พายุ

ฝนตกน้ำป่าหลาก! ปิดน้ำตกดอยสุเทพ 4 แห่ง

ประกาศปิด 4 น้ำตกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยเป็นการชั่วคราว หลังเกิดฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ ทำให้มีน้ำป่าไหลหลาก เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอแม่ริม และอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ทางอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ต้องประกาศผ่านเพจของอุทยานฯ ปิดน้ำตกหมอกฟ้า, น้ำตกแม่สา, น้ำตกตาดหมอก และน้ำตกห้วยแก้ว เป็นการชั่วคราว

เนื่องจากเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลาก เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ ขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ฝนตกน้ำป่าหลาก ปิดน้ำตกดอยสุเทพชั่วคราว

สถานการณ์ฝนตกน้ำป่าหลากที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณน้ำตกต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารและประกาศจากทางอุทยานฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางและความเพลิดเพลินในการท่องเที่ยว

ทำไมอุทยานฯ ต้องปิดน้ำตกเมื่อมีฝนตกน้ำป่าหลาก?

การปิดน้ำตกเมื่อเกิดสถานการณ์ฝนตกน้ำป่าหลาก เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว น้ำป่าที่ไหลเชี่ยวและรวดเร็วสามารถพัดพาเอาก้อนหิน กิ่งไม้ หรือสิ่งของอื่นๆ มาด้วย ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรืออันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน นักท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณน้ำตกอาจไม่สามารถหลบหนีได้ทันท่วงที

  • น้ำป่าไหลหลาก: เกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้น้ำระบายไม่ทัน ไหลบ่าอย่างรวดเร็ว
  • อันตรายจากกระแสน้ำ: กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวสามารถพัดพาคนและสิ่งของ
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ: สภาพอากาศแปรปรวนยากต่อการคาดการณ์

ข้อควรระวังสำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน:

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
  • ติดตามข่าวสารและประกาศจากอุทยานฯ
  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แหล่งน้ำในช่วงฝนตกหนัก
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

นอกจากน้ำตกทั้ง 4 แห่งที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และหมู่บ้านชาวเขา นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเที่ยวชมสถานที่เหล่านี้ได้ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงสภาพอากาศและความปลอดภัยเป็นสำคัญ

การท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนอาจมีข้อจำกัดบ้าง แต่ก็มีเสน่ห์และความสวยงามที่แตกต่างออกไป ธรรมชาติจะมีความเขียวชอุ่มสดใส อากาศเย็นสบาย และมีหมอกปกคลุม นักท่องเที่ยวที่ชอบความเงียบสงบและความเป็นธรรมชาติอาจจะชื่นชอบการท่องเที่ยวในช่วงนี้เป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวให้พร้อมและระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ฝนตก น้ำป่าหลากจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ แต่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและแหล่งน้ำ การรักษาสภาพป่าและระบบนิเวศให้สมบูรณ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยและภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การปิดน้ำตกชั่วคราวเป็นมาตรการที่เหมาะสมและมีความจำเป็นต่อความปลอดภัยของทุกคน เราควรให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

ที่มา – ฝนตก น้ำป่าหลาก อุทยานฯ ดอยสุเทพ-ปุย ประกาศปิดน้ำตก 4 แห่งชั่วคราว

เวียดนามอพยพคนครึ่งล้าน หนีไต้ฝุ่น “คาจิกิ”

ทางการเวียดนามสั่งอพยพประชาชนในหลายจังหวัดกว่าห้าแสนคน เพื่อหนี ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ที่คาดว่าจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในวันจันทร์ ทำให้เกิดฝนตกหนักและคลื่นสูงซัดฝั่ง สร้างความเสียหายอย่างหนัก

เวียดนามอพยพคนครึ่งล้าน หนีไต้ฝุ่น “คาจิกิ”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ทางการเวียดนามได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนกว่า 586,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ก่อนที่ ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” จะเคลื่อนที่เข้าสู่เวียดนามในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม โดยขณะนี้พายุมีความเร็วลมอยู่ที่ 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก่อนที่จะขึ้นฝั่ง

นักพยากรณ์อากาศคาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” จะอ่อนกำลังลงเมื่อเคลื่อนตัวผ่านแผ่นดินเวียดนาม แต่ถึงกระนั้น พายุก็ยังคงพัดถล่มด้วยความเร็วลมที่ประมาณ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมราว 300-400 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง (สตอร์มเซิร์จ) สูงถึง 2-4 เมตร อีกด้วย

