ยูเครน

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ: ยอดตาย 19 ศพ

อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ หลังอาคาร EU และ British Council ในยูเครนถูกโจมตีหนัก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีในกรุงเคียฟเพิ่มเป็น 19 ศพ กลายเป็นเหตุการณ์ที่นานาชาติต่างจับตามอง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานอ้างคำเปิดเผยของนายตีมูร์ คาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานกลาโหมยูเครนที่ระบุว่า กองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบ โดยการรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงเด็ก 4 คน อายุเพียง 2 ขวบ 14 ปี และ 17 ปี ตามการเปิดเผยของ 

โดยกองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียใช้อาวุธโจมตีทางอากาศรวม 629 ชนิด แบ่งเป็นโดรน 598 ลำ และขีปนาวุธ 31 ลูก ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่าเป้าหมายคือ โรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร และฐานทัพอากาศของยูเครน พร้อมย้ำว่าใช้อาวุธแม่นยำสูง 

ทางด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ย้ำว่ารัสเซียยังสนใจการเจรจาสันติภาพ แต่ ปฏิบัติการพิเศษทางทหารยังคงเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม อาคารที่ทำการสหภาพยุโรป ในกรุงเคียฟ รวมทั้งอาคาร British Council ก็ได้รับความเสียหาย ทำให้ สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบทันที โดยนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น การก่อการร้ายต่อพลเรือนและแม้กระทั่งสหภาพยุโรปเอง 

ทางด้านเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศว่า รัสเซียกำลังฆ่าเด็กและพลเรือน ทำลายทุกความหวังสันติภาพ พร้อมเผยว่าได้มีการเรียกทูตรัสเซียเข้าพบอย่างเป็นทางการแล้ว.

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และสร้างความเสียหายให้กับอาคารสำคัญหลายแห่ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ประชาคมโลกต่างออกมาแสดงความกังวลและประณามการกระทำดังกล่าว

ผลกระทบจากการรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ

  • จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ: การโจมตีส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
  • ความเสียหายต่ออาคาร: อาคารที่ทำการสหภาพยุโรป และ British Council ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักรตึงเครียดยิ่งขึ้น มีการเรียกทูตรัสเซียเข้าพบเพื่อแสดงความไม่พอใจ

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

การที่รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป และความจำเป็นที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ

สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนไม่ใช่แค่เรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่เราทุกคนต้องร่วมกันใส่ใจและหาทางช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ที่มา – รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

รัสเซียถล่มเคียฟ! ดับ 3 ศพจากขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ทางการยูเครนรายงานว่า กรุงเคียฟถูกโจมตีอย่างหนักด้วยขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟและโดรนจากรัสเซียในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 1 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 24 ราย

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีที่ “รุนแรง” โดยอาคาร 5 ชั้นแห่งหนึ่งในเขตดาร์นิตสกี้พังถล่มลงมา และยังมีรายงานไฟไหม้อาคารที่พักอาศัยสูงในเขตดีนีโปรที่อยู่ใกล้เคียง

การโจมตีด้วยขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟระลอกล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า บ้านเรือนกว่า 100,000 หลังในยูเครนไม่มีไฟฟ้าใช้ จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียด้วยโดรน

นายไทมัวร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารการทหารของกรุงเคียฟ โพสต์ข้อความในเทเลแกรมว่า เด็กที่เสียชีวิตเป็นเด็กหญิงอายุ 14 ปี และมีเด็กอย่างน้อย 5 คนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยโดรนระลอกล่าสุด นอกจากนี้ยังมีเขตที่ถูกโจมตีมากกว่า 20 เขต และอาคารหลายแห่งรวมถึงโรงเรียนอนุบาลเกิดไฟไหม้

หลังการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบของรัสเซียผ่านมากว่า 3 ปีครึ่ง สถานการณ์การสู้รบยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ความพยายามล่าสุดในการหยุดยิงนำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งได้พบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา และพบกับประธานาธิบดีเซเลนสกีและผู้นำยุโรปที่กรุงวอชิงตัน ดีซี

