พีท เฮกเซธ

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่ทำเอาหลายคนต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียวครับ เมื่อทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เกี่ยวกับนโยบายทางการทหารที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีการยืนยันว่า ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่านักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศอย่างมากครับ

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ นะครับ ทรัมป์ระบุชัดเจนว่าสาเหตุหลักมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เขาเรียกว่า “ดีมาก” กับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออย่าง คิม จอง-อึน ซึ่งในมุมมองของทรัมป์ การซ้อมรบร่วมเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นภาระทางการเงินที่สหรัฐฯ ต้องเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ แต่ยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่เป็นศัตรูต่อเกาหลีเหนืออีกด้วย

เบื้องหลังการตัดสินใจที่สะเทือนภูมิภาค

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้ว ทรัมป์ยังได้ระบายความในใจเรื่องที่เขาเคยร้องขอให้เกาหลีใต้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่กลับได้รับคำปฏิเสธกลับมา ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่าการซ้อมรบที่กำลังจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้ควรถูกลดขนาดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในทางปฏิบัติมันจะสายเกินไปที่จะยกเลิกทั้งหมดก็ตาม

หากเรามองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของนโยบายนี้ ทรัมป์ถือเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกๆ ที่กล้าแหกกฎธรรมเนียมดั้งเดิมด้วยการเปิดโต๊ะเจรจากับ คิม จอง-อึน ถึง 3 ครั้ง แม้ว่าสุดท้ายแล้วการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์จะหยุดชะงักลงตั้งแต่ปี 2562 แต่ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างทั้งคู่จะยังคงส่งผลต่อทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

  • ผลกระทบต่อความมั่นคง: การปรับลดการซ้อมรบอาจทำให้พันธมิตรในภูมิภาคเกิดความกังวล
  • มุมมองด้านงบประมาณ: ทรัมป์ย้ำเสมอว่าสหรัฐฯ ไม่ควรเป็นฝ่ายแบกรับค่าใช้จ่ายเพียงลำพัง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: นี่คือการวัดใจระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ภายใต้สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

ท้ายที่สุดแล้ว สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนที่น่าสนใจมากว่า นโยบายระดับโลกบางครั้งก็ขับเคลื่อนด้วยทัศนคติเฉพาะตัวของผู้นำประเทศ การที่ ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก นั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเมืองโลก คุณผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรกับท่าทีของทรัมป์ในครั้งนี้ครับ? อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ ล่าสุดมีประเด็นใหญ่ที่น่าจับตาเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านสภาคองเกรสว่า สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินปฏิบัติการทางทหารนั้นมีต้นทุนที่มหาศาลเพียงใด และดูเหมือนว่าหนทางในการเจรจาหรือยุติความขัดแย้งจะยังไม่จบลงง่ายๆ ในระยะเวลานี้

ในการชี้แจงต่อสภาคองเกรส เพื่อขออนุมัติงบประมาณก้อนใหม่จำนวนมหาศาลกว่า 8.76 หมื่นล้านดอลลาร์ นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมได้ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วน โดยระบุว่าเม็ดเงินที่ใช้ไปแล้วกว่า 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ถูกนำไปใช้ในหลายส่วน ทั้งค่าอาหารทหาร ค่าปฏิบัติการโจมตี และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด แต่เมื่อพูดถึงหัวข้อ สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ สมาชิกวุฒิสภากลับตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและทิศทางในอนาคต

ทำไมต้องของบเพิ่มในสถานการณ์เช่นนี้?

รัฐมนตรีกลาโหมอธิบายว่า งบประมาณที่ขอเพิ่มจะถูกจัดสรรในส่วนที่สำคัญดังนี้:

  • 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์: สำหรับการเติมคลังยุทโธปกรณ์และกระสุนที่ขาดแคลน
  • 1.73 หมื่นล้านดอลลาร์: ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางทหารที่ยังคงต่อเนื่อง
  • 1.21 หมื่นล้านดอลลาร์: สำหรับโครงการลับทางทหารที่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด

