ฟ้องหมิ่นประมาท

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในเรื่องการตรวจสอบที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยล่าสุด “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวต่อสู้ในชั้นศาลอย่างเต็มกำลังหลังจากถูกคู่กรณีฟ้องร้อง

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ท่านตั้งใจจะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อท่านได้รับหมายศาลในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องท่านในข้อหาหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จ อย่างไรก็ตาม ท่านยืนยันว่าการเดินทางไปในครั้งนี้มีความสำคัญมากเพื่อให้ทนายความเห็นพื้นที่จริงก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง

เปิดใจทำไม “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

ในการให้สัมภาษณ์ ท่านได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่น่าสนใจว่า แม้จะได้รับหมายศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นี้ แต่ท่านได้แจ้งทางศาลไปอย่างชัดเจนว่าไม่มีความประสงค์ที่จะทำการไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด เพราะต้องการพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต่อหน้าศาลมากกว่า โดยท่านเตรียมพานคณะทนายความลงพื้นที่ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด

สิ่งที่น่าสนใจคือการเตรียมตัวของท่านในครั้งนี้ มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  • เตรียมลงพื้นที่บุรีรัมย์เพื่อดูพื้นที่จริงกับทนายความ
  • เตรียมขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล
  • เตรียมหลักฐานเพื่อใช้ในการซักค้านในวันไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2569

หลายคนมองว่าการที่ “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินผืนนี้ เรียกได้ว่าเป็นมหากาพย์ที่คงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร และศาลจะวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมาในทิศทางไหน

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสในที่ดินของรัฐเป็นสิทธิที่ประชาชนเฝ้ารอคำตอบ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เราคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อมูลใหม่ๆ ที่พลิกโฉมคดีนี้ได้หรือไม่

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท

กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุด นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคมีมติเห็นชอบให้ 9 แกนนำพรรค เดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่ออกมากล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมา

นายกรวีร์ระบุว่า การกระทำของนายยิ่งชีพนั้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบรรดาแกนนำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่อีกฝ่ายออกมายอมรับเองว่าไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการกล่าวหา แต่เป็นการฟังคำบอกเล่ามาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในมุมของนักการเมือง พรรคภูมิใจไทยมองว่านี่ไม่ใช่กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส แต่เป็นความพยายามที่จะดิสเครดิตและใส่ร้ายป้ายสีกันทางการเมืองมากกว่า

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฟ้องร้อง

สำหรับประเด็นที่ว่าเรื่องนี้คือการ “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP Lawsuit นั้น นายกรวีร์ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การฟ้องปิดปากหมายถึงการที่รัฐใช้เครื่องมือทางกฎหมายกับประชาชนที่พูดความจริง แต่ในกรณีของ กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท นั้น เป็นเพียงการรักษาสิทธิและปกป้องศักดิ์ศรีของบุคคลที่ถูกกล่าวหาโดยไร้มูลความจริง

  • การฟ้องร้องเน้นไปที่การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ 9 แกนนำ
  • การตรวจสอบต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่ใช่การนำความเห็นมาเหมาเข่ง
  • การออกมาตอบโต้ถือเป็นหน้าที่ เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจผิดว่าเป็นการยอมรับข้อหา

นายกรวีร์ยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงความเชื่อมโยงที่นายยิ่งชีพพยายามสร้างขึ้น ว่าเป็นการนำเรื่องผู้ช่วย สส. ที่รู้จักกับผู้สมัครมาเชื่อมโยงกับตัว สส. เอง ซึ่งทางพรรคยืนยันว่าไม่มีคลิปเสียง ไม่มีคลิปวิดีโอ หรือหลักฐานการสนับสนุนด้านการเงินใดๆ ที่จะเอาผิดได้ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงดูเหมือนการจัดฉากเพื่อเป้าหมายบางอย่าง มากกว่าความมุ่งมั่นในการตรวจสอบกฎหมาย

สรุปแล้วสถานการณ์กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ดุเดือด ซึ่งประชาชนคงต้องจับตาดูกระบวนการยุติธรรมกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร และศาลจะตัดสินว่าข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่นั้นถือเป็นการหมิ่นประมาทหรือเป็นการตรวจสอบโดยสุจริตกันแน่

ที่มา – “กรวีร์” เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ หมิ่นประมาท

คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

เชื่อว่าหลายคนในช่วงนี้คงต้องเคยไถฟีด TikTok แล้วผ่านตาคลิปของสาวเก่งคนหนึ่งที่พูดเรื่องมาตรฐานการเดทจนกลายเป็นประเด็นร้อนแรง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งเธอคนนี้ไม่ใช่แค่อินฟลูเอนเซอร์ธรรมดา แต่เป็นเจ้าของธุรกิจที่มี Mindset การทำงานที่น่าสนใจมากครับ

เปิดประวัติและที่มาของ คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

คุณหนูแอลลี่ หรือ แอลลี่ อลิชา คือครีเอเตอร์สาวเจ้าของช่อง TikTok @alyshass ซึ่งมีผู้ติดตามหลักแสน เธอโด่งดังจากการแบ่งปันมุมมองชีวิต ประสบการณ์การทำธุรกิจ และการสร้างตัวด้วยตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 21 ปี โดยเธอเล่าว่าเธอเริ่มใช้ชีวิตด้วยลำแข้งตัวเองตั้งแต่อายุ 18 ปี และสร้างบริษัทจนประสบความสำเร็จในมูลค่า 8 หลัก

ประเด็นที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจมากที่สุด ก็คือคำถามที่ว่า คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งเธอได้ชี้แจงว่า สิ่งที่เธอพูดคือความมั่นใจในระดับความสามารถของตัวเอง หากเธอสามารถสร้างรายได้และบริหารชีวิตได้ในระดับนี้ เธอก็ต้องการมองหาคู่ชีวิตที่มีทัศนคติและวิสัยทัศน์ในระดับเดียวกัน เพื่อที่จะช่วยกันพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปนั่นเองครับ

ส่องไลฟ์สไตล์และตัวตนที่แท้จริง

หลายคนอาจจะสงสัยในประวัติการศึกษาและการงานของเธอ ซึ่งเธอก็ออกมาตอบแบบชัดเจนว่า:

  • เรียนคณะทันตแพทยศาสตร์จริง และเรียนจนถึงปี 5 ก่อนจะตัดสินใจลาออกเพื่อให้เวลากับการทำธุรกิจอย่างเต็มตัว
  • ไม่เคยอ้างหรือบอกใครว่าเป็นหมอฟัน แต่ใช้วุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิตที่ได้รับมา
  • มีประสบการณ์ทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเพียงช่วงสั้นๆ และมุ่งเน้นทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่า
  • ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตัวเอง ย้ายที่พักบ่อยเพื่อหาแรงบันดาลใจในการผลิตคอนเทนต์

ความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า ทุกคนมีสิทธิ์ในการตั้งมาตรฐานสำหรับชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้หรือไลฟ์สไตล์ สิ่งสำคัญคือความชัดเจนในจุดยืนและการกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่แอลลี่ก็ยังคงเดินหน้าทำธุรกิจและสร้างสรรค์คอนเทนต์ต่อไปอย่างไม่หวั่นไหวครับ แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับมาตรฐานของเธอ?

ที่มา – คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

ยันฟ้อง เป๋า ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท อนุทิน ลั่นต้องรับผิดชอบ

ยันฟ้อง เป๋า ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท อนุทิน ลั่นต้องรับผิดชอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า iLaw ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยเขายืนยันชัดเจนว่าจะเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และไม่มีการยอมความอย่างแน่นอน

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ นายยิ่งชีพ ได้ออกมากล่าวหาบุคคลในพรรคภูมิใจไทยจำนวน 9 คน รวมถึงตัวนายอนุทินเอง ว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ยันฟ้อง เป๋า ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท อนุทิน ลั่นหลายครั้งแล้ว พูดอะไรต้องรับผิดชอบ เป็นมาตรการที่พรรคต้องใช้เพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนเองในพื้นที่สาธารณะ

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฟ้องร้อง

นายอนุทินได้ให้เหตุผลสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้ว่า การที่มีผู้คนจำนวนมากติดตาม นายยิ่งชีพ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์นั้น ถือเป็นภาระหน้าที่ที่เจ้าตัวต้องระมัดระวังคำพูดให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะพูดหรือกล่าวหาสิ่งใดโดยปราศจากหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้เขามองว่าการกระทำดังกล่าวนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ไม่หวังดีต่อพรรคภูมิใจไทย และอาจเกิดขึ้นจากความผิดหวังทางการเมืองบางอย่าง