ประชาชนที่ได้รับคำสั่งให้อพยพอยู่ในจังหวัดแถ่งฮว้า, กว๋างจิ, เว้ และดานัง ซึ่งเป็นจังหวัดตอนกลางของประเทศเวียดนาม ทางการได้เตือนประชาชนที่อยู่ในแนวพายุให้หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านเรือนหลังเวลา 14.00 น. ของวันอาทิตย์ (ตามเวลามาตรฐานกรีนิช) พร้อมทั้งส่งทหารเข้าไปให้ความช่วยเหลือในการอพยพ

“สถานการณ์อันตรายอย่างยิ่งยวด และไม่ปลอดภัยสำหรับยานพาหนะหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือประมง เรือท่องเที่ยว หรือแม้แต่สถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานคำกล่าวของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบและความกังวลจาก “คาจิกิ”

ขณะนี้ ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” กำลังเคลื่อนตัวเฉียดผ่านเกาะไหหลำของประเทศจีน ซึ่งสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของจีนคาดการณ์ว่า พายุจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนสูงสุดถึง 320 มิลลิเมตร ทางด้านสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินจำนวน 22 เที่ยวบิน ทั้งในวันอาทิตย์และวันจันทร์ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

เจ้าหน้าที่ยังมีความกังวลว่า ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” อาจจะสร้างความเสียหายในระดับเดียวกับไต้ฝุ่น “จ่ามี” ที่พัดถล่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนทั่วภูมิภาค โดยในเวียดนามเพียงประเทศเดียว มีผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่น “จ่ามี” กว่า 300 คน

สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างจริงจัง การอพยพประชาชนอย่างรวดเร็วและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการลดผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากพายุไต้ฝุ่น

ที่มา – เวียดนามอพยพคนครึ่งล้าน หนีไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คาดทำฝนตกหนัก คลื่นสูงซัดฝั่ง

อัปเดตเส้นทาง “พายุคาจิกิ” จ่อขึ้นฝั่ง 25-26 ส.ค.นี้

กรมอุตุนิยมวิทยาอัปเดตเส้นทาง “พายุคาจิกิ” ที่ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนแล้ว โดยคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว ในช่วงวันที่ 25-26 สิงหาคมนี้ สถานการณ์“พายุคาจิกิ” จะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามรายละเอียดล่าสุดกันได้เลย

อัปเดตล่าสุดเส้นทาง “พายุคาจิกิ”

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กกรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์พายุเวลา 07.00 น. โดยระบุว่า พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนที่มีชื่อว่า “คาจิกิ (KAJIKI)” แล้ว

คาจิกิ (KAJIKI) หมายถึงชื่อปลาทะเลที่มีสีสวยงาม ตั้งชื่อโดยประเทศญี่ปุ่น และเป็นพายุลูกที่ 13 จากการนับจำนวนพายุของ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

พายุคาจิกิกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเคลื่อนตัวค่อนข้างเร็ว คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว ในช่วงวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 นี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังคงเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก “พายุคาจิกิ”

ถึงแม้ว่าพายุจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจาก“พายุคาจิกิ” โดยเฉพาะในเรื่องของฝนที่อาจตกหนักในบางพื้นที่ ดังนั้นประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ระมัดระวังอันตรายจากลมกระโชกแรงและน้ำท่วมฉับพลัน

  • ตรวจสอบสภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอจากกรมอุตุนิยมวิทยา
  • ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง
  • หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ เกษตรกรควรเตรียมป้องกันพืชผลทางการเกษตรจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนักและลมกระโชกแรง จัดเตรียมระบบระบายน้ำให้พร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตรกรรม

สถานการณ์“พายุคาจิกิ” ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – อัปเดตเส้นทาง “พายุคาจิกิ” จ่อเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนาม-สปป.ลาว ช่วง 25-26 ส.ค.นี้

ประกาศ! พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 1 เตือนเรื่อง “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็น “พายุโซนร้อน” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทำให้มีฝนตกเพิ่มมากขึ้นในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ เตรียมรับมือ พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย กันนะครับ!

พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย จริงหรือ?

