ายค้านมีบทบาทชี้ขาดในการโหวตตั้งรัฐบาลโดยที่ตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล เคยเกิดขึ้นราว 70 ปีก่อนในสหราชอาณาจักร แต่ในการเมืองสมัยใหม่ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักการคือฝ่ายบริหารต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หากรวมเสียงไม่ได้ก็มักยื้อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ไปจนกว่าจะได้เสียงพอ (เช่นในเบลเยียมและเยอรมนี) มากกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปโหวตให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นรัฐบาลแล้วตัวเองถอยไปเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องโกหกนำมาสู่จุดจบของศรัทธา

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปรากฏการณ์นี้ คือการกัดเซาะความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เคยผิดหวังกับการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทย ก็จะได้เห็นภาพซ้ำรอยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ทำให้การเมืองกลายเป็นเพียง “ละครหนึ่งฉาก” ที่นักการเมืองพร้อมจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน อาจารย์วีระตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยชูธงอุดมการณ์ในระดับชาติ แต่เน้นการดูแลพื้นที่และประสานประโยชน์ในแบบ “นักการเมืองบ้านใหญ่” อาจกลายเป็นพรรคที่ดูเหมือน “รักษาสัญญา” ได้ดีที่สุดในสายตาประชาชนบางส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเศร้า คือประชาชนจะเลิกโหวตเชิงอุดมการณ์ และหันกลับไปสู่การเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ดูเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นในพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักหรือไม่

ทางออกที่เหลืออยู่ คืนอำนาจสู่ประชาชน

อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ
อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด”

ท้ายที่สุด อาจารย์วีระสรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาไม่สามารถทำงานได้ตามกลไกปกติ และประเทศขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

การยื้อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผิดหลักการนี้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู

รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเริ่มต้นจากการเคารพหลักการประชาธิปไตยและเสียงของประชาชน

ที่มา – รัฐบาลเสียงข้างน้อย ภาวะผิดปกติ สั่นคลอนศรัทธาประชาธิปไตยไทย

ประชาธิปัตย์ ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่สรรหาผู้สมัคร สส.

พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ สรรหาผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ มุ่งคัดคนคุณภาพ เน้นความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นอุดมการณ์พรรค สู่สนามเลือกตั้งใหญ่

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายนริศ ขำนุรักษ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและความสามารถในการเป็นตัวแทนของพรรคอย่างแท้จริง ทั้งในรูปแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต และผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ จะต้องยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ตามวันและเวลาที่กำหนด ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาจะมุ่งเน้นที่คุณสมบัติตามกฎหมาย มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคในการรับสมัคร

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะลงสมัคร สส.แบบแบ่งเขต จะต้องยื่นเอกสารด้วยตนเองที่สำนักงานใหญ่พรรค พร้อมหลักฐานสำคัญต่างๆ เช่น สำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือหลักฐานการศึกษา การรับราชการในพื้นที่ ส่วนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ จะต้องยื่นเอกสารสำคัญรวมถึงใบรับรองแพทย์ นอกจากนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จะคำนึงถึงความหลากหลายของผู้สมัคร ทั้งในด้านภูมิภาคและความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อให้ได้ตัวแทนที่หลากหลายและเหมาะสมที่สุด

ประชาธิปัตย์ ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่สรรหาผู้สมัคร สส.

การประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ในการสรรหาผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาธิัตย์ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำถึงคุณสมบัติที่สำคัญหลายประการ นอกเหนือจากความรู้ความสามารถแล้ว ความซื่อสัตย์สุจริตและการยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคก็เป็นสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าการมีตัวแทนที่มีคุณภาพ มีความเข้าใจในปัญหาของประชาชน และพร้อมที่จะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พรรคสามารถกลับมาได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

เกณฑ์ใหม่เน้นคุณภาพผู้สมัคร สส.

การที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณสมบัติของผู้สมัคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต แสดงให้เห็นว่าพรรคตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นจากการคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน

นอกจากนี้ การที่พรรคให้ความสำคัญกับความหลากหลายของผู้สมัคร ทั้งในด้านภูมิภาคและความเท่าเทียมระหว่างเพศ แสดงให้เห็นว่าพรรคต้องการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง และต้องการที่จะสร้างความเท่าเทียมในสังคม

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงกระบวนการสรรหา แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของพรรคประชาธิปัตย์ในการที่จะกลับมายืนหยัดในฐานะพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง การคัดเลือกผู้สมัคร สส. ที่มีความสามารถ ซื่อสัตย์ และเข้าใจปัญหาของประชาชน จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การสรรหาผู้สมัคร สส. ที่โปร่งใสและเป็นธรรม ก็เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้พรรคได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากประชาชน การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้พรรคได้ผู้สมัครที่มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับของสังคม

ดังนั้น การประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ในการสรรหาผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง และเป็นสัญญาณที่ดีว่าพรรคกำลังพยายามที่จะปรับปรุงตัวเอง และกลับมายืนหยัดในฐานะพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์ในการสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นกันต่อไป

