ภูมิใจไทย

“ภูมิใจไทย” ปฏิเสธ ไม่เคยติดต่อ “เสรีรวมไทย” หนุน “อนุทิน”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งทั่วไป “ภูมิใจไทย” ปฏิเสธ ไม่เคยติดต่อ พูดคุย “เสรีรวมไทย” ให้หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ” กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจอย่างมาก โฆษกพรรคภูมิใจไทยได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและป้องกันข้อมูลเท็จที่อาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน

“ภูมิใจไทย” ปฏิเสธ ไม่เคยติดต่อ พูดคุย “เสรีรวมไทย” ให้หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้แถลงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีการประสานงานหรือให้ข้อมูลใดๆ กับพรรคเสรีรวมไทย เพื่อขอให้สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ย้ำชัดเจนว่าไม่เคยมีการพูดคุย ไม่มีการติดต่อ และไม่เคยมีการแถลงข่าวร่วมกันระหว่างสองพรรคนี้

การชี้แจงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือในโซเชียลมีเดียและสื่อบางแห่งที่พยายามเชื่อมโยงพรรคเสรีรวมไทยเข้ากับขบวนการสนับสนุนนายอนุทิน ซึ่งโฆษกพรรคยืนยันว่าการแถลงข่าวสนับสนุนนายอนุทินนั้นจะเกิดขึ้นอย่างเปิดเผยเท่านั้น หากมีพรรคการเมืองใดแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน พรรคภูมิใจไทยจึงจะจัดแถลงร่วมกันที่ทำการพรรค แต่กรณีพรรคเสรีรวมไทยนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

เหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยออกมาชี้แจง

พรรคภูมิใจไทยต้องการให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การเมืองกำลังเข้มข้น การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยได้รับที่นั่ง ส.ส. ถึง 71 เสียง ทำให้กลายเป็นพรรคใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายไม่ได้รับเลือก กระแสข่าวลือเรื่องการรวมตัวพรรคเล็กเพื่อหนุนนายอนุทินจึงถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง

  • ไม่เคยติดต่อ: พรรคภูมิใจไทยยืนยันไม่เคยโทร ไม่เคยประชุม ไม่เคยส่งข้อความใดๆ ไปยังพรรคเสรีรวมไทย
  • การแถลงเปิดเผย: พรรคที่สนับสนุนจริงจะแถลงร่วมกันเท่านั้น ไม่มีชื่อพรรคเสรีรวมไทย
  • ป้องกันข่าวปลอม: ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • ความโปร่งใส: พรรคภูมิใจไทยยึดหลักการเมืองที่ชัดเจน ไม่มีดีลลับใต้ดิน

สถานการณ์พรรคเสรีรวมไทยและภูมิใจไทย

พรรคเสรีรวมไทยเป็นพรรคใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวของ ส.ส. บางส่วนจากพรรคเล็กๆ มี ส.ส. ประมาณ 2-3 เสียง ซึ่งในแง่ตัวเลขไม่มากพอที่จะพลิกเกมการเมืองได้มากนัก แต่ข่าวลือที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อสร้างภาพหรือกดดันฝ่ายตรงข้าม พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีนโยบายหลักด้านสาธารณสุข ยุติธรรม และเศรษฐกิจฐานราก ได้รับความนิยมจากประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสานและกรุงเทพฯ

“ภูมิใจไทย” ปฏิเสธ ไม่เคยติดต่อ พูดคุย “เสรีรวมไทย” ให้หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ นั้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการรักษาความน่าเชื่อถือ ในยุคที่ข่าวปลอมแพร่กระจายรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย การชี้แจงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ช่วยลดความสับสนและเสริมภาพลักษณ์พรรคให้ดูโปร่งใส

ผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคต

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่การปฏิเสธข่าวลือ แต่ยังบ่งชี้ถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในการแสวงหาพันธมิตรทางการเมือง พรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือวิกฤตการเมือง นายอนุทินยังคงเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในฐานะนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์ยาวนาน ทั้งในตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขและรองนายกฯ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับโครงสร้างพรรคร่วมรัฐบาล การตรวจสอบคดีการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคภูมิใจไทยผลักดัน เช่น การปฏิรูประบบสาธารณสุขให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ การชี้แจงครั้งนี้ช่วยย้ำยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ไม่เล่นเกมสกปรก สิ่งนี้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นจากฐานเสียงและพรรคพันธมิตรอื่นๆ

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยยังคงต้องอาศัยความโปร่งใสและข้อมูลจริง หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองล่าสุด แนะนำให้ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่เชื่อถือได้ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นว่ามีประโยชน์!

