มาตรฐานทางจริยธรรม

ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดกระบี่ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการทุจริตและจริยธรรมของนักการเมืองที่เราควรติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก.

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับหนังสือจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีเลขที่ ปช 0022/0183 ลงวันที่ 22 เมษายน 2567 ลงนามโดยนางดวงกมล เจริญรุกข์ วงษ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตคดีการเมืองการปกครอง 1

หนังสือแจ้งชี้มูลความผิดของนายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จังหวัดกระบี่ ในกรณีรุกที่ดิน ส.ป.ก. หรือที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในแปลงที่ ภ.บ.ท. 5 เลขที่สำรวจ 162/49 และ 164/49 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

มูลความผิดที่ ป.ป.ช. พบ

ป.ป.ช. มีมติว่าการกระทำดังกล่าวของนายสฤษฎ์พงษ์ มีมูลผิดฐานต่างๆ ดังนี้

  • ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
  • ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง ส.ส.

ความผิดเหล่านี้ถือว่าร้ายแรงตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้อ 7, 8, 17, 27 และประมวลจริยธรรม ส.ส. ข้อ 8, 10, 29 รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87

ดังนั้น ป.ป.ช. จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิพากษาต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองถ้าพิสูจน์ได้

ที่มาของคดีและความสำคัญ

คดีนี้เริ่มจากหนังสือร้องเรียนของนายวัชระ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่กล่าวหาว่านายสฤษฎ์พงษ์ถือครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ดินทำกินสำหรับเกษตรกรยากจน ไม่ใช่สำหรับนักการเมืองร่ำรวย ที่ดิน ส.ป.ก. มีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อช่วยเหลือชาวนาชาวสวน ไม่ให้ถูกนายทุนบุกรุก

ปัญหาการรุกที่ ส.ป.ก. เป็นเรื่องใหญ่ในไทยมานาน สร้างความไม่เป็นธรรมให้เกษตรกรจำนวนมาก การที่นักการเมืองระดับ ส.ส. ถูกจับได้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของระบบ

ในมุมมองของผม การทุจริตแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ทำลายความเชื่อมั่นในรัฐสภา ถ้า ส.ส. ยังรุกที่ของประชาชน แล้วใครจะปกป้องสิทธิเกษตรกร? เราต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น

ผลกระทบและข้อคิด

หลังจากนี้ ศาลฎีกาจะเป็นผู้ตัดสิน หากนายสฤษฎ์พงษ์ถูกตัดสินว่าผิดจริง อาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานหลายปี ส่งผลต่อภาพลักษณ์พรรคภูมิใจไทยด้วย

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกคนทำตามกฎ ประเทศไทยเราจะก้าวหน้าแค่ไหน? เรื่อง ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก. เป็นตัวอย่างที่ดีว่า กลไกปราบปรามทุจริตยังทำงานอยู่

ติดตามข่าวอัปเดตคดีนี้ได้ที่นี่ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณเห็นด้วย! คุณคิดยังไงกับคดีนี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ

ที่มา – ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง อดีต “สฤษฎ์พงษ์” สส.ภูมิใจไทย ปมรุกที่ สปก.

“ศึกษิษฏ์” ไม่ห่วง “เรืองไกร” ร้อง “สุริยะ” มั่นใจถูกต้อง

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยประเด็นร้อนแรง ล่าสุดมีข่าวที่หลายคนให้ความสนใจอย่าง “ศึกษิษฏ์” ไม่ห่วง “เรืองไกร” ร้อง “สุริยะ” มั่นใจว่าทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ไม่กระทบต่อการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองและโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจ หลังจากนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมายชื่อดัง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในประเด็นการโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ จากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำกระทรวง โดยอ้างว่าอาจเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

“ศึกษิษฏ์” ไม่ห่วง “เรืองไกร” ร้อง “สุริยะ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดทำงบประมาณปี 2568-2570 ที่รัฐบาลใหม่กำลังเร่งรัดเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยและพันธมิตร นายศึกษิษฏ์ยืนยันว่า ตั้งแต่พรรคถูกทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล ก็มีการหารือกับหน่วยงานราชการอย่างปกติเพื่อเร่งงบประมาณ แต่ปฏิเสธข่าวลือที่ว่า "ลูกหลานใคร" เรียกไปดูงบประมาณ โดยย้ำว่าไม่เป็นความจริงเลย เขามั่นใจว่าการดำเนินการของกระทรวงเกษตรฯ ทุกขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ไม่มีอะไรต้องกังวล

พื้นหลังกรณี “เรืองไกร” ร้อง “สุริยะ”

