พรรคไทยสร้างไทย

“สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ด

สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย เมื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย รวมพลคนไม่ทน ร่วมยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคกลาง ฐานละเมิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างร้ายแรง หลังจากที่ กกต. ยอมรับเองว่าระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถสแกนติดตามย้อนกลับไปยังชื่อผู้ลงคะแนนได้จริง ซึ่งถือเป็นการทำลายหลักการเลือกตั้งลับที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย

“สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินคดีกับ กกต. อย่างถึงที่สุด เนื่องจากข้ออ้างของ กกต. ที่บอกว่าแยกบัตรกับต้นขั้วแล้วและเก็บเป็นความลับนั้น ไม่น่าเชื่อถือเลย โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาเต็มไปด้วยข้อครหาการทุจริต การซื้อสิทธิ์ขายเสียง และข้อพิรุธมากมายที่จับผู้กระทำผิดไม่ได้สักราย การใส่บาร์โค้ดที่ track ได้ชื่อผู้ลงคะแนน จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีเจตนาละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง

ทำไมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถึงผิดกฎหมาย

หลักการสำคัญของการเลือกตั้งคือ ความลับในการลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 หากบาร์โค้ดสามารถสแกนแล้วรู้ได้ว่าคนไหนลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครคนใด ก็เท่ากับเปิดช่องให้มีการข่มขู่ ซื้อเสียง หรือ操控คะแนนได้ง่ายดาย กกต. รู้ดีว่ารหัสเหล่านี้ขัดกฎหมาย แต่ยังคงใช้ต่อไป ทำให้ประชาชนสูญเสียความไว้วางใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งหมด

ขั้นตอนการฟ้องร้องสองแนวทางหลัก

คุณหญิงสุดารัตน์วางแผนฟ้องสองส่วน เพื่อให้เกิดผลทางกฎหมายสูงสุด ดังนี้

  • ส่วนแรก: ฟ้องบุคคล ยื่นต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานเจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โทษหนักจำคุก เพราะ กกต. จงใจใส่รหัส track ในบัตรเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน
  • ส่วนที่สอง: ขอให้เลือกตั้งใหม่ ยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ที่โปร่งใสกว่าเดิม คืนสิทธิให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนส่งหลักฐานมา เช่น ภาพถ่ายบัตรเลือกตั้ง คลิปวิดีโอข้อผิดปกติ หรือข้อมูลทุจริต ส่งได้ที่เพจคุณหญิงสุดารัตน์หรือเพจพรรคไทยสร้างไทย เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานฟ้องร้องร่วมกัน ทวงคืนอำนาจอธิปไตยที่ถูกบิดเบือน

ผลกระทบและความสำคัญต่อประชาธิปไตยไทย

ประเด็น “สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน ไม่ใช่แค่คดีการเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในระบบเลือกตั้ง หากปล่อยผ่าน คะแนนเสียงประชาชนจะไร้ค่า การทุจริตจะยิ่งลุกลาม สร้างความแตกแยกในสังคม การยื่นฟ้องครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ที่ยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของพรรคไทยสร้างไทยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิประชาชน หากศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ จะเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของประชาธิปไตยไทย ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกคนร่วมมือส่งหลักฐาน เราจะเปลี่ยนแปลงได้จริง

CTA: คุณมีหลักฐานการเลือกตั้งผิดปกติหรือไม่? ส่งมาแชร์ที่คอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามอัปเดตคดีนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ ร่วมกันทวงความยุติธรรมคืนมา!

ที่มา – “สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน-จ่อยื่นศาลให้เลือกตั้งใหม่

“สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

วันนี้มีข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังพูดถึง นั่นคือ “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 (พิมพ์ผิดในต้นฉบับเป็น 2569 แต่ควรเป็น 2567) เพื่อแจ้งการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยเธออยากทุ่มเทให้กับการรณรงค์ภาคประชาชนมากกว่า หลังจากที่พรรคได้ที่นั่งในสภาฯ เพียง 2 เสียง ทำให้ผลักดันนโยบายได้ยาก

“สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน

ในข้อความที่ยาวเหยียดและเต็มไปด้วยอุดมการณ์ คุณหญิงสุดารัตน์เล่าย้อนประวัติชีวิตการเมืองกว่า 33 ปีของตัวเอง ตั้งแต่เริ่มต้นในพรรคพลังธรรม ได้รับการหล่อหลอมจากพลตรีจำลอง ศรีเมือง และบิดา คือคุณพ่อสมพล ให้ยึดมั่นในคุณธรรม ความสุจริต และการเป็นผู้รับใช้ประชาชน เธอย้ำว่าตัวเองไม่เคยทรยศประชาชน และยืนหยัดปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ผ่านวิกฤตการเมืองหลายครั้ง โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เธอเคยรับตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 4 กระทรวงใหญ่ และทำงานตรวจสอบรัฐบาลในสภาเสมอมา “การเมืองคืองานอาสา ไม่ใช่แสวงหาผลประโยชน์” คำพูดนี้สะท้อนหัวใจของนักการเมืองรุ่นเก๋าคนนี้ที่รักประเทศและห่วงใยคนตัวเล็ก

