พลพีร์ สุวรรณฉวี

มท. สั่งกำนัน-ผญบ.-นอภ. ตรวจสอบสภาพบ้าน-รถประชาชน ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานช่วยอุทธรณ์บัตรคนจน

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่กำลังลุ้นเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐคงได้ทราบข่าวดีกันแล้ว เมื่อล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเผยถึงนโยบายสำคัญที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ โดยเฉพาะนโยบาย มท. สั่งกำนัน-ผญบ.-นอภ. ตรวจสอบสภาพบ้าน-รถประชาชน ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานช่วยอุทธรณ์บัตรคนจน เพื่อให้การคัดกรองมีความเที่ยงธรรมและเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง

มท. สั่งกำนัน-ผญบ.-นอภ. ตรวจสอบสภาพบ้าน-รถประชาชน ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานช่วยอุทธรณ์บัตรคนจน

การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการทำงานของภาครัฐให้ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น โดยกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส เพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำไปประกอบการอุทธรณ์ถูกต้องที่สุด ทางกระทรวงจึงเน้นย้ำถึงแนวทางสำคัญดังนี้:

  • กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายอำเภอ จะลงพื้นที่ตรวจสภาพความเป็นอยู่จริง
  • มีการบันทึกภาพถ่ายสภาพบ้านและยานพาหนะเก็บไว้เป็นพยานหลักฐาน
  • นำภาพถ่ายประกอบการยืนยันข้อมูล กรณีรถยนต์เก่าที่ใช้การไม่ได้หรือสภาพบ้านที่ไม่สมบูรณ์ตามเกณฑ์
  • ตรวจสอบการแอบอ้างชื่อในบัญชีต่างๆ หรือนอมินี เพื่อปกป้องสิทธิ์ของประชาชน

มาตรการคัดกรองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

หลายคนอาจจะกังวลว่ากระบวนการจะมีความลำเอียงหรือไม่ แต่ทางรัฐมนตรีได้กำชับชัดเจนว่า มท. สั่งกำนัน-ผญบ.-นอภ. ตรวจสอบสภาพบ้าน-รถประชาชน ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานช่วยอุทธรณ์บัตรคนจน เพื่อป้องกันการใช้ชื่อญาติพี่น้องโดยมิชอบ โดยการถ่ายภาพหลักฐานจะเป็นตัวตัดสินที่สำคัญที่สุด ช่วยให้การตรวจสอบของกระทรวงการคลังเป็นไปอย่างแม่นยำและไม่ตกหล่นผู้ที่มีความยากจนจริงๆ

สำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องการอุทธรณ์สิทธิ์ สามารถติดต่อที่ว่าการอำเภอหรือพื้นที่ที่สะดวกได้เลยครับไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาเดิม ทางรัฐบาลพยายามขยายไทม์ไลน์เพื่อให้ทุกคนเตรียมเอกสารได้อย่างครบถ้วนที่สุด การดูแลประชาชนถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องการแก้ไขปัญหาให้จบสิ้นไปเพื่อให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้สวัสดิการของรัฐกระจายไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยให้พี่น้องที่ตกหล่นได้รับสิทธิ์กันถ้วนหน้านะครับ

ที่มา – มท. สั่งกำนัน-ผญบ.-นอภ. ตรวจสอบสภาพบ้าน-รถประชาชน ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานช่วยอุทธรณ์บัตรคนจน

พลพีร์ เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย.

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังรอคอยความชัดเจนเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐ! ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทางกระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอ พลพีร์ เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย. เพื่อให้โอกาสประชาชนที่พลาดสิทธิหรือติดขัดเรื่องเอกสารได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนมากขึ้น

พลพีร์ เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย. พร้อมตั้งศูนย์ One Stop Service

ด้วยเหตุผลที่ว่ายังมีพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจจะไม่สะดวกในการดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ รัฐบาลจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและสั่งการให้มีการตั้งศูนย์ One Stop Service ขึ้นในทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถมายื่นอุทธรณ์ได้โดยตรงที่ที่ว่าการอำเภอ หรือผ่านกลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่