นายทรัมป์ผลักดันให้มีการประชุมสุดยอดระหว่างปูตินและเซเลนสกี ซึ่งผู้นำยูเครนก็เห็นด้วย แต่เขาต้องการการรับประกันความปลอดภัยจากชาติพันธมิตรตะวันตก เพื่อป้องกันการโจมตีจากรัสเซียในอนาคต หากมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน นายเซเลนสกีได้พบกับพลเรือเอกเซอร์โทนี ราดาคิน ผู้บัญชาการทหารอังกฤษ ที่กรุงเคียฟเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการยุติสงคราม ด้านนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า เขาจะพบกับตัวแทนของยูเครนที่นิวยอร์กในสัปดาห์นี้ และกล่าวว่า “เราคุยกับรัสเซียทุกวัน”

อย่างไรก็ตาม นางไคยา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้เตือนว่า การยอมยกดินแดนยูเครนให้รัสเซียเพื่อแลกกับข้อตกลงสันติภาพนั้นเป็น “กับดัก”.

ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ

ผลกระทบจากขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ

  • มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
  • อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย

ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง และความหวังที่จะเห็นสันติภาพในยูเครนยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทาย

ที่มา – ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับ 3 ศพ บาดเจ็บกว่า 20 ราย มีเด็กรวมอยู่ด้วย

รัสเซียโจมตี! บ้านยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ผู้นำยูเครนเผย รัสเซียส่งโดรนนับร้อยลำโจมตีหลายพื้นที่ในยูเครน ทำให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนกว่า 100,000 หลังใน 3 แคว้น ในขณะที่ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง

เมื่อวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรอบใหม่ ส่งผลให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนมากกว่า 100,000 หลังในแคว้นโปลตาวา, ซูมี และเชอร์นิฮิฟ สถานการณ์รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลังนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียส่งโดรนเกือบ 100 ลำมาโจมตีในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพุธ โดยที่เป้าหมายหลักคือสถานีพลังงาน และมีโรงเรียนแห่งหนึ่งในแคว้นคาร์คิฟกับตึกสูงแห่งหนึ่งในเมืองเคอร์ซอนถูกโจมตีด้วย

“จำเป็นต้องมีมาตรการใหม่เพื่อกดดันรัสเซียให้หยุดโจมตี และรับประกันความมั่นคงอย่างแท้จริง เรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างแรงกดดันนั้น” เซเลนสกีกล่าว

ด้านกระทรวงพลังงานของยูเครนระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของรัสเซีย ที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของยูเครนก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง โดยเมื่อปีก่อน ยูเครนระบุว่า มอสโกทำลายขีดความสามารถในการผลิตพลังงานของพวกเขาไปกว่าครึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ยูเครนก็เริ่มโจมตีพลังงานของรัสเซียบ้างแล้ว รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งกับคลังน้ำมันอีก 1 แห่ง

ทั้งนี้ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่งแล้ว และจนถึงตอนนี้การต่อสู้ภาคพื้นดินก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง โดยล่าสุดยูเครนเพิ่งออกมายอมรับว่า กองทัพรัสเซียรุกคืบเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้เป็นครั้งแรก แต่ฝ่ายยูเครนยืนยันว่า การโจมตีเพิ่งทะลวงผ่านชายแดนของแคว้นเข้ามาได้เล็กน้อยเท่านั้น

รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนโดยรัสเซียไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การโจมตีล่าสุดนี้มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชนยูเครนในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอุณหภูมิจะลดต่ำลงและไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำความร้อนและการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง นั้นมีหลายด้าน ทั้งในด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และความมั่นคง

  • ด้านมนุษยธรรม: ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้ในการทำความร้อน การปรุงอาหาร และการสื่อสาร
  • ด้านเศรษฐกิจ: การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรหยุดชะงัก เนื่องจากขาดแคลนพลังงาน
  • ด้านความมั่นคง: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทำให้ยูเครนอ่อนแอลง และเปิดโอกาสให้รัสเซียสามารถรุกคืบได้ง่ายขึ้น

นานาชาติกำลังเรียกร้องให้รัสเซียยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนยูเครนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง ถือเป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากสงคราม และแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของการสู้รบที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับผู้คน