การขอใช้งบประมาณก้อนใหญ่ในขณะที่ใกล้จะถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม ทำให้สมาชิกรัฐสภาหลายฝั่งชะลอการตัดสินใจ เนื่องจากประเด็นการทำสงครามในต่างแดนไม่ค่อยเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียงเท่าไรนัก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลบริหารจัดการล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณ การที่ สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งกินเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่งในสภา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่สหรัฐฯ พยายามทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อ “รักษาเสถียรภาพ” แต่กลับต้องเผชิญกับแรงต้านภายในประเทศ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานะทางการเมืองในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวอเมริกันและงบประมาณรับมืออีโบลาที่พ่วงมาด้วย จะช่วยให้ร่างงบประมาณนี้ผ่านสภาไปได้หรือไม่

สุดท้ายแล้ว เงินที่จ่ายไปจะคุ้มค่ากับสันติภาพที่ได้รับจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการผลักดันให้ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป? นี่คงเป็นคำถามที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องหาคำตอบให้ประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งอย่างน่าตกใจ เมื่อล่าสุด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศกร้าวว่า สหรัฐฯ เตรียมจะเริ่มโจมตีอิหร่านในคืนนี้ โดยระบุว่ากองทัพจะเจอกับภารกิจที่งานชุกอย่างแน่นอน หลังจากที่การเจรจาระหว่างสองประเทศมีความล่าช้าและยืดเยื้อมานานเกินไป

กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้กล่าวแถลงการณ์จากหน้าสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ในรัฐฟลอริดา โดยยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ ต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการทิ้งระเบิดใส่สถานที่สำคัญต่างๆ ในอิหร่าน เนื่องจากทางสหรัฐฯ มองว่าอิหร่านพยายามถ่วงเวลาและไม่ให้ความร่วมมือในการบรรลุข้อตกลงที่ควรจะเกิดขึ้น

รายละเอียดการปฏิบัติการและการเตือนจากรัฐมนตรีกลาโหม

รัฐมนตรีเฮกเซธได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า กองบัญชาการกลาง (CENTCOM) เตรียมตัวพร้อมสำหรับปฏิบัติการในคืนนี้ โดยย้ำว่า กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่ ตามเจตนารมณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงที่ยอดเยี่ยม แทนที่จะปล่อยให้การเจรจาคาราคาซังอยู่บนโต๊ะเจรจาต่อไป การโจมตีในครั้งนี้จะมีความรุนแรงและชัดเจนเพื่อให้แน่ใจว่าเงื่อนไขของสหรัฐฯ จะได้รับการปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ

  • การโจมตีจะมุ่งเป้าไปยังสถานที่สำคัญในอิหร่าน
  • ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการยุติการถ่วงเวลาในการเจรจา
  • กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM รับหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติการหลัก
  • หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น สหรัฐฯ พร้อมที่จะโจมตีลากยาวต่อเนื่องไปยังวันพรุ่งนี้

หลายฝ่ายมองว่าท่าทีของรัฐมนตรีกลาโหมในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวที่สุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งรอบนี้ ซึ่งสื่อให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่มีความอดทนต่อการประวิงเวลาอีกต่อไป การดำเนินการที่รวดเร็วและหนักหน่วงจึงถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการจัดระเบียบทางการทูตใหม่ผ่านพลังทางทหาร การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์โลก เราต้องจับตามองว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวัง หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในระดับที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคงต้องติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก หลายคนอาจเกิดคำถามว่า สหรัฐอเมริกายังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเท่าเดิมหรือไม่? ล่าสุด นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาคลายความกังวลนี้ในการประชุมแชงกรี-ลา ไดอะล็อก โดยย้ำชัดว่า สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม เพื่อให้ภูมิภาคนี้มีความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

การแถลงการณ์ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความกังวลของประเทศพันธมิตร หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ อาจต้องแบ่งสรรทรัพยากรไปจัดการกับปัญหาในตะวันออกกลางและวิกฤตความมั่นคงในที่อื่นๆ นายเฮกเซธได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานของสหรัฐฯ ว่าเราทำสองสิ่งพร้อมกันได้เสมอ การที่สหรัฐฯ กระจายกำลังไปทั่วโลกไม่ได้หมายความว่าภูมิภาคแปซิฟิกถูกละเลย แต่เป็นการทำงานอย่างเงียบๆ แต่จริงจังเพื่อสร้างสมดุลอำนาจ