เหตุผลหลักที่นำไปสู่การตัดสินใจ “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

แม้จะทุ่มเทสุดตัวในฐานะหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย แต่การเมืองปัจจุบันทำให้คนมีอุดมการณ์อย่างเธอหาที่ยืนยาก โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นรากเหง้าของความยากจนและความด้อยพัฒนาของไทย สะท้อนชัดจาก #เลือกตั้ง66 ที่ใช้เงินมหาศาล และการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. ที่ถูกตั้งคำถามจากประชาชน

คุณหญิงสุดารัตน์และพรรคยืนยันว่า อำนาจประชาชนไม่ควรมียแค่วันเลือกตั้ง แต่ต้องตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองโกงได้ โดยเสนอให้ประชาชน 50,000 คน ถอดถอนนักการเมือง องค์กรอิสระ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญที่มิสุจริต และตั้ง ป.ป.ช. ภาคประชาชน ถ้ามีกลไกนี้ การเลือกตั้งคงสุจริตกว่านี้ แต่ด้วยพรรคมีแค่ 2 เสียง ผลักดันยาก จึงลาออกเพื่อไปรณรงค์ภาคประชาชน ให้ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

เส้นทางชีวิตการเมืองสุดารัตน์ที่เป็นแรงบันดาลใจ

  • เริ่มต้นจากพรรคพลังธรรม รับอิทธิพลจากพลตรีจำลองและบิดา
  • รัฐมนตรี 4 กระทรวงใหญ่ ทำงานหนักเต็มที่
  • ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น
  • ยืนหยัดอุดมการณ์ประชาธิปไตย 33 ปีไม่เคยเปลี่ยน
  • ก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย สู้เพื่อคนตัวเล็ก

การตัดสินใจครั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยจะยังเดินหน้าต่อ โดยเปิดรับคนรุ่นใหม่ทำการเมืองสุจริต ส่วนคุณหญิงจะขอบคุณทุกกำลังใจ และสัญญาจะต่อสู้เพื่อบ้านเมืองที่ทุกคนมีความสุข

ข่าว “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่พรรคเล็กผลักดันอะไรยาก แต่ก็เป็นโอกาสให้ภาคประชาชนมีบทบาทมากขึ้น การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปราบโกงนี้น่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจ หากประชาชนรวมพลังกัน

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่ายังมีนักการเมืองที่จริงจังกับอุดมการณ์ ไม่ยึดติดตำแหน่ง คุณคิดยังไงกับการตัดสินใจของสุดารัตน์? อยากเห็นกลไกถอดถอนจากประชาชนไหม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย และกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดนะครับ!

ที่มา – “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน

ไทยสร้างไทย หนุนสภาชุดใหม่ตั้ง กมธ.ป้องกันรุนแรงสถานศึกษา

ไทยสร้างไทย หนุนสภาชุดใหม่ตั้ง กมธ.ป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา หลังเกิดเหตุการณ์สลดที่โรงเรียนในจังหวัดสงขลา ซึ่งคนร้ายบุกเข้าไปก่อเหตุรุนแรง ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกและเสียใจอย่างมาก พรรคไทยสร้างไทยได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เร่งดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อปกป้องความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ

ไทยสร้างไทย หนุนสภาชุดใหม่ตั้ง กมธ.ป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา

นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงเรียนในสงขลา โดยย้ำว่าปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษากำลังเป็นวิกฤตที่รัฐบาลหลายชุดแก้ไม่ตก เนื่องจากขาดกลไกที่ชัดเจนในการบูรณาการงานข้ามหน่วยงาน การตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญของสภาชุดใหม่จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยถอดบทเรียนให้ได้ข้อสรุปที่นำไปปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่พูดแล้วจบไปแบบที่ผ่านมา

หลังเหตุสลดที่สงขลา ต้องเร่งป้องกันเดี๋ยวนี้

เหตุการณ์ที่สงขลาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนไทยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกราดยิง การทะเลาะวิวาทระหว่างนักเรียน หรือแม้แต่การบุกรุกจากบุคคลภายนอก สถานศึกษาควรเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กๆ แต่กลับกลายเป็นจุดเสี่ยงภัย พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนต่างกังวลใจที่ต้องฝากอนาคตของลูกไว้กับระบบที่ยังไม่พร้อมรับมือ

  • เหตุกราดยิงในโรงเรียนที่เกิดซ้ำซาก
  • การทำร้ายร่างกายระหว่างนักเรียนจากปัญหายาเสพติดหรือปมส่วนตัว
  • ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย เช่น รั้วลวดหนามไม่แน่นหนา หรือกล้องวงจรปิดขัดข้อง
  • การขาดการฝึกอบรมครูและบุคลากรในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • กฎหมายที่ล้าหลัง ไม่ครอบคลุมปัญหาใหม่ๆ เช่น ความรุนแรงทางไซเบอร์ที่ลุกลามสู่โลกจริง