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่เคยยื่นเรื่องร้องเรียนบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองหลายครั้ง ได้ยื่นคำร้องต่อกกต. ขอให้ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การย้ายนายราเชนซึ่งมีบทบาทสำคัญในกรมฝนหลวงฯ เป็นการใช้อำนาจในทางมิชอบหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่กระทรวงกำลังจัดสรรงบประมาณโครงการใหญ่ๆ เช่น โครงการบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ปมนี้ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณที่อาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม

คำชี้แจงสำคัญจากนายศึกษิษฏ์

นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ชี้แจงประเด็นสำคัญหลายด้าน เพื่อคลายข้อกังขาในสังคม ดังนี้

  • การหารืองบประมาณเป็นเรื่องปกติ: ตั้งแต่เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อเร่งนโยบายที่หาเสียงไว้
  • ปฏิเสธข่าวลือลูกหลาน: ไม่มีบุคคลภายนอกเรียกดูงบประมาณตามที่กล่าวอ้าง
  • มั่นใจในกระบวนการ: ทุกการโยกย้ายบุคลากรทำตามขั้นตอนกฎหมาย
  • ไม่กระทบงานกระทรวง: การขับเคลื่อนงานเกษตรจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น

คำชี้แจงเหล่านี้ช่วยเสริมความโปร่งใส และเชิญชวนสังคมติดตามข้อเท็จจริงอย่างละเอียด โดยนายศึกษิษฏ์เชื่อว่ากกต. จะตรวจสอบอย่างเป็นธรรม

วิเคราะห์ผลกระทบจากการร้องเรียน

แม้ “ศึกษิษฏ์” ไม่ห่วง “เรืองไกร” ร้อง “สุริยะ” แต่กรณีนี้สะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารงานรัฐบาลใหม่ที่ต้องเผชิญการตรวจสอบจากฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหว การโยกย้ายบุคลากรระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งรับผิดชอบงบประมาณมหาศาลกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากกกต.เห็นว่ามีมูล ก็อาจส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลรธน. ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์รัฐมนตรีสุริยะและพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากหลักฐานชัดเจนว่าถูกต้อง ก็จะเป็นการยืนยันความโปร่งใสของรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบงบประมาณ โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นโครงการช่วยเหลือเกษตรกร เช่น รถรับส่งผลไม้ รถแทรกเตอร์ และระบบชลประทาน ซึ่งต้องเร่งรัดให้ทันปีงบ 2568 หากเรื่องนี้ลากยาว อาจชะลอโครงการสำคัญ สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรนับล้านราย

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

นักวิเคราะห์การเมืองบางคนมองว่า การร้องเรียนของนายเรืองไกรเป็นกลยุทธ์ตรวจสอบอำนาจรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริต แต่ฝั่งรัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างเปิดเผย ผู้สื่อข่าวหลายแห่งรายงานว่าการย้ายนายราเชนอาจเพื่อปรับโครงสร้างให้เหมาะกับนโยบายใหม่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว สังคมควรรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้เป็นบททดสอบความโปร่งใสของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หากจัดการได้ดี จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน ในทางตรงกันข้าม หากมีช่องโหว่ อาจนำไปสู่วิกฤตการเมืองครั้งใหม่ คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: การเมืองไทยต้องการการตรวจสอบที่เข้มแข็ง แต่ต้อง基于ข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวหาโดยไร้หลักฐาน รัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อลดความสับสน

ที่มา – “ศึกษิษฏ์” ไม่ห่วง “เรืองไกร” ร้อง “สุริยะ” มั่นใจทุกอย่างถูกต้อง ไม่กระทบงานกระทรวง

“เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังเป็นกระแสเดือดดาล กรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าคุณสมบัติของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.เกษตรฯ) ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ จากปมสั่งย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

“เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 (หรือ 2569 ตามเอกสาร แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น 2567) นายเรืองไกรได้ส่งคำร้องทางไปรษณีย์ไปยังกกต. โดยอ้างว่าการกระทำของนายสุริยะในการโยกย้ายนายราเชน เป็นการขาดความซื่อสัตย์สุจริตที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามสำหรับรัฐมนตรี

ปมสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงที่จุดชนวนดราม่า

ทุกอย่างเริ่มจากนายราเชน ศิลปะรายะ ที่ลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยให้เหตุผลว่าสนองนโยบายฝ่ายการเมืองไม่ได้ เขายังโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวและให้สัมภาษณ์สื่อ โดยระบุว่ามีปัญหาจากการแทรกแซง ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ข้อความเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นายเรืองไกรนำมาอ้าง

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ที่รับผิดชอบการทำฝนเทียมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูแล้ง ลดภัยแล้ง และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร งบประมาณของกรมนี้ก็ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะงบปี 2568-2570 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน

สุริยะชี้แจงปมหลานชายโทรขอดูงบประมาณ

ด้านนายสุริยะ ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าหลานชายของตัวเองเคยติดต่อนายราเชนเพื่อขอดูงบประมาณปี 2570 ของกรมฝนหลวง แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งย้าย เพียงแต่เป็นการโยกย้ายเพราะนายราเชนใกล้เกษียณราชการแล้วเท่านั้น คำชี้แจงนี้ยิ่งทำให้เกิดคำถามหนักขึ้น เพราะการที่ญาติโทรไปขอนแกบประมาณของหน่วยงานรัฐ อาจเข้าข่ายการใช้อิทธิพลหรือทุจริตได้

  • นายราเชนลาออกเพราะไม่สนองนโยบายฝ่ายการเมือง
  • โพสต์เฟซบุ๊กและสัมภาษณ์สื่อเป็นพยานหลักฐาน
  • สุริยะยอมรับหลานโทรขอดูงบ แต่ปฏิเสธเกี่ยวข้องกับย้าย
  • เรืองไกรมองว่าเป็นพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

นายเรืองไกรชี้ว่ากกต. มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ โดยขอให้กกต. รวบรวมพยานหลักฐานจากทุกฝ่าย รวมถึงเรียกนายสุริยะมาชี้แจง และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าศาลจะตัดสิน

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องย้ายข้าราชการธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองในหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตเกษตรกรกว่า 30% ของประชากรไทย หากรมว.ขาดจริยธรรม อาจกระทบต่อนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร เช่น โครงการฝนหลวงที่ช่วยดับไฟป่าและภัยแล้งในหลายพื้นที่

ในอดีต เรเคยเห็นกรณีคล้ายๆ กัน เช่น การวินิจฉัยคุณสมบัติรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นตำแหน่งเพราะพฤติกรรมจริยธรรม กรณีนี้หากกกต.รับคำร้องและส่งศาล อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามา

ส่วนตัวผมมองว่ากรณี “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นระบบตรวจสอบยังทำงาน แม้จะช้าแต่ก็ยังมีน้ำหนัก ช่วยให้ประชาชนมั่นใจในความโปร่งใสมากขึ้น หากสุริยะรอดพ้น ก็ถือเป็นบทเรียนให้ระวังญาติและการใช้อำนาจ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? สุริยะควรพ้นเก้าอี้หรือไม่? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจข่าวการเมืองไทย ติดตามเว็บเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ ปมสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามอง นั่นคือมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล จากกรณียื่นร่างแก้ไขมาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ม.112 ซึ่งถูกมองว่ามีเจตนาเซาะกร่อนและบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์แล้ว โดยชี้ว่าการกระทำนี้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมื่อ สส. พรรคก้าวไกล 44 คน นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปรับปรุงเนื้อหา ม.112 ป.ป.ช. เห็นว่าการเสนอร่างนี้ไม่ใช่แค่สิทธิปกติของ สส. แต่มีเนื้อหาที่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นการไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้แถลงความคืบหน้า หลังจากไต่สวนข้อเท็จจริงนานนับปี ตั้งแต่กลางปี 2568 ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 รายได้คัดค้านและขอชี้แจงทั้งเป็นหนังสือและด้วยวาจา ป.ป.ช. จึงใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความยุติธรรม สุดท้ายมีมติส่งสำนวนทั้งหมดไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 30 วัน

เหตุผลหลักคือ การกระทำของทั้ง 44 คนมีเจตนาร่วมกัน ไม่สามารถแยกได้ว่าใครทำอะไรแยกต่างหาก ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 แม้เลขาธิการสภาฯ จะทักท้วงแล้ว แต่ สส. เหล่านี้ยังยืนยันเสนอต่อ นอกจากนี้ยังเอาเรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งก่อความเสียหายต่อชาติอย่างร้ายแรง

ใครคือ 44 สส.ก้าวไกลที่ถูก ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด

  • นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ผู้ริเริ่ม)
  • นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
  • นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • นายสมชาย ฝั่งชลจิตร
  • และอื่นๆ รวม 44 ราย (รายชื่อเต็มดูในข่าวต้นทาง)

ทั้งหมดถูกกล่าวหาฐานไม่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อความเสื่อมเสียต่อตำแหน่ง สส. และขัดมาตรา 219 รัฐธรรมนูญ ประกอบ พ.ร.บ.ปปช. มาตรา 28

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในไทยที่รุนแรง โดยเฉพาะประเด็นสถาบันกษัตริย์ที่เป็นเส้นแดง การเสนอแก้ ม.112 ถูกตีความต่างกัน บางฝ่ายเห็นว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ ป.ป.ช. ชี้ว่าเกินขอบเขตจริยธรรม สส. ต้องยึดมั่นรัฐธรรมนูญ หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผิด อาจนำไปสู่การสิ้นสุดสถานะ สส. และผลกระทบต่อพรรคก้าวไกล