เหตุผลที่สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

นายเฮกเซธชี้ให้เห็นว่า ยุคสมัยที่โลกจะอยู่ได้ด้วยวาทกรรมทางกฎกติกาสากลเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอแล้ว เขาจึงเน้นย้ำความสำคัญของ การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยระบุว่า:

  • เป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมควรอยู่ที่ 3.5% ของ GDP ในแต่ละประเทศ
  • อาวุธยุทโธปกรณ์ที่จับต้องได้สำคัญกว่าคำมั่นสัญญาที่เป็นเพียงตัวหนังสือ
  • การเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพในภูมิภาคจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองที่มั่นคง

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ชื่นชมประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ที่แสดงความตั้งใจในการยกระดับความร่วมมือและเพิ่มงบประมาณทางทหาร ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความมั่นคงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ตักเตือนบางประเทศให้ระวังการเป็นผู้ที่พึ่งพาเพิกเฉยต่อความมั่นคงส่วนรวม หรือที่เขาเรียกว่ากลุ่ม “กินแรง” เพื่อนบ้าน ซึ่งนับเป็นข้อความที่ค่อนข้างดุเดือดและท้าทายให้ชาติพันธมิตรต้องกลับมาทบทวนท่าทีของตนเอง

ในมุมมองของผม แนวทางของสหรัฐฯ ในปัจจุบันคือการเน้นย้ำถึง “ศักยภาพที่มองเห็นได้จริง” มากกว่าการเน้นประชุมหรือสร้างเวทีเสวนาเพียงอย่างเดียว หากพันธมิตรในเอเชียต้องการคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน การหันมาลงทุนในด้านการป้องกันประเทศของตนเองก็เป็นกุญแจสำคัญที่สหรัฐฯ กำลังร้องขอ ซึ่งในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเองครับ หากคุณสนใจติดตามข่าวสารสถานการณ์โลกที่เข้มข้นเช่นนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตจากสำนักข่าวชั้นนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของโลกการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล หลังเกิดเหตุยิงตอบโต้ในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย สถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดสนใจของโลก โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดเส้นทางหนึ่ง

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 หรือ 5 พ.ค. นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันอย่างชัดเจนว่า กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ยิงตอบโต้ระหว่างเรือรบสหรัฐฯ กับอิหร่านในวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังพยายามเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

ก่อนหน้านี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือเร็วของอิหร่าน 6 ลำ รวมถึงขีปนาวุธร่อนและโดรน ภายใต้ปฏิบัติการ “โครงการแห่งเสรีภาพ” (Project Freedom) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการ เพื่อคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างให้ผ่านช่องแคบดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย

รายละเอียดคำแถลงของนายพีท เฮกเซธ

นายเฮกเซธ กล่าวว่า ปฏิบัติการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อปกป้องเรือพาณิชย์ และข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมาแล้ว 4 สัปดาห์ยังคงมีผลบังคับใช้ “เราไม่ได้พยายามหาเรื่อง” เขาย้ำในที่ประชุมสื่อ “ข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลอยู่แน่นอน แต่เราจะเฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิด”

  • อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่เรือสหรัฐฯ ในวันจันทร์
  • โจมตี UAE ด้วยขีปนาวุธและโดรน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ
  • UAE เปิดเผยว่าระบบป้องกันอากาศกำลังรับมือการโจมตีรอบใหม่

ทางฝั่งอิหร่าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า การกระทำของสหรัฐฯ และพันธมิตรละเมิดข้อตกลง ทำให้การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในอันตราย “สหรัฐฯ แบกรับสถานการณ์นี้ไม่ได้ ถ้าเราเพิ่งเริ่มลงมือจริง” เขาขู่

สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก หากปิดกั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก สหรัฐฯ อ้างว่าประสบความสำเร็จในการคุ้มกันเรือพาณิชย์หลายร้อยลำ โดยเรือสินค้าสหรัฐฯ 2 ลำผ่านไปได้ภายใต้การคุ้มครองเรือพิฆาต แม้บริษัท Maersk จะยืนยันเช่นกัน แต่ทางการอิหร่านปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม วันจันทร์มีรายงานระเบิดบนเรือสินค้าหลายลำในอ่าวเปอร์เซีย และท่าเรือน้ำมัน UAE ถูกโจมตี ส่งผลให้ UAE ประกาศจำกัดน่านฟ้าอีกครั้ง สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดน้ำมันผันผวน นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงหากหยุดยิงล้มเหลว

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อมานาน จากประเด็นนิวเคลียร์ สงครามตัวแทนในตะวันออกกลาง และการคว่ำบาตร ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวนี้เกิดขึ้นหลังการเจรจาลับ แต่เหตุการณ์ล่าสุดเสี่ยงทำให้เจรจาล้มเหลว

ในมุมมองของผู้เขียน สหรัฐฯ พยายามแสดงแสนยานุภาพเพื่อปกป้องเส้นทางการค้า แต่การยิงตอบโต้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายไม่ยับยั้งชั่งใจ โลกควรจับตาการเจรจารอบต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน ชนะสงครามอิหร่าน ชี้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน ชนะสงครามอิหร่าน ชี้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก หลังจากรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานเริ่มคลี่คลาย แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะคำขู่จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะทำลายล้างอิหร่านหากไม่ยอมตามเงื่อนไข

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน ชนะสงครามอิหร่าน ชี้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้จัดการแถลงข่าวร่วมกับพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ที่อาคารเพนตากอน สหรัฐฯ โดยเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินสงครามกับอิหร่าน หลังจากทั้งสองฝ่ายประกาศหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สิ่งที่ทำให้ทุกคนสนใจคือ การยืนยันชัยชนะของสหรัฐฯ และการเปิดใช้งานช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

รายละเอียดแถลงข่าวจากเพนตากอน

ระหว่างการแถลง นายเฮกเซธตอบคำถามนักข่าวเกี่ยวกับคำขู่ของทรัมป์ที่ว่า “อารยธรรมของอิหร่านจะดับสูญ” หากไม่บรรลุข้อตกลง โดยระบุว่า “เราได้กำหนดเป้าหมายทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สะพาน โรงไฟฟ้า ทุกอย่างพร้อมล็อกเป้าและโหลดกระสุนเรียบร้อย” คำพูดนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรบของกองทัพสหรัฐฯ ที่สามารถกลับมาทำลายอิหร่านได้ทุกเมื่อ

พลเอกเคนเสริมว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหัวใจของการเจรจาครั้งนี้ ได้เปิดใช้งานตามปกติแล้วตั้งแต่วันนี้ ส่งสัญญาณบวกต่อตลาดน้ำมันโลกที่เคยสั่นคลอนจากความขัดแย้ง นอกจากนี้ ภายใต้เงื่อนไขหยุดยิง อิหร่านต้องกำจัดวัสดุนิวเคลียร์ทั้งหมดที่ “ไม่ควรมีไว้ครอบครอง” แม้ว่าฝั่งอิหร่านจะยังไม่ยืนยันเงื่อนไขนี้ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ

  • สหรัฐฯ ยืนยันชัยชนะ: ทำลายกองทัพอิหร่านเกือบทั้งหมด แม้หน่วยข่าวกรอง CNN รายงานว่าอิหร่านยังเหลือขีดความสามารถยิงขีปนาวุธหลัก
  • ช่องแคบฮอร์มุซเปิด: เส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลกกลับสู่ปกติ
  • แผนสำรองพร้อม: กองทัพสหรัฐฯ รอคำสั่งจากทรัมป์ หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตาม

ผลกระทบต่อสถานการณ์โลกและเศรษฐกิจ

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน ชนะสงครามอิหร่าน ชี้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะทางทหาร แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดกั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงก่อนหน้า การเปิดช่องแคบครั้งนี้ช่วยลดความกังวลของนักลงทุน และอาจทำให้ราคาน้ำมันลดลงในสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสถานการณ์ยังเปราะบาง อิหร่านอาจใช้ยุทธวิธีกองโจรหรือโจมตีทางอ้อมผ่านกลุ่มพันธมิตรในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ จึงยังคงตรึงกำลังทหารในภูมิภาคไว้จำนวนมาก เพื่อป้องกันการลุกลาม

