มาเลเซีย

“อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมอาเซียน-เอเปค

นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ การเตรียมความพร้อมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังจากนำคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2568 ณ พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระบรมรูปทรงม้า) พระลานพระราชวังดุสิต เขตดุสิต

นายกรัฐมนตรีอนุทินเปิดเผยว่า ในวันนี้จะมีการประชุมกับรัฐมนตรีเพื่อทบทวนและเตรียมการก่อนการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย รวมถึงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ ซึ่งการประชุมทั้งสองเวทีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยในอนาคต

“อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

การประชุมที่นายอนุทินเรียกในวันนี้ มุ่งเน้นไปที่ประเด็นใดบ้าง? คาดว่าประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ ได้แก่

  • ท่าทีของประเทศไทยต่อประเด็นต่างๆ ที่จะมีการหารือในการประชุมอาเซียนและเอเปค
  • การเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมระดับนานาชาติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถนำเสนอจุดยืนและผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะได้มาพบปะหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม การที่ประเทศไทยสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมเหล่านี้ได้อย่างดี จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถ:

  • แสดงบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในภูมิภาค
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ
  • ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในด้านต่างๆ
  • ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

ดังนั้น การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมอาเซียนและเอเปค จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง

การที่ “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะใช้เวทีระหว่างประเทศเหล่านี้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างเต็มที่ การเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการเตรียมตัวอย่างรอบคอบและครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งด้านเนื้อหา สาระสำคัญ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การประชุมที่ “อนุทิน” ได้เรียกในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายและโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการประชุมที่จะมาถึง

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการประชุม “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะมีบทบาทอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาระดับโลก และพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการสร้างโลกที่สันติสุขและยั่งยืน

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมอาเซียนและเอเปค จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเตรียมข้อมูลและเอกสารเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจของประเทศไทยในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก และในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นหลัง

ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการประชุมเหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก และเพื่อจะได้ร่วมกันสนับสนุนรัฐบาลในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

สีหศักดิ์ เผยผลหารือ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

“สีหศักดิ์” เผยผลหารือ 4 ฝ่ายที่มาเลเซีย เห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” แต่ต้องลงรายละเอียดในที่ประชุม GBC 20 ต.ค.นี้ โดยกัมพูชาต้องทำตาม 4 เงื่อนไข หลังจากนั้นนำเข้า ครม. ก่อนลงนามต่อหน้า “ทรัมป์”

วันที่ 19 ต.ค. 68 มีรายงานว่า เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยผลการหารือ 4 ฝ่ายที่มาเลเซีย ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ไทย กัมพูชา และมาเลเซีย เห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” โดยจะมีคุยรายละเอียดในที่ประชุม GBC ในวันที่ 20 ต.ค. 68 ก่อน

ส่วนเรื่องที่รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาให้ข่าวว่า ไทยจะปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชานั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อยู่ในข้อเสนอในการพูดคุยแต่จะเป็นผลในทางปฏิบัติได้นั้น ทางกัมพูชาจะต้องร่วมมือในการปฏิบัติตาม 4 ข้อที่ได้พูดคุยเสียก่อน

ความคืบหน้าล่าสุด ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับการหารือ 4 ฝ่ายที่มาเลเซีย ซึ่งนำไปสู่การเห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้

การหารือดังกล่าวมีสหรัฐอเมริกา ไทย กัมพูชา และมาเลเซีย เข้าร่วม และมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา การเห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เงื่อนไขและความคาดหวัง

อย่างไรก็ตาม การที่จะนำไปสู่การลงนามใน “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” นั้น ยังมีขั้นตอนและเงื่อนไขที่ต้องดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่กัมพูชาต้องร่วมมือในการปฏิบัติตาม 4 ข้อที่ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้จะมีการหารือกันอย่างละเอียดอีกครั้งในการประชุม GBC ในวันที่ 20 ตุลาคม 2568

