พลตรี วินธัย สุวารี

กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้น ล่าสุด กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดอธิปไตย วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่ายๆ กันครับ

กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่รัฐบาลกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ประท้วงประเทศไทย โดยกล่าวอ้างเรื่องการปักธงชาติไทยในดินแดนกัมพูชา รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้คลังสินค้าและการสร้างรั้วในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทตาควาย ซึ่งทาง กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง โดยชี้แจงผ่านทางโฆษกกองทัพบกว่า ทุกการปฏิบัติงานล้วนเป็นไปตามภารกิจภายในอธิปไตยของไทยทั้งสิ้น

ชี้แจงประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวหา

  • เรื่องการปักธงชาติ: กองทัพไทยยืนยันว่าจุดที่ปักธงเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำพื้นที่กัมพูชาแต่อย่างใด
  • เรื่องเหตุไฟไหม้: ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีการวางเพลิงและไม่มีความเสียหายร้ายแรง
  • เรื่องรั้วคอนกรีต: กระแสข่าวการสร้างรั้วไม่เป็นความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการวางแท่งแบริเออร์เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับกำลังพลตามแนวชายแดน

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การใช้กลไกทวิภาคีในการพูดคุยถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจมากมายที่ใช้ร่วมกันมาโดยตลอด ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่ง

เราในฐานะเสพสื่อควรติดตามข่าวสารด้วยความใจเย็นและใช้วิจารณญาณ การออกมาตอบโต้ของกองทัพในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใสและยืนหยัดในจุดยืนที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือข้อพิพาทจนบานปลายไปมากกว่านี้ครับ คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง ลองคอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “กองทัพบก” โต้หนังสือประท้วง “กัมพูชา” ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร

ในช่วงใกล้การเลือกตั้งแบบนี้ ข่าวสารการเมืองมักจะร้อนระอุไปหมด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่หลายคนพูดถึง ล่าสุด โฆษกกองทัพบกออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม เรามาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองดีกว่าครับ

ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาพูดถึงกรณีที่มีข่าวลือว่าหน่วยทหารหลายแห่งเรียกกำลังพลมาประชุมก่อนเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อปลุกใจไม่ให้เลือกพรรคที่ “ด้อยค่า” ทหาร โดยยืนยันว่า ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร เพราะยังไม่มีหน่วยทหารใดขอใช้พื้นที่เป็นหน่วยเลือกตั้งเลยด้วยซ้ำ

โฆษกฯ ชี้ว่า การให้ข้อคิดเห็นส่วนตัวในการตัดสินใจเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติในช่วงเลือกตั้ง มันคือความหลากหลายของข้อมูล ไม่ใช่นโยบายหรือคำสั่งบังคับจากกองทัพ ผู้ฟังมีสิทธิ์ตัดสินใจเอง ไม่มีใครบังคับได้ การขอคะแนนจากกลุ่มต่างๆ ก็เกิดขึ้นทั่วไปในระบบประชาธิปไตย แต่ถ้าผิดกฎหมาย กกต. จะจัดการเอง

ประเด็น “ด้อยค่าทหาร” ที่ถูกหยิบยก

หลายปีมานี้ มีวาทกรรมอย่าง “มีทหารไว้ทำไม” ที่ถูกนำมาใช้สร้างกระแสเกลียดชัง ไม่ใช่การวิจารณ์สร้างสรรค์ โฆษกกองทัพบกยอมรับว่าปัญหานี้มีจริง และมักถูกเหมารวมจากพฤติกรรมบุคคลบางคน สื่อบางครั้งนำเสนอข้อมูลบิดเบือน ทำให้ภาพลักษณ์กองทัพเสียหาย โดยเฉพาะ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ช่วงหลังๆ เริ่มมีมุมมองหลากหลายมากขึ้น

ข้อเท็จจริงเรื่องหน่วยเลือกตั้งในค่ายทหาร

ส่วนข่าวที่ว่าค่ายทหารมีแต่เจ้าหน้าที่ กกต. ผู้บังคับบัญชา และทหาร ไม่ให้คนนอกดู ไม่จริงเลย เพราะยังไม่มีการใช้ค่ายทหารเป็นหน่วยเลือกตั้ง ทุกหน่วยเลือกตั้งต้องเปิดให้ประชาชนสังเกตการณ์ได้ตามกฎหมาย กกต. ดูแลหมด

  • จุดยืนกองทัพบก: เป็นกลางทางการเมืองแน่วแน่
  • คำเตือน: ผู้สื่อสารควรใช้ข้อเท็จจริง อย่าทำให้สังคมเข้าใจผิด
  • บทเรียนจากอดีต: หลายกรณีข่าวบิดเบือนกระทบภาพลักษณ์องค์กร

การเมืองไทยในยุคนี้ซับซ้อน แต่กองทัพยึดหลักเป็นกลางเสมอ ถ้าทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูลจริง สังคมจะสงบสุขกว่าเยอะนะครับ

สุดท้ายนี้ คิดว่าประเด็น ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ คุณคิดยังไง ลองมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข้อเท็จจริงกันเถอะ!

