มหาสารคาม

ล่าตัว “ไอ้หื่นหน้าหล่อ” บุกอนาจารยายวัย 83

เตือนภัยสังคม! กรณีล่าตัว “ไอ้หื่นหน้าหล่อ” บุกอนาจารยายวัย 83 กลางทุ่งนาก่อนหลบหนีกำลังเป็นข่าวใหญ่ใน จ.มหาสารคาม ชาวบ้านตื่นตัวสุดๆ หลังคุณยายวัย 83 ปีตกเป็นเหยื่อ ขณะออกไปขุดปูคนเดียวในทุ่งนา เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ต้องระวังตัวมากขึ้นในพื้นที่ชนบทที่ดูสงบสุข

ล่าตัว “ไอ้หื่นหน้าหล่อ” บุกอนาจารยายวัย 83 กลางทุ่งนาก่อนหลบหนี

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บ้านโนนเขวา ต.งัวบา อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม คุณยายวัย 83 ปี ซึ่งปกติชอบออกไปขุดปูในทุ่งนาของญาติท้ายหมู่บ้านคนเดียว ออกเดินทางตั้งแต่ก่อน 7 โมงเช้า ทุ่งนาดังกล่าวติดถนนสายหลักที่ชาวบ้านใช้สัญจรตลอดวัน ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่แล้วเวลาประมาณ 8 โมงเช้า ก็มีชายหนุ่มหน้าตาดี สวมเสื้อยีนส์และกางเกงยีนส์ ขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดใกล้ต้นพุทรา

ยายเล่าว่า ชายคนร้ายลาดเลาแถวนั้นนานกว่า 10 นาที ก่อนเดินตรงเข้ามาหาตอนที่ยายกำลังขุดปูได้แค่ 5 ตัว ยายถามเป็นภาษาอีสานว่า “มาหยังหล่า” (มาทำอะไรลูก) แต่คนร้ายไม่ตอบ แค่เดินปรี่เข้ามาลวนลาม ก่อนจะสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองแล้วหลบหนีไปทันที ยายร้องตะโกนว่า “อย่าทำยาย ยายแก่แล้ว” และพยายามเปิดหน้าให้ดูความแก่ แต่คนร้ายบอกว่า “ไม่ได้ทำอะไร ขอจับเฉยๆ” ทำให้ยายทั้งกลัวทั้งตกใจ

ลักษณะคนร้ายและพฤติกรรมน่าสะพรึง

จากคำบอกเล่าของยาย คนร้ายเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาว หล่อเหลา ไม่ปิดบังใบหน้า และไม่น่าจะใช่คนในหมู่บ้าน เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน พฤติกรรมแบบนี้ชัดเจนว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า ลาดเลาก่อนลงมือ แม้จะไม่ได้ข่มขืน แต่ก็เป็นการทำอนาจารที่ร้ายแรง หลังเกิดเหตุ ยายตะเกียกตะกายขึ้นคันนา เข็นจักรยานกลับหมู่บ้านเพราะขาสั่นไปหมด แจ้งผู้ใหญ่บ้านทันที

นายสงวน มั่งมี ผู้ใหญ่บ้านโนนเขวา ลงบันทึกประจำวันและพายายไปดูจุดเกิดเหตุทันที จากนั้นประกาศเตือนลูกบ้านผ่านกลุ่มไลน์กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วพื้นที่ ขอให้ผู้สูงอายุอย่าไปไหนคนเดียว โดยเฉพาะในทุ่งนาหรือที่เปลี่ยว ปัญหาคือยายยังไม่ยอมแจ้งความ เพราะบอกว่า “มันยังไม่ได้ทำอะไรยาย มันจะไปมีความผิดอะไร” ผู้ใหญ่บ้านพยายามอธิบายว่านี่คือการละเมิด รอปรึกษาญาติต่อไป

ตำรวจเคลื่อนไหวอย่างไรหลังล่าตัว “ไอ้หื่นหน้าหล่อ”

พ.ต.อ.สุมิตร นันสถิตย์ ผกก.สภ.วาปีปทุม สั่งชุดสืบสวนลงพื้นที่หาข่าวทันที คดีนี้เป็นคดียอมความได้ แต่ต้องรอผู้เสียหายมาแจ้งความก่อน ชาวเน็ตและโลกออนไลน์แห่แชร์เตือนภัย วอนให้จับตัวคนร้ายให้ได้โดยด่วน หวั่นจะก่อเหตุซ้ำกับผู้สูงอายุรายอื่น

  • ลักษณะคนร้าย: หนุ่มหน้าหล่อ ผิวขาว สวมเสื้อยีนส์ กางเกงยีนส์
  • พาหนะ: รถมอเตอร์ไซค์ (ยังไม่ทราบทะเบียน)
  • เวลาก่อเหตุ: ช่วงเช้า 8 โมง
  • สถานที่: ทุ่งนาท้ายบ้านโนนเขวา ติดถนน

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาอาชญากรรมทางเพศในพื้นที่ชนบทที่มักถูกละเลย ผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องออกหาน้ำพักน้ำแรงคนเดียวโดยไม่ระวัง เราควรมีมาตรการป้องกันอย่างไร?