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ที่รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาได้ให้ข่าวไว้ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจ โดยนายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงว่าเรื่องนี้อยู่ในข้อเสนอในการพูดคุย แต่การที่จะเป็นผลในทางปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับการที่กัมพูชาร่วมมือในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้

ความสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดี

ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในภูมิภาค การที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในด้านต่างๆ จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกัน และช่วยสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค

  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
  • การแก้ไขปัญหาชายแดนและการรักษาความมั่นคง
  • การร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
  • การแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต้องอาศัยความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย และ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยนำทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

การติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดของการประชุม GBC ในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าจะสามารถนำไปสู่การลงนามใน “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ได้หรือไม่ และจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในอนาคตอย่างไร

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาถือเป็นนิมิตหมายที่ดี และหวังว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

ที่มา – สีหศักดิ์ เผยผลหารือ 4 ฝ่ายเห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

ทรัมป์ร่วมลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เตรียมเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา ที่จะเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในช่วงปลายเดือนนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ตั้งตารอที่จะเป็นสักขีพยาน “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา” ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคมนี้ ซึ่งการเข้าร่วมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนใจและบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาได้ปะทุกลายเป็นการปะทะทางทหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ราย และพลเรือนต้องอพยพหนีออกจากบ้านเรือนราว 300,000 คน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ การลงนามใน “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา จึงเป็นก้าวสำคัญในการยุติความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน

หลังจากการสู้รบห้าวัน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะหยุดยิง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีประธานาธิบดีทรัมป์มีส่วนร่วมในการเป็นคนกลางบางส่วน แม้ว่าหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายยังคงแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอยู่เป็นระยะ

ก่อนหน้านี้ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เคยกล่าวว่า ตนได้เสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยให้เครดิตกับ “การทูตเชิงนวัตกรรม” ของทรัมป์ ที่ช่วยยุติการปะทะดังกล่าว

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เคยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ได้รับจดหมายจากผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งแสดงความปรารถนาที่จะเห็นเพื่อนบ้านที่กำลังต่อสู้กันทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขความตึงเครียดได้

“ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงสันติภาพครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่สหรัฐฯ ให้กับบทบาทของตนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยและผู้รักษาสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังนานาชาติว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ อย่างสันติวิธี

ความสำคัญของ “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา หากข้อตกลงนี้ได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจ การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน

  • การแก้ไขปัญหาชายแดน: ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาชายแดนที่ยังคงค้างคาอยู่ได้อย่างสันติวิธี
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุน: สันติภาพและความมั่นคงจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
  • การพัฒนาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม: การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจะช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การลงนามในข้อตกลงสันติภาพเป็นเพียงก้าวแรก การรักษาและต่อยอดสันติภาพนั้นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมของทั้งสองประเทศ

การมีส่วนร่วมของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเป็นสักขีพยาน “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา ถือเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค หวังว่าข้อตกลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกันสำหรับทั้งสองประเทศ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อตกลงนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างแท้จริง และเป็นการเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

“นายกฯ อนุทิน” ประเดิมงานแรก ตปท. เยือน สปป.ลาว

ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเดินทางเยือนต่างประเทศของผู้นำชาติยิ่งมีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน “นายกฯ อนุทิน” ประเดิมงานแรก ตปท. เยือน สปป.ลาว ก่อนบินมาเลย์ ต่อด้วยสิงคโปร์ ถือเป็นภารกิจที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“นายกฯ อนุทิน” ประเดิมงานแรก ตปท. เยือน สปป.ลาว ก่อนบินมาเลย์ ต่อด้วยสิงคโปร์

วันที่ 2 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกำหนดการสำคัญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่ง ภารกิจต่างประเทศครั้งแรกในฐานะนายกฯ คือการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว ในวันที่ 15 ตุลาคม 2567 การเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและลาว โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านพลังงาน โดยนายกฯ อนุทิน จะหารือกับผู้นำลาวเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-ลาว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของสินค้าและบริการข้ามพรมแดน

