พรรคเพื่อไทย

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 พร้อมประเมินผลงานรัฐมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ล่าสุด โดยเฉพาะประเด็น “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญของพรรคในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

นางมนพรระบุว่า ทางวิปรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยไม่มีการนิรโทษกรรมในส่วนของมาตรา 112 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งพรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะโหวตเห็นชอบตามนั้นทันที เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมกว่า 6,000 คน ที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ หากมัวแต่ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก

การประเมินผลงานรัฐมนตรีและจุดยืน “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

ในส่วนของคำถามเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้คาดโทษรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงานนั้น นางมนพรกล่าวอย่างมั่นใจว่าไม่รู้สึกกังวล เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยมีการประเมินผลงานกันทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าสนใจจากการแถลงครั้งนี้คือ:

  • พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความสามัคคีในชาติ
  • ยืนยันว่ากลไกศาลเยาวชนและครอบครัวมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลเยาวชนโดยไม่จำเป็นต้องพ่วงมาตรา 112 เข้ากับร่าง พ.ร.บ. นี้
  • การบริหารงานในพรรคนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น โปร่งใส และมีการตรวจสอบผลงานอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสกดดันเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี แต่ทางพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนอย่างเต็มที่ การที่ “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่มุ่งเน้นความสงบเรียบร้อยและก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อให้ร่างกฎหมายที่ช่วยเหลือประชาชนจำนวนมากในวงกว้างสามารถผ่านสภาฯ ออกมาบังคับใช้ได้จริงโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ การทำงานการเมืองในยุคปัจจุบันความเร็วและความถูกต้องต้องควบคู่กันไป การรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผ่านผลงานที่จับต้องได้ คือหัวใจหลักที่พรรคเพื่อไทยพยายามพิสูจน์ให้เห็นในทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลโหวตในสภาฯ จะนำพาประเทศก้าวไปสู่จุดที่สันติสุขได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ไม่ห่วงนายกฯ ขู่ปรับ ครม.

ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

กลายเป็นภาพที่ถูกจับตามองอย่างมากสำหรับการบรรยากาศการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางขึ้นตึกบัญชาการท่ามกลางรัฐมนตรีคนสำคัญที่เดินขนาบข้างอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะภาพของ ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่นักข่าวการเมืองในทันที

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้า ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้เชิญรัฐมนตรีสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยขึ้นไปพบปะหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะเดินลงมาเพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เดินขนาบซ้ายขวาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีที่ใครหลายคนกำลังจับตามอง

บรรยากาศการเมืองที่ผ่อนคลายกับยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

เมื่อผู้สื่อข่าวได้ทีสอบถามถึงประเด็นร้อนแรงอย่างการปรับ ครม. นายอนุทินกลับตอบกลับด้วยอารมณ์ดีและปล่อยมุกตลกท่ามกลางเสียงหัวเราะว่า ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก โดยเป็นการไปรับประทานโจ๊กกันบนตึก ไม่ใช่การหารือเรื่องการสลับตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด คำตอบนี้ถือเป็นการดับกระแสข่าวลือได้อยู่หมัดในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

นอกจากการเดินเข้าประชุมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่นแล้ว ภายในงานยังมีการเปิดเผยถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่คนไทยให้ความสนใจ:

  • ความคืบหน้าการตรวจสอบผลสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นกว่า 15,000 ราย
  • การมอบหมายให้นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แถลงข้อมูลที่ชัดเจน
  • ความร่วมมือของรัฐมนตรีจากหลายพรรคที่ช่วยกันทำงานขับเคลื่อนประเทศ