ที่มา – รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ยูเครนยอมรับ! รัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์แล้ว

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อล่าสุด ยูเครนยอมรับ กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากความขัดแย้งยืดเยื้อมานานหลายเดือน

รายงานข่าวระบุว่า กองทัพรัสเซียสามารถข้ามเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางอุตสาหกรรมทางตะวันออกของยูเครนได้สำเร็จ และกำลังพยายามที่จะสร้างฐานที่มั่นในบริเวณนั้น การรุกคืบครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่สำหรับกองทัพยูเครนที่ต้องเผชิญ

นายวิคตอร์ เทรฮูบอฟ จากกองกำลังยุทธการและยุทธศาสตร์ดนิโปร ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดการโจมตีขนาดใหญ่เช่นนี้ในแคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าการรุกคืบของรัสเซียได้หยุดลงแล้วหรือไม่

ถึงแม้ว่ารัสเซียจะอ้างว่าสามารถเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่รายงานล่าสุดจากยูเครนบ่งชี้ว่า การโจมตีเพิ่งจะสามารถทะลวงผ่านชายแดนเข้ามาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สถานการณ์ล่าสุดที่ ยูเครนยอมรับ กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

ยูเครนยอมรับ กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาค และความสามารถของยูเครนในการตอบโต้การรุกรานของรัสเซีย สิ่งที่เกิดขึ้นในแคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในสงครามครั้งนี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังจาก ยูเครนยอมรับ กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว

การที่ ยูเครนยอมรับ กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว นั้น อาจนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเมือง: การควบคุมแคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ของรัสเซียจะทำให้รัสเซียมีอำนาจควบคุมพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครนมากขึ้น
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญ การสูญเสียการควบคุมจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของยูเครน
  • ความมั่นคงของประชาชน: การสู้รบที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความยากลำบากมากขึ้น

สถานการณ์นี้ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจำเป็นต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ การที่รัสเซียรุกคืบเข้ามาได้สำเร็จแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ยูเครนกำลังเผชิญอยู่ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ยูเครนจะต้องได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ความขัดแย้งในยูเครนยังคงส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง และต้องการการแก้ไขอย่างสันติโดยเร็วที่สุด การเจรจาและการทูตยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการยุติความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า สงครามและความขัดแย้งมีแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ทรมาน การแสวงหาสันติภาพและความเข้าใจซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ยูเครนยอมรับ กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว

ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ เซเลนสกีลั่นสู้ต่อ

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนร่วมพิธีรำลึกวันประกาศอิสรภาพ โดยเขายืนยันว่ายูเครนจะต่อสู้ต่อไป เพื่ออิสรภาพของตัวเอง และว่าถึงยูเครนจะยังไม่ชนะแต่ก็ไม่แพ้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เข้าร่วมพิธีวางพวงหรีดที่ “กำแพงแห่งการรำลึก” ในกรุงเคียฟ เพื่อระลึกถึงชาวยูเครนผู้เสียชีวิตในสงคราม เนื่องในวันครบรอบวันประกาศอิสรภาพของประเทศ

โดยในพิธีนายเซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครนจะต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตัวเองต่อไป ในขณะที่ไม่มีใครตอบรับเสียงเรียกร้องขอความสงบสุขของพวกเขา “เราต้องการสันติภาพอย่างเป็นธรรม สันติภาพที่เราจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของเราด้วยตัวเอง” “ยูเครนไม่ใช่เหยื่อ พวกเขาคือนักสู้”

เซเลนสกีกล่าวด้วยว่า “ยูเครนยังไม่ชนะ แต่แน่นอนว่าไม่ได้แพ้”

ทั้งนี้ คำพูดของเซเลนสกีเกิดขึ้นหลังจากรัสเซียกล่าวหายูเครนว่า โจมตีโรงงานไฟฟ้าและระบบพลังงานของพวกเขาในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา โดยระบุว่าการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนทำให้เกิดไฟไหม้ที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่งในแคว้นคูร์สค์ ทางตะวันตกของประเทศ