  • นายอนุทินย้ำว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ตามที่ถูกกล่าวหา
  • ฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยกำลังตรวจสอบกรณีเงินบริจาคต่างชาติของกลุ่มผู้ถูกฟ้อง
  • ทางพรรคยืนยันว่าจะไม่ยอมประนีประนอมเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ในแง่ของกระบวนการยุติธรรม นายอนุทินกล่าวอย่างมั่นใจว่า ตัวเขาเองไม่ได้มีความกังวลใจใดๆ เกี่ยวกับข้อครหาเหล่านี้ เพราะไม่ได้ทำความผิดและไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหา การดำเนินคดีครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนบทเรียนให้แก่ผู้ที่หยิบยกเรื่องราวไปโพสต์จนสร้างความเสื่อมเสียให้กับผู้อื่น ว่าสุดท้ายแล้วทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันและต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง การ ยันฟ้อง เป๋า ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท อนุทิน ลั่นหลายครั้งแล้ว พูดอะไรต้องรับผิดชอบ จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังนักเคลื่อนไหวและอินฟลูเอนเซอร์ในสังคมให้มีความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่นำเสนอ

ท้ายที่สุดนี้ สถานการณ์การเมืองที่ดุเดือดมักมีเรื่องของการฟ้องร้องเป็นธรรมดา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในข้อมูลและการใช้หลักฐานข้อเท็จจริงมากกว่าการคาดเดา ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และศาลจะตัดสินออกมาในทิศทางไหน

ที่มา – ยันฟ้อง “เป๋า ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท “อนุทิน” ลั่นหลายครั้งแล้ว พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการกล่าวถึงกรณีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงข้อพิพาททางกฎหมายกับ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.พรรคประชาชน โดยประเด็นหลักที่หลายคนสนใจคือกรณี ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าการดำเนินการทางกฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อหวังปิดกั้นการตรวจสอบในปัจจุบัน

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

นายสุชาติได้ชี้แจง ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ความเคลื่อนไหวในการยื่นฟ้องนางสาวรักชนกในข้อหาหมิ่นประมาทและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จนั้น ได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่การตอบโต้หลังจากการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตามที่มีกระแสข่าวลืออ้างถึง ทั้งนี้เป็นไปตามสิทธิในการปกป้องชื่อเสียงจากการถูกกล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง

รายละเอียดการฟ้องและประเด็นที่ ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

สำหรับคดีความที่เกิดขึ้นนั้น ฝ่ายทนายความของนายสุชาติได้สรุปประเด็นการฟ้องร้องไว้ทั้งหมด 4 คดีหลักๆ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่นายสุชาติมองว่าเป็นการหมิ่นประมาทและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ ดังนี้:

  • คดีเกี่ยวกับกรณีตึกสกายไนน์
  • คดีกล่าวหาว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าปกป้องคนผิดในกรณีผลสำรวจสินบนของ กกร.
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าเป็นคนถ่อยและมีกิริยาต่ำทราม

นายสุชาติกล่าวเน้นย้ำว่า การที่ศาลเพิ่งนัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับจังหวะเวลาในการทำงานของคณะกรรมาธิการที่ไอซ์เป็นประธานอยู่แต่อย่างใด เป็นเพียงขั้นตอนตามกระบวนการของศาลที่เพิ่งมาถึงคิวตรวจสอบในส่วนนี้เท่านั้น การที่ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้นานถึงหลายเดือน จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าเรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายปกติ ไม่ใช่ความพยายามในการสะกัดกั้นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส.ฝ่ายค้าน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองออกมาปกป้องสิทธิ์ของตนเองผ่านกระบวนการศาลถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามผลการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะทั้งการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส. และการใช้สิทธิ์ทางกฎหมายของรัฐมนตรี ต่างก็เป็นกลไกที่ช่วยให้สังคมได้รับรู้ความจริงในหลายๆ แง่มุมที่สังคมกำลังตั้งคำถามอยู่

ที่มา – ปัดฟ้องปิดปาก “สุชาติ” ยันฟ้องหมิ่น “ไอซ์” กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว

อธิบดีปกครองแจ้งความ อ.สมชัย ปมข้อมูลเลือกตั้งรั่วไหล

ประเด็นร้อนทางการเมืองและเทคโนโลยีล่าสุดที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง คือ อธิบดีปกครองแจ้งความ อ.สมชัย ปมข้อมูลเลือกตั้งรั่วไหล ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีการแถลงข่าวกล่าวหาว่าข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53 ล้านรายชื่อรั่วไหลจากกรมการปกครองและถูกขายในตลาดมืด สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนจำนวนมาก วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดเหตุการณ์นี้ให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมข้อมูลครบถ้วนเพื่อให้คุณเข้าใจบริบททั้งหมด

อธิบดีปกครองแจ้งความ อ.สมชัย ปมข้อมูลเลือกตั้งรั่วไหล

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบอำนาจให้นายจีราวัฒน์ พรหมเหมา เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจบางพลัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยกล่าวหานายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และบล็อกเชน

ข้อกล่าวหาหลัก ได้แก่ หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา บอกเล่าความเท็จที่ทำให้ประชาชนตื่นตกใจ รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ 2560 และความผิดทางอาญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวนรับแจ้งความและดำเนินการต่อไปแล้ว

สาเหตุที่นำไปสู่การแจ้งความ

ทุกอย่างเริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ซึ่งมีเว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่งเผยแพร่หัวข้อ “สมชัย – 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที แฉ ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกขายในตลาดมืด” โดยอ้างว่าข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง รั่วไหลมานานกว่า 3 สัปดาห์ หลังจากระบบถูกแฮกเกอร์เจาะ และกรมแก้ไขช่องโหว่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปขายในตลาดมืด ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองยืนยันว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นเท็จและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การเผยแพร่เช่นนี้นำความเสียหายมาสู่องค์กร ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจจากประชาชน และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร์และการเลือกตั้ง

ผู้ถูกแจ้งความและบทบาทของแต่ละคน

  • นายสมชัย ศรีสุทธิยากร: อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ผู้มีชื่อเสียงจากประเด็นตรวจสอบการเลือกตั้งในอดีต มักออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองและเลือกตั้ง
  • นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์: ผู้อำนวยการดีโหวต สังกัดมหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งดิจิทัล
  • นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์: CEO Domecloud บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ชำนาญด้านความปลอดภัยข้อมูล

ข้อกล่าวหาโดยละเอียด

  • หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326-328
  • นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14
  • ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

กรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูลรั่วไหลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาการตรวจสอบแหล่งข้อมูลก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดียได้ง่าย กรมการปกครองซึ่งรับผิดชอบทะเบียนบ้านและผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 50 ล้านราย ต้องรักษาความลับและความถูกต้องของข้อมูลให้ได้ เพื่อความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในหน่วยงานรัฐ หากระบบถูกเจาะจริงจะกระทบรุนแรงต่อความมั่นคง แต่ในครั้งนี้กรมยืนยันว่าไม่มีเรื่องรั่วไหลจริง และได้แก้ไขระบบล่วงหน้าแล้ว ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่าการตรวจสอบข้อมูลรั่วไหลต้องใช้หลักฐานทางเทคนิค เช่น IP log หรือ forensic analysis ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้าง

จากมุมมองของเรา กรณี อธิบดีปกครองแจ้งความ อ.สมชัย ปมข้อมูลเลือกตั้งรั่วไหล นี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญสำหรับทุกคนที่เผยแพร่ข้อมูล โดยเฉพาะเรื่อง sensitive อย่างข้อมูลส่วนบุคคล ควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ มิเช่นนั้นอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมายได้

คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? คิดว่าการอ้างข้อมูลรั่วไหลแบบนี้สมควรถูกดำเนินคดีหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริง!

ข้อมูลเชิงลึก: ในประเทศไทย ปัญหาข้อมูลรั่วไหลเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น กรณีข้อมูลประชาชนรั่วจากหน่วยงานรัฐหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดอาชญากรรมออนไลน์เพิ่มขึ้น การใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนที่ผู้ถูกแจ้งความเชี่ยวชาญ อาจช่วยป้องกันได้ในอนาคต แต่ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

“สุชาติ” ส่งทนายฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” 50 ล้านบาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองสุดร้อนมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่องที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ ในโซเชียลก็คือ “สุชาติ” ส่งทนายฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นี่เอง! นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ยอมให้ใครมาพาดพิงชื่อเสียงง่ายๆ ล่ะครับ มาดูรายละเอียดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สุชาติ ฟ้อง ไอซ์ รักชนก ค่าเสียหาย 50 ล้าน