งานนี้ต้องบอกเลยว่า นายกฯ อนุทินรู้วิธีบริหารจัดการบรรยากาศไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไป แม้สถานการณ์บ้านเมืองจะมีความท้าทายอยู่ตลอดเวลา การที่ผู้นำมีความเป็นกันเองกับรัฐมนตรีเช่นนี้ ย่อมส่งผลดีต่อความร่วมมือในการทำงานระยะยาว สำหรับใครที่เป็นคอการเมืองคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การ “ทานโจ๊ก” ครั้งนี้จะนำไปสู่การทำงานรูปแบบไหน แต่ที่แน่ๆ ภาพรอยยิ้มของรัฐมนตรีทั้งสองคนยืนยันได้ว่าความสัมพันธ์ในรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น

ที่มา – “ยศชนัน-จุลพันธ์” ขนาบข้างนายกฯ ขึ้นประชุม ครม. “อนุทิน” ปล่อยมุกเรียกไปทานโจ๊ก ไม่ใช่ปรับ ครม.

นิด้าโพล เผยคนอยากให้ เท้ง นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน

เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุด “นิด้าโพล” ได้ผลการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาสครั้งที่ 2/2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า “นิด้าโพล” เผย คนอยากให้ “เท้ง” นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน มาที่ 1 ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองไทยเป็นอย่างมาก

นิด้าโพล เผย คนอยากให้ เท้ง นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน

สำหรับการสำรวจในรอบไตรมาสที่ 2 นี้ ทางศูนย์สำรวจความคิดเห็นของนิด้าได้ทำการสุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศกว่า 2,500 คน พบว่าคะแนนนิยมของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “เท้ง” นั้นมาแรงแซงโค้ง ขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่ประชาชนอยากให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายละเอียดผลสำรวจ นิด้าโพล เผย คนอยากให้ เท้ง นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน

เมื่อเจาะลึกเข้าไปในผลโพล เราจะพบกับตัวเลขที่น่าสนใจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:

  • อันดับ 1: นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ได้รับคะแนนสนับสนุนที่ 26.08%
  • อันดับ 2: นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อยู่ที่ 21.68%
  • อันดับ 3: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อยู่ที่ 11.80%
  • อันดับ 4: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อยู่ที่ 11.64%

นอกจากตัวบุคคลแล้ว ในส่วนของพรรคการเมืองที่ประชาชนให้การสนับสนุนมากที่สุดก็ยังคงเป็น พรรคประชาชน เช่นกัน โดยได้รับความนิยมสูงถึง 34.80% ตามมาด้วยพรรคภูมิใจไทยที่ 17.00% และพรรคเพื่อไทยที่ 16.84% ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเทรนด์ของฐานเสียงในกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงกำลังให้ความสำคัญกับทิศทางของพรรคประชาชนเป็นหลัก

หากวิเคราะห์ตามกลุ่มประชากรศาสตร์ การสำรวจครั้งนี้ครอบคลุมทุกอาชีพ ทุกภูมิภาค ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาไปจนถึงกลุ่มเกษตรกรและคนวัยทำงาน ซึ่งผลสรุปที่ออกมาในทิศทางเดียวกันนี้แสดงให้เห็นว่ากระแสตอบรับต่อพรรคประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายตัวไปหลายพื้นที่ทั่วไทย ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือสัญญาณว่าผู้คนคาดหวังถึงวิธีการดำเนินนโยบายใหม่ๆ ในอนาคต

บทเรียนจากผลโพลนี้ถือเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นความต้องการของภาคประชาชน ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงและทางเลือกใหม่ในสนามการเมือง ซึ่งการที่จะครองใจประชาชนได้ยาวนานนั้น พรรคการเมืองต่างๆ ต้องเร่งลงมือทำนโยบายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับฐานเสียงของตัวเองต่อไปครับ

ที่มา – “นิด้าโพล” เผย คนอยากให้ “เท้ง” นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน มาที่ 1

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำมันแพง

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคำตอบคือ ทำไมเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ราคาหน้าปั๊มในบ้านเรากลับไม่ยอมปรับลดลงตามอย่างที่ควรจะเป็น ล่าสุด นายพร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้โครงสร้างราคาเกิดความเป็นธรรมและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ให้เป็นธรรม