คำแนะนำป้องกันภัยสำหรับผู้สูงอายุ

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย เราแนะนำดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการไปสถานที่เปลี่ยวคนเดียว โดยเฉพาะช่วงเช้ามืดหรือเย็น
  • แจ้งญาติหรือเพื่อนบ้านก่อนออกจากบ้านเสมอ
  • พกพาวงจรปิดส่วนตัวหรือสัญญาณขอความช่วยเหลือ
  • หากถูกคุกคาม ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือดังๆ และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที แม้จะอายก็ตาม
  • ชุมชนควรจัดเวรยามหรือกล้องวงจรปิดตามจุดเสี่ยง

สุดท้าย ล่าตัว “ไอ้หื่นหน้าหล่อ” บุกอนาจารยายวัย 83 กลางทุ่งนาก่อนหลบหนีต้องสำเร็จ ตำรวจต้องเร่งจับกุมเพื่อความมั่นใจของสังคม หากมีเบาะแส อย่าลังเลแจ้ง สภ.วาปีปทุม ทันที! สิ่งสำคัญคือเราทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา สร้างชุมชนปลอดภัยยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ประสบการณ์หรือคำแนะนำในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยเตือนภัยกันนะครับ!

ที่มา – ล่าตัว “ไอ้หื่นหน้าหล่อ” บุกอนาจารยายวัย 83 กลางทุ่งนาก่อนหลบหนี

“โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งทั่วไป “โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต” กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างกระแสในจังหวัดมหาสารคาม พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายโสภณ ซารุมย์ รองนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรค ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนท้องถิ่น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในนโยบายที่ชัดเจนและผลงานที่จับต้องได้

“โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ที่สนามฟุตบอลที่ว่าการอำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม มีประชาชนกว่า 2,000 คนมาร่วมฟังการปราศรัยปิดเวทีหาเสียงของนายประวัติ ทองสมบูรณ์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 5 บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น นายโสภณ ซารุมย์ ขึ้นเวทีด้วยรอยยิ้มมั่นใจ ประกาศชัดเจนว่า ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยทั้ง 6 เขตในจังหวัดนี้ จะสามารถปักธงชัยได้ไม่น้อยกว่า 5 เขต เปลี่ยนสีทางการเมืองของมหาสารคามให้เป็นสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย สีน้ำเงินที่หมายถึงความมั่นคง สงบสุข และการพัฒนาที่ยั่งยืน

นโยบายเด่นที่ประชาชนให้การยอมรับ

สิ่งที่ทำให้ “โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต ได้รับการสนับสนุนอย่างมาก คือการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องของผู้สมัครทุกเขต ที่เข้าใจปัญหาชาวมหาสารคามอย่างแท้จริง นโยบายหลักที่ถูกพูดถึง ได้แก่

  • เศรษฐกิจพื้นฐาน: โครงการคนละครึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
  • เกษตรกรรม: จัดการราคาสินค้าเกษตรให้เป็นธรรม สนับสนุนเกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวมหาสารคาม
  • ความมั่นคงชายแดน: เสริมแนวป้องกันชายแดน ลดปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ
  • สวัสดิการสังคม: เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครอบครัวยากจน
  • การต่างประเทศ: ภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่พาภูมิภาคไทยมีบทบาทบนเวทีโลกอย่างสง่างาม

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นผลงานที่พิสูจน์แล้วในอดีต ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น พรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างฐานรากที่แข็งแกร่งให้ประเทศ

บทบาทพรรคภูมิใจไทยในเวทีโลก

นายโสภณเน้นย้ำถึงผลงานด้านการทูตของพรรค โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้แสดงจุดยืนชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภูมิภาค การค้า และความมั่นคง สิ่งเหล่านี้ถูกนำเสนอต่อประชาชนในเวทีหาเสียง ทำให้ได้กระแสตอบรับดีเยี่ยม มหาสารคามซึ่งเป็นจังหวัดเกษตรกรรมที่ต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม จึงเห็นตรงกันว่าสีน้ำเงินคือทางเลือกที่ใช่

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากไทยผ่านรัฐบาลผสมหลายชุดที่ไม่มั่นคง นายโสภณเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อเลือกอนาคตที่เดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง พรรคภูมิใจไทยพร้อมนำสีน้ำเงินสู่ทุกจังหวัด รวมถึงมหาสารคามที่กำลังจะกลายเป็นฐานที่มั่น

จากกระแสที่เห็นได้ชัด “โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น หากคุณเป็นคนมหาสารคามหรือสนใจการเมืองไทย อย่าลืมติดตามผลการเลือกตั้ง และคิดถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่ออนาคตที่มั่นคงกันเถอะ!