“สุชาติ” ส่งทนายฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน นายสุชาติได้มอบอำนาจให้ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความ ยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไอซ์ รักชนก” ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน (ปชน.) ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

สาเหตุหลักมาจากการที่ไอซ์โพสต์ข้อความลงในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว พาดพิงนายสุชาติว่ามีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง และเรียกติดตลกๆ ว่า “คนเฮ้งซวย” ซึ่ง “เฮ้ง” คือชื่อเล่นของสุชาติเองครับ โพสต์แบบนี้ทำให้ชื่อเสียงของสุชาติเสียหายไปเยอะ แม้ว่าไอซ์จะเข้ามาแก้ไขข้อความภายหลัง แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นไปแล้ว ทนายสุชาติเลยไม่รอช้า ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลรับคำร้องและนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 27 เมษายน 2569 คดีหมายเลขดำที่ อ.257/2569

ทนายสุชาติยืนยัน ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง

หลังยื่นฟ้อง ทนายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ชัดเจนเลยครับว่า “สุชาติ” ส่งทนายฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมืองเด็ดขาด ถ้าไอซ์ไม่โพสต์แบบนั้น ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ เป็นไอซ์ทำตัวเองทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งการเมืองของสุชาติเลย สุชาติเคารพเสรีภาพการแสดงออก แต่ต้องอยู่ในขอบเขตกฎหมาย ห้ามเกินเลยเด็ดขาด

นอกจากนี้ ทนายยังออกโรงเตือนคนที่คอมเมนต์หมิ่นประมาทสุชาติใต้โพสต์ต่างๆ ด้วยนะครับ ว่า “ระวังจะโดดเดี่ยวหน้าบัลลังก์” ทีมทนายพร้อมเอาจริงทุกตัว เรียกได้ว่าเป็นการเตือนใจคนโซเชียลทั้งประเทศเลยล่ะ

พื้นหลังคดีและบทเรียนสำหรับชาวเน็ต

เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจลึกซึ้งขึ้น ลองมาดูรายละเอียดคดีกันแบบสรุปง่ายๆ ครับ

  • สถานที่ยื่นฟ้อง: ศาลอาญาตลิ่งชัน
  • วันที่ยื่น: 5 มีนาคม 2569
  • ผู้ถูกฟ้อง: น.ส.รักชนก ศรีนอก (ไอซ์ รักชนก) ส.ส.พรรคประชาชน
  • ข้อหา: หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (มาตรา 326-328 ประมวลกฎหมายอาญา) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • ค่าเสียหาย: 50 ล้านบาท + ดอกเบี้ย 5% ต่อปี
  • นัดไต่สวน: 27 เมษายน 2569

คดีแบบนี้ในไทยเกิดขึ้นบ่อยมาก โดยเฉพาะในวงการการเมืองที่ทุกฝ่ายแข่งกันโจมตีผ่านโซเชียล พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการจัดการเพราะโพสต์ออนไลน์เข้าข่าย “การโฆษณา” ทำให้หมิ่นประมาทได้ง่าย ใครที่เคยโพสต์ด่าทอคนดังๆ ต้องระวังตัวละครับ เพราะศาลไทยตีความกว้างมาก บางคดีเรียกค่าเสียหายหลักสิบล้านจริงๆ

ย้อนไปพื้นหลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นนักการเมืองอาวุโส สังกัดพรรคพลังประชารัฐ เคยเป็น ส.ส. และมีบทบาทสำคัญในรัฐบาล ส่วนไอซ์ รักชนก เป็น ส.ส.หน้าใหม่จากพรรคประชาชนที่สืบเชื้อสายจากพรรคก้าวไกล การปะทะกันแบบนี้สะท้อนความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ยังรุนแรง แม้ กกต. จะรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อของไอซ์แล้ว แต่คดีนี้ยังเดินหน้าต่อ

สำหรับพวกเราชาวเน็ต คดี “สุชาติ” ส่งทนายฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี เป็นบทเรียนราคาแพงเลยครับ การแสดงความเห็นเป็นสิทธิ แต่ต้องมีข้อมูลรองรับและไม่เกินเลย หยุดพาดพิงส่วนตัว ใช้ข้อเท็จจริงแทน จะปลอดภัยกว่าเยอะ