ขณะที่ศูนย์ตอบโต้ข่าวปลอมของยูเครนออกมาระบุว่า พวกเขาได้รับรายงานว่าเหตุไฟไหม้ดังกล่าวเป็นผลจากโดรนที่ถูกยิงตก ทางศูนย์ฯ ยังกล่าวหารัสเซียว่า เผยแพร่ข้อมูลเท็จและว่าการที่รัสเซียกล่าวหายูเครนว่าโจมตีโรงงานไฟฟ้า ก็เป็นหนึ่งในวิธีโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปของรัสเซีย

ในวันอาทิตย์เช่นกัน ทั้งยูเครนและรัสเซียต่างยืนยันว่า มีการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้น โดยแลกเชลยศึกฝ่ายละ 146 คน

นายเซเลนสกีระบุว่า ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวรวมถึง ทหาร, เจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดน และพลเรือน โดยส่วนใหญ่ถูกจับไปตั้งแต่ปี 2565 นอกจากนั้น นักข่าว ดีมีโตร คิลยุค ผู้ถูกลักพาตัวไปจากแคว้นเคียฟตั้งแต่ตอนสงครามเพิ่งเริ่มขึ้น ก็ได้รับการปล่อยตัวและกำลังเดินทางกลับบ้านแล้ว

ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดและมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง การที่ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของชาวยูเครนที่จะปกป้องอิสรภาพและอธิปไตยของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม การยืนยันของประธานาธิบดีเซเลนสกีว่าจะต่อสู้ต่อไปเพื่ออิสรภาพของยูเครน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะไม่ยอมจำนนต่อการรุกรานของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาของรัสเซียที่ว่ายูเครนโจมตีโรงงานไฟฟ้าและระบบพลังงานของรัสเซียในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา เพิ่มความตึงเครียดให้กับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหาและการตอบโต้กันระหว่างทั้งสองฝ่าย ทำให้สถานการณ์ยากที่จะคลี่คลายลงได้ในเร็ววัน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันประกาศอิสรภาพ

แม้ว่ายูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ ท่ามกลางสงคราม การแสดงออกถึงความสามัคคีและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องชาติก็ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวยูเครนทุกคน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์และอิสรภาพที่ได้รับมา แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังโลกภายนอกว่ายูเครนจะไม่ยอมแพ้และจะต่อสู้เพื่ออนาคตของตนเองต่อไป

การแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างยูเครนและรัสเซียถือเป็นข่าวดีเล็กๆ น้อยๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่มืดมน การปล่อยตัวทหาร, เจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดน และพลเรือนที่ถูกจับกุม ถือเป็นการบรรเทาความทุกข์ทรมานของพวกเขาและครอบครัว แม้ว่าจะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการเจรจาและการแลกเปลี่ยนยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสนับสนุนจากนานาชาติและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยูเครน การเจรจาและการแสวงหาทางออกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ที่มา – ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ เซเลนสกีลั่นจะสู้ต่อไป

ปูตินเสนอยูเครน ยกดอนบาส ไม่ร่วมนาโต ถอนทัพ

แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ยื่นข้อเสนอให้ยูเครนยอมยกดินแดนในภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด พร้อมทั้งยกเลิกความพยายามที่จะเข้าร่วมองค์การนาโต และห้ามกองกำลังจากชาติตะวันตกเข้ามาในยูเครน ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (EU) เตือนว่าอย่าวางใจข้อเสนอดังกล่าว

รายงานจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซีย เผยว่า รัสเซียได้เสนอเงื่อนไขใหม่เพื่อยุติสงครามในยูเครน ภายหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยปูตินได้เรียกร้องให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาสทั้งหมดให้กับรัสเซีย รวมถึงการยกเลิกความพยายามที่จะเข้าร่วมองค์การนาโต รักษาความเป็นกลาง และห้ามกองกำลังทหารจากชาติตะวันตกเข้ามาประจำการในประเทศ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการพบปะระดับสูงสุดระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในรอบกว่า 4 ปี โดยผู้นำทั้งสองใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในการหารือถึงแนวทางการประนีประนอมเพื่อยุติสงครามในยูเครน แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนักในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม แต่แหล่งข่าวระบุว่า ปูตินแสดงท่าทีที่พร้อมจะปรับลดข้อเรียกร้องบางส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเสนอเดิมในปี 2024

