พรรคเพื่อไทย

“ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ

เรียกได้ว่าช่วงนี้บรรยากาศการเลือกตั้งคึกคักสุดๆ เมื่อ “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสานต่อนโยบายแก้ปัญหาเมืองหลวงให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมและการจราจรในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

“ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่บริเวณห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการทางยกระดับและรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ การที่ “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย นั้น ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากชาวบ้านที่อยากให้ท่านผู้ว่าฯ เดินหน้าพัฒนากรุงเทพฯ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาหลักที่ลาดกระบังต้องเผชิญคือเรื่องน้ำท่วม ซึ่งนายชัชชาติได้วางแนวทางแก้ไขไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่:

  • การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์ไปยังบึงหนองบอน
  • การสร้างเขื่อนและขุดลอกคลองตลอดแนว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
  • การปรับปรุงข้อบัญญัติเพื่อให้ กทม. เข้าไปดูแลถนนและระบบสาธารณูปโภคในหมู่บ้านได้

นอกจากนี้ ยังมีโมเมนต์ดีๆ เมื่อ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส. พร้อมด้วยน้องสาว น.ส.ชวัลพัชร ได้ร่วมลงพื้นที่สนับสนุน โดยคุณชวัลพัชรซึ่งเป็นผู้สมัคร สก. ได้ร่วมหารือถึงแนวทางการใช้เซ็นเซอร์จัดระเบียบการจราจรหน้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณชัชชาติให้ความสำคัญมาโดยตลอดในการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเมือง

นายชัชชาติยังย้ำว่า แม้ในช่วงที่ตนอยู่ในสถานะผู้สังเกตการณ์ ก็ยังมั่นใจในระบบที่วางไว้ เพราะระบบเซ็นเซอร์และการจัดการน้ำทำงานตามแผนที่วางไว้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล พร้อมชื่นชมทีมสำนักการระบายน้ำที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อลดผลกระทบแก่พี่น้องประชาชน

สุดท้ายนี้ ในเรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง นายชัชชาติได้ฝากข้อคิดไว้ว่า ไม่ควรมีการโจมตีกันด้วยความขัดแย้ง แต่ควรหันมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ จะดีกว่า เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน คุณคิดเห็นอย่างไรกับการเดินหน้าแก้ปัญหาของท่านผู้ว่าฯ ในพื้นที่ลาดกระบัง? อย่าลืมติดตามนโยบายและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ไปด้วยกันครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย เจออดีต สส.อิ่ม ควงน้องสาวหนุน

“ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง

“ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการเมืองไทย เมื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” สส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่า “ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการโหวตรับหลักการทุกร่าง?

ในมุมมองของพรรคประชาชน การพิจารณาในวาระแรกนั้นคือการแสดงเจตจำนงร่วมกันเพื่อก้าวไปสู่หมวด 15/1 แม้ว่าในรายละเอียดของแต่ละร่างจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน แต่การ “ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้นำรายละเอียดที่แตกต่างไปถกเถียงและหาข้อสรุปในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) อย่างเป็นรูปธรรม

นายพริษฐ์ ได้ชี้แจงถึงหลักการ 3 ข้อที่พรรคประชาชนยึดมั่นเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาร่างกฎหมาย ดังนี้:

  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านคูหาเลือกตั้ง สสร.
  • การป้องกันการผูกขาด: กติกาทั้งหมดต้องไม่เอื้อต่อการกินรวบหรือผูกขาดอำนาจโดยฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
  • ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.: กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เปิดช่องให้สมาชิกวุฒิสภาหรือกลุ่มสมาชิกรัฐสภาชุดใดมาชี้ขาดหรือมีเงื่อนไขพิเศษเกินความจำเป็น