ส่วนตัวผมคิดว่าคดีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนให้คนไทยคิดก่อนโพสต์มากขึ้น ในยุคที่เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ (X) เต็มไปด้วยดราม่า การเมืองยิ่งต้องระวัง เพราะทนายพร้อมรออยู่แล้ว! ถ้าคุณมีประสบการณ์โดนฟ้องจากคอมเมนต์ แชร์มาคุยกันได้นะครับ

ติดตามข่าวอัพเดทคดีนี้และข่าวการเมืองอื่นๆ ได้ที่บล็อกเรา กดไลค์ แชร์ และกดกระดิ่งแจ้งเตือนด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดข้อมูลดีๆ แบบนี้!

ที่มา – “สุชาติ” ส่งทนายฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

“บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดในวงการตำรวจที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตเลยทีเดียว นั่นคือเรื่อง “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท จากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออนไลน์ถึง 3 ครั้ง! เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่เรารู้จักกันในนาม “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความคนสนิท เดินทางไปยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวน ภ.4 ซึ่งเคยเป็นลูกน้องคนสนิทของท่านมาก่อน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

“บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท

ทำไมถึงต้องฟ้องกันเองล่ะ? จากที่ทนายสัญญาภัชระเล่าให้ฟัง ท่านบิ๊กโจ๊กได้พิจารณาถ้อยคำที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออนไลน์อย่างละเอียดแล้ว พบว่ามีคำพูดที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทชัดเจน ทำให้ชื่อเสียงของท่านได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องนำข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ไปให้ศาลตัดสินว่าใครถูกใครผิด เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีของตัวเองนั่นเองครับ

บิ๊กโจ๊ก ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ หมิ่นประมาท

รายละเอียดคดี “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท

ศาลอาญากรุงเทพใต้รับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.107/2569 แล้วนะครับ และนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ซึ่งเป็นก้าวแรกสำคัญในการดำเนินคดีนี้ ต้องบอกว่าคำให้สัมภาษณ์ทั้ง 3 ครั้งนั้น ถูกมองว่าเป็นการโฆษณาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ที่มีโทษหนักกว่าปกติ เพราะเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ

ย้อนความหลังหน่อยนะครับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล คือตำนาน “บิ๊กโจ๊ก” ที่เคยปราบปรามมาเฟีย เรียกขาน 191 และทำงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด ส่วน พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็เคยเป็นลูกน้องใกล้ชิดในภารกิจต่างๆ แต่ดูเหมือนจะมีจุดแตกหักอะไรสักอย่าง จนกลายเป็นศัตรูทางการเมืองในวงการตำรวจ เรื่องแบบนี้ในวงการราชการไทย มักจะมีดราม่าหนักๆ เสมอ

  • สาเหตุหลัก: คำสัมภาษณ์สื่อออนไลน์ 3 ครั้ง ที่กล่าวหาบิ๊กโจ๊กในทางที่ทำให้เสื่อมเสีย
  • ผู้ยื่นฟ้อง: พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ผ่านทนายสัญญาภัชระ
  • ศาล: อาญากรุงเทพใต้ คดี อ.107/2569
  • นัดไต่สวน: 16 มี.ค. 2569
  • สถานะ: กำลังเตรียมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ทนายยังเผยว่ากำลังดูรายชื่อคนอื่นๆ ที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทผ่านสื่ออีกด้วย เรียกได้ว่า บิ๊กโจ๊กไม่ยอมให้ใครมาพูดลอยๆ ได้ง่ายๆ เลยครับ ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายแบบนี้ การหมิ่นประมาทออนไลน์กลายเป็นปัญหาใหญ่ โทษปรับ 5 หมื่น หรือจำคุก 1 ปี แถมต้องชดใช้ค่าเสียหายอีก

มาดูกันว่าคดีนี้จะจบยังไง บางคนมองว่าเป็นการชำระแค้นเก่า บางคนก็เห็นว่าเป็นการปกป้องสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะยังไง ศาลจะเป็นผู้ตัดสินสุดท้าย เราควรรอฟังคำพิพากษากันต่อไป คุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ? จากประสบการณ์ของผม การฟ้องหมิ่นประมาทเป็นเครื่องมือที่ดีในการต่อสู้กับข่าวลือปลอมๆ ในโลกออนไลน์