ที่มา – ทบ. ขออย่าพาดพิงจนทำคนเข้าใจผิด ปมสั่งไม่ให้เลือกพรรคด้อยค่าทหาร

ทบ.ย้ำจุดยืน! ปล่อยตัวเชลยศึก: กัมพูชาต้องจริงจัง

พลตรี วินธัย จี้ กัมพูชาทำตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ชี้ หากยื้อเวลายิ่งเสียเปรียบ เหตุจะถูกนานาชาติกดดันต่อเนื่องในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

วันที่ 18 ต.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการส่งหนังสือถึงภูมิภาคทหารที่ 4 และ 5 เพื่อเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน

โดย พลตรี วินธัย ระบุว่า การส่งหนังสือแจ้งไปยังกัมพูชาเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา พิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง ตามแนวทางข้อตกลงที่ได้เห็นชอบร่วมกันแล้วเมื่อครั้งการประชุม GBC ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยได้พยายามเดินหน้าขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การสกัดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดน

พลตรี วินธัย ย้ำว่า หากฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยหรือไม่จริงจังต่อการแก้ไขปัญหาตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ จะไม่เป็นผลดีต่อการดำรงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และจะส่งผลกระทบให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่

ดังนั้น การเปิดใจยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลง GBC อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่อาจเห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ทบ. ย้ำจุดยืนการปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายปรัก โซะคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เมื่อ 18 ต.ค. 68 โดยระบุว่า “เอกสารว่าด้วยความตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชา–ไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ทันทีหลังลงนาม โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นพยานในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนนี้”

พลตรี วินธัย ได้กล่าวต่อประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับการส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย อาจเป็นข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาในเวทีการประชุมระดับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องพิจารณาจากท่าทีความจริงใจ และสัญญาณความร่วมมือที่ดีในการแก้ปัญหาของกัมพูชา รวมถึงการตอบรับข้อเสนอในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ของฝ่ายไทย ในลักษณะที่มีแผนและรายละเอียดสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณพื้นที่แนวชายแดน และเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันที่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่จะไม่ส่งผลคุกคามฝ่ายไทยด้วยกำลังทางทหาร ในเรื่องนี้จึงไม่อยากรีบด่วนสรุปไป ณ เวลานี้

ทั้งนี้ การควบคุมตัวเชลยศึกดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ในหลายโอกาสแล้ว จึงไม่น่ามีความกังวลใด ๆ สำหรับการปฏิบัติต่อเชลยศึกฯ ของฝ่ายไทย

ทำไมการปล่อยตัวเชลยศึกจึงสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การที่กองทัพบกไทยย้ำจุดยืนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง การดำเนินการตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน แต่ยังส่งผลดีต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ อีกด้วย การที่กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการตอบรับข้อเสนอของไทยอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องเชลยศึกมักเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศ การที่ไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาว่า ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวเชลยศึกไม่ใช่เพียงแค่การส่งตัวบุคคลกลับประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเปิดใจพูดคุยและหาทางออกร่วมกันในทุกประเด็น จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ อย่างเคร่งครัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพบกไทยออกมาเน้นย้ำจุดยืนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ทบ. ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องจริงจัง จี้เร่งทำตามข้อตกลงวง GBC 4 ข้อ

กองทัพบกแจง เสียงลำโพงชายแดน ไม่มีเจตนารุนแรง

กองทัพบกชี้แจงกรณี “เสียงลำโพงชายแดน” สะท้อนความไม่พอใจของคนไทยต่อการบุกรุกพื้นที่ ยืนยันว่า ไม่มีเจตนารุนแรง พร้อมแนะกัมพูชาควรแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน แทนที่จะมุ่งแต่ฟ้องร้อง

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่หมู่บ้านซุกค์ และหมู่บ้านเปรยจัน ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว สืบเนื่องจากมีรายงานว่ามีการเปิด เสียงลำโพงชายแดน จากฝั่งไทย ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกและรบกวนการพักผ่อนของประชาชนกัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรม

พลตรี วินธัย ชี้แจงว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจบริบทของพื้นที่ก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาบุกรุกเข้ามาในเขตไทย ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง และยังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ที่ผ่านมายังพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการจัดตั้งมวลชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทางการ เพื่อขัดขวางและยั่วยุฝ่ายไทย ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยจำนวนมาก ทำให้เกิดความไม่พอใจและออกมาแสดงออกด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อกดดันชาวกัมพูชาและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐเร่งจัดการปัญหา หนึ่งในวิธีการเหล่านั้นคือการใช้เครื่องเสียงเปิดเสียงดัง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนกัมพูชาเกิดความไม่สบายใจ

เสียงลำโพงชายแดน: กองทัพบกย้ำไม่มีเจตนารุนแรง

การแสดงออกที่ไม่รุนแรง

โฆษกกองทัพบกกล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงออกของชาวไทยด้วยการเปิดเครื่องเสียงดังนั้น เป็นการแสดงออกด้วยวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อแสดงความไม่พอใจที่ฝ่ายกัมพูชาบุกรุกแผ่นดินไทย และบิดเบือนสร้างเรื่องราวโดยไม่พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อพิจารณาการกระทำของฝ่ายกัมพูชา จะพบว่าเมื่อมีการชุมนุมมักใช้วิธีก้าวร้าวและใช้สิ่งเทียมอาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทยจนได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น ฝ่ายกัมพูชาควรพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน แทนที่จะออกมาเรียกร้องต่อการกระทำของฝ่ายไทยในกรณีนี้

มาตรการแก้ปัญหาและหลักสิทธิมนุษยชน

พลตรี วินธัย ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ฝ่ายไทยนำมาใช้ในการแก้ปัญหาต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เข้าทางของกัมพูชา ในทุกวิธีการที่อาจถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบสนับสนุนในการแก้ปัญหาในพื้นที่ของจังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่ได้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายยังคงเลือกวิธีที่จะก่อให้เกิดอันตรายน้อยที่สุดก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน การใช้ เสียงลำโพงชายแดน อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความอัดอั้นตันใจของประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุต่างหากที่จะนำไปสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่กองทัพบกออกมาให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – กองทัพบกแจง “เสียงลำโพงชายแดน” สะท้อนความไม่พอใจของคนไทยต่อการบุกรุกพื้นที่ ไม่มีเจตนารุนแรง

Scroll to top