การออกมาเคลื่อนไหวของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงเกินจริง โดยมองว่าหากรัฐบาลมีการจัดการโครงสร้างราคาที่เหมาะสม ผลก็น่าจะตกมาถึงประชาชนในรูปแบบของค่าใช้จ่ายที่ลดลง ดังนั้นการที่ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ จึงเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในขณะนี้

ข้อเสนอเร่งด่วนเมื่อ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม นายพร้อมพงศ์ได้นำเสนอ 3 วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลควรนำไปพิจารณาดังนี้:

  • การจัดทำมาตรการเชิงรุก: เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลดลง ต้องมีกลไกที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวตามได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: ปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • การผูกงบประมาณกับปากท้อง: การพิจารณางบประมาณต้องมุ่งเน้นการลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขในเอกสารทางราชการ

ท้ายที่สุด การเมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่วาทกรรมหรือการโต้ตอบกันไปมา แต่วัดกันที่ผลงานในการลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรมคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ และรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการเข้าไปปลดล็อกปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ตั้งคำถาม ราคาน้ำมันไทยทำไมไม่ลดตามตลาดโลก

“ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส.

“ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส.

วันนี้วงการการเมืองไทยมีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญภายในพรรคเพื่อไทย เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชรายชื่อ หลายคนที่ติดตามข่าวสารการเมืองคงทราบดีว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลังจากที่มีประกาศจากราชกิจจานุเบกษาว่า “ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส. เข้ามาทำหน้าที่ในสภาแทน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องปกติในระบบรัฐสภา แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ตำแหน่งของเขาว่างลงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (3)

ทำความเข้าใจเหตุผลที่ “ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส.

เมื่อตำแหน่ง สส. บัญชีรายชื่อว่างลง ลำดับถัดไปในบัญชีของพรรคเพื่อไทยจึงต้องเลื่อนขึ้นมาทันที ตามประกาศของประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ ได้ลงนามประกาศให้ นายจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครในลำดับที่ 18 ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนลำดับที่ 5 เดิม

หากเราวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ จะพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การขยับปรับเปลี่ยนตำแหน่งเป็นกลไกปกติของพรรคการเมืองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานสภา
  • การกลับมาของคุณจักรภพ เพ็ญแข ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่หลายคนจับตามองในแง่ของยุทธศาสตร์พรรค
  • กระบวนการเลื่อนลำดับดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อย่างเคร่งครัด

ในฐานะผู้ติดตามข่าวการเมือง การที่ “ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส. นั้น อาจสะท้อนให้เห็นถึงการจัดทัพใหม่ของพรรคเพื่อไทยเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับงานบริหารประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญต่อจากนี้ เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากนี้บทบาทของคุณจักรภพในสภาจะเป็นอย่างไร และจะมีทิศทางการทำงานที่เข้มข้นขึ้นเพียงใดในการผลักดันนโยบายให้ตอบโจทย์พี่น้องประชาชน หากใครสนใจติดตามข่าวสารการเมืองแบบลึกซึ้ง สามารถติดตามอัปเดตสถานการณ์ได้ผ่านช่องทางนี้เป็นประจำครับ

ที่มา – “ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส.

จักรภพ เพ็ญแข เลื่อนลำดับเป็น สส.พรรคเพื่อไทย หลัง ประเสริฐ ลาออก

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวการเมืองคงได้เห็นความเคลื่อนไหวล่าสุดกันแล้วนะครับ เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเรื่องการเลื่อนลำดับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก นั่นคือการที่ จักรภพ เพ็ญแข เลื่อนลำดับเป็น สส.พรรคเพื่อไทย หลัง ประเสริฐ ลาออก จากตำแหน่งเดิม

จักรภพ เพ็ญแข เลื่อนลำดับเป็น สส.พรรคเพื่อไทย หลัง ประเสริฐ ลาออก อย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งการลาออกในครั้งนี้ส่งผลให้ตำแหน่งว่างลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 101 (3) ทำให้ต้องมีการเลื่อนลำดับบัญชีรายชื่อของพรรคขึ้นมาทำหน้าที่แทน

