พรรครวมไทยสร้างชาติ

พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน คืนเงิน 5 สต./ลิตร

พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน คืนเงิน 5 สต./ลิตร ให้ประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการยกเลิกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำเงินคืนให้ประชาชน โดยมองว่าการเก็บเงิน 5 สตางค์ต่อลิตรจากค่าน้ำมันนั้นไม่ควรถูกนำไปใช้อย่างไม่ตรงจุด

นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงปัญหาการตรวจสอบงบประมาณของกองทุนฯ นี้ว่า ตนได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เนื่องจากพบปัญหาการใช้เงินที่ไม่โปร่งใสและหลักเกณฑ์ที่ไม่รัดกุม ทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งเข้าถึงงบประมาณได้ง่ายเกินไป ทั้งที่มีงบประมาณประจำปีอยู่แล้ว แทนที่จะนำเงินส่วนนี้ไปสนับสนุนภาคเอกชนที่คิดค้นเทคโนโลยีประหยัดพลังงานจริงๆ

ทำไมต้องเลิก? ความจริงเบื้องหลัง พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน

ปัญหาสำคัญที่นายพีระพันธุ์ได้ตั้งข้อสังเกตคือ กองทุนนี้ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ทำให้เงินทั้งหมดต้องไปฝากไว้ในชื่อของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีเงินคงเหลือสูงถึงเกือบ 20,000 ล้านบาท เงินก้อนนี้ถือเป็นเงินที่เก็บมาจากหยาดเหงื่อของประชาชน แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่น่าสนใจจากการตรวจสอบมีประเด็นหลักๆ ดังนี้:

  • กองทุนมีช่องโหว่ด้านระเบียบการใช้จ่ายเงินจนถูกท้วงติงจาก ป.ป.ช.
  • เงินกองทุนถูกนำไปใช้ในโครงการของกระทรวงต่างๆ ที่มีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว
  • การยกเลิกกองทุนจะช่วยลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชนลงได้ 5 สตางค์ต่อลิตรทันที

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้ย้ำว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน ได้มีการทำงานร่วมกับ สตง. เพื่อแก้ไขระเบียบต่างๆ และรับรองงบดุลปี 2566-2568 เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ทุกอย่างมีความโปร่งใสที่สุด การที่เขาออกมาเรียกร้องให้มีการ **พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน** ครั้งนี้ จึงเป็นการเสนอทางออกเพื่อคืนประโยชน์สูงสุดให้กับผู้บริโภคที่แบกรับภาระราคาน้ำมันมาอย่างยาวนาน

บทสรุปและมุมมอง: การนำเงินที่เก็บจากประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือหัวใจสำคัญ หากกองทุนฯ ไม่สามารถแสดงผลงานที่จับต้องได้ หรือมีขั้นตอนการใช้จ่ายที่ซับซ้อนและมีช่องโหว่ การคืนเงิน 5 สตางค์ต่อลิตรให้ถึงมือประชาชนโดยตรงถือเป็นแนวคิดที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนลดภาระค่าครองชีพในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน หากภาครัฐกล้าที่จะปฏิรูปเรื่องนี้ ก็นับเป็นการคืนความสุขให้คนไทยได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พีระพันธุ์” จี้ยุบ “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน” คืนเงิน 5 สต./ลิตร ให้ประชาชน

“พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยเมื่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับคดีสะเทือนขวัญที่มีผู้ก่อเหตุปล้นชิงทรัพย์และสังหาร 2 พี่น้องชาวรัสเซีย โดยนายพีระพันธุ์ได้กล่าวถึงความรู้สึกในฐานะอดีตผู้พิพากษาว่า “พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย เนื่องจากพฤติการณ์มีความโหดเหี้ยมเกินกว่าจะยอมรับได้

มุมมองกฎหมาย: “พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย

ในมุมมองของนายพีระพันธุ์ การกระทำความผิดซ้ำซากของผู้ก่อเหตุในคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า โทษจำคุกในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอที่จะช่วยดัดนิสัยหรือเปลี่ยนพฤติกรรมของอาชญากรกลุ่มนี้ได้เลย นายพีระพันธุ์จึงย้ำว่าหากเขายังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษา และหากพยานหลักฐานมีความชัดเจนรัดกุม เขาก็พร้อมที่จะตัดสินประหารชีวิตผู้กระทำความผิดทันที เพื่อเป็นการลงโทษให้สาสมกับความโหดร้ายที่ได้ทำลงไป และเพื่อปกป้องสังคมไม่ให้ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากบุคคลอันตรายเหล่านี้อีก