ที่มา – “ภูมิใจไทย” ปฏิเสธ ไม่เคยติดต่อ พูดคุย “เสรีรวมไทย” ให้หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ

ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่หนุนอนุทินนายกฯ 281 เสียง

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันครับ พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งรวบรวมพันธมิตรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยล่าสุดมีการ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้นมาก หลังจากผลเลือกตั้งออกมา พรรคใหญ่ๆ เริ่มจับมือกันเพื่อแก้ปัญหาประเทศ

เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักไปด้วยแกนนำพรรคเล็กๆ ที่เดินทางมาร่วมหารือ นำโดยนายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และนายอุดมเดช รัตนเสถียร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทย พวกเขามาพบปะกับนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย และนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรค เพื่อคุยเรื่องร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้น นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พร้อมนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ได้แถลงข่าวความคืบหน้า บอกว่านายทรงศักดิ์ได้ประสานงานกับพรรคไทยสร้างไทยและทางเลือกใหม่แล้ว ให้มาร่วมเดินหน้าเลือกนายกฯ ไปด้วยกัน นี่คือการยืนยันชัดเจนของ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เหตุผลที่พรรคเล็กๆ เลือกหนุนอนุทิน

นายอุดมเดช จากไทยสร้างไทย กล่าวว่าตนคุ้นเคยกับนายทรงศักดิ์จากกลุ่ม 16 พรรค และเห็นด้วยว่าประเทศไทยต้องการรัฐบาลเข้มแข็งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน ปัญหาเหล่านี้รุมเร้าเราอยู่ หากไม่มีรัฐบาลที่มั่นคงจะยิ่งแย่ ดังนั้นหลังนับคะแนนเสร็จ พวกเขาพร้อมสนับสนุนพรรคเสียงข้างมาก ซึ่งตอนนี้คือพรรคภูมิใจไทย

ส่วนนายราเชน หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ย้ำว่าเคารพกติกาเสียงข้างมาก แม้พรรคตัวเองมีแค่ 1 เสียง แต่ยินดีโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ตามหลักสากล นี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพในวงการเมืองไทยยุคนี้

รายชื่อพรรคและจำนวนเสียงสนับสนุน

ตอนนี้รวมเสียงได้ 281 เสียงแล้ว ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร นี่คือรายละเอียด:

  • พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง
  • พรรคเพื่อไทย 74 เสียง
  • พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง
  • พรรคใหม่ 1 เสียง
  • พรรครวมใจไทย 1 เสียง
  • พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง
  • พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง
  • พรรคมิติใหม่ 1 เสียง
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง
  • พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง
  • พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง
  • พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง

ส่วนพรรคกล้าธรรมที่มี 58 เสียง ยังไม่ชัดเจน นายไชยชนกบอกว่ามีการคุยกับนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคแล้ว และนายอนุทินคุยกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคเบื้องต้น แต่รอสรุปอย่างเป็นทางการ พรรคกล้าธรรมจะประชุมบ่ายวันนี้ด้วย ทุกอย่างยังมีโอกาส และไม่มีเงื่อนไขอะไรชัดเจนจากพรรคเล็กๆ

โฆษกพรรคภูมิใจไทยยังบอกว่าจะมีแถลงข่าวต่อเนื่อง วันพรุ่งนี้ก็มีอีก การ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐบาลใหม่ใกล้เกิดขึ้น

ในมุมมองของผม การรวมตัวแบบนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองไทยเริ่มจริงจังกับการแก้ปัญหาประเทศมากขึ้น ไม่ใช่แค่แย่งชิงอำนาจ รัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและความมั่นคงได้จริง หากคุณสนใจข่าวการเมือง ลองติดตามต่อและแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำอะไรได้บ้างนะครับ!

ที่มา – เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคภูมิใจไทย หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ภท. กำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่ทำให้หลายคนสนใจ นั่นคือ ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม” ซึ่งเป็นการยืนยันฐานอำนาจของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยเตรียมแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ (19 ก.พ.) เวลา 10.00 น. โดยนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค จะเปิดตัวพรรคเล็กอีก 2 พรรคที่มาร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคไทยสร้างไทย (2 เสียง) และทางเลือกใหม่ (1 เสียง) ทำให้ได้ส.ส.เพิ่มอีก 3 เสียง รวมกับพรรคที่ประกาศก่อนหน้า รัฐบาลอนุทินจะมีส.ส.ในมือถึง 281 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มั่นคงมากสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล

ปฏิเสธข่าวลือดีลลับกับพรรคกล้าธรรม

ขณะที่ข่าวลือในโซเชียลมีเดียแพร่สะพัดว่าภท. ปิดดีลร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม โดยแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี 3 กระทรวงใหญ่ ได้แก่ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน แหล่งข่าวระดับสูงจากภท. ออกโรงปฏิเสธทันทีว่า “ไม่เป็นความจริง” พรรคยืนยันว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีให้จบก่อน แล้วค่อยคุยสัดส่วนรัฐมนตรี