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในคดีร้อนๆ แบบนี้ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ ถ้าคุณเคยเจอปัญหาหมิ่นประมาทแบบนี้ บอกเล่าในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” มอบหมายทนายยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ

ทรัมป์ลั่น! ฟ้อง BBC ปมตัดต่อคำพูด เรียก 5 พันล้าน

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเดินหน้าฟ้อง BBC เป็นเงินสูงสุด 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีตัดต่อในสารคดีเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเขาสนับสนุนความรุนแรงในเหตุการณ์จลาจลที่รัฐสภา

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินประจำตำแหน่ง Air Force One เมื่อวันศุกร์ว่า เขาเตรียมเดินหน้าฟ้อง BBC ปมตัดต่อคำพูด เป็นเงินจำนวนมหาศาลภายในสัปดาห์หน้า หลังสำนักข่าวอังกฤษออกมาขอโทษเรื่องการตัดต่อวิดีโอในสารคดีเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้เข้าใจผิดว่าเขาสนับสนุนให้เกิดความรุนแรง ก่อนเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 อย่างไรก็ตาม ทาง BBC ยืนยันว่าจะไม่จ่ายค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ส่งจดหมายทางกฎหมายไปยัง BBC โดยกล่าวหาว่าเนื้อหาที่ตัดต่อในสารคดีนั้นเป็นการหมิ่นประมาท ด้วยการบิดเบือนสุนทรพจน์ของเขาก่อนเหตุจลาจล Capitol และเรียกร้องให้ BBC ออกมาขอโทษพร้อมชดเชยค่าเสียหายภายในวันศุกร์ ทรัมป์ยังระบุว่าเขาจะหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาหารือกับนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษอีกด้วย

ทางด้าน BBC ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยระบุว่าสารคดีดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าทรัมป์ปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงจริง อย่างไรก็ตาม BBC ยังคงยืนยันว่าประเด็นนี้ไม่เข้าข่ายการฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท

เหตุการณ์ดราม่าการตัดต่อวิดีโอดังกล่าวยังส่งผลให้ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC และผู้บริหารข่าวระดับสูงลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักที่ถาโถมเข้ามา

ทรัมป์ลั่น! ฟ้อง BBC ปมตัดต่อคำพูด เรียก 5 พันล้าน

เรื่องราวการฟ้องร้อง BBC ปมตัดต่อคำพูด นี้ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลายฝ่ายต่างจับตามองว่าผลลัพธ์ของการฟ้องร้องครั้งนี้จะเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อ BBC และวงการสื่อสารมวลชนในอนาคตหรือไม่

ทำไมทรัมป์ถึงฟ้อง BBC ปมตัดต่อคำพูด?

เหตุผลหลักที่ทรัมป์ตัดสินใจฟ้อง BBC คือ เขามองว่าการตัดต่อวิดีโอในสารคดีดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับสาธารณชนว่าเขาสนับสนุนความรุนแรง นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่าการกระทำของ BBC เป็นการหมิ่นประมาท และทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหาย

การฟ้องร้องครั้งนี้จึงเป็นการตอบโต้ของทรัมป์ต่อ BBC และเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครมาบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือทำลายชื่อเสียงของเขาโดยเด็ดขาด

สถานการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อตะวันตกที่มักวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและการกระทำของเขาอย่างต่อเนื่อง

การฟ้องร้อง BBC ปมตัดต่อคำพูด ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของทรัมป์ และเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญว่าเขาจะสามารถเอาชนะคดี และเรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาลจาก BBC ได้หรือไม่

เรื่องนี้ยังเป็นอุทาหรณ์สำหรับสื่อมวลชนทั่วโลกให้ตระหนักถึงความสำคัญของการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความเข้าใจผิด และการฟ้องร้องทางกฎหมายที่อาจตามมา

ไม่ว่าผลลัพธ์ของการฟ้องร้องจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เรื่องราวของทรัมป์และ BBC จะยังคงเป็นที่สนใจ และถูกพูดถึงต่อไปในวงกว้าง

ที่มา – ทรัมป์ลั่นฟ้อง BBC แน่ สูงสุด 5 พันล้านดอลลาร์ ปมตัดต่อคำพูด

Scroll to top