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ พรรคประชาชนได้ให้ความร่วมมือกับร่างของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากพบว่ามีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการข้างต้น ในขณะที่ร่างของพรรคอื่นๆ อาจต้องมีการหารือเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับที่มาของ สสร. และอำนาจพิเศษต่างๆ ที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงสำคัญ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเชื่อมั่นที่ว่า “ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง ไม่ใช่เพียงคำเรียกร้องทางการเมือง แต่เป็นการสะท้อนเสียงของประชาชนที่เคยแสดงเจตจำนงไว้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภาทุกคนจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนด้วยการให้โอกาสร่างกฎหมายเหล่านี้ผ่านเข้าสู่การพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

ในท้ายที่สุด ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า สมาชิกรัฐสภาจะเลือกเดินหน้าเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรมและยั่งยืนร่วมกัน หรือจะปล่อยให้โอกาสในการปฏิรูปการเมืองไทยต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง นี่คือเวลาที่ทุกคนต้องพิสูจน์บทบาทของตนเองเพื่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – “ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง

“ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ

“ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ

กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงและน่าจับตาที่สุดในแวดวงการเมืองไทยขณะนี้ หลังจากที่มีการยืนยันว่า “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ กันอย่างจริงจัง ล่าสุด นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมจะเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ตอบโจทย์ประชาชน

รายละเอียดการขับเคลื่อน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่เป็นการรวมพลังของหลายพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงเดียวกัน โดยนายชูศักดิ์ระบุว่ามีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนญัตติดังกล่าวมากถึง 189 คน จากหลากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายคือการสร้างกติกาที่เป็นธรรมและยั่งยืน

สาระสำคัญของร่างฉบับนี้มีหัวใจหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • คงความเป็นรัฐเดี่ยวและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • ยึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรมอย่างเคร่งครัด
  • เน้นความเสมอภาคและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้โปร่งใส
  • ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายชูศักดิ์ย้ำว่า แม้ที่ผ่านมาอาจมีความเห็นต่างในรายละเอียดของแต่ละพรรค แต่เชื่อมั่นว่าในขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการจะสามารถพูดคุยปรับจูนให้เป็นเอกภาพได้ เพื่อให้การแก้ไขครั้งนี้สมบูรณ์ที่สุด และเป็นชัยชนะของประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงที่เคยส่งเสียงผ่านการลงประชามติมาแล้ว

การผลักดันให้รัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาตินั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือรากฐานสำคัญของการเมืองไทยในอนาคต หากทุกฝ่ายร่วมมือกันได้จริงโดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตน เราก็มีโอกาสที่จะเห็นรัฐธรรมนูญที่มาจากความต้องการของประชาชนจริงๆ อีกครั้ง การจับมือกันในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ จึงเป็นการตัดสินใจบนเส้นทางที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังว่า “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งเดิมๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การยื่นร่างในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับและผลักดันไปจนถึงฝั่งฝันได้สำเร็จหรือไม่

ที่มา – “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ ยื่นสภาฯ 4 มิ.ย.

จับตา ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ หวังไร้การเมืองแทรกแซง

ในฐานะที่วงการกีฬาไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงการสรรหาบุคลากรที่จะเข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนวงการกีฬาไทย โดยเฉพาะการ จับตา ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ นายก้องศักดิ์ ยอดมณี ที่ใกล้จะครบวาระในปี 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่คนรักกีฬาทุกคนต้องให้ความสนใจ

จับตา ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ เพื่ออนาคตกีฬาไทย

การสรรหาผู้บริหารระดับสูงของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในครั้งนี้ นายวัชรพลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลอดจากการเมืองแทรกแซง เพื่อให้ได้คนที่มีความสามารถจริงๆ เข้ามานั่งเก้าอี้บริหาร โดยมีเป้าหมายหลักคือการประสานงานกับทุกสมาคมกีฬาและภาคเอกชนได้อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทัพนักกีฬาไทยให้ก้าวไกลในระดับสากล

ความท้าทายที่รออยู่สำหรับ ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่

ปัญหาเรื่องงบประมาณและการขาดโอกาสในการพัฒนานักกีฬาเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข การมีผู้นำที่เปิดกว้างและมีวิสัยทัศน์ระดับโลกจะช่วยให้ไทยสามารถดึงการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติเข้ามาจัดในบ้านเราได้มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องพัฒนาทักษะนักกีฬา แต่ยังเป็นการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอีกด้วย