ที่มา – ประชาธิปัตย์ ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่สรรหาผู้สมัคร สส. คัดคนคุณภาพสู่สนามเลือกตั้ง

3 สส.ปชป. แจงเหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล-นั่งนายกฯ คนที่ 32 ผ่าทางตันประเทศ ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ย้ำขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ตามรัฐธรรมนูญ

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา, นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และนายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช 3 สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกคำชี้แจงกรณีร่วมลงชื่อสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ตามที่ปรากฏว่าพวกตนได้สนับสนุนข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยในการเสนอชื่อบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน แก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า จัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น พวกตนขอชี้แจงเหตุผลและเจตนารมณ์ใน 4 ประเด็นสำคัญ ที่ทำให้ต้อง 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

1. พวกตนทั้ง 3 คนเห็นว่า ปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ปรากฏชัดเจนที่สุดในกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ได้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงกรณีคลิปเสียง จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงการขาดคุณสมบัติและความซื่อสัตย์สุจริตที่ผู้นำควรมี ยังทำให้รัฐบาลสูญเสียความชอบธรรม ในการบริหารประเทศ และทำลายศักดิ์ศรีของประเทศโดยรวม การบริหารประเทศภายใต้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

2. การที่พวกตนลงนามสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการตัดสินใจในฐานะ สส. ที่สำคัญคือพรรคภูมิใจไทยเคยร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงปี 2551-2554 จนสามารถสร้างเสถียรภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ตรงกันข้ามพรรคเพื่อไทยในห้วงเวลานั้น กลับเลือกที่จะล้มรัฐบาลและผลักประเทศเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ในครั้งนี้

3. พวกตนเห็นด้วยกับ 5 เงื่อนไขร่วมที่ทั้งสองพรรควางไว้เพื่อผ่าทางตันประเทศทั้งการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด การจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่กระทบชีวิตประชาชน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และปัญหาความมั่นคงชายแดน

4. การสนับสนุนของพวกตน มิได้มีเจตนาเพื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น หากแต่เป็นการใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่บัญญัติว่า “สส. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ..” เพื่อยืนยันว่า เสียงของพวกตนคือเสียงที่ประชาชนมอบให้

เหตุผลที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

การออกมาให้เหตุผลของ สส. ทั้งสามท่านนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน และเป็นการยืนยันถึงการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง การตัดสินใจทางการเมืองในครั้งนี้ จะส่งผลต่อทิศทางของประเทศอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ถือเป็นการเปิดเผยเบื้องหลังการตัดสินใจที่น่าสนใจ

ที่มา – 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง

“เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปม ปชป. จับมือ ภท.

“เฉลิมชัย” บอกยังไม่ได้คุย “เดชอิศม์” ปมจับมือภูมิใจไทย ลั่น พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเลือกตั้ง หากยุบสภา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคภูมิใจไทย จะลาออกจากสมาชิกพรรค ได้พูดคุยกันหรือไม่ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกัน

เมื่อถามว่า การออกมากล่าวเช่นนี้จะเป็นการปิดประตูจับมือกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายเฉลิมชัย กล่าวย้ำว่า ยังไม่ได้คุยกันเลย

เมื่อถามย้ำว่า หากจำเป็นต้องยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์พร้อมแล้วหรือไม่ นายเฉลิมชัย ยิ้มและกล่าวว่า พรรคการเมืองก็พร้อมหมดแหละ

“เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประเด็นร้อนแรงอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับความเป็นไปได้ในการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งนำไปสู่การออกมาแสดงความเห็นของนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่าจะลาออกจากสมาชิกพรรคหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ โดยยืนยันว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายเดชอิศม์ในรายละเอียด และยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ เกี่ยวกับทิศทางของพรรคในการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย

ความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้ง

แม้ว่าประเด็นเรื่องการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยยังไม่มีความชัดเจน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ นายเฉลิมชัยได้แสดงความมั่นใจว่าพรรคมีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การที่นายเฉลิมชัยกล่าวว่า “พรรคการเมืองก็พร้อมหมดแหละ” อาจตีความได้หลายนัย ทั้งในแง่ของความมั่นใจและความประเมินสถานการณ์ที่รอบคอบ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกพรรคการเมือง

ประเด็นที่น่าจับตามองต่อไปคือ พรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจอย่างไรกับการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย และท่าทีของนายเดชอิศม์จะเป็นอย่างไรต่อไป หากเกิดกรณีที่พรรคตัดสินใจจับมือกับพรรคภูมิใจไทยจริง เรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคประชาธิปัตย์และภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

  • การตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์จะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
  • ท่าทีของนายเดชอิศม์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพรรค
  • สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

โดยสรุป สถานการณ์ “เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท. ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์เอง และต่อการเมืองไทยในภาพรวม การตัดสินใจในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและเสถียรภาพทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

การที่ “เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท. แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมือง และจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น

“เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท. เป็นสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคและการต่อรองทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท.

Scroll to top