ข้อเสนอล่าสุดจากรัสเซียยังคงยืนยันให้ยูเครนสละพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ในทางกลับกัน รัสเซียพร้อมที่จะหยุดการรุกคืบในแคว้นซาโปริชเชียและเคอร์ซอน และอาจจะคืนพื้นที่เล็กน้อยที่ได้ครอบครองในแคว้นคาร์คิฟ ซูมี และดนีโปรเปตรอฟสค์ ให้กับยูเครน ข้อมูลจากสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันรัสเซียครอบครองพื้นที่ 88% ของดอนบาส และ 73% ของซาโปริชเชียและเคอร์ซอน

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องสำคัญอื่น ๆ ของปูตินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการห้ามยูเครนเข้าร่วมนาโต การจำกัดกองทัพยูเครน และการรับรองอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีกำลังจากชาติตะวันตกเข้ามาประจำการในยูเครน ในขณะที่รัฐบาลเคียวยังคงยืนยันว่าจะไม่ยอมถอนตัวออกจากดินแดนที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า ภูมิภาคดอนบาสเป็นปราการสำคัญในการสกัดกั้นรัสเซียและไม่สามารถสละได้ พร้อมย้ำว่ายูเครนมีเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญในการเข้าร่วมนาโต และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่รัสเซียมีสิทธิ์ที่จะกำหนด ในขณะที่ทำเนียบขาวและนาโตยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอนี้

ด้านนักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาเตือนว่าไม่ควรกดดันให้ยูเครนยอมยกดินแดนให้กับรัสเซีย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในอนาคต

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้นำสหภาพยุโรปเข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับยูเครนที่ทำเนียบขาว คายา คัลลาส กล่าวกับรายการทูเดย์ของบีบีซีว่า การปล่อยให้รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนเป็น “กับดักที่ปูตินต้องการให้เราเดินเข้าไป” เธอยอมรับว่ายังไม่มี “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม” มากนักสำหรับการใช้กำลังยับยั้งในขั้นตอนการเจรจานี้

เธอกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสมาชิกของ “พันธมิตรผู้สนับสนุนยูเครนสู่สันติภาพ” ที่จะกำหนดว่าพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมได้มากเพียงใด และยังไม่ชัดเจนว่ากองกำลังเหล่านี้จะปฏิบัติการในฐานะใด

แม้รัสเซียยังคงควบคุมพื้นที่ในยูเครนราว 1 ใน 5 แต่แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซียมองว่าการประชุมที่รัฐอะแลสกาอาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเจรจาสันติภาพตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่การยอมรับของยูเครนและท่าทีของสหรัฐฯ รวมถึงข้อกังขาต่อความชอบธรรมของเซเลนสกี ซึ่งปูตินตั้งคำถามซ้ำ ๆ หลังจากวาระการดำรงตำแหน่งของเขาหมดไปตั้งแต่กลางปี 2024 แต่ยูเครนยืนยันว่าเซเลนสกี ยังคงเป็นประธานาธิบดีโดยชอบธรรม

ผู้นำยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยังคงแสดงความไม่มั่นใจว่าปูตินมีความจริงใจในการต้องการยุติสงคราม ในขณะที่ทรัมป์ย้ำว่า เขาต้องการยุติ “การนองเลือด” และพร้อมที่จะเดินหน้าจัดการประชุมสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนในอนาคตอันใกล้

ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

ข้อเสนอใหม่จากปูติน: ยูเครนต้องยกภูมิภาคดอนบาส

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด โดยมีประเด็นสำคัญคือข้อเสนอของปูตินที่ต้องการให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาส, ไม่เข้าร่วมนาโต, และถอนกองกำลังตะวันตก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ง่าย ๆ การเจรจาต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนต่อสถานการณ์นี้

  • เงื่อนไขหลักของปูติน: ยูเครนต้องยกภูมิภาคดอนบาสให้รัสเซีย
  • ท่าทีของยูเครน: ไม่ยอมสละดินแดน
  • ความกังวลของ EU: อย่ากดดันยูเครนให้ยอมยกดินแดน