ทำไมการตั้ง กมธ. จึงจำเป็น

โฆษกพรรคไทยสร้างไทยชี้ว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องหลายกระทรวง เช่น ศึกษาธิการ สาธารณสุข และมหาดไทย ถ้ารัฐมนตรีมาจากพรรคต่างกัน การประสานงานจึงยาก การใช้กลไกสภาที่เป็นกลางจะช่วยหาข้อสรุปร่วมกัน แล้วส่งต่อให้รัฐบาลปฏิบัติทันที นอกจากนี้ ยังสามารถปรับปรุงกฎหมายได้ เช่น พ.ร.บ.ความปลอดภัยในสถานศึกษา หรือเพิ่มบทลงโทษผู้บุกรุก

พรรคไทยสร้างไทยยอมรับว่ามีจำนวน ส.ส. ไม่มาก แต่ขอเชิญชวนทุกพรรค โดยเฉพาะที่มีเสียงข้างมาก มาช่วยผลักดันเรื่องนี้ เพื่อให้เด็กไทยเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สร้างสังคมที่ยั่งยืน

จากสถิติของกระทรวงศึกษาธิการ พบว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีเหตุรุนแรงในโรงเรียนกว่า 1,000 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อนักเรียนนับหมื่นคน หากไม่แก้ไขตอนนี้ ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้น การตั้ง กมธ. ชุดนี้จะช่วยวางนโยบายระยะยาว เช่น การติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัย การฝึกทหารหรือตำรวจประจำโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยง และโปรแกรมบำบัดจิตใจสำหรับนักเรียนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว

ในฐานะที่พรรคไทยสร้างไทยมุ่งเน้นการพัฒนาคนรุ่นใหม่ เรามองว่านี่คือโอกาสที่สภาชุดใหม่จะแสดงศักยภาพ อย่าปล่อยให้เด็กไทยต้องเผชิญความเสี่ยงอีกต่อไป

สุดท้ายนี้ ขอให้ ส.ส. ทุกท่านและประชาชนช่วยกันติดตามและกดดันให้เกิด กมธ. ชุดนี้โดยเร็ว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลานเรา สนับสนุนพรรคไทยสร้างไทยที่กล้าพูดกล้าเสนอเพื่อประชาชน

ที่มา – ไทยสร้างไทย หนุนสภาชุดใหม่ตั้ง กมธ.ป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา หลังเหตุสลดที่สงขลา

สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธซ้ำรอย 66

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ ที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ออกมา สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ อย่างหนักแน่น หลังจากพบปัญหาความผิดปกติในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งดูเหมือนจะซ้ำรอยปัญหาเก่าๆ จากปี 2566 โดยเฉพาะเรื่อง “บัตรออกลูกในหีบ” ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งอย่างหนัก

สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ ได้แถลงอย่างชัดเจนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ หลายเท่า โดยเฉพาะวิกฤตบัตรเขย่งที่จำนวนบัตรลงคะแนนในระบบสูงกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์จริง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอันตรายของการทุจริตเลือกตั้งแบบ “บัตรออกลูกในหีบ” หรือการมีบัตรเลือกตั้งเพิ่มขึ้นมาเองโดยไม่ทราบที่มา เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดในระบบประชาธิปไตยที่สุจริตและเที่ยงธรรมอย่างที่เราคาดหวัง

คุณหญิงสุดารัตน์ เน้นย้ำว่า กกต. ในฐานะผู้ควบคุมการเลือกตั้ง ต้องรับผิดชอบเต็มที่และแก้ไขทันที มิเช่นนั้นจะนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจจากประชาชน จนอาจปะทุเป็นการชุมนุมใหญ่ได้

สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ: รายละเอียดปัญหาบัตรออกลูกในหีบ

“บัตรออกลูกในหีบ” คือศัพท์ที่ใช้อธิบาย現象ที่จำนวนบัตรที่ลงคะแนนจริงในหน่วยเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่บันทึกไว้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ใหญ่หลวง เช่น การยัดเย็บบัตรปลอม การนับผิด หรือแม้แต่การแทรกแซงจากบุคคลภายนอก ในครั้งนี้ปัญหาดังกล่าวกระจายไปทั่วประเทศ ทำให้ผลการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามจากทุกฝ่าย

เทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 ที่เคยมีเคสคล้ายๆ กัน แต่ครั้งนี้จำนวนเคสเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กกต. ถูกวิจารณ์หนักว่ายังไม่เรียนรู้จากอดีต และปล่อยให้ปัญหาคลานคลำต่อไป

ซ้ำรอยปี 66: ทำไมปัญหานี้ถึงรุนแรงขึ้น

ในปี 2566 ปัญหาเลือกตั้งส่อพิรุธเคยสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ ทำให้เกิดการตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญและการร้องเรียนนับพันครั้ง แต่ปีนี้กลับดูแย่กว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยีที่ควรช่วยตรวจสอบกลับกลายเป็นจุดอ่อน เพราะข้อมูลยังไม่โปร่งใส ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง

  • จำนวนบัตรลงคะแนนเกินผู้มาใช้สิทธิ์ในหลายหน่วย
  • ภาพและหลักฐานจากผู้สังเกตการณ์ที่แพร่กระจายในโซเชียล
  • ความล่าช้าในการนับคะแนนที่ผิดปกติ
  • ขาดการชี้แจงจาก กกต. อย่างทันท่วงที

ทางออกที่คุณหญิงสุดารัตน์เสนอ: เปิด Open Data ด่วน

หัวใจของคำเรียกร้องจากสุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ คือการเปิดข้อมูลแบบ Open Data ทันที! Open Data คือข้อมูลที่เปิดกว้าง ทุกคนดาวน์โหลด ตรวจสอบได้ เช่น ไฟล์ CSV หรือ API ที่แสดงรายละเอียดทุกระดับ ตั้งแต่ผู้มาใช้สิทธิ์ บัตรลงคะแนน ผลนับคะแนน ไปจนถึงภาพถ่ายหีบเลือกตั้ง

หาก กกต. ทำตามนี้ จะช่วยกู้ศรัทธาได้ทันที แสดงถึงความโปร่งใสและเคารพเสียงประชาชน หากยังคลุมเครือต่อไป อาจนำไปสู่วิกฤตใหญ่ ล้มเหลวในการรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ

นอกจากนี้ ยังควรมีการตรวจสอบอิสระจากบุคคลที่สาม และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยไทย หากระบบเลือกตั้งไม่สุจริต เสียงของประชาชนก็ไร้ค่า การเมืองไทยจะยิ่งถดถอย

ในมุมมองของผม การที่สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ ถือเป็นสัญญาณดีที่นักการเมืองยังใส่ใจประชาชน คุณล่ะคิดอย่างไร? ระบบ Open Data จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้จริงหรือไม่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้ กกต. 行动ด่วน!

ที่มา – “สุดารัตน์” จี้ กกต. รับผิดชอบปมเลือกตั้งส่อพิรุธซ้ำรอยปี 66 แฉยับ “บัตรออกลูกในหีบ”

เลือกตั้ง 2569 พรรคไทยสร้างไทย ได้ 2 ที่นั่ง

เลือกตั้ง 2569 พรรคไทยสร้างไทย ได้ 2 ที่นั่ง ถือเป็นข่าวที่น่าจับตามองสำหรับแฟนการเมืองไทยเลยทีเดียว หลังจากนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคไทยสร้างไทยสามารถคว้าเก้าอี้ สส. มาได้ทั้งสิ้น 2 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.รายเขต 1 ที่นั่ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกกันว่า สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง นี่คือก้าวแรกที่สำคัญของพรรคที่นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

เลือกตั้ง 2569 พรรคไทยสร้างไทย ได้ 2 ที่นั่ง

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ ได้นำทีมผู้บริหารพรรคแถลงข่าวอย่างเป็นกันเอง ขอบคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่มอบคะแนนเสียงไว้วางใจให้กับพรรคทั้งในระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ "ทุกคะแนนคือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนพรรคไทยสร้างไทยให้เดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนตามอุดมการณ์การเมืองสุจริต" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

พรรคไทยสร้างไทยย้ำชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างประเทศไทยให้ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้กับคนตัวเล็ก คนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่ต้องการที่ยืนมั่นคงในสังคม แม้ว่าจำนวนที่นั่งจะยังไม่มากพอที่จะเป็นแกนนำรัฐบาล แต่พรรคพร้อมส่งต่อนโยบายดีๆ เหล่านี้ให้กับรัฐบาลใหม่ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจริงๆ ในชีวิตประจำวันของประชาชน

ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 22.00 น. ชี้ให้เห็นว่า เลือกตั้ง 2569 พรรคไทยสร้างไทย ได้ 2 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าพอใจสำหรับพรรคใหม่ที่เพิ่งลงสนาม แม้จะเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดจากพรรคใหญ่ๆ แต่คะแนนที่ได้สะท้อนถึงความไว้วางใจจากฐานเสียงที่ต้องการการเมืองใหม่ สุจริต และใกล้ชิดประชาชน

รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคไทยสร้างไทย จากเลือกตั้ง 2569 พรรคไทยสร้างไทย ได้ 2 ที่นั่ง

สำหรับบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคไทยสร้างไทย ลำดับที่ 1 ซึ่งได้ที่นั่งคือ นายอุดมเดช รัตนเสถียร ท่านนี้เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในการทำงานเพื่อสังคมและการเมืองมาอย่างยาวนาน คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายของพรรคในสภา

  • ลำดับ 1: นายอุดมเดช รัตนเสถียร (ได้ที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์)
  • ผู้สมัครอื่นๆ ในบัญชีรายชื่อ จะรอผลยืนยันอย่างเป็นทางการ

สส.รายเขตของพรรคไทยสร้างไทย

ส่วน สส.แบบรายเขต พรรคไทยสร้างไทยได้ที่นั่งจาก นายชัชวาล แพทยาไทย ในเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านนี้เป็นตัวแทนจากภาคอีสานที่ได้รับความนิยมจากนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรและคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชน

พรรคไทยสร้างไทยก่อตั้งขึ้นโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองอันยาวนานจากพรรคเพื่อไทยในอดีต แต่เลือกทางเดินใหม่เพื่อมุ่งเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์คนไทยในยุคปัจจุบัน นโยบายหลักของพรรครวมถึง:

  • การเมืองสุจริต ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด
  • สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่และคนตัวเล็ก เช่น สนับสนุนสตาร์ทอัพ SME และการศึกษา
  • พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะภาคเกษตรและท่องเที่ยว
  • ปฏิรูประบบสาธารณสุขให้เข้าถึงทุกคน
  • สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดเพื่ออนาคตยั่งยืน

แม้ เลือกตั้ง 2569 พรรคไทยสร้างไทย ได้ 2 ที่นั่ง จะดูน้อย แต่ในทางปฏิบัติ สส.ทั้ง 2 ท่านจะมีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาล เสนอนโยบาย และเป็นกระบอกเสียงของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นที่พรรคถนัด นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในอนาคต หากพรรคสามารถพิสูจน์ผลงานได้

สถานการณ์การเลือกตั้ง 2569 โดยรวมเต็มไปด้วยความเข้มข้น พรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย พปชร. และก้าวไกล ยังครองความนิยม แต่พรรคขนาดกลางอย่างไทยสร้างไทยแสดงให้เห็นว่าฐานเสียงกระจายตัว และประชาชนต้องการทางเลือกใหม่ๆ การได้ 2 ที่นั่งนี้ยังช่วยให้พรรคมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ สามารถขยายงานได้อีกด้วย

ในมุมมองของเรา ผลเลือกตั้ง 2569 พรรคไทยสร้างไทย ได้ 2 ที่นั่ง เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความหวังในระบบการเมืองไทย ลองติดตามการทำงานของ สส.ทั้งสองท่านในสภา แล้วคุณจะเห็นว่านโยบายเพื่อประชาชนทำงานจริงได้อย่างไร สนใจข่าวการเมืองเพิ่มเติม? แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างเลย เราอยากฟัง!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 “พรรคไทยสร้างไทย” ได้ 2 ที่นั่ง เปิดรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์

ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค

ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค กลายเป็นข่าวดีที่ทำให้สมาชิกพรรคยิ้มแก้มปริในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งใหญ่!

ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) คึกคักไปด้วยความดีใจ เมื่อผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำเดือนออกมา หมายเลขท้าย 2 ตัว “48” ซึ่งตรงกับเบอร์ประจำพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลายเป็นเลขเด็ดที่ให้โชคลาภแก่ผู้สมัคร ส.ส. สมาชิก และทีมงานของพรรค หลายคนถูกรางวัลกันยกใหญ่ ถือเป็นการรับทรัพย์ก้อนโตและกำลังใจชั้นดีก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความฮือฮาในหมู่คนในพรรคเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสัญญาณบวกที่ชาวไทยหลายคนมองว่าเป็นลางดี พรรคไทยสร้างไทยที่นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กำลังเดินหน้าหาเสียงอย่างเต็มสูบ นโยบายต่าง ๆ ที่ชู旗เพื่อประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเงิน ทำให้เบอร์ 48 กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความหวัง

คุณหญิงสุดารัตน์ แสดงความยินดีและปลอบใจผู้พลาดหวัง

ระหว่างลงพื้นที่พบปะประชาชน คุณหญิงสุดารัตน์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมยินดีกับสมาชิกที่โชคดี และกล่าวปลอบใจผู้ที่พลาดรางวัลในงวดนี้ว่า “ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค แก่ทีมงานเรา แต่สำหรับพี่น้องที่พลาดหวัง ไม่ต้องเสียใจ เพราะหากเลือกพรรคไทยสร้างไทย เรามีนโยบายเด็ด ‘หวยบำเหน็จ’ ที่จะทำให้ทุกการซื้อหวยไม่สูญเปล่า”

นโยบายหวยบำเหน็จนี้เป็นไฮไลต์ที่โดดเด่น ชูจุดเด่น “ซื้อหวยเงินไม่หาย ได้คืนทุกบาท” โดยผู้ซื้อสลากจะยังคงลุ้นรางวัลใหญ่เหมือนเดิม หากถูกรับเงินรางวัลเต็มจำนวน แต่หากไม่ถูกรางวัล เงินที่จ่ายไปจะถูกนำไปสะสมเป็นเงินออมบำเหน็จสำหรับเกษียณ ถอนได้เมื่ออายุครบเกณฑ์ เป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนการเสี่ยงโชคให้กลายเป็นการออมเงินอัตโนมัติ

จุดเด่นของนโยบายหวยบำเหน็จจากพรรคไทยสร้างไทย

  • เงินไม่หาย: ทุกบาทที่ซื้อหวยจะได้คืนเป็นเงินออม ไม่สูญเปล่าเหมือนเดิม
  • ลุ้นรวยได้เหมือนเดิม: ถูกรางวัลรับเต็ม ไม่กระทบเงินสะสม
  • สร้างวินัยออมเงิน: เปลี่ยนนิสัยเสี่ยงโชคให้เป็นการเตรียมเกษียณอัตโนมัติ
  • มั่นคงยามแก่: มีเงินก้อนใช้ชีวิตหลังเกษียณ โดยรัฐช่วยบริหาร
  • เข้าถึงทุกคน: ไม่ว่าจะซื้อหวยงวดละกี่ใบ ก็สะสมได้ทั้งหมด

นโยบายนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคไทยสร้างไทยที่มุ่งสร้างความมั่นคงให้ประชาชน โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจผันผวนที่คนไทยจำนวนมากต้องพึ่งพาหวยเพื่อหวังรวยทางลัด แต่บ่อยครั้งกลับสูญเงินโดยไม่ได้อะไร หวยบำเหน็จจึงเป็นทางออกที่สมดุลระหว่างความสนุกในการลุ้นและความรับผิดชอบทางการเงิน

นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายบำนาญประชาชนอื่น ๆ เช่น เพิ่มเบี้ยยังชีพ ปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม สร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งทั้งหมดจะถูกขับเคลื่อนด้วยเบอร์ 48 ที่เพิ่งพิสูจน์แล้วว่าให้โชคจริง!

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายหวยบำเหน็จนี้เป็นแนวคิดปฏิวัติวงการหวยของไทยที่ชาญฉลาดมาก เพราะไม่ปิดกั้นความฝันของคนซื้อหวย แต่เพิ่มมิติความมั่นคงเข้าไป ทำให้ทุกคนเป็นผู้ชนะในระยะยาว หากคุณกำลังมองหาพรรคที่เข้าใจชีวิตคนไทยตัวจริง ลองพิจารณาไทยสร้างไทยดูสิ

เรียกร้องให้ลงมือ: อย่าพลาด! โหวตหมายเลข 48 พรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เพื่อโชคใหญ่ทั้งรางวัลหวยและอนาคตที่มั่นคง ลุ้นไปด้วยกันเถอะ!

ที่มา – ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค ปลอบใจคนพลาดหวัง ยังมีนโยบาย “หวยบำเหน็จ”

“สุดารัตน์” ปล่อยคาราวานชูบำนาญ 3,000 บาท พลิกเศรษฐกิจไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สร้างกระแสแรงในช่วงโค้งสุดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ได้ปล่อยคาราวานรณรงค์ชูนโยบายบำนาญ 3,000 บาท อย่างยิ่งใหญ่ ณ ตลาดบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับทีมผู้สมัคร ส.ส. กทม. ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ตบเท้าเข้าร่วม สนับสนุนนโยบายนี้อย่างล้นหลาม เพราะมองว่าเป็นทางออกจริงจังที่จะคืนศักดิ์ศรีและความมั่นคงให้วัยเกษียณ

สุดารัตน์ ปล่อยคาราวานชูนโยบายบำนาญ 3,000 บาท

ขบวนคาราวานบำนาญ 3,000 บาทนี้ จะกระจายไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อตอกย้ำนโยบายหลัก เบอร์ 48 ของพรรคไทยสร้างไทย นโยบายนี้มุ่งช่วยผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับเงินเดือนละ 3,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ลดการพึ่งพาลูกหลาน แก้ปัญหาความยากจนในวัยชรา แต่ไม่ใช่แค่แจกเงินธรรมดา เพราะมีเงื่อนไขให้ผู้รับเข้าร่วมโปรแกรมดูแลสุขภาพ ส่งผลให้สุขภาพดี ลดค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระยะยาว ผู้สูงอายุยังกลับมาช่วยสังคมได้อีกด้วย

บำนาญ 3,000 บาท: ฟันเฟืองสำคัญพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำชัดว่านโยบายบำนาญ 3,000 บาท จะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจตัวจริง! โดยการเติมเงินเข้าสู่มือผู้สูงอายุทั่วประเทศ จะสร้างกำลังซื้อทันทีในชุมชนทุกพื้นที่ เงินเหล่านี้จะหมุนเวียนในร้านค้า ตลาดท้องถิ่น สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย กระตุ้นการผลิต ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวทั่วถึง ไม่ใช่แค่คะแนนเสียงระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนยั่งยืน

ประชาชนให้การต้อนรับคาราวานบำนาญ 3,000 บาทสุดารัตน์พูดคุยกับผู้สูงอายุเรื่องบำนาญ 3,000 บาท

ประโยชน์หลักของนโยบายบำนาญ 3,000 บาท

  • คืนศักดิ์ศรีผู้สูงอายุ: มีรายได้มั่นคง ไม่ต้องลำบากลูกหลาน ใช้ชีวิตเกษียณอย่างมีเกียรติ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก: เงิน 3,000 บาทต่อเดือนต่อคน จะไหลเข้าท้องถิ่น สร้างการหมุนเวียนต่อเนื่อง
  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยผู้ที่อุทิศตนให้ประเทศมาทั้งชีวิต ได้รับการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ
  • สุขภาพดี ลดภาระรัฐ: ผูกกับโปรแกรมสุขภาพ ลดอัตราเจ็บป่วย ประหยัดงบสาธารณสุขมหาศาล
  • ฟื้นเศรษฐกิจทั่วไทย: ทุกจังหวัดได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่เมืองใหญ่