ทำไมต้องประหารชีวิต? วิเคราะห์จากมุมมอง “พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการเรียกร้องโทษประหารชีวิตจึงกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง นายพีระพันธุ์ได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลสำคัญหลายประการที่ทำไมสังคมจึงควรให้ความสำคัญกับการลงโทษขั้นสูงสุดในคดีอุกฉกรรจ์:

  • พฤติกรรมโหดเหี้ยม: การปล้นชิงทรัพย์ที่ลงมือสังหารเหยื่ออย่างทารุณ แสดงถึงจิตใจของผู้ก่อเหตุที่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ
  • การกระทำผิดซ้ำ: ผู้กระทำความผิดที่มีประวัติอาชญากรรมอยู่แล้วมักไม่หลาบจำ การใช้โทษจำคุกเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถป้องกันการกลับมาทำความผิดซ้ำได้
  • ความชัดเจนของหลักฐาน: หากหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลดหย่อนโทษให้กับอาชญากรที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชน
  • ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย: การลงโทษอย่างเด็ดขาดจะช่วยให้สังคมเกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมายมากขึ้น

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้เสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพนักงานสอบสวน ต้องเร่งรวบรวมหลักฐานทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อนำเสนอต่ออัยการอย่างครบถ้วน เพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาลงโทษสูงสุดได้อย่างมีน้ำหนักและชอบธรรม เพื่อให้คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำหรับสังคมไทยในการจัดการกับผู้ที่ทำลายชีวิตผู้อื่นโดยเจตนา

บทเรียนจากคดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการตัดสินคดีความ แต่ยังรวมไปถึงการตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมและมาตรการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย เราควรจะตั้งคำถามว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าหรือการลงโทษที่ไม่เด็ดขาดพอ กำลังสร้างช่องว่างให้อาชญากรย่ามใจหรือไม่ การที่นักการเมืองหรือผู้ทรงคุณวุฒิออกมาแสดงจุดยืนที่เข้มงวดเช่นนี้ จึงเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ต้องการให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย

พีระพันธุ์ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวทางฝั่งการเมืองกันมาบ้างแล้ว กับประเด็นที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้เดินทางไปร่วมงานสำคัญ ซึ่งก็คือการจัดงาน พีระพันธุ์ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อย้ำเตือนถึงสายสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 700 ปี

พีระพันธุ์ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน ตอกย้ำมิตรภาพ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งทางนายพีระพันธุ์ ได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ว่าไม่ใช่แค่การสร้างชาติ แต่เป็นการวางรากฐานการบริหารประเทศที่น่าศึกษา โดยเฉพาะการปรับประยุกต์การปกครองให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง การที่ พีระพันธุ์ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการเติบโตไปพร้อมกับมหาอำนาจที่เป็นมากกว่าหุ้นส่วนทางการค้า แต่เปรียบเสมือนเครือญาติในคำกล่าวที่ว่า ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

บทเรียนจากความสำเร็จของจีนและแนวคิดจากนายพีระพันธุ์

นอกจากความสัมพันธ์ทางการทูตแล้ว นายพีระพันธุ์ยังได้ถอดบทเรียนที่น่าสนใจจากการดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ดังนี้:

  • ความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
  • การออกแบบนโยบายการปกครองที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์และจริตของคนในชาติ
  • ความร่วมมือของประชาชนที่พร้อมใจกันพัฒนาประเทศ

ความสำเร็จที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน คือเครื่องพิสูจน์แล้วว่าชาวเอเชียก็สามารถสร้างมาตรฐานที่เหนือชั้นได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นจุดที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เป็นบทเรียนในการพัฒนาประชาธิปไตยและเศรษฐกิจของเราได้เช่นกัน

ในตอนท้ายของการพูดคุย นายพีระพันธุ์ยังได้มีโอกาสพบปะกับ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันความเชื่อมั่นว่า ไทยและจีนจะร่วมมือกันพัฒนาภูมิภาคอินโดแปซิฟิกให้มีความยั่งยืนและมั่นคงต่อไป มิตรภาพที่ยาวนานเช่นนี้จะเป็นฐานรากสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการความร่วมมือใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราในฐานะคนไทยควรดีใจที่เห็นการทูตในระดับพรรคการเมืองมีความแข็งแกร่งและมองเห็นเป้าหมายในการร่วมพัฒนาภูมิภาคให้ก้าวไกลไปพร้อมกัน การสร้างมิตรภาพที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจอย่างจีนถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดในการปกป้องและพัฒนาผลประโยชน์ของชาติให้ยืนยาว