การที่ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส และมีเงื่อนไขต่าง ๆ นั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และความท้าทายในการหาทางออกทางการทูต การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การที่รัสเซียยังคงยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของดอนบาส การเจรจาเพื่อหาข้อยุติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าข้อเสนอของปูตินจะยังคงเป็นประเด็นที่ขัดแย้ง แต่การเปิดใจรับฟังและหาจุดร่วมกันอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – แหล่งข่าวชี้ ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรน 614 ลำ

เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา สถานการณ์ในยูเครนทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกองทัพอากาศยูเครนได้ออกมาแถลงการณ์ว่า รัสเซียได้ทำการยิงโดรนและขีปนาวุธจำนวนมหาศาลกว่า 600 ลูกเข้าใส่ยูเครน นับเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะหยุดยั้งการรุกรานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรนและขีปนาวุธ 614 ลำ

ตามรายงานของกองทัพอากาศยูเครน กองกำลังรัสเซียได้ใช้โดรนถึง 574 ลำ และขีปนาวุธอีก 40 ลูก ในการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย อย่างไรก็ตาม ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนก็สามารถตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถยิงโดรนตกได้ถึง 546 ลำ และขีปนาวุธอีก 31 ลูก เจ้าหน้าที่ยูเครนยังรายงานเพิ่มเติมว่า มีการโจมตีเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงซาปอริซเซีย ดนีปรอเปตรอฟสค์ และลวิฟ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย

การโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้เสนอให้ประเทศที่เป็นกลางอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย หรือตุรกี เป็นสถานที่สำหรับการเจรจาสันติภาพกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น

ความเป็นไปได้ในการเจรจาสันติภาพ หลัง รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรนและขีปนาวุธ 614 ลำ

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการประชุมไตรภาคี โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้พบปะกับปูตินที่รัฐอะลาสกา และเตรียมที่จะเป็นเจ้าภาพต้อนรับเซเลนสกีและผู้นำยุโรปหลายท่านที่ทำเนียบขาว เซเลนสกีเองก็ได้แสดงความพร้อมที่จะพบกับปูติน “ในรูปแบบใดก็ได้” เพื่อหาทางออกให้กับสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของปีเตอร์ ซียาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฮังการี ที่เสนอให้บูดาเปสต์เป็นสถานที่สำหรับการประชุมสุดยอด ดูเหมือนจะไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัสเซีย และมักจะขัดขวางความพยายามของสหภาพยุโรปในการสนับสนุนยูเครน ดังนั้น ฮังการีจึงอาจไม่ถูกมองว่าเป็นเจ้าภาพที่เป็นกลาง

ขณะเดียวกัน ผู้นำยูเครนยังได้กล่าวอีกว่า กองกำลังรัสเซียกำลังรวมตัวกันที่แนวหน้าทางใต้ในภูมิภาคซาปอริซเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ภูมิภาคของยูเครนที่รัสเซียอ้างสิทธิ์ว่าเป็นของตนเอง การเคลื่อนไหวนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจจะทวีความรุนแรงขึ้น

อันดรี ซีบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ได้เปิดเผยว่า การโจมตีครั้งล่าสุดนี้ประกอบไปด้วยโดรน ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธวิถีโค้ง และขีปนาวุธร่อน โดยเขากล่าวว่า “ขีปนาวุธลูกหนึ่งโจมตีบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของอเมริกาในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีผู้บาดเจ็บล้มตาย” เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของการโจมตีที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและพลเรือนอีกด้วย

สถานการณ์ล่าสุดที่รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรนและขีปนาวุธ 614 ลำ นี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การโจมตีที่รุนแรงและการตอบโต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ความหวังในการเจรจาและการประนีประนอมริบหรี่ลงทุกที ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวนนี้ การสนับสนุนจากนานาชาติและความพยายามในการหาทางออกทางการทูตอย่างสร้างสรรค์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตการณ์นี้ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ และนำมาซึ่งความสูญเสียและการทำลายล้างที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ และการร่วมมือกันหาทางออกอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาคมโลก

ที่มา – รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรนและขีปนาวุธ 614 ลำ

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือรับรองความมั่นคงยูเครน

ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประชุมร่วมกับเซเลนสกีและผู้นำชาติยุโรปอื่นๆ ที่ทำเนียบขาว หารือกันเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน และนัดวลาดิเมียร์ ปูติน ประชุมรอบใหม่

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กับผู้นำชาติยุโรปหลายคน ที่เดินทางมาเพื่อหารือกับเขาเรื่องอนาคตของสงครามยูเครน โดยนายทรัมป์เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า พวกเขาคุยกันเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

“ผมได้มีการพบปะที่ดีมากๆ กับแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย ทั้งประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครน, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส, ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ แห่งฟินแลนด์, นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี, นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร, นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ์ แห่งเยอรมนี, ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน และเลขาธิการใหญ่นาโต มาร์ก รุทเทอ ที่ทำเนียบขาว ซึ่งจบลงด้วยการประชุมเพิ่มเติมที่ห้องทำงานรูปไข่”

“ระหว่างการประชุมเราได้หารือกันเรื่องการรับรองความมั่นคงให้แก่ยูเครน ซึ่งการรับประกันต่างประเทศจะจัดหาให้โดยหลากหลายประเทศยุโรป โดยมีสหรัฐอเมริกาให้ความร่วมมือ ทุกคนยินดีมากเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน”

“ในตอนท้ายของการประชุม ผมได้โทรศัพท์หาประธานาธิบดีปูติน และเริ่มเตรียมการเพื่อการประชุมครั้งใหม่ ณ สถานที่ที่ยังต้องรอการตัดสินใจ ระหว่างประธานาธิบดีปูตินกับประธานาธิบดีเซเลนสกี หลังจากการประชุมนั้นเกิดขึ้น เราจะมีการประชุมไตรภาคี ซึ่งจะมีประธานาธิบดีทั้งสองกับตัวผม”

“ขอย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นก้าวแรกที่ดีมากๆ สำหรับสงครามซึ่งดำเนินมานานเกือบ 4 ปีแล้ว รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ กับทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ กำลังประสานงานระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้”

ทำไมการหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครนจึงสำคัญ?

การประชุมที่ทำเนียบขาวครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ และชาติยุโรปในการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพิจารณาถึงมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือยูเครนให้สามารถปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเองได้ การมีส่วนร่วมของผู้นำจากหลากหลายประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีปูตินและเตรียมการสำหรับการประชุมไตรภาคี ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกทางการทูตเพื่อยุติสงคราม การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเจรจาสันติภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัสเซียว่านานาชาติยังคงจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการรุกรานยูเครน และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การสนับสนุนจากนานาชาติไม่เพียงแต่ช่วยให้ยูเครนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมหลักการพื้นฐานของความยุติธรรมและสันติภาพในโลก

อย่างไรก็ตาม การหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ และยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนยูเครนในระยะยาว นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างประเทศต่างๆ อาจทำให้การบรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน

โดยรวมแล้ว การประชุมที่ทำเนียบขาวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในยูเครน การหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน และการเตรียมการสำหรับการเจรจาสันติภาพ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว และสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับยูเครนและประชาชนของยูเครน

การที่ทรัมป์เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจากับปูตินนั้น ถือเป็นความพยายามที่จะหาทางออกให้กับสงครามที่ยืดเยื้อมานาน การประชุมไตรภาคีที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ว่าจะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงได้หรือไม่

ที่มา – ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์หนุนสละไครเมีย

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รัสเซียได้รางวัลจากการรุกราน หลังโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้ยูเครนยอมสละแคว้นไครเมียเพื่อแลกกับสันติภาพ ประเด็นนี้กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาเตือนว่าไม่ควรให้รัสเซียได้รับรางวัลจากการรุกรานยูเครน หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความคิดเห็นที่อาจนำไปสู่การยอมสละดินแดนให้กับรัสเซีย การออกมาเตือนของเซเลนสกีมีขึ้นก่อนการพบปะหารือกับนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการประชุมที่หลายฝ่ายจับตามอง