  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาคมกีฬาต่างๆ
  • ผลักดันการจัดอีเวนต์กีฬาระดับโลกในไทย
  • บริหารงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

นอกจากประเด็นกีฬาแล้ว นายวัชรพลยังได้กล่าวถึงงานใหญ่ที่ชาวโคราชรอคอย นั่นคือ “มหกรรมพืชสวนโลก 2573” ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอีสานอย่างมหาศาล แต่ยังคงเป็นห่วงในเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ต้องเร่งมือทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงความพร้อมของประเทศไทย

ในมุมมองของผม การที่เราจะยกระดับกีฬาไทยได้จริง เราต้องเริ่มจากการเลือกคนเข้ามาทำงานด้วยความโปร่งใส ปราศจากวาระซ่อนเร้นทางการเมือง และให้โอกาสผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง เพราะกีฬาคือตัวแทนของความภาคภูมิใจในชาติ และเมื่อเรามีผู้กุมบังเหียนที่ดี กีฬาไทยก็จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอน

ที่มา – “วัชรพล” แนะจับตา “ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่” หวังไร้การเมืองแทรกแซง ได้คนมีความสามารถ

สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจกันหน่อยครับ เพราะล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศในยุคปัจจุบัน โดยล่าสุดมีรายงานว่า สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิดครับ

สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้

นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ทางพรรคมีความพร้อมเต็มที่แล้วสำหรับการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้รวบรวมรายชื่อจากบรรดา สส. ทั้งจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชาติ รวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหลายพรรค รวมแล้วกว่า 180 ท่าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

รายละเอียดความคืบหน้าการยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับประเด็นสำคัญที่นางมนพรเน้นย้ำ คือการที่พรรคเพื่อไทยได้พยายามดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการดำเนินการทั้งหมดนั้นต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องและไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขในครั้งนี้มีความราบรื่นและนำไปสู่การบังคับใช้ที่ยั่งยืน โดยในสัปดาห์นี้ ทางพรรคจะนัดหมายเพื่อยื่นเอกสารต่อประธานรัฐสภาตามขั้นตอนต่อไปครับ

หากเรามาไล่เรียงเหตุผลและความพยายามในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า:

  • มีการรวมเสียงจากหลายพรรคการเมืองใหญ่ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่น
  • เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจหลัก
  • ต้องอยู่ในกรอบที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วถ้ามีร่างจากพรรคอื่น เช่น พรรคภูมิใจไทย จะสามารถนำมารวมกันได้หรือไม่? คำตอบคือต้องมาดูในรายละเอียดรายมาตราว่าสามารถเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้ไหม แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการหารือในที่ประชุมรัฐสภา ว่าจะหาสูตรสำเร็จที่ลงตัวที่สุดได้อย่างไร

เราคงต้องติดตามกันต่อไปครับว่าเมื่อยื่นต่อประธานสภาฯ เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนการตรวจรับรายชื่อและการบรรจุระเบียบวาระจะมีความคืบหน้าอย่างไร การที่ สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถ้าถามมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่คือก้าวย่างที่สะท้อนถึงการเมืองที่พยายามปรับตัวเพื่อหาจุดร่วมท่ามกลางความเห็นที่แตกต่าง เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นกติกาของทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – สส. 180 คน ร่วมลงชื่อร่าง รธน. พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นประธานสภาฯ ในสัปดาห์นี้

“ยศชนัน” นำพรรคเพื่อไทยร่วมขบวน “Bangkok Pride 2026” หนุนความเท่าเทียมทุกมิติ

บรรยากาศงานเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศในปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อ “ยศชนัน” นำพรรคเพื่อไทยร่วมขบวน “Bangkok Pride 2026” หนุนความเท่าเทียมทุกมิติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคในการประกาศจุดยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายแต่ไม่สามารถดับความร้อนแรงของผู้ร่วมขบวนได้เลย