ที่มา – “พีระพันธุ์” ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน

พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย ชงซื้อโรงกลั่น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในยุคที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน ค่าไฟฟ้าพุ่งปรี๊ด และค่าครองชีพทำให้หลายคนหายใจไม่ทัน พี่น้องชาวไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานที่หนักหน่วง วันนี้เราจะมาพูดถึงมุมมองสุดแซ่บจาก พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย ที่เสนอทางออกแบบตรงไปตรงมา ชงให้รัฐบาลลงมือซื้อโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อคุมราคาให้ถูกลง ลดภาระให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานและคนรายได้น้อย มาฟังกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ขึ้นเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “สงคราม พลังงาน แรงงานไทย” หัวข้อย่อย “จะทำอย่างไรถ้าคนไทยถูกปล้น” จัดโดยมูลนิธิทนง โพธิ์อ่าน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ ท่านชี้แจงชัดเจนว่าปัญหาพลังงานไทยไม่ได้อยู่ที่เทคนิค แต่เป็นเรื่องโครงสร้างและกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ จนประชาชนต้องแบกภาระทั้งหมด

โครงสร้างราคาน้ำมันในไทยยังบิดเบี้ยว โดยเฉพาะค่าการกลั่นที่พุ่งสูง นายพีระพันธุ์เสนอให้ใช้ระบบ Cost Plus ที่โปร่งใส เปิดเผยต้นทุนจริงทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อไม่ให้ราคาขายปลายทางบวมน้ำ “พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย” ยังตั้งคำถามว่ารัฐมีกฎหมายหลายมาตราให้ใช้อำนาจกำกับ แต่ทำไมไม่เคยใช้? แทนที่จะอ้างข้อจำกัด รัฐควรถอยหลังเข้าคลอง ลงมือกำกับโรงกลั่นเองเลยดีกว่า

ชงรัฐซื้อโรงกลั่นคุมราคาน้ำมัน ลดภาระประชาชน

ไฮไลต์สำคัญคือข้อเสนอให้รัฐบาลเข้าซื้อกิจการโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อควบคุมราคาขายให้เป็นธรรม ไม่ต้องอ้างราคาตลาดสิงคโปร์ที่ไม่สะท้อนต้นทุนไทยจริงๆ ไทยยังพึ่งพานำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบทั้งหมด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย และอุตสาหกรรมต่างๆ นายพีระพันธุ์ย้ำว่านโยบายการค้าเสรีด้านพลังงานต้องทบทวน เพราะความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน

สำหรับกลุ่มแรงงานอย่างไรเดอร์หรือฟรีแลนซ์ที่ต้องใช้น้ำมันเยอะ รายได้ไม่เพิ่มแต่ต้นทุนพุ่ง ท่านแนะนำให้รวมกลุ่มจัดหาน้ำมันใช้เอง ลดภาระจากภาษีและกระบวนการรัฐที่ยุ่งยาก หรือแม้แต่ชุมชนผลิตน้ำมันชีวภาพจากขยะ เช่น พลาสติกหรือยางรถยนต์เก่า นี่คือทางปฏิบัติที่คนตัวเล็กๆ ทำได้จริง

  • ปรับโครงสร้างกฎหมายพลังงานให้โปร่งใสและเป็นธรรม
  • รัฐเข้าควบคุมโรงกลั่นเพื่อสแต็บบิลิไซ์ราคาน้ำมัน
  • เปิดเผยต้นทุนจริงด้วยระบบ Cost Plus
  • ส่งเสริมชุมชนผลิตพลังงานทางเลือกจากของเสีย
  • ทบทวนนโยบายนำเข้า ลดพึ่งพาต่างชาติ

วิกฤตพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ ถ้ารัฐไม่เร่งแก้ โครงสร้างที่เอื้อทุนจะยิ่งทำให้คนจนยิ่งจน พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย นี้เป็นสูตรเด็ดที่ควรนำไปพิจารณาจริงจัง นอกจากนี้ ยังช่วยลดการผูกขาด ทำให้การแข่งขันในตลาดพลังงานไทยดีขึ้น สุดท้ายแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์เต็มๆ