มาตรการใหม่ช่วยตรวจสอบกรณีถูกสวมชื่อหรือบัญชีม้า

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือกรณีที่ประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะผู้พิการ พบว่าชื่อของตนเองถูกนำไปใช้ในทางธุรกิจ หรือถูกสวมชื่อเป็นกรรมการบริษัทโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ พลพีร์ เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย. นี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการขยายเวลา แต่ยังเป็นโอกาสในการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง โดยทางกระทรวงพาณิชย์และตำรวจจะเข้ามาร่วมตรวจสอบเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกโจรกรรมข้อมูลหรือถูกเปิดบัญชีม้าอย่างไม่เป็นธรรม

  • บริการ One Stop Service ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง
  • การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปรับเรื่องถึงในหมู่บ้าน
  • เน้นตรวจสอบข้อมูลผู้มีรายได้น้อยให้ตรงกับความเป็นจริง
  • เปิดช่องทางแจ้งเหตุถูกนำชื่อไปสวมสิทธิประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ กรมการปกครองยังได้สั่งการให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน เพื่อไม่ให้ใครตกหล่นจากสิทธิที่ควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าที่ได้รับสนับสนุนเดือนละ 315 บาท หรือการใช้น้ำประปาฟรีตามเงื่อนไข สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในรอบนี้ ก็ยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ไว้รองรับการช่วยเหลือเบื้องต้นจากภาครัฐอีกด้วย

ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลพยายามปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตจริงของประชาชนมากขึ้น หากใครที่ยังดำเนินการไม่เรียบร้อย แนะนำให้รีบเตรียมเอกสารและสอบถามข้อมูลที่ที่ว่าการอำเภอใกล้บ้านตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อรักษาสิทธิของท่านให้ครบถ้วนก่อนสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดครับ

ที่มา – “พลพีร์” เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย. ตั้งศูนย์ One Stop Service ทุกอำเภอ

“พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย

“พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย

การลงพื้นที่เพื่อติดตามงานและรับฟังปัญหาของประชาชนถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเชิงรุก ล่าสุด พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอนาหว้าและอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ดียิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำเรื่องการบริการสาธารณะที่ต้องเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน “พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่นายพลพีร์เน้นย้ำคือ การทำงานเชิงรุกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยสั่งการให้เร่งสำรวจความต้องการใช้งานไฟฟ้าในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรโดยไม่ต้องรอคำร้อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานจะเพียงพอต่อการเติบโตของจังหวัด ซึ่งโครงการนี้ถือว่า “พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการพัฒนาด้านพลังงานแล้ว นายพลพีร์ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับสินค้าชุมชน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น ผ่านแนวทางการแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและขาดช่องทางการจำหน่าย ดังนี้:

  • ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มพัฒนาชุมชนและกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี
  • สร้างห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่การผลิต การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการตลาด
  • นำนวัตกรรมการตลาดออนไลน์และคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาสินค้า
  • ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้มาตรฐานและพร้อมส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเอเชีย

ความพยายามในการผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง คือเป้าหมายสูงสุดที่กระทรวงมหาดไทยมุ่งหวัง การสร้างแบรนด์สินค้าท้องถิ่นให้มีมาตรฐานสากลจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์จากนครพนมเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อผ้า งานหัตถกรรม หรือสินค้าเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ นายพลพีร์ยังเตรียมเดินหน้าโครงการอบรมเพื่อศักยภาพกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งจะกลายเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนให้โตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลก

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ผู้นำระดับนโยบายลงมาคลุกคลีกับปัญหาในระดับพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่งคาดหวังว่าการดำเนินงานตามนโยบายนี้จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชาวนครพนมดีขึ้นอย่างยั่งยืน และเป็นโมเดลต้นแบบให้จังหวัดอื่นๆ นำไปปรับใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นต่อไป

ที่มา – “พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย

พลพีร์ สวน การดี โวผลงานลูกเทพ ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล

วงการการเมืองไทยกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาวิจารณ์การทำงานของกลุ่มรัฐมนตรีที่ถูกเรียกว่า “ลูกเทพ” อย่างดุเดือด

พลพีร์ สวน การดี โวผลงานลูกเทพ ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล

นายพลพีร์กล่าวว่า แม้จะโดนแซะว่าเป็นเพียง “ลูกเทพ” แต่ผลงานที่ผ่านมาในระยะเวลาไม่กี่เดือนนั้นชัดเจนมาก สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำและทำสำเร็จคือการตัดค่าไฟฟ้าที่แฝงอยู่ในบิลของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 30 ปี สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่นายกรัฐมนตรีเลือกคนกลุ่มนี้เข้ามาทำงานนั้นไม่ได้ไร้ความหมาย แต่เป็นการเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ผลงานลูกเทพกับการแก้ปัญหาให้ประชาชน

นอกจากเรื่องค่าไฟฟ้าแล้ว นายพลพีร์ยังชูประเด็นการจัดการปัญหาทุจริตการสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นนโยบายที่นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กำลังดำเนินการอย่างจริงจัง นายพลพีร์ยังได้ตั้งคำถามกลับไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่า ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ต่างจากรัฐบาลชุดนี้ที่แม้จะเข้ามาเพียงไม่กี่เดือน แต่ก็มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาโครงสร้างที่สะสมมานาน

  • จัดการปัญหาค่าไฟแฝงในบิลประชาชน
  • ปราบปรามการทุจริตการสอบท้องถิ่น
  • บูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

นายพลพีร์ระบุชัดเจนว่า พลพีร์ สวน การดี โวผลงานลูกเทพ ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล นั้นไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นการทำงานที่เน้นบูรณาการกระทรวงพลังงานและมหาดไทยเข้าด้วยกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาถึงมือนโยบายของรัฐบาลไปสู่ประชาชนได้รวดเร็วที่สุด เขายังทิ้งท้ายว่าอย่าเพิ่งรีบตัดสินผลงานในวันนี้ เพราะขนาดของงานที่ทำต่างกัน และขอให้รอดูผลลัพธ์ในอีก 15-30 วันข้างหน้า

การปะทะฝีปากครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่และรุ่นเก่า ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้พิสูจน์เองว่าวาทกรรม “ลูกเทพ” จะเป็นเพียงคำนิยาม หรือจะเป็นชื่อเรียกขานผู้ที่มีผลงานจริงในการพัฒนาประเทศชาติครับ

ที่มา – “พลพีร์” สวน “การดี” โว “ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล ปชช.- สางโกงสอบท้องถิ่น” ผลงาน “ลูกเทพ” ทั้งนั้น

มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต

เชื่อว่าสถานการณ์ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ตตอนนี้กำลังร้อนระอุอย่างแน่นอนครับ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้เริ่มเดินหน้ากวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ล่าสุด มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต โดยบุกทลายร้านจำหน่ายกัญชาที่ทำผิดกฎหมายและฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานอย่างเด็ดขาด

มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต ในปฏิบัติการ Operation 90 Days

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำทีมชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองลงพื้นที่อำเภอถลาง เพื่อตรวจสอบร้านกัญชาที่เข้าข่ายธุรกิจนอมินีและจำหน่ายสินค้าผิดประเภท โดยไม่ได้มีใบสั่งแพทย์ตามกฎหมาย ซึ่งทางรัฐบาลได้ประกาศยกระดับมาตรการภายใต้รหัส Operation 90 Days เพื่อจัดระเบียบสังคมและจัดการผู้มีอิทธิพลอย่างถึงที่สุด

รายละเอียดการตรวจสอบความผิดปกติในพื้นที่

จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและการเพิกเฉยต่อกฎหมายหลายประการ ได้แก่:

  • ร้านมีการฝ่าฝืนกฎกระทรวง แม้ก่อนหน้านี้จะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตไปแล้ว แต่ยังคงแอบเปิดให้บริการ
  • มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาในรูปแบบพันลำและขนมผสมกัญชาโดยไม่มีใบรับรองทางการแพทย์
  • ไม่พบการบันทึกข้อมูลผู้เข้าใช้บริการตามหลักเกณฑ์การควบคุมการใช้กัญชาทางการแพทย์

มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ประกอบการที่คิดจะใช้ช่องว่างของกฎหมายมาทำธุรกิจสีเทา ทางกระทรวงมหาดไทยย้ำชัดว่าพร้อมสนับสนุนร้านค้าที่ทำถูกต้องตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข แต่หากเป็นการนำเข้าต่างชาติหรือใช้นอมินีมาบดบังการกระทำผิด รัฐบาลจะไม่ยอมให้ลอยนวลเด็ดขาด

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตามองกันต่อไปว่าการเอ็กซเรย์ทั้งจังหวัดภูเก็ตในรอบนี้จะสามารถคืนความสงบและสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมให้กับเมืองท่องเที่ยวของเราได้มากน้อยเพียงใด เพราะการมีกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์คือหัวใจสำคัญของการรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่จะเข้ามาช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ฝังรากลึกต่อไปครับ

ที่มา – มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต

ถอดเกล็ดมังกร จับพ่อไทยทิพย์ ทุจริตสวมสัญชาติเด็กต่างด้าว

ปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” บุกทลายขบวนการสวมสัญชาติไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยนำโดย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ได้แถลงผลสำเร็จจากปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” เพื่อจัดการกับขบวนการมิจฉาชีพที่ใช้วิธีการสวมสัญชาติเด็กต่างด้าวด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการทำงานครั้งนี้ถือเป็นการประสานพลังครั้งใหญ่ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำจัดภัยเงียบที่กัดกินความมั่นคงของชาติ

พฤติการณ์ของกลุ่มคนเหล่านี้คือการจ้างวานคนไทยให้ไปจดทะเบียนสมรสปลอม หรือการสวมรอยเป็น “พ่อไทยทิพย์” เพื่อแจ้งเกิดและขอสูติบัตรให้บุตรของชาวต่างชาติได้รับสัญชาติไทย ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อหวังผลประโยชน์ในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ การทำธุรกิจ รวมถึงการฟอกเงินผ่านบัญชีของบุตรที่ได้สัญชาติโดยมิชอบ ซึ่งกลุ่มทุนสีเทามักใช้ช่องทางเหล่านี้ในการหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย

เบื้องลึกเบื้องหลังขบวนการสวมสัญชาติเด็กต่างด้าว

จากการลงพื้นที่ดำเนินคดีในปฏิบัติการ ถอดเกล็ดมังกร แถลงจับ “พ่อไทยทิพย์-จนท.รัฐ” เอี่ยวทุจริตสวมสัญชาติเด็กต่างด้าว เจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้แล้วถึง 15 ราย ทั้งที่เป็นชาวต่างชาติ นายหน้าพ่อไทยทิพย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่รู้เห็นเป็นใจ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบหมายจับกว่า 40 หมาย และหมายค้นกว่า 53 จุดทั่วประเทศ

รัฐบาลได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า ใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือพลเรือน จะต้องได้รับบทลงโทษสูงสุดตามกฎหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่อาศัยตำแหน่งหน้าที่มาแสวงหาผลประโยชน์จากการสวมสัญชาติ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อระบบทะเบียนราษฎรของไทย

  • มาตรการใหม่: บิดาหรือมารดาชาวต่างชาติต้องมาแสดงตนเพื่อยืนยันตัวตนต่อเจ้าหน้าที่เอง
  • การคุมเข้ม: สั่งการให้สำนักทะเบียน 878 แห่งทั่วประเทศยกระดับการตรวจสอบบุคคล
  • การลงโทษ: ดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดโดยไม่ละเว้น