เปิดรายชื่อผู้ทำหน้าที่ในสภาฯ: จักรภพ เพ็ญแข เลื่อนลำดับเป็น สส.พรรคเพื่อไทย หลัง ประเสริฐ ลาออก

สำหรับบุคคลที่ได้รับสิทธิ์ตามลำดับบัญชีรายชื่อให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง สส. แทน คือ นายจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 18 ของบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย โดยมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับขั้นตอนการประกาศดังนี้ครับ:

  • ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงนามในประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569
  • การเลื่อนลำดับเป็นไปตามมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  • การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบุคลากรภายในพรรคเพื่อไทยตามกลไกสภาฯ

การกลับเข้ามามีบทบาทในสภาผู้แทนราษฎรของนายจักรภพ เพ็ญแข ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับทิศทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยในช่วงเวลาที่เหลือของวาระรัฐสภา หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามและเฝ้ารอว่าบทบาทใหม่บนเก้าอี้ สส. นี้ จะนำไปสู่การผลักดันนโยบายหรือมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไรบ้างในอนาคต

ถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองในระบอบรัฐสภาที่มีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลเพื่อขับเคลื่อนงานตามความเหมาะสมของพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรเฝ้าติดตามผลงานของท่าน สส. คนใหม่ว่าจะสามารถสร้างประโยชน์หรือขับเคลื่อนประเด็นที่ประชาชนคาดหวังได้ดีเพียงใดครับ

ที่มา – “จักรภพ เพ็ญแข” เลื่อนลำดับเป็น สส.พรรคเพื่อไทย หลัง “ประเสริฐ” ลาออก

“อนุชา” พร้อมชลประทานชัยนาท ฟังปัญหาเกษตรกรขาดแคลนน้ำทำนา จ่อเสนอถึงรัฐบาล

สวัสดีครับพี่น้องชาวเกษตรกรทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นสำคัญในจังหวัดชัยนาทมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุชา นาคาศัย สส.ชัยนาท พรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยหัวข้อสำคัญคือ “อนุชา” พร้อมชลประทานชัยนาท ฟังปัญหาเกษตรกรขาดแคลนน้ำทำนา จ่อเสนอถึงรัฐบาล เพื่อเร่งหาทางออกให้กับพี่น้องที่กำลังเผชิญกับสภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างหนักในขณะนี้

“อนุชา” พร้อมชลประทานชัยนาท ฟังปัญหาเกษตรกรขาดแคลนน้ำทำนา จ่อเสนอถึงรัฐบาล

การลงพื้นที่ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่อาคารโดม เทศบาลตำบลหนองน้อย อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โดยมีการระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน นายอำเภอวัดสิงห์ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อร่วมกันวางแผนรับมือ หลังจากเกษตรกรต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทำนาอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากสถานการณ์เอลนีโญ นายอนุชาเน้นย้ำว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอเหล่านี้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดการปรับปรุงระบบชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่นอกเขตชลประทานด้วย

สรุปสถานการณ์: ทำไมเกษตรกรจึงขาดแคลนน้ำทำนา?

ทางผู้อำนวยการโครงการชลประทานชัยนาทได้ชี้แจงสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับต่ำจนโรงสูบน้ำทุ่งวัดสิงห์ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างมาก
  • ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญและฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ภาคกลาง
  • ความจำเป็นในการปรับแผนการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์

ทางชลประทานยืนยันว่า ขณะนี้กำลังเร่งปรับการระบายน้ำเพื่อยกระดับน้ำเหนือน้ำเจ้าพระยาให้สูงกว่า 15.50 เมตร/รทก. เพื่อให้สถานีสูบน้ำในทุ่งวัดสิงห์ รวมถึงทุ่งฝั่งตะวันออกและตะวันตกสามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรน้ำในระบบชลประทานหมุนเวียนให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจนกว่าจะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนที่คาดว่าจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมที่จะถึงนี้