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับแนวคิดนี้? ถ้าชอบบทความช่วยแชร์ต่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ และคอมเมนต์ไอเดียของคุณด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางรอดวิกฤตพลังงานไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย ชงรัฐซื้อโรงกลั่นคุมราคาน้ำมัน ลดภาระประชาชน

“อรรถวิชช์” ยื่น 2 กฎหมาย รทสช. ดันเสรีโซลาร์-เครดิตบูโร

ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้สร้างความเคลื่อนไหวสำคัญในวงการการเมืองไทยด้วยการ “อรรถวิชช์” ยื่น 2 กฎหมายพรรครวมไทยสร้างชาติ ดัน “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร” ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ประชาชน โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาดและระบบเครดิตที่เป็นธรรม แม้พรรครวมไทยสร้างชาติจะมี ส.ส. เพียง 2 คน แต่ก็สามารถรวบรวมรายชื่อ ส.ส. สนับสนุนได้ถึง 20 คนตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ยื่นต่อประธานสภาได้สำเร็จ

“อรรถวิชช์” ยื่น 2 กฎหมายพรรครวมไทยสร้างชาติ ดัน “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร”

การยื่นกฎหมายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะทั้งสองฉบับถูกออกแบบมาเพื่อลดอุปสรรคที่ประชาชนเผชิญในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงหรือประวัติเครดิตที่กลายเป็นโซ่ตรวนทางการเงิน นายอรรถวิชช์ ยังขอบคุณ ส.ส. เพื่อนร่วมงานที่ช่วยลงชื่อสนับสนุน ทำให้ “อรรถวิชช์” ยื่น 2 กฎหมายพรรครวมไทยสร้างชาติ ดัน “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร” กลายเป็นจริง

อรรถวิชช์ ยื่น 2 กฎหมายพรรครวมไทยสร้างชาติ ดัน เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร

รายละเอียดร่างกฎหมายส่งเสริมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ “เสรีโซลาร์”

ร่างกฎหมายฉบับแรกคือ กฎหมายเสรีโซลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในไทยที่มุ่งปลดล็อกการติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับประชาชน ปัจจุบันการติดตั้งต้องขออนุญาตจาก 5 หน่วยงานใหญ่ เช่น กกพ., พพ., กรมโรงงานอุตสาหกรรม, ท้องถิ่น และการไฟฟ้า ทำให้ยุ่งยาก ใช้เวลานาน แพงหู

กฎหมายนี้เสนอระบบ “แจ้งครั้งเดียวจบ” ผ่านออนไลน์ โดยวิศวกรที่มีใบอนุญาตรับรองมาตรฐานความปลอดภัยเท่านั้น ประโยชน์ชัดเจน:

  • ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ลดค่าใช้จ่ายในการขออนุญาต
  • เปิดโอกาสให้บ้านเรือน อาคารติดโซลาร์เซลล์ผลิตไฟใช้เอง ลดค่าไฟฟ้าจาก กฟน. หรือ กฟภ.
  • ส่งเสริมพลังงานสะอาทิตย์ สะอาด ลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล ประหยัดเงินชาติ
  • ช่วยเกษตรกร โรงงาน ประชาชนทั่วไปเข้าถึงพลังงานราคาถูก

หากผ่านกฎหมายนี้ ไทยจะก้าวสู่พลังงานหมุนเวียนได้เร็วขึ้น สอดคล้องกับนโยบาย Net Zero

ร่างกฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโร: ล้างประวัติหนี้เก่า เพิ่มโอกาสกู้เงิน

ฉบับที่สองคือ ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับแก้ไข) หรือกฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโร ที่แก้ปัญหา “แช่แข็งลูกหนี้” โดย:

  • ชำระหนี้ครบแล้ว ลบประวัติทันที ห้ามธนาคารนำข้อมูลเก่าไปใช้
  • เปลี่ยนเป็นระบบ Credit Scoring แทนเปิดเผยประวัติทั้งหมด
  • ไม่นำหนี้โควิด-19 มาคำนวณคะแนน
  • ตรวจคะแนนเครดิตฟรี ไม่เสียเงิน