จากมุมมองของเรา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของสหรัฐฯ ในเวทีโลก แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจลุกลามได้ทุกเมื่อ หากไม่มีการเจรจาที่แท้จริง แนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน

อย่าพลาดอัปเดตล่าสุด! สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่อไม่ให้พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – กลาโหมสหรัฐฯ ยัน ชนะสงครามอิหร่าน ชี้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว

กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้ทรัมป์ตัดสิน

กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์ ในงานแถลงข่าวล่าสุดที่เพนตากอน สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังร้อนระอุ โดยปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) ได้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว ชาวโลกจับตาการเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ได้จัดการแถลงข่าวร่วมกันที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เพื่ออัปเดตความคืบหน้าของปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในตะวันออกกลางช่วงนี้

กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์

นายเฮกเซธ ย้ำชัดเจนว่า กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์ โดยเป้าหมายหลักของปฏิบัติการยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อบดขยี้ศัตรู โดยยึดตามกำหนดการของตัวเอง ไม่ยอมให้อิหร่านมีโอกาสโต้กลับ

3 เป้าหมายหลักที่กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำในการถล่มอิหร่าน

  • เป้าหมายที่ 1: ทำลายคลังแสงขีปนาวุธของอิหร่าน ฐานปล่อยขีปนาวุธ และฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อตัดกำลังการโจมตีทางไกลของอิหร่าน
  • เป้าหมายที่ 2: ทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือรบไปแล้วกว่า 50 ลำ
  • เป้าหมายที่ 3: ยับยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร ซึ่งเป็นประเด็น敏感ที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูงสุด

ในวันแถลงข่าว นายเฮกเซธ ระบุว่าวันนี้จะเป็นวันที่การโจมตีรุนแรงที่สุด โดยใช้เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดจำนวนมาก ข้อมูลข่าวกรองมีความแม่นยำสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้การโจมตีมีประสิทธิภาพสูง

นอกจากนี้ ยังมีการเตือนตรงไปยังโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ให้ฟังคำเตือนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเลิกพยายามครอบครองนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันก็เตือนรัสเซียไม่ให้แทรกแซง

กรณีโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบที่ถูกโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 165 ราย รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันว่าจะตรวจสอบอย่างละเอียด และสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลเรือนทุกวิถีทาง

พลเอกเคน เผยความสำเร็จล่าสุด เช่น การทิ้งระเบิดเจาะทะลวงขนาด 2,000 ปอนด์ลงฐานยิงขีปนาวุธใต้ดิน การโจมตีขีปนาวุธของอิหร่านลดลง 90% และโดรนพลีชีพลดลง 83% นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อ 28 กุมภาพันธ์

กองทัพสหรัฐฯ มุ่งเน้นทำลายกลุ่มอุตสาหกรรมทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ที่ผลิตโดรนโจมตี เพื่อตัดกำลังผลิตอย่างถาวร สถานการณ์นี้ทำให้ชาวอเมริกันกังวลว่าสหรัฐฯ อาจถูกดึงเข้าสู่สงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลาง แต่จุดจบของสงครามขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทรัมป์เท่านั้น

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ สงครามครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเมืองโลก โดยเฉพาะการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์และอิทธิพลในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพหรือยืดเยื้อต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับ กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำ 3 เป้าหมายถล่มอิหร่าน ชี้สงครามจบเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัมป์

เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว

เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศว่ากองทัพได้กำจัดเป้าหมายสำคัญจากอิหร่านที่เกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ไปเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในอิหร่าน ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด

เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 หรือ 2026 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงข่าวที่ตึกเพนตากอน เกี่ยวกับความคืบหน้าของปฏิบัติการ “อิปิก ฟิวรี” (Epic Fury) ในดินแดนอิหร่าน เขาเปิดเผยว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้สังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยที่อยู่เบื้องหลังแผนการลอบสังหารประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว การสังหารเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม โดยนายเฮกเซธย้ำว่าเป้าหมายรายนี้ไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักของปฏิบัติการ แต่ถูกนำมารวมในรายชื่อเนื่องจากความสำคัญ