นอกจากนี้ “นายกฯ อนุทิน” ประเดิมงานแรก ตปท. เยือน สปป.ลาว ก่อนบินมาเลย์ ต่อด้วยสิงคโปร์ ยังรวมถึงการลงนามข้อตกลงความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคอาเซียน ลาวเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงไทยกับกลุ่มประเทศอินโดจีน การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ยังช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนที่ค้างคา เช่น การจัดการน้ำและการป้องกันภัยพิบัติ

กำหนดการต่อเนื่อง: จากลาวสู่มาเลเซียและสิงคโปร์

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ลาว นายกฯ อนุทิน จะเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2567 เวทีนี้เป็นโอกาสสำคัญในการหารือประเด็นระดับภูมิภาค เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ความมั่นคงทางอาหาร และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยในฐานะประธานอาเซียนปีถัดไป จะมีบทบาทนำในการกำหนดทิศทางของกลุ่ม

จากมาเลเซีย นายกฯ จะบินตรงไปเยือนสิงคโปร์ทันทีหลังการประชุมสิ้นสุด การเยือนสิงคโปร์มุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การค้าเสรี และการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการเงินของอาเซียน การสนทนาครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของไทยในเศรษฐกิจดิจิทัล

  • การเยือนลาว: กระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีและพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน
  • ประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย: หารือประเด็นภูมิภาคและเตรียมไทยเป็นประธาน
  • เยือนสิงคโปร์: เสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการค้า

ภารกิจเหล่านี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของนายกฯ อนุทินในการนำประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในอาเซียน โดยเน้นการทูตเชิงรุกที่ตอบโจทย์ผลประโยชน์ของประชาชน การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับภาคเอกชน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเริ่มต้นด้วยการเยือนลาวแสดงถึงความสำคัญของความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านใกล้ชิด ก่อนขยายไปสู่เวทีใหญ่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด การติดตามผลกระทบจากภารกิจเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับอนาคตของนโยบายต่างประเทศไทย

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองและต่างประเทศเพิ่มเติม สามารถสมัครรับข่าวสารจากเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” ประเดิมงานแรก ตปท. เยือน สปป.ลาว ก่อนบินมาเลย์ ต่อด้วยสิงคโปร์

งานดี! รับสมัครหญิงไทยนวดแผนไทยในมาเลเซีย

กรมการจัดหางานเปิดรับสมัครหญิงไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 50 อัตรา รายได้ดี สวัสดิการครบ! โอกาสทองสำหรับสาวๆ ที่มีความสามารถในการนวดแผนไทย สมัครได้ถึง 30 กันยายน 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดราชการ

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานกับนายจ้างบริษัท VYV Wellness Retreat Sdn Bhd ประเทศมาเลเซีย ซึ่งประกอบกิจการร้านนวด ในตำแหน่งพนักงานนวดแผนไทย จำนวน 50 อัตรา

สำหรับค่าจ้าง มีให้เลือก 2 แบบ ดังนี้:

  • แบบเงินเดือนประจำ: 3,300 ริงกิตมาเลเซียต่อเดือน หรือประมาณ 24,800 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน)
  • แบบค่าคอมมิชชั่น: ชั่วโมงที่ 1–160 คิดอัตราชั่วโมงละ 22 ริงกิต ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 161 เป็นต้นไป คิดอัตราชั่วโมงละ 25 ริงกิต

โดยกำหนดเวลาทำงาน 7.5 ชั่วโมงต่อวัน ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี นายจ้างใจดี จัดหาที่พัก อุปกรณ์ประกอบอาหาร จ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับเมื่อทำงานครบสัญญาจ้าง พร้อมประกันคุ้มครองการเบิกค่ารักษาพยาบาล และประกันสุขภาพตามที่รัฐบาลประเทศมาเลเซียกำหนด

ผู้สนใจสมัครงานหญิงไทยนวดแผนไทยในมาเลเซีย สามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดราชการ

โอกาสดี! เปิดรับสมัครหญิงไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย รายได้ดี สวัสดิการครบ

นายพิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณสมบัติของผู้สมัครที่นายจ้างต้องการ มีดังนี้:

  • เพศหญิง อายุระหว่าง 21 – 44 ปี
  • ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
  • มีใบรับรองการนวดเท้า หรือนวดไทย อย่างน้อย 150 ชั่วโมง
  • มีสุขภาพแข็งแรง ผ่านการตรวจสุขภาพ
  • มีมารยาทและทัศนคติที่ดี

การรับสมัครครั้งนี้ เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีรัฐจัดส่ง คนหางานไม่ต้องเสียค่าสมัครหรือค่าบริการใดๆ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงาน จ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 6,500 บาท

สมัครงานหญิงไทยนวดแผนไทยในมาเลเซีย: เอกสารที่ต้องเตรียม

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หรือเฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน.

โอกาสมาถึงแล้ว! สำหรับสาวๆ ที่มีความสามารถในการนวดแผนไทย อย่ารอช้า! รีบสมัครหญิงไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย เพื่อสร้างรายได้และประสบการณ์ใหม่ๆ ในต่างแดน

มองหาโอกาสในการทำงานต่างประเทศอยู่หรือไม่? การทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย อาจเป็นประตูสู่ความสำเร็จของคุณ!

ที่มา – โอกาสดี เปิดรับสมัครหญิงไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย รายได้ดี สวัสดิการครบ

มาเลย์ฯ ช่วยกาซา! เพิ่มเงินกว่า 770 ล้าน


นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท! อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 100 ล้านริงกิต หรือราว 770 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นวงเงินที่เพิ่มจากงบ 100 ล้านริงกิตที่รัฐบาลอนุมัติไว้แล้วเมื่อปี 2023

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางฝูงชนหลายพันคนที่รวมตัวกันในงานชุมนุม “Sumud Nusantara” ณ จัตุรัสเมอร์เดกา ซึ่งจัดขึ้นก่อนส่งกองเรือบรรเทาทุกข์ไปยังกาซา

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า “คืนนี้ผมขอประกาศว่า เราจะมอบเงินช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต” อันวา กล่าวย้ำว่า “นี่ไม่ใช่เสียงของพรรคการเมือง ไม่ใช่เสียงของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่นี่คือเสียงร่วมของประชาชนมาเลเซีย” พร้อมย้ำว่ามาเลเซียได้ทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือ ตั้งแต่การส่งอาสาสมัคร นักบวช และการรักษาผู้บาดเจ็บ ไปจนถึงการให้การศึกษาแก่เด็กปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย และกล่าวต่อว่า “คืนนี้ผมขอประกาศว่า เราจะมอบเงินช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต เพื่อเป็นการยืนยันว่า นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท จริงๆ”

กองเรือบรรเทาทุกข์ Sumud Nusantara มุ่งหน้าสู่กาซา

กองเรือบรรเทาทุกข์ Sumud Nusantara เป็นส่วนหนึ่งของกองเรือพันธมิตร Global Sumud Flotilla ซึ่งมีภารกิจลำเลียงความช่วยเหลือไปยังกาซา ที่ปัจจุบันมีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนกำลังเผชิญภาวะความอดอยากจากการปิดล้อมโดยอิสราเอล

ผู้จัดงานระบุว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อฝ่าแนวกั้นทางทะเลของกองทัพเรืออิสราเอล และเปิดเส้นทางมนุษยธรรมให้กองเรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือสามารถเข้าถึงกาซาได้มากขึ้น โดยมาเลเซียเป็นผู้นำทีมร่วมกับอีก 8 ประเทศ ถึงแม้ว่าจำนวนเรือที่เข้าร่วมยังไม่ชัดเจนก็ตาม

ขบวนกองเรือจะแยกออกเดินทางเป็น 2 ชุด โดยชุดแรกมีกำหนดออกเดินทางวันที่ 31 สิงหาคม และชุดที่สองในวันที่ 4 กันยายน เรือจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมุ่งหน้าไปยังสเปนเป็นจุดแวะพักที่สำคัญก่อนเดินทางต่อไปยังกาซา ขณะที่อีกชุดหนึ่งจะมุ่งหน้าไปยังตูนิเซีย ก่อนที่จะรวมกับเรือจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเดินทางช่วงสุดท้ายไปยังจุดหมายปลายทาง