ปัจจุบันหลายคนจ่ายหนี้หมดแต่ประวัติเครดิตยังดำ ทำให้กู้สินเชื่อใหม่ไม่ได้ กฎหมายนี้จะสร้างความเป็นธรรม เพิ่มโอกาส SME ประชาชนเข้าถึงเงินทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ยื่นกฎหมายเสรีโซลาร์และเครดิตบูโร

ทั้งสองกฎหมายนี้ตอบโจทย์ชีวิตคนไทยโดยตรง ลดต้นทุนพลังงาน สร้างโอกาสทางการเงิน ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน กฎหมายเหล่านี้คือก้าวสำคัญสู่ไทยที่ยั่งยืน หากผ่านสภา จะช่วยประชาชนนับล้านราย ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้จริง คุณคิดอย่างไร ลองติดตามการพิจารณาในสภา และแชร์ความเห็นเพื่อผลักดันให้เกิดผล

ที่มา – “อรรถวิชช์” ยื่น 2 กฎหมายพรรครวมไทยสร้างชาติ ดัน “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร”

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก เป็นข่าวที่หลายคนในแวดวงการเมืองให้ความสนใจเลยนะครับ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งกำลังเป็นพรรคใหญ่ในสภาแห่งนี้ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และมีนัยสำคัญยังไงต่อการเมืองไทย

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว เพื่อรับตำแหน่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อแทนที่ว่างลง หลังจากที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเคยเป็น ส.ส. ลำดับที่ 1 ของพรรค ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น ส.ส. ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

การลาออกของนายพีระพันธุ์นี้ ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จากนั้น กกต. ก็ได้ประกาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ให้คนลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาแทนตามมาตรา 105 (2) ซึ่งนางสาวสิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาฯ ก็ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รายงานตัวสภา

ใครคือ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” และบทบาทใน รทสช.

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในวงการธุรกิจและสังคมมาอย่างยาวนาน แม้จะไม่ใช่หน้าใหม่ในพรรค แต่การก้าวขึ้นมาเป็น ส.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ เขาเคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก่อตั้งโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และกำลังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลกึ่งกลางของไทย

  • ชื่อเต็ม: อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
  • ลำดับในบัญชีรายชื่อ รทสช.: ถัดจากพีระพันธุ์
  • พรรค: รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
  • วันที่รายงานตัว: 18 มี.ค. 2569

เหตุผลเบื้องหลังการลาออกของ “พีระพันธุ์” และกระบวนการทางกฎหมาย

แม้รายละเอียดเหตุผลการลาออกของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จะยังไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน แต่ตามระบบของรัฐธรรมนูญ การลาออกทำให้เกิดการเลื่อนลำดับอัตโนมัติ เพื่อให้พรรคไม่เสียที่นั่งในสภา กระบวนการนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดย กกต. ประกาศผลอย่างเป็นทางการ ทำให้ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก ได้อย่างถูกต้อง

  • มาตรา 101 (3): สิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อลาออก
  • มาตรา 105 (2): เลื่อนคนถัดไปในบัญชี
  • ประกาศ กกต. วันที่ 4 มี.ค. 2569

ระบบนี้ช่วยให้การเมืองไทยมีความต่อเนื่อง ไม่เกิดช่องว่างในสภา ซึ่งสำคัญมากในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจและการปฏิรูป

นัยยะต่อพรรค รทสช. และการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี ส.ส. สำรองพร้อมรบเสมอ ไม่ว่าสมาชิกคนไหนจะลาออกหรือมีปัญหา พรรคก็ยังคงมีกำลังในสภาได้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพลวัตของการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งใหญ่

ในมุมมองของผม การที่ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก นี้ เป็นสัญญาณดีว่าพรรคมีระบบสำรองที่ดี และอาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ๆ ในสภา หากคุณเป็นคนสนใจการเมือง อย่าลืมติดตามพัฒนาการของ ส.ส. คนใหม่ท่านนี้ เพราะเขาอาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้หากคุณคิดว่ามีประโยชน์นะครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ

ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนผู้ติดตามสถานการณ์รัฐสภาเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาอธิบายรายละเอียดทั้งหมดให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ กันเลย

ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2567 (หรือ พ.ศ. 2567 ตามที่ควรเป็น) เรื่องให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง ลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ที่มาของเรื่องนี้เริ่มจากผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 1 ของบัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ต่อมา นายพีระพันธุ์ ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