การพูดคุยระหว่างเซเลนสกีกับทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้พบกับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา การประชุมสุดยอดครั้งนั้นล้มเหลวในการหาข้อตกลงหยุดยิงในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย

หลังจากการประชุมกับปูติน นายทรัมป์ได้เปลี่ยนท่าที จากเดิมที่สนับสนุนการหยุดยิงในยูเครน กลายมาเป็นการสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพโดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียต้องการ การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้ทำให้เกิดคำถามถึงแรงจูงใจและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเซเลนสกีสามารถยุติสงครามได้ทันทีหากต้องการ แต่สำหรับยูเครนแล้ว นั่นหมายถึงการสูญเสียไครเมียและไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมนาโต ข้อเสนอของทรัมป์สร้างความไม่พอใจให้กับยูเครนและชาติยุโรปที่สนับสนุนยูเครน

ยูเครนและชาติยุโรปต่างคัดค้านการยอมอ่อนข้อทางการเมืองและดินแดนให้แก่รัสเซียมาโดยตลอด คำพูดล่าสุดของทรัมป์ทำให้เซเลนสกีต้องออกมาเตือนผ่านเฟซบุ๊กว่า “รัสเซียไม่ควรได้รับรางวัลจากการมีส่วนร่วมในสงครามนี้ … และเป็นมอสโกที่ต้องฟังคำว่า หยุด” ท่าทีของเซเลนสกีแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและดินแดนของยูเครน

คาดการณ์ว่าทรัมป์และเซเลนสกีจะพูดคุยกันแบบส่วนตัว ก่อนที่ผู้นำจากสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ฟินแลนด์, เลขาธิการใหญ่นาโต มาร์ก รุทเทอ และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน จะเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาว การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผู้นำยุโรปจะจัดการประชุมร่วมกับเซเลนสีก่อนที่จะเริ่มการพูดคุยกับทรัมป์ การหารือเบื้องต้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประสานท่าทีและหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้

ปัจจุบัน รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนประมาณ 1 ใน 5 รัสเซียได้ผนวกไครเมียผ่านการทำประชามติในปี 2557 ซึ่งยูเครนและชาติตะวันตกประณามว่าเป็นการหลอกลวง และในปี 2565 ได้ทำแบบเดียวกันกับแคว้นโดเนตสก์, เคอร์ซอน, ลูฮานสก์ และซาปอริชเชีย แม้จะยังควบคุมพื้นที่ได้ไม่ทั้งหมดก็ตาม ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและสร้างความตึงเครียดในภูมิภาค

รัฐเสียการควบคุมแคว้นไครเมียโดยสมบูรณ์ และควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคว้นลูฮานสก์ แต่อีก 3 แคว้นไม่เป็นเช่นนั้น รัสเซียเคยเสนอที่จะหยุดการรุกคืบบริเวณแนวหน้าการปะทะในแคว้นเคอร์ซอนและซาปอริชเชีย และกับการเข้าควบคุมดินแดนที่ยังไม่ถูกยึดครองในแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์ ซึ่งยูเครนปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวของรัสเซีย ท่าทีของทรัมป์ทำให้เกิดความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อยูเครน

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์บอกให้ยูเครนยอมสละไครเมีย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของยูเครนและบทบาทของชาติตะวันตกในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ การตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

ทำไมเซเลนสกีเตือนเรื่องนี้?

การที่ เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย เป็นเพราะเขามองว่าการยอมสละดินแดนใดๆ ก็ตามให้กับรัสเซียนั้น เป็นการส่งเสริมให้รัสเซียใช้กำลังในการเปลี่ยนแปลงเขตแดน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงของโลกในระยะยาว

อนาคตของยูเครนยังคงไม่แน่นอน และสถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเจรจาและการทูตเป็นสิ่งจำเป็นในการหาทางออกที่ยั่งยืน แต่การรักษาสันติภาพและความมั่นคงนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

จากสถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมา เราเห็นได้ว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศล้วนมีผลกระทบต่ออนาคตของยูเครนและสันติภาพของโลก

ที่มา – เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์บอกให้ยูเครนยอมสละไครเมีย

Scroll to top