รัชนก สุขประเสริฐ

วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุดันผ่านสื่อ เพื่อตอบโต้กรณีที่ นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงกระบวนการยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการโต้ตอบครั้งนี้ถือเป็นการเปิดศึกระหว่างขั้วการเมืองที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของพี่น้องประชาชนโดยตรง

วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากทางฝั่งพรรคประชาชนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลมีความสับสนในการกำหนดวันยื่นอุทธรณ์ จนสร้างความกังวลว่าจะมีประชาชนกว่า 9 ล้านคนอาจเสียสิทธิ์ แต่ทางด้านนายวัชรพงศ์ได้ออกมายืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ถังแตก แต่กำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบเพื่อคัดกรอง “คนจนตัวจริง” ให้ได้รับงบประมาณจากภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย พร้อมทั้งยืนยันว่าการที่ วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน ก็เพื่อปกป้องสิทธิ์ไม่ให้กลุ่มทุนสีเทาหรือมิจฉาชีพมาแอบอ้างสิทธิ์ของชาวบ้านไปใช้โดยมิชอบ

เหตุผลเบื้องหลังการจัดระเบียบสวัสดิการรัฐ

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัย นายวัชรพงศ์ได้แจกแจงรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบสิทธิ์มุ่งเน้นไปที่การกำจัดมิจฉาชีพและทุนสีเทาที่แอบแฝง
  • รัฐบาลพร้อมพิจารณาขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ตกหล่นเสียสิทธิ์
  • งบประมาณการคลังของประเทศยังมั่นคงและเพียงพอต่อการดูแลประชาชน

นายวัชรพงศ์ยังได้ฝากเตือนไปถึงฝ่ายค้านว่า อย่าเอาความเดือดร้อนของชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือในการหาแสงหรือสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง การทำงานการเมืองที่สร้างสรรค์ควรเป็นการนำข้อมูลจริงมาหารือกัน มากกว่าการบิดเบือนให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชนที่ตั้งตารอความช่วยเหลืออยู่

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคโซเชียลมีเดีย ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วอาจถูกนำไปตีความให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวสารที่เป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมทางการเมืองที่มุ่งเน้นแต่จะโต้ตอบกันไปมามากกว่าการแก้ปัญหาให้ถึงตัวชาวบ้านอย่างแท้จริง การที่ วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน เป็นตัวอย่างชัดเจนของการเมืองในปัจจุบันที่ต่างฝ่ายต่างต้องออกมาปกป้องผลงานและตรวจสอบซึ่งกันและกันโดยมีความเดือดร้อนของประชาชนเป็นฉากหลัง

ที่มา – “วัชรพงศ์” โต้กลับ “รัชนก” หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน ซัดพรรคส้มอย่าหิวแสง โหนความเดือดร้อนชาวบ้าน

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ประเสริฐ-เฉลิม-รัชนก

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ของนักการเมืองหลายท่านที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น “ประเสริฐ จันทรรวงทอง”, “เฉลิม อยู่บำรุง” และ “รัชนก สุขประเสริฐ” ซึ่งรายละเอียดทรัพย์สินของแต่ละท่านเป็นที่จับตามองของประชาชน

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายราย โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับทรัพย์สินของนักการเมืองที่พ้นจากตำแหน่งต่างๆ หนึ่งในนั้นคือบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอมีทรัพย์สินรวม 1,348,529 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 557,899 บาท เงินลงทุน 3,629 บาท และยานพาหนะ 3 คัน (รถยนต์ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน) มูลค่ารวม 287,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่พ้นจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โดยมีทรัพย์สินรวม 15,586,804 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินฝากและรถยนต์ 3 คัน มูลค่ารวม 12.7 ล้านบาท

ในส่วนของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่พ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี พบว่ามีทรัพย์สินรวม 53,390,058 บาท

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ประเสริฐ-เฉลิม-รัชนก

การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองเหล่านี้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ทำไม ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน จึงสำคัญ?

การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความโปร่งใสในการทำงานของนักการเมือง และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตรวจสอบความร่ำรวยที่มาจากการทำหน้าที่ของตนเอง หากพบความผิดปกติก็จะนำไปสู่การตรวจสอบต่อไปได้

รายละเอียดทรัพย์สินที่เปิดเผยออกมานั้น แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของทรัพย์สินระหว่างนักการเมืองแต่ละท่าน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ประสบการณ์การทำงาน ฐานะทางครอบครัว หรือการลงทุนในรูปแบบต่างๆ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และประเมินการทำงานของนักการเมืองได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

การมีทรัพย์สินมากไม่ได้หมายความว่านักการเมืองท่านนั้นทุจริต แต่การเปิดเผยรายละเอียดให้ประชาชนได้รับทราบนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจ และตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาโดยสุจริตหรือไม่

แน่นอนว่า ข้อมูลเหล่านี้ย่อมนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองต้องพร้อมเผชิญและตอบคำถามต่อสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา

ดังนั้น การติดตามข้อมูลการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อร่วมกันตรวจสอบและสร้างสังคมที่โปร่งใสและปราศจากการทุจริต