รายละเอียดผู้เข้ามาแทนที่

ด้วยเหตุนี้ สภาผู้แทนราษฎรจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญ ประกาศให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งมีชื่ออยู่ในลำดับที่ 3 ของบัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. แทน ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ โดยมีนายพีระมุท สาลีรัฐวิภาค หรือที่รู้จักในนาม “บิ๊กเพิม” เป็นหัวหน้าพรรค พรรคนี้เน้นนโยบายที่มุ่งสร้างชาติให้เข้มแข็ง มีแนวคิดอนุรักษนิยม และได้รับความนิยมในบางพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองไทย

  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: ลำดับ 1 ในบัญชีรายชื่อ ลาออกเนื่องจากเหตุผลส่วนตัว
  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี: ลำดับ 3 เลื่อนขึ้นมาใหม่ ประวัติการทำงานด้านการเมืองและสังคมที่น่าสนใจ
  • ผลกระทบต่อพรรค: ยังคงมี ส.ส.บัญชีรายชื่ออีกหลายคน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อกลยุทธ์ในสภา

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา พรรครวมไทยสร้างชาติได้รับที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่ง ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคในการเจรจาร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน การที่นายอรรถวิชช์เข้ามารับตำแหน่งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์ใหม่ ๆ มาสู่พรรค โดยเฉพาะด้านนโยบายเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว ยังสะท้อนถึงกลไกของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การทำงานของสภาไม่สะดุดหยุด ตามหลักการลำดับบัญชีรายชื่อที่ผู้สมัครเรียงไว้ล่วงหน้า หากมีใครลาออกหรือถูกตัดสิทธิ์ ผู้ถัดไปจะเลื่อนขึ้นอัตโนมัติ

สำหรับประวัติของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดีนั้น เขาเป็นนักธุรกิจและนักกิจกรรมที่มีบทบาทในวงการสังคมมาอย่างยาวนาน เคยมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาชุมชนหลายแห่ง และมีความใกล้ชิดกับแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ คาดว่านายอรรถวิชช์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการอภิปรายและเสนอนโยบายในสภา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดและการพัฒนาชนบท

เหตุผลที่นายพีระพันธุ์ลาออกยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่จากกระแสข่าว สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในวงการการเมืองที่ ส.ส.บางคนอาจเลือกถอนตัวเพื่อเหตุผลเหล่านี้ สิ่งนี้ทำให้พรรคต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยการเลื่อนนายอรรถวิชช์ขึ้นมาเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าการเมืองไทยยังคงเดินหน้าตามระบบ แม้จะมีความผันผวน แต่ประชาชนอย่างเราควรติดตามผลงานของ ส.ส.คนใหม่นี้ให้ดี ว่าสามารถนำนโยบายที่เป็นประโยชน์มาสู่ประชาชนได้หรือไม่ ลองติดตามดูนะครับ ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีบทบาทอย่างไรในสภาชุดนี้

คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยน ส.ส.ครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยกัน!

ที่มา – ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ นัด สส. 19 มี.ค.

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ วันนี้เรามีรายละเอียดครบถ้วนมาอัปเดตให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ เลยนะ

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือด่วนมากถึง สส. ทุกคน เรื่องการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

วาระสำคัญสุดคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่เรื่องด่วน คือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

การประชุมครั้งนี้ไม่มี สว. เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ทำให้เป็นการโหวตแบบ สส. ล้วน ๆ ซึ่งตื่นเต้นไม่แพ้ครั้งก่อน ๆ ขั้นตอนจะโปร่งใสแบบเปิดเผย ทุกคนต้องขานชื่อลงคะแนน ผู้สมัครที่ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของ สส. ทั้งหมด (มากกว่า 250 เสียง จาก 500 ที่นั่ง) เท่านั้นถึงจะชนะ

ขั้นตอนการเสนอชื่อและโหวตนายกรัฐมนตรี

เริ่มจากพรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้สมัครนายกฯ จากบัญชีของพรรคตัวเอง โดยพรรคต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 5% ของสภา หรืออย่างน้อย 25 ที่นั่ง และต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสภา (50 เสียง)

  • เสนอชื่อ: พรรคที่มีคุณสมบัติครบเสนอชื่อ Candidate
  • แสดงวิสัยทัศน์: ผู้ถูกเสนอชื่อกล่าววิสัยทัศน์ต่อ สส. เพื่อโน้มน้าวใจ
  • ลงคะแนน: แบบเปิดเผย เรียกชื่อ สส. ตามลำดับตัวอักษร ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  • ผล: ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ประธานสภาฯ นำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