รายละเอียดแผนลอบสังหารทรัมป์และการตอบโต้ของสหรัฐฯ

ย้อนกลับไปในปี 2567 หรือ 2024 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ได้ตั้งข้อหาชายชาวอิหร่านคนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในข้อหาวางแผนลอบสังหารทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น แต่เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว ทำให้ IRGC เสียหายหนัก

นายเฮกเซธกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ผู้นำของหน่วยที่พยายามจะลอบสังหารประธานาธิบดีทรัมป์ ถูกตามล่าและสังหารแล้ว อิหร่านพยายามจะสังหารประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์คือผู้ที่ได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย” คำพูดนี้สะท้อนถึงนโยบายแข็งกร้าวของรัฐบาลทรัมป์ต่ออิหร่าน

คำพูดเด็ดจากทรัมป์และบริบทปฏิบัติการ Epic Fury

ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์นี้ระหว่างพูดถึงปฏิบัติการร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอลที่สังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ก่อนหน้า โดยท่านระบุว่า “ผมจัดการเขาก่อนที่เขาจะจัดการผม” แม้เฮกเซธจะยืนยันว่าเรื่องเพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว ไม่ใช่ภารกิจหลัก แต่ทีมงานเพนตากอนก็ได้รวมเป้าหมายนี้ไว้ในที่สุด

  • ปฏิบัติการ Epic Fury: การโจมตีหน่วย IRGC ในอิหร่าน
  • การสังหารเมื่อ 3 มี.ค. 2569: หัวหน้าหน่วยลอบสังหารทรัมป์
  • แผนลอบสังหารถูกเปิดโปงปี 2567: ชายอิหร่านถูก DOJ ตั้งข้อหา
  • คำยืนยันจากเฮกเซธ: ทรัมป์หัวเราะเป็นคนสุดท้าย
  • บริบทใหญ่: สังหารคาเมเนอีโดยสหรัฐฯ-อิสราเอล

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะทางทหาร แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงศัตรูของสหรัฐฯ ว่าการคุกคามผู้นำอเมริกันจะไม่ถูกมองข้าม สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังเดือดพล่าน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน

นอกจากนี้ การที่เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของทรัมป์ในฐานะผู้นำที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางการหาเสียงและนโยบายต่างประเทศที่เน้น “America First” ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีเป้าหมายเพิ่มเติมจาก IRGC

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของหน่วยข่าวกรองและกองทัพสหรัฐฯ ที่สามารถติดตามและกำจัดภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ใช่เป้าหมายหลัก มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าความมั่นคงของชาติคือสิ่งสำคัญสูงสุด คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? สหรัฐฯ จะตอบโต้อย่างไรต่อไป?

ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและวิเคราะห์เจาะลึกได้ที่เว็บไซต์ของเรา คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น!

ที่มา – เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน เรือดำน้ำอเมริกันยิงตอร์ปิโด จมเรือรบอิหร่าน

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน เรือดำน้ำอเมริกันยิงตอร์ปิโด จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา เหตุการณ์สุดระทึกที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก เมื่อรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่าราชนาวีสหรัฐได้ลงมือจมเรือรบอิหร่านลำสำคัญในมหาสมุทรอินเดีย สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เรือศัตรูถูกตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำทำลายล้างจนอับปาง

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน เรือดำน้ำอเมริกันยิงตอร์ปิโด จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 หรือตรงกับวันพุธ นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้จัดการแถลงข่าวที่เพนตากอน ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการกลาโหมหลักของสหรัฐ โดยเขาเปิดเผยรายละเอียดว่า เรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐได้ยิงตอร์ปิโดโจมตีเรือฟริเกต IRIS Dena ของอิหร่านที่กำลังลอยตัวอยู่ในน่านน้ำสากลใกล้ชายฝั่งศรีลังกา "เรือดำน้ำอเมริกันจมเรือรบอิหร่านลำหนึ่งที่คิดว่าตนเองปลอดภัยอยู่ในน่านน้ำสากล แต่ความจริงคือมันถูกจมลงด้วยตอร์ปิด" เฮกเซธกล่าวอย่างมั่นใจ นอกจากนี้ เขายังย้ำว่านี่เป็น "การใช้ตอร์ปิโดจมเรือของศัตรูเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2" ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของกองทัพเรือสหรัฐ

รายละเอียดเรือรบอิหร่านที่ถูกจม: IRIS Dena และ Soleimani

เรือที่ถูกจมคือ IRIS Dena เรือฟริเกตลำสำคัญของกองทัพเรืออิหร่าน ซึ่งมีรายงานว่าถูกยิงด้วยตอร์ปิโดจนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ในช่วงเช้ามืดก่อนจะอับปางทั้งลำ ปัจจุบันยังมีลูกเรือสูญหายกว่า 148 คน โดยกองทัพเรือศรีลังกาได้ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้เพียง 32 รายเท่านั้น รัฐมนตรีต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของศรีลังกาแสดงความกังวลว่าความหวังในการค้นหาผู้สูญหายกำลังเลือนลาง นอกจาก IRIS Dena แล้ว รัฐมนตรีเฮกเซธยังเอ่ยถึงเรืออีก ลำชื่อ Soleimani ซึ่งตั้งชื่อตามอดีตนายพลคาเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของอิหร่านที่ถูกสหรัฐสังหารในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ "ผมคิดว่าท่านประธานาธิบดีจัดการกับเขาได้ถึงสองครั้งเลยทีเดียว" เฮกเซธกล่าวติดตลก แต่สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสองชาติ

  • เรือ IRIS Dena: เรือฟริเกตหลักของอิหร่าน ถูกโจมตีใกล้ศรีลังกา สูญหาย 148 คน
  • เรือ Soleimani: เรือสำคัญที่ถูกจมเพิ่มเติม ตั้งชื่อตามนายพลผู้ล่วงลับ
  • อาวุธที่ใช้: ตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำสหรัฐ ชั้นนำด้านเทคโนโลยี
  • ความสำคัญ: ครั้งแรกนับจาก WWII ที่เรือดำน้ำจมเรือผิวน้ำศัตรู

ปฏิกิริยาจากศรีลังกาและอิหร่าน

ทางด้านศรีลังกา นายพุทธภา สัมพัทธ์ โฆษกกองทัพเรือศรีลังกา ได้ให้สัมภาษณ์กับ BBC โดยปฏิเสธข่าวลือที่ว่าเรืออิหร่านถูกโจมตีจากเรือดำน้ำ โดยยืนยันว่าเป็นอุบัติเหตุจากระเบิดภายใน ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับคำแถลงของกลาโหมสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในน่านน้ำสากลใกล้ชายฝั่งศรีลังกา ทำให้เกิดคำถามถึงความมั่นคงในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย อิหร่านเองยังไม่ได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมีการตอบโต้ที่รุนแรง เนื่องจากนี่เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพเรือ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของเรือดำน้ำสหรัฐที่ล้ำสมัย เช่น ชั้น Virginia หรือ Los Angeles ที่ติดตั้งตอร์ปิโด MK-48 ซึ่งมีความแม่นยำสูง แต่ยังสะท้อนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะหลังจากเหตุสังหารโซเลมานีและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การจมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่ในอินโด-แปซิฟิก ซึ่งไทยและชาติในอาเซียนต้องจับตาใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือการแสดงแสนยานุภาพของสหรัฐในการรักษาความมั่นคงทางทะเล โดยเรือดำน้ำสามารถปฏิบัติการลับๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความหวาดกลัวให้กับฝ่ายตรงข้าม หากคุณสนใจเรื่องเทคโนโลยีทางทหารหรือสถานการณ์โลก ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด นี่แสดงให้เห็นว่าสงครามสมัยใหม่เน้นการโจมตีแบบล่องหนและแม่นยำมากขึ้น

ที่มา – กลาโหมสหรัฐฯ ยัน เรือดำน้ำอเมริกันยิงตอร์ปิโด จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

Scroll to top