“ยศชนัน” นำพรรคเพื่อไทยร่วมขบวน “Bangkok Pride 2026” หนุนความเท่าเทียมทุกมิติ

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และทีมงานพรรคเพื่อไทย ได้ร่วมเดินพาเหรดในแนวคิด “Peace, People, Pride” เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าความเท่าเทียมไม่ใช่แค่เรื่องของเพศสภาพ แต่เป็นความยั่งยืนของสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย การที่ “ยศชนัน” นำพรรคเพื่อไทยร่วมขบวน “Bangkok Pride 2026” หนุนความเท่าเทียมทุกมิติ ในครั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่จุดหมายใหม่ที่เปิดกว้างและให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม

พลังแห่งความหลากหลายเพื่อเป้าหมายระดับโลก

ไม่เพียงแต่เรื่องของ LGBTQIA+ เท่านั้น แต่การขยายผลเรื่องความเท่าเทียมยังรวมไปถึงกลุ่มเปราะบางและน้องๆ ออทิสติกที่ได้มาร่วมสร้างสีสันในขบวนพาเหรดด้วย สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้สังคมไทยเป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมและไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวไปสู่ระดับสากล

ประเทศไทยกำลังมุ่งมั่นที่จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน “World Pride 2030” โดยมีคู่แข่งสำคัญอย่างบาร์เซโลนา แต่ด้วยความพร้อมเชิงกลยุทธ์ ทั้งในด้านกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ก้าวหน้าที่สุดในอาเซียน และศักยภาพในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีรุ้ง” (Rainbow Economy) ทำให้ไทยมีโอกาสสูงมากที่จะจารึกชื่อในประวัติศาสตร์โลก

  • Peace (สันติภาพ): สังคมที่ปลอดภัย ปราศจากการเลือกปฏิบัติ
  • People (ประชาชน): ยึดโยงกับหัวใจสำคัญคือความเสมอภาค
  • Pride (ความภาคภูมิใจ): ชูความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียมสู่เวทีโลก

ในมุมมองของผม การที่พรรคการเมืองระดับประเทศเลือกเดินเคียงข้างประชาชนในงาน Pride ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นหมุดหมายของความหลากหลายระดับโลก หากเราทำได้สำเร็จ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ยศชนัน” นำพรรคเพื่อไทยร่วมขบวน “Bangkok Pride 2026” หนุนความเท่าเทียมทุกมิติ

ย้อนประวัติ เมืองชัย กิตติเกษม ขอแก้มือเลือกตั้ง สก.บางบอน

หากพูดถึงชื่อของ “เมืองชัย กิตติเกษม” หลายคนในแวดวงมวยไทยคงคุ้นเคยกันดีในฐานะอดีตแชมป์โลกผู้เกรียงไกร แต่ในวันนี้เขาได้ผันตัวเข้าสู่เส้นทางการเมืองท้องถิ่นอย่างเต็มตัว การย้อนประวัติ เมืองชัย กิตติเกษม ไม่เข็ดงานการเมือง ขอแก้มือสนามเลือกตั้ง สก.บางบอน ในครั้งนี้ จึงเป็นที่จับตามองของชาวบางบอนอย่างใกล้ชิด เพราะความมุ่งมั่นของเขาที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งภายใต้สังกัดพรรคเพื่อไทย

ประวัติความเป็นมาและการตัดสินใจครั้งสำคัญของ เมืองชัย กิตติเกษม

นายเมืองชัย จันทวิมล หรือชื่อที่รู้จักกันดีคือ เมืองชัย กิตติเกษม เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511 ปัจจุบันอายุ 57 ปี เป็นบุตรหลานชาวจังหวัดชัยนาท ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมือง เขาคือยอดมวยผู้สร้างชื่อเสียงระดับโลก โดยเป็นเจ้าของฉายา “หมัดมรณะ” และเป็นนักมวยคนแรกของไทยที่สามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง 2 รุ่น สองสถาบัน ทั้ง IBF และ WBC ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการมวยไทยอย่างยิ่งใหญ่

ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีชื่อเสียงจากสังเวียนผืนผ้าใบ แต่เมืองชัยไม่ได้หันหลังให้กับการทำงานเพื่อสังคม เขาเริ่มเข้าสู่สนามการเมืองครั้งแรกเมื่อปี 2553 ในฐานะผู้สมัครสมาชิกสภาเขตบางบอน แม้จะไม่ได้รับเลือกในครั้งนั้น แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ โดยได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย สส. ให้กับ “วัน อยู่บำรุง” และเป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวและกีฬา จนกระทั่งในปี 2565 เขาได้ตัดสินใจลงสมัคร สก. อีกครั้ง แม้พ่ายแพ้ไปอย่างเฉียดฉิวให้กับบ้านใหญ่ “ม่วงศิริ” แต่เขายังคงคลุกคลีและลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบางบอนตลอดมา

สำหรับการเลือกตั้ง สก. ในปี 2569 นี้ เมืองชัย กิตติเกษม ได้ประกาศความพร้อมภายใต้แคมเปญ “เพื่อไทย Life ลงตัว” โดยได้รับความสนับสนุนจากมวลชนคนรักเพื่อไทยในพื้นที่ แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะมีความเปลี่ยนแปลงเรื่องความสัมพันธ์ของบ้านอยู่บำรุงกับพรรคเพื่อไทย แต่ตัวเมืองชัยเองยังคงแน่วแน่ในการยึดมั่นกับเป้าหมายเพื่อรับใช้ประชาชน

  • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
  • อดีตแชมป์โลกมวยสากล 2 รุ่น 2 สถาบัน
  • เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วย สส. เขตบางบอน
  • ประสบการณ์การลงพื้นที่เลือกตั้งต่อเนื่องกว่า 10 ปี

ศึกครั้งนี้ถือเป็น “ตาที่สอง” ที่เมืองชัยต้องพิสูจน์ตนเองกับคู่แข่งคนสำคัญอย่างนายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ อีกครั้ง ประชาชนชาวบางบอนจะเป็นผู้ให้คำตอบว่า ความมุ่งมั่นและการลงพื้นที่ที่ไม่เคยหยุดพักของเขา จะกลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้หรือไม่ นี่คือบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่อดีตแชมป์โลกรายนี้ต้องฝ่าฟัน เพื่อนำประสบการณ์นักสู้มาใช้ในการพัฒนาเขตบางบอนให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นครับ

ที่มา – ย้อนประวัติ “เมืองชัย กิตติเกษม” ไม่เข็ดงานการเมือง ขอแก้มือสนามเลือกตั้ง สก.บางบอน

ประวัติ วิรัตน์ มีนชัยนันท์ อดีต สก. มีนบุรี 5 สมัย

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการเมืองท้องถิ่นกรุงเทพมหานครไม่น้อย เมื่อเราได้เห็นการกลับมาของนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่างนายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ที่ล่าสุดได้ตัดสินใจลงสนามเลือกตั้งอีกครั้งภายใต้กลุ่ม “เพื่อไทย Life ลงตัว” ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ประวัติ “วิรัตน์ มีนชัยนันท์” อดีต สก. มีนบุรี 5 สมัย กลับมาใหม่ ภายใต้กลุ่ม “เพื่อไทย Life ลงตัว” ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ

เจาะลึก ประวัติ “วิรัตน์ มีนชัยนันท์” อดีต สก. มีนบุรี 5 สมัย กลับมาใหม่ ภายใต้กลุ่ม “เพื่อไทย Life ลงตัว”

นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506 ปัจจุบันอายุ 63 ปี พื้นเพมาจากตระกูล “มีนชัยนันท์” ซึ่งเป็นตระกูลบ้านใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในเขตมีนบุรี ไม่เพียงแต่มีความโดดเด่นในด้านอิทธิพลทางการเมืองเท่านั้น แต่ครอบครัวนี้ยังเป็นที่รู้จักในฐานะนักธุรกิจแถวหน้าที่มีรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจยาวนานหลายทศวรรษ

เส้นทางการเมืองของวิรัตน์ มีนชัยนันท์

หากจะพูดถึง ประวัติ “วิรัตน์ มีนชัยนันท์” อดีต สก. มีนบุรี 5 สมัย กลับมาใหม่ ภายใต้กลุ่ม “เพื่อไทย Life ลงตัว” เราไม่สามารถมองข้ามประสบการณ์การทำงานที่เข้มข้นได้เลย โดยเส้นทางการเมืองของเขานั้นเรียกได้ว่าโชกโชน เริ่มต้นจากการเป็น สก. เขตมีนบุรีในปี 2544 และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ทำหน้าที่ต่อเนื่องถึง 5 สมัย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายวิรัตน์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง ผ่านตำแหน่งหน้าที่สำคัญต่างๆ เช่น:

  • สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตมีนบุรี 5 สมัย
  • อดีตผู้อำนวยการตลาดนัดจตุจักร
  • อดีตประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 23

ความสำเร็จเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่า นายวิรัตน์ไม่ได้เพียงแค่เป็นนักการเมืองที่มาตามกระแส แต่เป็นบุคคลที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง การตัดสินใจกลับมาลงสนามเลือกตั้งอีกครั้งในครั้งนี้ภายใต้ชื่อกลุ่ม “เพื่อไทย Life ลงตัว” จึงเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตาในฐานะความหวังใหม่ของคนกรุงเทพฯ

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การกลับมาคราวนี้ของนักการเมืองผู้มีประสบการณ์สูงอย่างนายวิรัตน์ จะสามารถเปลี่ยนผ่านและสร้างความเปลี่ยนแปลงตามที่ประชาชนคาดหวังได้มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อได้เลยว่าด้วยฐานเสียงที่เหนียวแน่นและบทบาทในอดีตที่ผ่านมา จะทำให้นายวิรัตน์เป็นตัวเลือกที่สำคัญที่คนมีนบุรีไม่ควรมองข้ามอย่างแน่นอน

ที่มา – ประวัติ “วิรัตน์ มีนชัยนันท์” อดีต สก. มีนบุรี 5 สมัย กลับมาใหม่ ภายใต้กลุ่ม “เพื่อไทย Life ลงตัว”

เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการเมืองไทยในขณะนี้ เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ออกมาแถลงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน เพื่อให้เกิดความยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ

เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน จริงหรือไม่?

การเดินหน้าในครั้งนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำว่าพรรคได้ตั้งคณะทำงานยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลักการสำคัญคือต้องไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องสร้างความเข้าใจให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน

ทำไมต้อง สสร. 152 คน?

สำหรับที่มาของ สสร. 152 คนนั้น พรรคมีแนวคิดที่น่าสนใจ คือ:

  • ให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดมีส่วนร่วมคัดเลือกเบื้องต้น
  • รัฐสภาจะทำการคัดเลือกขั้นสุดท้ายจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมา
  • เปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ ร่วมเสนอชื่อผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามา เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่มาจากความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในประเด็นที่ว่า เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน นั้น ยังกำหนดกรอบเวลาการยกร่างไว้ที่ 300 วัน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนประชาชนร่วมกันถกเถียงและวางโครงสร้างกติกาหลักของประเทศ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อีกหนึ่งแกนนำพรรค ยังระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้ต้องการลดข้อกังวลที่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกกำหนดโดยนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ดังนั้นการสร้างความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะลำพังเสียงของเพื่อไทยเพียง 74 เสียงนั้นไม่เพียงพอต่อการยื่นแก้ไข จึงต้องผนึกกำลังกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อให้เกิดความสง่างามและเป็นรัฐธรรมนูญของคนไทยทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผม การที่ เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนประเทศผ่านกติกาที่ยอมรับได้กว้างขวางขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นในสัปดาห์หน้าจะราบรื่นเพียงใด เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความจริงใจในการผลักดันประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งและเป็นธรรมมากขึ้นครับ

ที่มา – เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน ยกร่างใน 300 วัน ลุยขอเสียงพรรคอื่นหนุน

Scroll to top