ที่มา – “โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต

อายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อ: ได้เงินคืน 1 ล้าน!

ตำรวจ สภ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เผยกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกเหยื่อโอนเงินกว่า 4 ล้านบาท ก่อนจะทำการโอนไปยังบัญชีปลายทางในประเทศกัมพูชา แต่ยังโชคดีที่สามารถอายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อได้ถึง 1 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ที่ สภ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม พล.ต.ต.พลาเดช เพ็ชรหว้าโง๊ะ ผบก.ภ.จว.มหาสารคาม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภฤศ ภาสว่าง ผกก. สภ.กันทรวิชัย และชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และบัญชีม้า พร้อมทั้งนำเงินจำนวน 1 ล้านบาทคืนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่ถูกหลอกโอนไปกว่า 4 ล้านบาท โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ใช้วิธีการยักย้ายถ่ายเทเงินไปยังประเทศกัมพูชา โดยแสร้งว่าเป็นการโอนเงินชำระค่าสินค้า ครั้งละ 5,000 – 50,000 บาท หลายครั้ง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 เมื่อ สภ.กันทรวิชัย ได้รับแจ้งความจาก นางมณีย์ ไชยชนะ ว่าเธอถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์มาหลอกลวง โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้า และแจ้งว่าจะทำการคืนเงินค่ามิเตอร์ไฟฟ้า จากนั้นได้หลอกลวงให้ นางมณีย์ ทำการแก้ไขข้อมูลในแอปพลิเคชันธนาคารบนโทรศัพท์มือถือของเธอ แล้วให้สแกน QR Code โดยอ้างว่าเป็นการสแกนเพื่อรับเงินคืน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการสแกนเพื่อจ่ายเงินออกไป โดยเงินได้ถูกโอนไปยังบัญชีม้าจำนวน 2 บัญชี ได้แก่ บัญชีของ น.ส.ณภัทร อายุ 36 ปี ชาวกัมพูชา (ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนี) เป็นจำนวนเงิน 1,498,989 บาท และบัญชีของ นายประยุทธ อายุ 45 ปี เป็นจำนวนเงิน 2,999,624 บาท ซึ่งถูกจับกุมตัวในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นเหตุให้ นางมณีย์ สูญเสียเงินรวมทั้งสิ้น 4,498,663 บาท เธอรู้ตัวว่าถูกหลอกหลังจากโอนเงินไปแล้วประมาณ 30 นาที จากนั้น พ.ต.อ.ภฤศ ภาสว่าง ผกก.สภ.กันทรวิชัย ได้แนะนำให้ผู้เสียหายติดต่อสายด่วน AOC 1441 โดยทันที เพื่อแจ้งอายัดเงินแก๊งคอลฯ และสามารถทำการอายัดเงินในบัญชีของคนร้ายได้กว่า 1 ล้านบาท

ต่อมา พ.ต.อ.ภฤศ ภาสว่าง ผกก.สภ.กันทรวิชัย ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม นำทีมโดย พ.ต.ท.กิตภากร ภูคำสอน รอง ผกก. สส.สภ.ยางสีสุราช, พ.ต.ต.นภสินธุ์ ธนเดชโชติอนันต์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองฯ, ร.ต.อ.ณัฐชนน ชุ่มมะโน รอง สว.สส.สภ.เมืองฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้ และสืบทราบว่าบัญชีม้าทั้ง 2 บัญชี ได้ทำการยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้มาไปยังบัญชีม้าอื่นๆ ต่อไป ซึ่งมี น.ส.ปนัดดา อายุ 26 ปี ชาว จ.มหาสารคาม เป็นเจ้าของ โดยมีการผูกการทำธุรกรรมผ่าน Western Union เพื่อโอนเงินที่ได้ไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมตัว และตั้งข้อหาเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

อายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อ: สำคัญอย่างไร?

การที่ตำรวจสามารถอายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อได้สำเร็จนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแจ้งความรวดเร็วและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่าการกระทำของพวกเขานั้นจะไม่สามารถเล็ดลอดสายตาของเจ้าหน้าที่ไปได้ และจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

วิธีป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการขอข้อมูลส่วนตัว หรือขอให้ทำธุรกรรมทางการเงิน
  • ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวหรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ
  • หากมีข้อสงสัย ให้ติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง
  • ติดตั้งแอปพลิเคชันป้องกันมิจฉาชีพบนโทรศัพท์มือถือ
  • แจ้งความกับตำรวจทันทีหากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราทุกคนต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ อย่าหลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพ และควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ที่มา – อายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อ 1 ล้าน หลังหลงกลโอนไปกว่า 4 ล้าน บัญชีปลายทางกัมพูชา

Scroll to top