อันวาร์เป็นหนึ่งในผู้นำมุสลิมที่ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาปาเลสไตน์ และมักจะใช้เวทีนานาชาติเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความเพิกเฉยของรัฐบาลตะวันตกที่ทำให้ประเทศอิสราเอลเดินหน้าการโจมตีกาซาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้เคยมีข้อสรุปเมื่อปีที่แล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่อิสราเอลกำลังเข้าข่ายก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แม้ว่าเรื่องนี้จะยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนก็ตาม

นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียได้แสดงความเชื่อมั่นว่า “ความยุติธรรมจะต้องเกิดขึ้นในสักวันหนึ่ง เมื่อมีประเทศต่างๆ กล้าที่จะออกมาโต้แย้งความโหดร้ายของระบอบไซออนิสต์อิสราเอล” พร้อมทั้งยกตัวอย่างประเทศบราซิล สเปน และแอฟริกาใต้ที่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

อันวาร์ยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศมาเลเซียจะไม่ทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์ “เราจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ” เขากล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือและการตะโกน “ปาเลสไตน์จงเจริญ” จากฝูงชนจำนวนมาก ทุกคนต่างสนับสนุนการที่ นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

การตัดสินใจของมาเลเซียครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประเทศอื่นๆ ในการให้ความสำคัญกับประเด็นด้านมนุษยธรรม

ที่มา – นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

แผ่นดินไหว 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ สั่นสะเทือนหลายรัฐ

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ประชาชนในหลายรัฐรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด

สำนักงานอุตุนิยมวิทยามาเลเซีย (MetMalaysia) รายงานผ่านเพจเฟซบุ๊ก ว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:13 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองเซกามัตไปทางทิศตะวันตก 5 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะโฮร์, รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน, รัฐมะละกา และทางตอนใต้ของรัฐปะหัง ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียยืนยันว่าจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดสึนามิ

นายอนน์ ฮาฟิซ กาซี มุขมนตรีรัฐยะโฮร์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานความเสียหายหรืออุบัติเหตุในเมืองเซกามัต พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นกำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคง รวมถึงให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

แม้ว่าประเทศมาเลเซียจะตั้งอยู่นอกเขตวงแหวนไฟแปซิฟิก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าประเทศนี้ก็ไม่ได้ปลอดจากความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์โดยสมบูรณ์

นายอับดุล ราสิด จาอาปาร์ ประธานสถาบันธรณีวิทยามาเลเซีย (Institute of Geology Malaysia) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า แม้มาเลเซียจะไม่ได้อยู่ในแนวการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกหลัก แต่ก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นในบางพื้นที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

“แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ทั้งในแง่ของตำแหน่งและขนาด เช่นเดียวกับที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.8 ที่เมืองบูกิตติงกี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคาบสมุทรมาเลเซียยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง” นายจาอาปาร์กล่าว

เขายังเสริมว่า ความเสี่ยงแผ่นดินไหวในรัฐซาบาห์นั้นสูงกว่า เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยา

ทั้งนี้ มาเลเซียเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐซาบาห์ ซึ่งเคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 6.0 และ 6.3 ในช่วงปี 1923, 1958, 1976 และ 2015 ส่วนในรัฐซาราวักเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในขนาด 5.3 เมื่อปี 1994

สำหรับคาบสมุทรมาเลเซียก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 1.6 ถึง 4.6 เกิดขึ้นระหว่างปี 1984 ถึง 2013 โดยมีจุดศูนย์กลางในหลายพื้นที่ เช่น บูกิตติงกี รัฐปะหัง, เขื่อนเคนยีร์ รัฐตรังกานู, กัวลาปิละห์ รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน และเมืองมันจุงกับเตเม็งกอร์ ในรัฐเปรัก.

สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ครั้งนี้ แม้จะไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญ เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และวางแผนการอพยพหากจำเป็น เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเองและคนที่คุณรักได้

เหตุการณ์ แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์แสดงให้เห็นว่าภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเสมอ

ที่มา – แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

สุดระทึก! เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด นักบินรอด

เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขวัญ! เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดกลางอากาศขณะนำเครื่องขึ้นจากสนามบินสุลต่านอาหมัดชาห์ ในเมืองกวนตัน โชคดีที่นักบินสามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย

เหตุการณ์ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเครื่องบินขับไล่ McDonnell Douglas F/A-18 Hornet ของกองทัพอากาศมาเลเซีย จากคลิปที่เผยแพร่แสดงให้เห็นภาพเครื่องยนต์ของเครื่องบินลำดังกล่าวเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงขณะกำลังวิ่งขึ้นรันเวย์ ก่อนที่จะระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ น่าสะพรึงกลัว

ตามรายงานข่าว เครื่องบินลำดังกล่าวเริ่มมีปัญหาไฟลุกไหม้ที่เครื่องยนต์ตั้งแต่ช่วงแรกของการวิ่งขึ้น และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง นักบินทั้งสองนายตัดสินใจดีดตัวออกจากเครื่องบินได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ทั้งลำ

กองทัพอากาศมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งว่าขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างเร่งด่วน และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

สุดระทึก! เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด นักบินรอด

เครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet เป็นเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะสูง เป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศมาเลเซียมาเป็นเวลานาน มีบทบาทสำคัญในการโจมตีทางอากาศและการป้องกันภัยทางอากาศ เหตุการณ์ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ครั้งนี้จึงเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet

  • เครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet เป็นเครื่องบินรบอเนกประสงค์
  • สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย ทั้งโจมตีทางอากาศ ป้องกันภัยทางอากาศ และลาดตระเวน
  • มีความเร็วสูงสุดถึง Mach 1.8
  • บรรทุกอาวุธได้หลากหลายชนิด

สถานการณ์ล่าสุดยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่โชคดีอย่างยิ่ง

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอในการปฏิบัติการทางการทหาร และความสำคัญของการบำรุงรักษาเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – สุดระทึก เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดขณะนำเครื่องขึ้น นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด (คลิป)

8 ชาติสังเกตการณ์ กรณี กัมพูชาละเมิดข้อตกลง

คณะผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกรณีกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดขวางการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 กองบัญชาการกองทัพไทยได้นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) จำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย นำโดย ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ประจำกรุงเทพฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณี กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ตามบันทึกข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา รวมทั้งการขัดขวางการปฏิบัติการในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

คณะผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ขวางเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กำหนดการเดินทางของคณะผู้สังเกตการณ์ฯ มีดังนี้:

วันที่ 18 สิงหาคม 2568:

คณะฯ เดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยัง บก.มณฑลทหารบกที่ 22 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปในช่วงเวลา 15.15 น.

วันที่ 19 สิงหาคม 2568:

  • เช้า: เดินทางลงพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน และเดินทางต่อไปยังผามออีแดง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุป ในประเด็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • บ่าย: เดินทางไปยังฐานกฤษณา – ฐานปราบศึก ใกล้ภูมะเขือ พร้อมรับชมภารกิจปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2

วันที่ 20 สิงหาคม 2568:

คณะฯ ตรวจเยี่ยมเชลยศึก จากนั้นเดินทางไป รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป พร้อมตรวจพื้นที่ผลกระทบจากจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ต่อจากนั้น เดินทางไปช่องจุ๊ปตะโมก ตรวจพื้นที่จุดที่กำลังพล ร้อย.ทพ.2601 เหยียบกับระเบิด

การลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และการขัดขวางการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในอนาคต

การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ จะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงประเมินผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของนานาชาติในการสังเกตการณ์ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการดำเนินการแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ และส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย หวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศต่อไป

ที่มา – คณะผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ขวางเก็บกู้ทุ่นระเบิด

Scroll to top