ฝั่งพรรคกล้าธรรมก็ยืนยันสอดคล้องกันว่า ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ยังไม่เคยติดต่อหรือพบปะกับนายอนุทินหรือแกนนำภท. เลย สายตาทุกคู่จึงจับจ้องมติพรรคกล้าธรรมในวันพรุ่งนี้ว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคสีน้ำเงินอย่างไร

บริบทการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของภท. สะท้อนถึงกลยุทธ์ในการรวบรวมพรรคเล็กเพื่อเสริมกำลัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบบพรรคการเมืองไทยที่กระจัดกระจาย การได้พรรคไทยสร้างไทยและทางเลือกใหม่มาร่วม ทำให้ภท. มีฐานเสียงที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นนโยบายที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง เช่น สุขภาพ การเกษตร และเศรษฐกิจฐานราก

  • พรรคไทยสร้างไทย: 2 เสียง – เน้นนโยบายสร้างสรรค์เพื่อคนไทย
  • ทางเลือกใหม่: 1 เสียง – มุ่งทางเลือกใหม่ในการพัฒนาประเทศ
  • รวมส.ส. ภท. และพันธมิตร: 281 เสียง – มั่นคงสำหรับโหวตนายกฯ

นอกจากนี้ การปัดข่าวลือดีลกับกล้าธรรม ช่วยลดแรงกดดันจากฝ่ายค้านและสาธารณชนที่จับตาการแบ่งสรรอำนาจ ภท. ต้องการภาพลักษณ์ที่โปร่งใส โดยย้ำว่าการเจรจาจะเกิดหลังโหวตนายกฯ เท่านั้น

ผลกระทบต่อสถานการณ์การเมือง

หากภท. สามารถรวบรวมเสียงได้ครบตามเป้า รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพสูง สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด การพัฒนาระบบสาธารณสุข และการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด แต่ก็ต้องระวังการเมืองภายในที่อาจเกิดจากการแข่งขันเก้าอี้รัฐมนตรี

สำหรับพรรคกล้าธรรมที่นำโดยร.อ.ธรรมนัส ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นความมั่นคงและการปฏิรูป มติพรุ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง หากไม่เข้าร่วมรัฐบาล อาจกลายเป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง

สรุปแล้ว ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม” เป็นข่าวที่แสดงถึงความชาญฉลาดในการเมืองของอนุทินและทีมงาน ผู้สนใจควรติดตามแถลงพรุ่งนี้เพื่ออัพเดทเพิ่มเติม

คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยาวหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

“อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เชิญเพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “อนุทิน” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดดีลสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเตรียมเชิญพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์มานั่งหารือร่วมกัน แม้ในอดีตจะมีความขัดแย้ง แต่ครั้งนี้ย้ำชัดว่าจะไม่สนอดีต เพื่อมุ่งเน้นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

“อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เตรียมเชิญ “เพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.” หารือ ไม่สนอดีต

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พรรคภูมิใจไทยภายใต้นายอนุทิน ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยมีว่าที่ ส.ส. จากพรรคอื่นๆ กว่า 30 คน แสดงเจตจำนงสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี บางกลุ่มได้เดินทางมาแสดงตัวที่พรรคแล้ว บางกลุ่มรอจังหวะเปิดตัวภายหลัง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงฐานสนับสนุนที่กว้างขวางเกินกว่าพรรคเดียว

ในที่ประชุมพรรค นายอนุทินได้วางแนวทางชัดเจน เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมีเสียงไม่พอตั้งรัฐบาลคนเดียว จึงต้องเจรจากับพรรคลำดับถัดไป หลังจากพรรคประชาชนซึ่งได้คะแนนอันดับ 2 ประกาศปฏิเสธการร่วมรัฐบาลไปแล้ว สายตาจึงจับจ้องไปที่พรรคอันดับ 3-4-5 ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และ พรรคประชาธิปัตย์

อนุทิน เปิดดีลตั้งรัฐบาล เน้นศรัทธาประชาชน

นายอนุทินย้ำกับสมาชิกพรรคว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลัง กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง โดยจะคำนึงถึงศรัทธาของประชาชนเป็นหลัก ไม่ปิดกั้นพรรคใด แม้อดีตจะมีจุดยืนต่างกัน แต่หากมาร่วมงานต้องวางความขัดแย้งทั้งหมดทิ้ง เพื่อผลักดันนโยบายให้สำเร็จสูงสุด ผลการเจรจาจะนำกลับมาพิจารณาร่วมกันในพรรคก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในเกมการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พรรคใหญ่หลายพรรคกำลังหาพันธมิตร พรรคเพื่อไทยซึ่งมี ส.ส.จำนวนมาก อาจเป็นกุญแจสำคัญในการรวมเสียงให้ถึงเกณฑ์ ขณะที่พรรคกล้าธรรมซึ่งได้คะแนนเด่นในบางพื้นที่ และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีฐานเสียงเก่าแก่ ล้วนเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