ปัจจุบัน ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว ผู้สูงอายุกว่า 12 ล้านคน แต่บำนาญปัจจุบันยังต่ำ เพียง 600-1,000 บาทต่อเดือน ไม่พอค่าครองชีพที่พุ่งสูง นโยบายนี้จึงตอบโจทย์ตรงจุด ช่วยลดปัญหาสังคม เช่น ลูกหลานเครียด养พ่อแม่ และเศรษฐกิจชะงักเพราะกำลังซื้ออ่อนแอ หากนำเม็ดเงินนี้ไปคำนวณ จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายเท่าตัว สร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ๆ

นอกจากนี้ พรรคไทยสร้างไทยยังมีแผนจัดสรรงบอย่างโปร่งใส มาจากการปฏิรูประบบภาษีและลดการคอร์รัปชัน เพื่อให้ยั่งยืน ไม่เป็นภาระรัฐในอนาคต นี่คือวิสัยทัศน์ที่มองไกล แตกต่างจากนโยบายประชานิยมอื่นๆ

ในมุมมองผู้เขียน นโยบายบำนาญ 3,000 บาทนี้คือก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าศาสตร์รฐกิจไทยให้แข็งแกร่งจากล่างขึ้นบน หากคุณเป็นผู้สูงอายุหรือมีพ่อแม่วัยชรา นี่คือโอกาสทอง ลองติดตามและสนับสนุนพรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ สนับสนุนคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้!

ที่มา – “สุดารัตน์” ปล่อยคาราวานชูนโยบายบำนาญ 3,000 บาท ฟันเฟืองสำคัญพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

“สุดารัตน์” ลุยคู้บอน อาสาแก้ปากท้อง

“สุดารัตน์” ลุยตลาดเติมพลังใจแม่ค้า ลั่นเศรษฐกิจแย่ต้องแก้ทันที ขออาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง วอนเลือกไทยสร้างไทย ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน ชู กองทุนสร้างไทยและกองทุนตั้งตัว

วันที่ 28 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทยหมายเลข 48 ลงพื้นที่ลุยหาเสียงอย่างเข้มข้น ณ ตลาดสายเนตร และตลาดหทัยมิตร ย่านคู้บอน ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นกันเองจากพ่อค้าแม่ขายและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยตลอดเส้นทางมีการเข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป และมอบอาหารขนมเพื่อเป็นกำลังใจให้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัญหาเดียวกันคือ เศรษฐกิจแย่มาก และกำลังแบกรับภาระหนี้สินอย่างหนัก ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ ยืนยันว่าเข้าใจความลำบากนี้ดี และพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นลำดับแรกเพื่อคืนรอยยิ้มให้คนตัวเล็กอีกครั้ง

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หาเสียง
สุดารัตน์ คู้บอน

พรรคไทยสร้างไทย ประกาศนโยบายอย่างชัดเจนเพื่อหยุดวิกฤตหนี้สินด้วยการ พักหนี้ นาน 3 ปี สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และพ่อค้าแม่ขายรายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ย เพื่อเป็นการ “หยุดเลือดที่กำลังไหล” ให้ประชาชนได้มีโอกาสหายใจหายคอได้คล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังเดินหน้า เติมเลือดใหม่ ผ่านกองทุนสร้างไทยและกองทุนตั้งตัว ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนกู้เงินตั้งแต่ 10,000 ไปจนถึง 100,000 บาท โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น เพื่อนำไปเป็นทุนรอนในการประกอบอาชีพและล้างหนี้นอกระบบที่กัดกินชีวิตคนไทยมานาน

นโยบายพรรคไทยสร้างไทย

นโยบายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น หากกู้เงิน 50,000 บาท จากเดิมที่ต้องเสียดอกเบี้ยนอกระบบนับหมื่นบาทต่อเดือน จะเหลือเพียง 500 บาทเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งตัวได้จริงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนช่วยกันเลือกพรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 48 ให้มากพอ เพื่อให้เราเข้าไปรับใช้และดูแลพี่น้องประชาชนให้ หายจน หมดหนี้ และสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

เลือกไทยสร้างไทย เบอร์ 48

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำชัดถึงวิกฤตการณ์สินค้าต่างชาติที่ทะลักเข้ามาทุ่มตลาดไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าการที่สินค้าเหล่านี้สามารถวางขายได้โดยไม่ต้องผ่านมาตรฐาน อย. หรือ มอก. นั้น มีต้นตอสำคัญมาจากปัญหาคอร์รัปชันของข้าราชการและนักการเมืองที่เห็นแก่ได้ ยอมรับสินบนจนละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการชาวไทยต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายและไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดเพื่อกวาดล้างวงจรทุจริตที่กัดกินประเทศ และหยุดพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจที่ฉวยโอกาสหากินบนความเดือดร้อนและความยากจนของประชาชนไทยอย่างจริงจัง

“สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ตลาดย่านคู้บอนเพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและรับฟังปัญหา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ“สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน และพร้อมเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน

ทำไมต้องเลือก “สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน

  • เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ มีประสบการณ์และความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
  • เพราะพรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
  • เพราะคุณหญิงสุดารัตน์มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในสังคม

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของคุณหญิงสุดารัตน์และพรรคไทยสร้างไทยในการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน และพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและอนาคตที่ดีกว่า เลือกพรรคไทยสร้างไทยและให้คุณหญิงสุดารัตน์ได้มีโอกาส“สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน

สิ่งที่น่าสนใจคือคุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำถึงปัญหาคอร์รัปชันและการทุ่มตลาดของสินค้าต่างชาติ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจโดยรวม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญและความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของคุณหญิงสุดารัตน์และพรรคไทยสร้างไทย อย่าลังเลที่จะสนับสนุนและให้โอกาสพวกเขาได้เข้ามาบริหารประเทศ

ที่มา – “สุดารัตน์” ลุยหาเสียงตลาดย่านคู้บอน อาสาเป็น “แม่ทัพ” แก้ปากท้อง ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน

ไทยสร้างไทย ชู “คูปองเลี้ยงเด็กไทย” ช่วยพ่อแม่!

พรรคไทยสร้างไทย เปิดนโยบายเด่น “คูปองเลี้ยงเด็กไทย” จ่ายเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 6 ขวบ หวังลดภาระค่าใช้จ่ายให้พ่อแม่ คุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำ งบประมาณมอเตอร์จีพียังมี ทำไมจะไม่มีงบลงทุนเพื่อสร้างเด็กไทย?

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้แถลงนโยบายสำคัญ เพื่อช่วยเหลือคนไทยให้หลุดพ้นจากความเหนื่อยยาก โดยเน้นย้ำถึงปัญหาอัตราการเกิดของเด็กที่ลดลงอย่างน่ากังวล ปัจจุบันมีเด็กเกิดใหม่เพียง 460,000 คนต่อปีเท่านั้น สาเหตุหลักมาจากความกังวลของพ่อแม่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งภาวะเด็กเกิดใหม่น้อยนี้ จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต ทำให้ GDP อาจเติบโตได้ไม่เกิน 2% เนื่องจากจำนวนคนวัยทำงานและกำลังซื้อลดลงอย่างมาก ในขณะที่ครอบครัวที่มีบุตรอยู่แล้ว ก็ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง จนรายได้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ส่งผลเสียต่อการดูแลด้านโภชนาการและการพัฒนาสมองของเด็กไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คูปองเลี้ยงเด็กไทย: แก้ปัญหาปากท้อง สร้างชาติ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยจึงได้เสนอนโยบายที่จะช่วยให้คนไทยหายเหนื่อย และคลายความกังวลเกี่ยวกับการมีบุตร ด้วยการมอบ คูปองเลี้ยงเด็กไทย มูลค่า 2,000 บาทต่อเดือน เริ่มตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงบุตรมีอายุ 6 ขวบ เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าวเป็นช่วงเวลาทองของการพัฒนาสมองและร่างกายของเด็กให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยคูปองนี้สามารถใช้แลกซื้อนม วิตามิน และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ที่ใช้ในการดูแลบุตร ตามคำแนะนำของแพทย์ในโครงการ เพื่อให้เด็กไทยได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ ได้รับโภชนาการที่ดี เสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ไปได้มาก นอกจากนี้ ยังเป็นการลงทุนเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต รวมถึงเป็นการจูงใจให้คู่สมรสตัดสินใจมีบุตร เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ที่มาของงบประมาณ คูปองเลี้ยงเด็กไทย

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ และแหล่งที่มาของงบประมาณจำนวนมหาศาลหลักหมื่นล้านบาทต่อปีนั้น พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่า นโยบายนี้มีความคุ้มค่าและสามารถทำได้จริง หากมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป ก็จะมีเงินเหลือเพียงพอที่จะนำมาลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของเด็กไทยได้อย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ ยังได้เปรียบเทียบว่า แม้แต่โครงการใหญ่อย่างการจัดการแข่งขันมอเตอร์จีพี ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 4,000 ล้านบาท ก็ยังสามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้ แล้วเหตุใดจึงจะไม่สามารถลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของชาติได้?

พรรคไทยสร้างไทยจึงขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองมั่นใจในประสบการณ์การบริหารงานที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ว่าจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูบุตรได้อย่างแน่นอน และมั่นใจว่าโครงการ คูปองเลี้ยงเด็กไทย จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่แข็งแกร่ง และมีคุณภาพในอนาคต

นโยบาย“คูปองเลี้ยงเด็กไทย” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติอย่างแท้จริง การสนับสนุนให้เด็กไทยได้รับการเลี้ยงดูและพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตั้งแต่แรกเกิด จะส่งผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – ไทยสร้างไทย เปิดนโยบาย คูปองเลี้ยงเด็กไทย จ่ายเดือนละ 2,000 ตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึง 6 ปี

Scroll to top