การโหวตแบบนี้ทำให้ทุกเสียงชัดเจน ไม่มีลับ ๆ ล่อ ๆ สส. แต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกมา นอกจากนี้ ยังมีวาระอื่น ๆ เช่น การรับทราบพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นพิธีการสำคัญ

ทำไมการโหวตครั้งนี้ถึงสำคัญ? เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ที่จะกำหนดทิศทางประเทศไปอีก 4 ปี ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือปัญหาเรื้อรังอย่างคอร์รัปชัน ประชาชนอย่างเราก็ต้องเฝ้าดู สส. ที่เราบริจาคภาษีไปทำงานจริงจังแค่ไหน

นอกจากขั้นตอนหลักแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์อื่น ๆ เช่น หากรอบแรกไม่มีใครได้เกินกึ่งหนึ่ง อาจต้องโหวตรอบใหม่ แต่ครั้งนี้คาดว่าจะลุ้นเข้มข้นเพราะพรรคใหญ่หลายพรรคมี Candidate พร้อมลุย

เพื่อให้เข้าใจชัดยิ่งขึ้น ลองนึกภาพ สส. นั่งเรียงกันในห้องประชุมใหญ่ ประธานเรียกชื่อทีละคน “คุณสมชาย ขานชื่อ!” แล้วตอบ “นายกฯ X” หรือ “งด” เสียงดังก้องทั้งห้อง นี่แหละเสน่ห์ของประชาธิปไตยไทย

การโหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลจะกระทบชีวิตเราทุกคน

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ชื่อนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ อ่าน เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเหตุการณ์ ติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ทุกสายตาจับจ้องไปที่ คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 หลังจากที่มีประชาชนจำนวนมากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมคณะตุลาการในวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องคดีนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ คำร้องดังกล่าวเกิดจากประชาชนที่ยื่นเรื่องผ่านสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจเปิดช่องให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ สิ่งนี้อาจขัดแย้งกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นการออกเสียงโดยลับ

พัฒนาการของคดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาคำร้องรวม 21 เรื่อง และมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่าประเด็นนี้มีน้ำหนักเพียงพอ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งข้อสังเกตว่าระบบรหัสดังกล่าวอาจขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 101

ในทางกลับกัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งและตรวจสอบกระบวนการจัดพิมพ์เท่านั้น โดยยืนยันว่าไม่สามารถนำไประบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิได้ เนื่องจากรหัสเหล่านี้เป็นเพียงลำดับตัวเลขสุ่มที่ไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลส่วนบุคคล

  • ข้อกังวลหลัก: บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอาจถูกใช้ติดตามการลงคะแนนของบุคคล
  • การโต้แย้งจาก กกต.: ใช้เพื่อความปลอดภัยและตรวจสอบ ไม่กระทบความลับ
  • บทบาทผู้ตรวจการแผ่นดิน: ส่งเรื่องให้ศาลตีความตามรัฐธรรมนูญ
  • วันที่สำคัญ: ประชุมศาล 18 มี.ค. 2569

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหลักการลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงได้อย่างเสรีโดยไม่ถูกกดดัน หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อผลการเลือกตั้งที่ประกาศไปแล้ว ขณะที่หากไม่รับ อาจคลายความสงสัยและยืนยันความถูกต้องของระบบที่ กกต. ใช้

นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนในการออกแบบระบบเลือกตั้งสมัยใหม่ โดยเทคโนโลยีอย่างบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดคำถามว่ามันสมดุลกับสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็เคยมีข้อถกเถียงคล้ายกันเกี่ยวกับการใช้รหัสหรือชิปอิเล็กทรอนิกส์ในบัตรเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเมืองมองว่าการตัดสินของศาลครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจต้องปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล ในทางตรงกันข้าม หากยืนยันว่าถูกต้อง จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นใน กกต. และระบบเลือกตั้งไทย

เราควรติดตามผลการประชุมอย่างใกล้ชิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องความไว้วางใจของประชาชนต่อสถาบันประชาธิปไตย คุณคิดว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจำเป็นหรือเสี่ยงเกินไป? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ศาลรธน. นัดประชุม 18 มี.ค. นี้

Scroll to top