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่อง “พายุดีเปรสชันและฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย” ฉบับที่ 1 โดยระบุว่า พายุดีเปรสชันบริเวณเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ กำลังเคลื่อนตัว คาดว่าจะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 และมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน ก่อนจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามและประเทศลาวตอนบน ในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคม 2568

สถานการณ์นี้ยังประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้สถานการณ์น่ากังวลยิ่งขึ้นไปอีก

ผลกระทบที่จะเกิดจากพายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย

จากอิทธิพลของ พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย ดังกล่าว ทำให้ในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ดังนั้น ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

คำแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดจากกรมอุตุนิยมวิทยา
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

ขอให้ทุกคนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ในช่วงสถานการณ์ที่ พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย เช่นนี้ การเตรียมตัวรับมือและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่คุณรัก

ที่มา – ประกาศฉบับ 1 “พายุดีเปรสชัน” จ่อทวีกำลังแรงขึ้นเป็น “พายุโซนร้อน” กระทบไทย

อุตุฯ เตือน! เฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” กระทบไทย

กรมอุตุนิยมวิทยาออกมาเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังก่อตัวบริเวณทะเลฟิลิปปินส์ ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ของ “พายุโซนร้อนคาจิกิ” ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถานการณ์ “พายุโซนร้อนคาจิกิ” โดยระบุว่า ข่าวที่สื่อสังคมออนไลน์นำเสนอเรื่องพายุโซนร้อนดังกล่าว เป็นข้อมูลที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ในช่วงฤดูฝน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุม ทำให้มีฝนตกกระจายและตกหนักในบางพื้นที่

เฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” มีแนวโน้มกระทบไทย

สำหรับ “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังก่อตัวบริเวณเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์นั้น คาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนและเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามและลาวตอนบนในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคม 2568 อิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากและมีลมแรง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 24–27 สิงหาคม 2568

นอกจากนี้ อิทธิพลของพายุดังกล่าวยังส่งผลให้ในช่วงวันที่ 23-26 ส.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น คลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร กรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ชาวเรือและผู้ประกอบการเดินเรือเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรทางน้ำ และสำหรับเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว

ผลกระทบจาก “พายุดีเปรสชัน” ที่ต้องระวัง

  • ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่
  • ลมกระโชกแรง
  • คลื่นสูงในทะเล
  • น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยง

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากกรมฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจาก “พายุดีเปรสชัน” นี้ เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์!

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม และลมกระโชกแรงที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด

ที่มา – อุตุฯ เตือนเฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” มีแนวโน้มกระทบไทย แจง “พายุโซนร้อนคาจิกิ”

อัปเดต! พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” มุ่งหน้าไต้หวัน

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” ที่กำลังเคลื่อนตัวไปทางเกาะไต้หวัน โดยยืนยันว่าพายุจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากพายุลูกนี้โดยตรง แต่ถึงกระนั้นก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อัปเดตสถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล”

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กกรมอุตุนิยมวิทยา ได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก โดยระบุว่า พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” (PODUL) กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่เกาะไต้หวัน

“โพดุล” ซึ่งมีความหมายว่าต้นหลิว เป็นชื่อที่ตั้งโดยประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) และเป็นพายุลูกที่ 11 ตามการนับจำนวนพายุของ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าพายุนี้จะไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้เตือนผู้ที่จะเดินทางไปยังเกาะไต้หวัน หรือประเทศจีนทางด้านตะวันออก ในช่วงวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2568 ให้ตรวจสอบสภาพอากาศและข่าวสารอย่างละเอียดก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัย

ทำความเข้าใจผลกระทบของ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล”

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ฝนที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากอิทธิพลของมรสุมและร่องมรสุมเป็นหลัก ไม่ได้มีสาเหตุโดยตรงมาจากอิทธิพลของพายุ “โพดุล” อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุ ควรเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์จำเป็น และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพายุ “โพดุล” แต่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การมีความรู้ความเข้าใจ การติดตามข่าวสาร และการวางแผนรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
  • ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมอุปกรณ์จำเป็นในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • วางแผนการเดินทางสำรองในกรณีที่เส้นทางหลักถูกปิด

การติดตามสถานการณ์พายุและการเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าพายุลูกนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เสมอ

ที่มา – อัปเดตสถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” กำลังเคลื่อนตัวไปทางเกาะไต้หวัน

Scroll to top