ในมุมมองของผู้เขียน มติมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกลนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังคงต้องเคารพหลักนิติธรรมและสถาบันหลัก หากละเลยอาจนำไปสู่ความแตกแยกยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันจะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไรในอนาคต? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิดทั้ง 44 สส.ก้าวไกล ยื่นแก้ ม.112 เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน

สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค

สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค

ในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 สมาคมอุทยานแห่งชาติได้เคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น โดยบุกไปที่สภาเพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เกี่ยวกับการบุกรุกป่าไม้อย่างหนัก นำโดยนายพสิษฐ์ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ และนายวันชัย อรุณประภารัตน์ นายกสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งสองสมาคมได้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ กรณีร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชนและพรรคประชาชาติ

สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค

นายพสิษฐ์ เอี๋ยวพานิช เปิดเผยถึงเหตุผลหลักในการคัดค้านว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ นี้ไม่เพียงแต่จะยกเลิกโทษให้ผู้บุกรุกป่าเท่านั้น แต่ยังมีการหลบซ่อนเจตนาที่จะคืนที่ดินของรัฐที่ถูกยึดคืนแล้วให้กลับไปเป็นของผู้บุกรุกเดิม ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่ง นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังมีผลย้อนหลังไปถึงก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีประมวลกฎหมายที่ดิน ทำให้เปิดช่องให้บุคคลทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้า นายทุนใหญ่ ผู้มีอิทธิพล หรือแม้แต่นักการเมืองที่ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ไปด้วย

การบุกรุกป่าไม้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน สมาคมอุทยานฯ มองว่าร่างกฎหมายนี้จะยิ่งเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนที่ครอบครองป่าอย่างผิดกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อประชาชนส่วนใหญ่ที่พึ่งพาทรัพยากรป่าไม้ หากปล่อยให้ผ่านไป อาจนำไปสู่การสูญเสียป่าไม้เพิ่มเติม ซึ่งจะกระทบต่อระบบนิเวศ การป้องกันน้ำท่วม และความหลากหลายทางชีวภาพ

ขั้นตอนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า

เพื่อต่อต้านอย่างเด็ดขาด สมาคมฯ วางแผนเดินหน้าคัดค้านหลายช่องทาง ในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ จะมีการนัดยื่นหนังสือต่อ สว. ชีวะภาพ ชีวะธรรม เพื่อรวบรวมเสียง สว. ให้ครบ 25 คน แล้วส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญและมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าขัดจริง ส.ส. ที่เสนอและรับหลักการอาจถูกตัดสิทธิทางการเมือง ส่วนพรรคการเมืองที่เสนออาจถูกยุบพรรคได้ นอกจากนี้ กลางเดือนตุลาคม สมาคมฯ จะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

ปัญหาการบุกรุกป่าในประเทศไทยมีมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าทะลุซอยที่ถูกครอบครองโดยกลุ่มทุนใหญ่ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องป่าไม้ ซึ่งเป็นมรดกธรรมชาติของชาติ การนิรโทษกรรมเช่นนี้จึงถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริต สมาคมอุทยานฯ จึงเรียกร้องให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันคัดค้าน เพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรป่าไม้

  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การบุกรุกป่าเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ
  • ผลกระทบทางกฎหมาย: อาจนำไปสู่การละเมิดรัฐธรรมนูญ
  • ผลกระทบต่อสังคม: เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนมากกว่าประชาชน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมยังชี้ว่าการปกป้องป่าไม้เป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากร่างกฎหมายนี้ผ่าน ไทยอาจสูญเสียพื้นที่ป่าอีกมาก ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่ออนาคตของชาติ

ในฐานะที่ปรึกษาด้าน SEO สำหรับบล็อกสิ่งแวดล้อม การนำเสนอประเด็นเช่น สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค ช่วยเพิ่มการรับรู้และการมีส่วนร่วมของผู้อ่าน หากคุณสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมลงชื่อคัดค้าน เพื่อปกป้องป่าไม้ของเรา

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวของสมาคมอุทยานฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษากฎหมายและธรรมชาติ หวังว่าประชาชนจะตื่นตัวและสนับสนุนการคัดค้านนี้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้อง) และภริยา ถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 และยังเสนอชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการในบริษัทของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งถือเป็นการขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ดังนั้น ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5) และขอให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ซึ่งไม่ใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง และการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก เพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย รวมทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้อง หรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้ และมีมติไม่รับคำร้อง

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้?

  • ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ
  • รัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามกระบวนการและเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าประเด็นที่ถูกร้องเรียนยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่านายพีระพันธุ์ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นและการเสนอชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

Scroll to top