ที่มา – ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน “ประเสริฐ” รวย 53 ล้าน “เฉลิม” 15.5 ล้าน “รัชนก” 1.3 ล้าน

“รัชนก” ร้อง ป.ป.ช. การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

“รัชนก” เสนอตัดงบเคหะ 300 ล้านบาท เหตุประเคนให้เอกชนฟันกำไร เตรียมร้อง ป.ป.ช. ทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อนักการเมืองทำประโยชน์จากสมบัติชาติ

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระที่ 2 มาตรา 29 นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายถึงกรณีการบริหารโครงการอาคารเช่าของการเคหะแห่งชาติ ทั้ง 52 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งอาคารเช่าเหล่านี้ เดิมมีวัตถุประสงค์สร้างเพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้เช่าอยู่อาศัยในราคายุติธรรม

“รัชนก” เตรียมร้อง ป.ป.ช. การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

น.ส.รัชนก เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวแทนที่จะถูกบริหารโดยรัฐเพื่อดูแลประชาชน กลับมีการทำ TOR เปิดให้เอกชนเช่าเหมาบริหารทั้งหมด ซึ่งใน 52 โครงการนี้ มีบริษัทเอกชนเพียง 11 ราย ที่คว้างานไปได้ โดยแต่ละโครงการชนะการประมูลกันในราคาเพียง 5 บาท 10 บาทเท่านั้น พร้อมเปิดเอกสารประกอบระหว่างการอภิปราย

แฉกลโกง: การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

โดยระบุว่า เอกชนที่ได้สิทธิ ไม่ต้องลงทุนก่อสร้างหรือซ่อมแซมอาคาร แต่เก็บค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง จากประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย “เรียกได้ว่า รับไปเก็บตังค์อย่างเดียว สบ๊าย สบาย” โดยหนึ่งในบริษัทที่ได้สิทธิ คือ “บริษัท เอ็ม แอสเสท จำกัด” ซึ่งชาวบ้านร้องเรียนว่าค่าบริการต่าง ๆ แพงเกินควร และยังพบว่าบริษัทดังกล่าวกลับเป็นครอบครัวอดีตนักการเมืองชื่อดัง นามสกุล “สุวรรณบุตร”

“ถึงเวลาจัดงานในพื้นที่ ทั้งรองผู้ว่า ผู้ช่วยผู้ว่า เดินตามกันจนงงว่า ยังกินเงินเดือนจากภาษีพี่น้องประชาชนรึเปล่า ซึ่งก็ได้ถ่ายคลิป อัดเสียงไว้หมดแล้ว เดี๋ยวจะส่งให้ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมพิจารณาแล้วกัน ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ไม่อยากเอามาเปิดให้เสียเวลาพิจารณางบประมาณ แต่เรื่องนี้การเคหะแห่งชาติเสียหาย รัฐเสียหาย พี่น้องประชาชนเสียผลประโยชน์” น.ส.รักชนก กล่าวและว่า

สิ่งที่รับไม่ได้มากที่สุด คือ เมื่ออาคารเช่าเสื่อมสภาพ การเคหะแห่งชาติก็ใช้งบประมาณแผ่นดินไปซ่อมแทนเอกชนทุกปี เช่น

  • ปี 2567 ของบไปซ่อม 76 ล้านบาท
  • ปี 2568 ของบไปซ่อม 153 ล้าน
  • ปี 2569 ของบไปซ่อมอีก 303 ล้าน

“นี่คืองบอุ้มเอกชนเต็ม ๆ รับงานไปขูดรีดประชาชน แถมให้รัฐซ่อมให้แบบพร้อมเสิร์ฟ เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้จะยอมให้ผ่านงบประมาณแบบนี้ไปจริง ๆ หรือ” น.ส.รัชนกกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ตัดงบซ่อมแซมอาคารเช่าในส่วนนี้ทั้งหมดออก เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างบิดเบือนและซ้ำเติมภาษีของประชาชน

น.ส.รักชนก ยังระบุด้วยว่า จะรวบรวมข้อมูล เอกสาร และหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ TOR และการให้สิทธิบริหารโครงการอาคารเช่าของการเคหะแห่งชาติแก่เอกชน เพื่อนำไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบในประเด็น “ทุจริตเชิงนโยบาย” เนื่องจากเห็นว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนักการเมืองและเครือข่ายธุรกิจครอบครัวอย่างชัดเจน อันเป็นการนำทรัพย์สินและงบประมาณของรัฐ ซึ่งควรเป็นสมบัติของประชาชน ไปใช้สร้างกำไรแก่กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม

น.ส.รักชนก ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการบริหารงานผิดพลาด แต่เป็นโครงสร้างการจัดการที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของโครงการและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามผลการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดพลาดหรือพิรุธเพิ่มเติม จะดำเนินการทางกฎหมายและใช้เวทีสภาเพื่อตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน คดีนี้ “รัชนก” เตรียมร้อง ป.ป.ช. กรณีการเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

“รัชนก” กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้ความเป็นธรรมกลับคืนสู่ประชาชน การเปิดโปงการเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบายครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องร่วมกันจับตาและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “รัชนก” เตรียมร้อง ป.ป.ช. การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย ประเคนเอกชนฟันกำไร

Scroll to top