  • พรรคเพื่อไทย: พรรคใหญ่ที่มีนโยบายประชานิยมชัดเจน การร่วมมืออาจช่วยเสริมด้านสวัสดิการประชาชน
  • พรรคกล้าธรรม: พรรคใหม่ที่เน้นธรรมาภิบาล อาจนำความสดใหม่มาสู่รัฐบาล
  • พรรคประชาธิปัตย์: มีประสบการณ์บริหารประเทศยาวนาน ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ

หากดีลนี้สำเร็จ รัฐบาลใหม่ภายใต้นายอนุทินอาจมีเสถียรภาพสูง โดยเฉพาะนโยบายเด่นของพรรคภูมิใจไทย เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด สุขภาพ และเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าการรวมพรรคหลากหลายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายใน หากไม่จัดการดี

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่ามี ส.ส.อิสระและกลุ่มเล็กๆ หลายคนพร้อมเข้าร่วม ซึ่งจะช่วยเสริมจำนวนที่นั่งให้มั่นคงยิ่งขึ้น การเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ โดย “อนุทิน เปิดดีลตั้งรัฐบาล” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การไม่สนอดีตของนายอนุทิน แสดงถึงวิสัยทัศน์ผู้นำที่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่ประชาชนต้องเฝ้าดูว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังอย่างเศรษฐกิจ ถดถอย หนี้สินครัวเรือน และการปฏิรูปการเมืองได้หรือไม่

ติดตามพัฒนาการการเจรจาครั้งนี้ให้ดี เพราะอาจกำหนดทิศทางประเทศไทยในปีข้างหน้า คุณคิดว่ารัฐบาลพันธมิตรนี้จะยั่งยืนแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เตรียมเชิญ “เพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.” หารือ ไม่สนอดีต

พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ.

พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ. หลังจากคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง 2569 มาอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้เก้าอี้ สส. ถึง 193 ที่นั่ง แบ่งเป็นแบบแบ่งเขต 174 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง ทำให้พรรคก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของประเทศทันที นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมอันล้นหลามจากประชาชนทั่วไทย

พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ.

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังผลเลือกตั้ง 2569 ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคได้นัดประชุมว่าที่ สส.ใหม่และแกนนำพรรค ในวันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. โดยมีวาระสำคัญคือการแสดงความยินดีกับว่าที่ สส.ทุกคนที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนประสบความสำเร็จ รวมถึงการพูดคุยแนวทางการทำงาน ระเบียบวินัย และข้อปฏิบัติต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้นำทีมแกนนำพรรคร่วมแสดงความยินดีกับประชาชนตั้งแต่ค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และการประชุมครั้งนี้จะเป็นการรวมพลังกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไปในการจัดตั้งรัฐบาลและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ผลการเลือกตั้ง 2569: พรรคภูมิใจไทยครองอันดับ 1

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าที่นั่ง สส. ได้มากที่สุด 193 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าเดิมอย่างมาก สะท้อนถึงนโยบายที่ตรงใจประชาชน เช่น การดูแลสุขภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการแก้ปัญหายาเสพติดที่เป็นเอกลักษณ์ของพรรค นี่คือชัยชนะที่มาจากการทำงานหนักของว่าที่ สส.ทุกคน โดยเฉพาะในเขตต่างๆ ที่พรรคสามารถกวาดที่นั่งได้เกือบทั้งหมด

วาระสำคัญในการประชุม พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ.

จากข้อมูลที่ได้รับ การประชุมครั้งนี้จะครอบคลุมหัวข้อสำคัญหลายประการ เพื่อให้ว่าที่ สส.ใหม่เข้าใจบทบาทและเตรียมพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชน ดังนี้

  • แสดงความยินดีและขอบคุณ: หัวหน้าพรรคและแกนนำจะร่วมฉลองชัยชนะ พร้อมขอบคุณผู้สนับสนุนทุกคน
  • แนวทางการทำงาน: กำหนดยุทธศาสตร์หลัก เช่น การผลักดันนโยบายสุขภาพถ้วนหน้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น และการต่อต้านคอร์รัปชัน
  • ระเบียบและข้อปฏิบัติ: วินัยของ สส. เช่น การเข้าร่วมประชุมสภา การรายงานตัว และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำลายภาพลักษณ์พรรค
  • เตรียมพร้อมจัดตั้งรัฐบาล: หารือเรื่องพันธมิตรและการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง
  • อบรมกฎหมายและขั้นตอน: ให้ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าพรรคจะเน้นนโยบายที่เป็นที่รักของประชาชน เช่น ‘ผู้ป่วยstanding’ ที่ช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาล และโครงการพัฒนาชนบทที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต การประชุมนี้จึงไม่ใช่แค่การรวมตัว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานจริงจังเพื่อชาติ

ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ต่อการเมืองไทย

พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ. ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังเข้มข้น จะช่วยให้พรรคมีโครงสร้างที่แน่นแฟ้น สามารถเจรจากับพรรคอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพรรคสามารถรวมเสียงได้เกิน 250 ที่นั่ง ก็มีโอกาสตั้งรัฐบาลนำโดยนายอนุทินได้ทันที นี่คือโอกาสทองที่พรรคจะได้แสดงศักยภาพในการบริหารประเทศให้ก้าวหน้า

จากประสบการณ์ในรัฐบาลชุดก่อน พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์แล้วว่าสามารถผลักดันนโยบายได้จริง เช่น การรับมือโควิด-19 และการกระจายวัคซีนที่รวดเร็ว ในอนาคต คาดว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ เช่น การส่งเสริมเกษตรกรรมสมัยใหม่ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการศึกษาที่เน้นทักษะอาชีพ

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีความท้าทาย เช่น การตรวจสอบผลเลือกตั้งจากกกต. และการยื่นอุทธรณ์จากพรรคคู่แข่ง แต่ด้วยความเป็นเอกภาพ พรรคภูมิใจไทยน่าจะผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น

ในมุมมองของผู้เขียน การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของพรรค ที่ไม่ปล่อยให้ชัยชนะลอยนวล แต่รีบวางแผนทันที นี่คือสิ่งที่ประชาชนรอคอยจากนักการเมืองรุ่นใหม่ สุดท้ายแล้ว หวังว่าพรรคจะนำพาประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ติดตามอัปเดตผลการประชุมและข่าวการเมืองล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังนโยบายอะไรจากพรรคภูมิใจไทยบ้าง!

ที่มา – พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ. หลังชนะเลือกตั้ง 2569 เป็นอันดับ 1

กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลังภูมิใจไทยนำอันดับ 1

ผลการเลือกตั้ง สส. ครั้งล่าสุดสร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองไทย เมื่อ กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ บรรยากาศที่ทำการพรรคเปลี่ยนจากเสียงเชียร์คึกคักเป็นความเงียบสงัดในชั่วพริบตา

กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 หลังปิดหีบเลือกตั้ง ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนมารวมตัวกันที่ทำการพรรคอย่างคึกคัก ในช่วงนับคะแนน 10% แรก พรรคประชาชนยังนำในหลายเขต มีเสียงเฮดังลั่น แต่พอคะแนนอัปเดตช่วงค่ำ ภูมิใจไทยแซงขึ้นนำแบบก้าวกระโดด ทิ้งห่างพรรคอื่นๆ ทั่วประเทศ

กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย

แฟนคลับที่เฝ้าดูผลคะแนนหน้าจอใหญ่ชั้นล่างเริ่มเงียบกริบ สีหน้าครึ้มเครียด บางคนลุกเดินทางกลับบ้าน บรรยากาศบางตา ขณะที่ชั้นบน แกนนำพรรคประชาชนประชุมลับเพื่อวิเคราะห์คะแนนเขตที่ยังสูสี

สาเหตุที่ทำให้ “ภูมิใจไทย” พุ่งขึ้นอันดับ 1

กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากปัจจัยหลายประการ

  • ฐานเสียงเหนียวแน่น: พรรคภูมิใจไทยมีฐานในภาคอีสานและตะวันออก ทวงคะแนนคืนได้ดี
  • นโยบายโดนใจ: สัญญาเรื่องเศรษฐกิจ สุขภาพ และแก้ปัญหาน้ำท่วม ดึงดูดผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมาก
  • กลยุทธ์หาเสียง: ลงพื้นที่หนัก ใช้โซเชียลมีเดียเก่ง สร้างกระแสไวรัล
  • คู่แข่งสะดุด: พรรคประชาชนเจอปัญหาภายในและคดีความคลุมเครือ ส่งผลต่อคะแนน

ผลคะแนนไม่เป็นทางการชี้ชัด ภูมิใจไทยได้เก้าอี้ สส. กว่า 140 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่เคยนำช่วงแรก สถานการณ์พลิกผันแบบนี้ สะท้อนความผันผวนของการเมืองไทยที่คาดเดายาก

ผลกระทบต่อพรรคประชาชน

แม้หลายเขตยังเบียดเสียด แต่แนวโน้มชัดเจน พรรคประชาชนอาจได้ที่นั่งน้อยกว่าคาด แกนนำต้องปรับกลยุทธ์ด่วนเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นจากกองเชียร์ที่กำลังหงอย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อน เช่น การนับคะแนนในเขตกรุงเทพฯ และภาคเหนือที่ยังลุ้น นักวิเคราะห์ชี้ว่าผลนี้จะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทยอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญ

การเมืองไทยปีนี้เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ พรรคเล็กพรรคใหญ่ผลัดกันขึ้นลง ผู้สมัครอิสระบางคนก็คว้าชัยในเขตเดือด ติดตามต่อได้ที่เว็บเรา