ในฐานะตัวแทนประชาชน นายอนุชาได้ฝากถึงหน่วยงานท้องถิ่นให้บูรณาการร่วมกันทำงานอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคการเกษตรของไทยยังคงอยู่รอดและผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพต่อไป เราเชื่อมั่นว่าการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคตครับ

ที่มา – “อนุชา” พร้อมชลประทานชัยนาท ฟังปัญหาเกษตรกรขาดแคลนน้ำทำนา จ่อเสนอถึงรัฐบาล

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

ในบรรยากาศแห่งมิตรภาพอันยาวนาน นายภูมิธรรม เวชยชัย พร้อมด้วยตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ได้เข้าร่วมแสดงความยินดีในวาระสำคัญยิ่ง นั่นคือการที่ ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมากกว่าครึ่งศตวรรษ

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของคำกล่าวที่ว่า “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” โดยนายภูมิธรรมได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของจีนในการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทั้งในมิติเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อบทบาทของจีนในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ก้าวต่อไปของความร่วมมือระดับพรรคการเมือง

ท่ามกลางความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือผ่านกลไก “Party-to-Party Relations” หรือการทูตแบบ Track 2 เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสนใจดังนี้:

  • เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี: การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
  • พลังงานสะอาด: ความร่วมมือด้านนโยบายพลังงานยั่งยืนเพื่อตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม
  • การเกษตรสมัยใหม่และการท่องเที่ยว: การนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายภูมิธรรมยังได้เน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศของไทยภายใต้การทำงานของพรรคเพื่อไทยนั้น ยึดถือความสมดุล การเปิดกว้าง และให้ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความสัมพันธ์กับจีนในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคในอนาคต

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศ การดึงเอาศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีนมาผสมผสานกับนโยบายของไทย จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือนี้จะเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณ โดยล่าสุดมีการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ซึ่งถือเป็นที่จับตาของสังคมอย่างมากในขณะนี้

ความน่าสนใจของรายชื่อครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของ “ดร.โจ” หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความสนใจก่อนหน้านี้ และการกลับมาของ “มาดามเดียร์” ในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่ทาง ครม. ได้ส่งชื่อมาร่วมในคณะกรรมาธิการด้วยการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณที่เต็มไปด้วยตัวแทนจากหลากพรรคการเมือง

ความเคลื่อนไหวสำคัญในการการตั้งกมธ.งบประมาณปี 70

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น กมธ.งบประมาณปี 70 ทั้ง 72 คนนั้น มีการกระจายโควตาจากหลายส่วน โดยพรรคภูมิใจไทยครองเสียงส่วนใหญ่ถึง 21 คน ตามมาด้วยพรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่ง 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์นั่นเอง

ในการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ เราได้เห็นรายชื่อจากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้:

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.): ส่งรายชื่อบุคคลสำคัญ 18 คน รวมถึง อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งตัวแทน 21 คน นำโดย นายชยุต ภุมมะกาญจนะ และคณะ
  • พรรคประชาชน: นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ดร.โจ)
  • พรรคการเมืองอื่น: รวมถึงพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งตัวแทนร่วมพิจารณา

การพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การที่แต่ละพรรคส่งบุคลากรคุณภาพหรือตัวแทนที่มีชื่อเสียงมาร่วมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเงินภาษีของประชาชน ทุกขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้? นี่คือการรวมตัวกันของมืออาชีพเพื่อรับมือกับโจทย์งบประมาณที่ท้าทาย หรือเป็นเพียงเกมการเมืองในสภา? มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณคืออนาคตของคนไทยทั้งชาติครับ

ที่มา – เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 “ดร.โจ” โผล่ร่วมหลังแพ้เลือกตั้ง “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ครม. ส่ง “อ.วีระ”

Scroll to top