ท้ายที่สุด การดำเนินคดีภายใต้ชื่อ ถอดเกล็ดมังกร แถลงจับ “พ่อไทยทิพย์-จนท.รัฐ” เอี่ยวทุจริตสวมสัญชาติเด็กต่างด้าว ไม่ได้เพียงแค่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่เป็นการเรียกความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะปิดช่องโหว่และปกป้องสมบัติของชาติจากกลุ่มทุนสีเทาอย่างเต็มกำลัง เพื่อไม่ให้คนกลุ่มนี้ใช้สิทธิประโยชน์ในฐานะคนไทยมาทำลายความสงบสุขของเรา หากท่านพบเห็นเบาะแสต้องสงสัยเกี่ยวกับขบวนการนี้ สามารถแจ้งสายด่วนหน่วยงานรัฐเพื่อให้มีการตรวจสอบทันที

ที่มา – ถอดเกล็ดมังกร แถลงจับ “พ่อไทยทิพย์-จนท.รัฐ” เอี่ยวทุจริตสวมสัญชาติเด็กต่างด้าว

“พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง-ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุกทุก 30 วัน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาขีดเส้นตายให้การทำงานของหน่วยงานในสังกัดเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ภายใต้โจทย์สำคัญที่ว่า “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน เพื่อสร้างความอุ่นใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ

“พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน

แนวทางการทำงานครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการบูรณาการชุดเฉพาะกิจถึง 5 ชุด เพื่อลุยจัดระเบียบสังคมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การหลอกลวงทางไซเบอร์ ไปจนถึงปัญหาโรงแรมเถื่อนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 80,000 แห่ง ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ได้ย้ำชัดว่าต้อง Reform, Reset และ Enforce เพื่อให้การทำงานในพื้นที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกที่ต้องเห็นผลจริง

  • การสแกนพื้นที่: ฝ่ายปกครองต้องทำงานเชิงรุก ไม่รอให้แจ้งเบาะแส เพื่อขจัดปัญหาอาชญากรรมตั้งแต่ต้นตอ
  • การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้: ยกระดับการบริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์และ Social Listening เพื่อให้เข้าถึงง่ายและทันสมัย
  • ตรวจสอบสัญชาติและสิทธิ: เข้มงวดกับปัญหาการสวมสิทธิบัตรประชาชนหรือเอกสารสิทธิที่เอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติมาเอาเปรียบคนไทย

นอกจากมาตรการปราบปรามแล้ว ยังเน้นย้ำถึงการปรับปรุงระบบหลังบ้านให้มีความรวดเร็ว “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน โดยกำหนดให้มีการประชุมติดตามผลทุกวันพุธที่ 2 ของเดือน นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของกระทรวงมหาดไทยในการกวาดล้างสิ่งไม่ถูกต้องออกจากสังคมไทยอย่างเป็นระบบ

หากเรามองในมุมของประชาชน นโยบายนี้เปรียบเสมือนการคืนความมั่นใจให้ผู้บริสุทธิ์ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและมีการรายงานผลแบบรายเดือน ไม่เพียงแต่ช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนลดน้อยลง หวังว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืนในสังคมไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน

มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย

เชื่อว่ากลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตที่กำลังประสบปัญหาเรื่องใบอนุญาตคงจะหายใจคล่องขึ้น เมื่อล่าสุดกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศข่าวดีด้วยการ มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่เข้าระบบได้มีเวลาเตรียมตัวและขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่โดยตรงครับ

มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย

ด้วยความตั้งใจที่จะจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวและยกระดับมาตรฐานการบริการในภูเก็ตให้มีความปลอดภัยและยั่งยืน ทางกระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหา ณ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อดึงผู้ประกอบการที่ยังติดปัญหาด้านเอกสารให้เข้ามาดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมถึงต้องขยายเวลาบริการ?

การที่ มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การอำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการ:

  • ป้องกันมิจฉาชีพหรือกลุ่มผู้ไม่หวังดีแอบอ้างฉวยโอกาสเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการ
  • การตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจโรงแรมหรือรุกล้ำพื้นที่โดยมิชอบ
  • เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ปรึกษาปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายนี้ โดยได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและคุ้มค่ากับผู้ประกอบการมากที่สุด หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทำธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ นี่คือโอกาสทองที่จะทำให้ธุรกิจของคุณสะอาด โปร่งใส และพร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตได้อย่างมั่นคงครับ

ในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้เกี่ยวข้อง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดระเบียบในครั้งนี้จะทำให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีมาตรฐานสูงขึ้น และช่วยลดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบลงได้อย่างถาวร ใครที่มีข้อสงสัยหรือติดอุปสรรคใดๆ อย่ารอช้าครับ รีบเข้าไปใช้บริการที่คลินิกให้คำปรึกษาภายในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ เพื่อสิทธิ์ประโยชน์ของตัวคุณเองครับ

ที่มา – มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย

ลดค่าธรรมเนียมโอนบ้าน-คอนโด เหลือ 0.01% ถึง 30 มิ.ย. 70

ข่าวดีคนอยากมีบ้าน! ขยายมาตรการ ลดค่าธรรมเนียมโอนบ้าน-คอนโด เหลือ 0.01% ถึง 30 มิ.ย. 70

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนที่กำลังเล็งซื้อที่อยู่อาศัยคงยิ้มแก้มปริกันไปเลยครับ เพราะล่าสุดมีการประกาศข่าวดีออกมาแล้ว เกี่ยวกับการขยายมาตรการช่วยเหลือผู้ซื้อบ้าน โดยทางด้าน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในประกาศสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กับคนอยากมีบ้านทุกคน กับมาตรการ ลดค่าธรรมเนียมโอนบ้าน-คอนโด เหลือ 0.01% ถึง 30 มิ.ย. 70 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์และช่วยให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น

รายละเอียดการลดค่าธรรมเนียมโอนบ้าน-คอนโด เหลือ 0.01% ถึง 30 มิ.ย. 70

สำหรับมาตรการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการต่อเวลาเพื่อความต่อเนื่องครับ โดยสาระสำคัญคือการลดค่าธรรมเนียมจากการโอน และค่าธรรมเนียมการจำนองอสังหาริมทรัพย์ลงเหลือเพียงร้อยละ 0.01 เท่านั้น ซึ่งถือว่าประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้มหาศาลจริงๆ โดยมีเงื่อนไขหลักที่เพื่อนๆ ควรทราบสำหรับมาตรการ ลดค่าธรรมเนียมโอนบ้าน-คอนโด เหลือ 0.01% ถึง 30 มิ.ย. 70 ดังนี้ครับ:

  • ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และอาคารพาณิชย์
  • รวมไปถึงห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมด้วย
  • ราคาซื้อขายและราคาประเมินต้องไม่เกิน 7 ล้านบาท
  • วงเงินการจำนองต้องไม่เกิน 7 ล้านบาท
  • ผู้ซื้อต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น

การที่ภาครัฐขยายเวลานี้ออกไปอีก 1 ปีเต็ม จนถึงกลางปี 2570 เชื่อว่าจะช่วยให้ใครหลายคนที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะส่วนต่างที่ลดลงจากเดิมที่เสียค่าโอน 2% และค่าจำนอง 1% เหลือเพียงอย่างละ 0.01% นั้น สามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้ตกแต่งบ้านหรือซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านได้เพิ่มอีกเยอะเลยครับ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาบ้านหรือคอนโดในฝัน ผมแนะนำว่าจังหวะนี้แหละครับคือโอกาสทองที่คุณไม่ควรพลาด เพราะมาตรการต่างๆ ที่รัฐออกมามักจะมีเงื่อนไขเรื่องช่วงเวลาที่จำกัด รีบวางแผนทางการเงินและเลือกที่อยู่อาศัยที่ถูกใจ ก่อนที่มาตรการดีๆ แบบนี้จะหมดเขตลงในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ครับ ใครที่เล็งโครงการไหนไว้ แนะนำให้สอบถามข้อมูลกับโครงการโดยตรงเพื่อตรวจสอบสิทธิ์ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ตรงตามเงื่อนไขหรือไม่ จะได้คว้าโอกาสนี้ไว้ได้ทันเวลา!

ที่มา – “พลพีร์” ลงนามประกาศลดค่าธรรมเนียมโอนบ้าน-คอนโด เหลือ 0.01% ไปอีก 1 ปี ถึง 30 มิ.ย. 70

Scroll to top