ความเห็นส่วนตัว: กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งไทยต้องอาศัยมากกว่าแค่กระแส ต้องมีนโยบายจริงจังและฐานเสียงแข็งแรง คุณคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ

“ศุภชัย” ลั่นยินดีฟัง “ษัษฐรัมย์” ไม่ดำเนินคดี

ประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยเกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยและกองทุนประกันสังคมกำลังเป็นที่สนใจของประชาชน ล่าสุด “ศุภชัย” ลั่นยินดีฟัง “ษัษฐรัมย์” หากไม่เจตนาทำภูมิใจไทยเสียหาย จะไม่ดำเนินคดี นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อและประธานคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและโซเชียลมีเดีย

“ศุภชัย” ลั่นยินดีฟัง “ษัษฐรัมย์” หากไม่เจตนาทำภูมิใจไทยเสียหาย จะไม่ดำเนินคดี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะกรรมการประกันสังคมประจำสำนักงานประกันสังคม สัดส่วนผู้ประกันตน ออกมาเปิดเผยว่าตนเองกลัวถูกพรรคภูมิใจไทยฟ้องร้อง นายศุภชัยได้ตอบโต้อย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น โดยย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญหากับผู้ประกันตนเลยสักนิด และยังเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการปรับปรุงการทำงานของกองทุนประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์สูงสุด

ในช่วง 2 ปีที่นายษัษฐรัมย์อยู่ในตำแหน่งบอร์ดประกันสังคม นายศุภชัยมองว่ามีโอกาสมากพอที่จะผลักดันให้ระบบดีขึ้น หากทำอย่างเต็มที่ พรรคภูมิใจไทยพร้อมร่วมมือและสู้เคียงข้างเพื่อสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแน่นอน แต่ประเด็นสำคัญที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดี คือการที่นายษัษฐรัมย์กล่าวหาว่าบุคคลในพรรคภูมิใจไทยเป็นต้นตอของการทุจริตในกองทุนประกันสังคม

พรรคภูมิใจไทยต้องปกป้องชื่อเสียงจากข้อกล่าวหาไร้หลักฐาน

นายศุภชัยย้ำชัดว่าพรรคจำเป็นต้องปกป้องตัวเองจากการถูกใส่ร้ายโดยไม่มีพยานหลักฐาน หากมีหลักฐานชัดเจน พรรคพร้อมตรวจสอบและร่วมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทันที “ขอยืนยันว่าท่านไม่ต้องกลัวถ้าเรื่องที่พูดเป็นเรื่องจริง เว้นแต่เป็นเรื่องไม่จริง ผมพร้อมรับฟัง ถ้าไม่เจตนาจะทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหายก็มาทำความเข้าใจกัน พรรคภูมิใจไทยจะไม่ดำเนินคดี” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความเมตตาและความโปร่งใสของพรรค

กองทุนประกันสังคมเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเหลือแรงงานไทยกว่า 12 ล้านคน ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ การว่างงาน ชราภาพ และอื่นๆ พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคที่ให้ความสำคัญกับนโยบายแรงงาน มักผลักดันให้ระบบนี้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เช่น การเพิ่มสิทธิเยี่ยมไข้ การปรับเบี้ยเลี้ยง และปราบปรามการทุจริตในอดีต

  • จุดยืนของพรรคภูมิใจไทย: สนับสนุนผู้ประกันตนเต็มที่
  • เห็นด้วยการปฏิรูประบบ: ปรับปรุงกองทุนให้ดีขึ้น
  • ปกป้องชื่อเสียง: ดำเนินคดีเฉพาะข้อกล่าวหาไม่มีมูล
  • เปิดรับฟัง: หากไม่เจตนา ไม่ฟ้องร้อง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการทุจริตในกองทุนประกันสังคมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ประกันตนหลายคนกังวลกับการบริหารจัดการที่อาจไม่โปร่งใส แต่พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง และพร้อมร่วมตรวจสอบหากมีข้อมูลจริง นอกจากนี้ ยังเรียกร้องอย่าปลุกกระแสต่อต้านพรรค เพราะจะไม่ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ประกันตน

บริบทของกองทุนประกันสังคมและบทบาทพรรคการเมือง

กองทุนประกันสังคมก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2513 ภายใต้พระราชบัญญัติประกันสังคม ปัจจุบันมีเงินกองทุนสะสมกว่า 3 แสนล้านบาท แต่เคยมีข่าวฉาวโกงหลายครั้ง เช่น คดีเอ็มพีเอสที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง พรรคภูมิใจไทยเคยมี ส.ส. เข้าไปตรวจสอบและผลักดันกฎหมายเพื่อป้องกัน นายศุภชัยในฐานะนักกฎหมายของพรรค จึงมีบทบาทสำคัญในการตอบโต้ข้อกล่าวหา

นายษัษฐรัมย์เองก็เป็นตัวแทนผู้ประกันตนที่ได้รับเลือกจากกลุ่มสหภาพแรงงาน มีประวัติต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานมานาน การเผชิญหน้ากันครั้งนี้จึงเป็นการปะทะระหว่างตัวแทนแรงงานกับตัวแทนพรรคการเมืองที่อ้างสนับสนุนแรงงานเช่นกัน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง เหตุการณ์ “ศุภชัย” ลั่นยินดีฟัง “ษัษฐรัมย์” หากไม่เจตนาทำภูมิใจไทยเสียหาย จะไม่ดำเนินคดี แสดงให้เห็นถึงการเมืองแบบผู้ใหญ่ที่พร้อมเจรจา แทนการฟ้องร้องแบบหัวชนขวาน ซึ่งอาจช่วยลดความขัดแย้งและนำไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริง

สุดท้ายแล้ว พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์จุดยืนด้วยการเปิดประตูรับฟัง หากไม่มีเจตนาร้าย จะไม่ดำเนินคดี สิ่งนี้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพรรคในสายตาแรงงานและผู้ประกันตน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ศุภชัย” ลั่นยินดีฟัง “ษัษฐรัมย์” หากไม่เจตนาทำภูมิใจไทยเสียหาย จะไม่ดำเนินคดี

กกต. สอบ 5 คลิปหาเสียงผิดกฎหมาย – รู้ทัน!


กกต. จ่อประเดิมสอบ 5 คลิป หาเสียงผิดกฎหมาย- ไฟเขียวให้ ภท. ใช้คนนอกหาเสียงได้

กกต. ไฟเขียวให้พรรคภูมิใจไทยสามารถนำคนนอกมาเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้ พร้อมทั้งสามารถโปรโมทนโยบาย ครม. เพื่อดึงคะแนนเสียงได้ แต่ต้องมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ กกต. เตรียมที่จะเริ่มทำการสอบสวน 5 คลิปวิดีโอที่อาจเข้าข่ายการหาเสียงผิดกฎหมายเลือกตั้ง เผยว่ายังมีเรื่องร้องเรียนที่รอการพิจารณาอีก 34 เรื่อง ซึ่งรวมถึงประเด็นการนำสถาบันฯ มาใช้ในการหาเสียงและการปลุกระดม

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตอบข้อซักถามจากพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้การดำเนินงานของพรรคเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง รวมถึงข้อกำหนด ระเบียบ หรือประกาศต่างๆ ของ กกต. ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. การประกาศนโยบายบริหารงานบุคคลของพรรค โดยคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต มาเป็นคณะรัฐมนตรี และนำภาพและชื่อบุคคลดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงคะแนน สามารถทำได้หรือไม่? สำนักงาน กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่า หากเป็นการดำเนินการตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ก็สามารถทำได้ตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 อย่างไรก็ตาม การนำเสนอชื่อและภาพบุคคลดังกล่าวผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ ต้องเป็นไปตามข้อ 6, 7 และ 8 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2565
  2. กรณีผู้ช่วยหาเสียงที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่ได้รับแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้บริหารในการกำหนดนโยบายหาเสียงผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเป็นอย่างดี สามารถขึ้นเวทีหาเสียงร่วมกับพรรคได้หรือไม่? สำนักงาน กกต. เห็นว่าสามารถทำได้ โดยต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ช่วยหาเสียง หน้าที่ และค่าตอบแทน ตามข้อ 4 และข้อ 14 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2565 และต้องไม่มีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และ 29 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566
  3. กรณีผู้ช่วยหาเสียงที่ได้รับแต่งตั้งจากพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหารในการกำหนดนโยบายหาเสียง สามารถมีรูปถ่ายในป้ายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่? สำนักงาน กกต. เห็นว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมือง ตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนด
  4. กรณีผู้ช่วยหาเสียงที่ได้รับแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้บริหารในการกำหนดนโยบายหาเสียง สามารถเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้ไปร่วมดีเบตหรือแสดงวิสัยทัศน์ตามรายการต่างๆ ที่ได้รับเชิญหรือไม่? สำนักงาน กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถทำได้ หากได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ช่วยหาเสียง หน้าที่ และค่าตอบแทน ให้เป็นไปตามที่ระเบียบ กกต. กำหนด และการร่วมดีเบตหรือแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าวต้องไม่ใช่เวทีประชันนโยบายบริหารประเทศสำหรับพรรคการเมือง ตามมาตรา 81 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และข้อ 14, 15 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 และต้องเป็นผู้ไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และมาตรา 29 ของกฎหมายพรรคการเมือง

กกต. เริ่มสอบสวนคลิปหาเสียงผิดกฎหมาย

ต่อมาในเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมร่วมกับคณะทำงานติดตามการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) โดยมีผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมด้วย ที่ประชุมได้พิจารณาคลิปภาพและเสียงที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง จำนวน 5 คลิป หากที่ประชุมเห็นว่าคลิปดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเสนอให้ กกต. พิจารณามีคำสั่งให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล หรือหากเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะเสนอต่อเลขาธิการ กกต. เพื่อดำเนินการตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด

อีก 34 เรื่องร้องเรียนหาเสียงผิดกฎหมาย รอการพิจารณา

นายแสวง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุมยังมีการเสนอเรื่องให้คณะทำงานติดตามเกี่ยวกับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาอีก 34 เรื่อง แบ่งออกเป็น:

  1. อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง 2561 ข้อ 17 ที่ห้ามนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในการหาเสียง จำนวน 8 เรื่อง
  2. อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อ 18 (3) ที่ห้ามใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม จำนวน 26 เรื่อง

การเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมคือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่ กกต. ตรวจสอบและดำเนินการกับผู้ที่กระทำการหาเสียงผิดกฎหมายอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งไว้ได้

ที่มา – กกต. จ่อประเดิมสอบ 5 คลิป หาเสียงผิดกฎหมาย- ไฟเขียวให้ ภท. ใช้คนนอกหาเสียงได้

“ภูมิใจไทย” ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต ลุยเลือกตั้ง

พรรค“ภูมิใจไทย” จัดทัพใหญ่ ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต มั่นใจพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 “สรรเพชญ” ยันพร้อมเต็มที่สานงานต่อให้ชาวสงขลา

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต สส.สงขลา เขต 1 เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรคเพื่อรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดสงขลา ซึ่งจัดขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลทับช้าง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผู้ผ่านการสรรหาและเตรียมลงสมัคร สส. ครบทั้ง 9 เขตเลือกตั้งของจังหวัดสงขลาแล้ว

สำหรับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดสงขลา ในนามพรรค“ภูมิใจไทย” ทั้ง 9 เขต ประกอบด้วย

  • เขต 1 นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต สส.สงขลา เขต 1
  • เขต 2 นายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส.สงขลา เขต 2
  • เขต 3 นายสมยศ พลายด้วง อดีต สส.สงขลา เขต 3
  • เขต 4 นายโยธิน ทองเนื้อแข็ง อดีตสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา
  • เขต 5 นายอภิชาต ลาพินี
  • เขต 6 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์
  • เขต 7 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ อดีต สส.สงขลา เขต 7
  • เขต 8 นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ
  • เขต 9 พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มว่า จำนวนผู้สมัครทั้ง 9 คน มีถึง 4 คนที่เป็นอดีต สส.ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานในสภา เข้าใจกลไกการผลักดันนโยบาย และรับรู้ปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างดี จึงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสานงานต่อยอดงานเดิม และขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของจังหวัดสงขลาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันผู้สมัครรายอื่นๆ ก็เป็นบุคคลที่มีศักยภาพ มีความรู้ ความสามารถ และมีฐานการทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมผู้สมัครของพรรค“ภูมิใจไทย”ในจังหวัดสงขลาครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่าง ประสบการณ์ ความต่อเนื่อง และพลังใหม่อย่างลงตัว

“การเลือกตั้งรอบนี้ พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมทั้งตัวบุคคล ทีมงาน และนโยบาย ผู้สมัครทุกคนพร้อมลงพื้นที่ แนะนำตัว และสื่อสารนโยบายของพรรคอย่างเข้มข้น เพื่อขอความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวสงขลา ทั้งระบบบัญชีรายชื่อและเขตเลือกตั้งและพร้อมเดินหน้าทำงานให้กับประชาชนชาวสงขลา” นายสรรเพชญกล่าว

“ภูมิใจไทย” จัดทัพใหญ่ ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต มั่นใจพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

พรรคภูมิใจไทย มั่นใจในการส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ทั้ง 9 เขตลงสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ทั้งตัวบุคคล นโยบาย และทีมงาน เราเชื่อมั่นว่าผู้สมัครของเราจะสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวสงขลาได้อย่างตรงจุด และพร้อมที่จะพัฒนาจังหวัดสงขลาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีกขั้น

ทำไมต้องเลือก “ภูมิใจไทย” ที่สงขลา?

นอกจากประสบการณ์และความมุ่งมั่นของผู้สมัครแล้ว พรรค“ภูมิใจไทย” ยังมีนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ที่จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดสงขลาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข หรือโครงสร้างพื้นฐาน เราให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญ ที่พี่น้องชาวสงขลาจะได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ขอให้ทุกท่านพิจารณาอย่างรอบคอบ และเลือกคนที่ท่านเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาจังหวัดสงขลาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การตัดสินใจของท่านมีความหมาย เลือกคนที่ใช่ พรรคที่พร้อม แล้วสงขลาจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – “ภูมิใจไทย” จัดทัพใหญ่ ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต มั่นใจพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

Scroll to top