รัฐธรรมนูญใหม่

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

“พิสิษฐ์” เผยรับได้หากแก้รัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 รอดูร่างของพรรคการเมืองก่อน เชื่อ สว. พร้อมยกมือไม่มีการล็อบบี้ มองนักการเมืองกลัวอยู่ 2 คำ “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-จริยธรรมร้ายแรง”

วันที่ 22 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับเสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3 ว่า ในความเห็นส่วนตัวหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการมาพิจารณาว่าแต่ละร่างมีเนื้อหาสาระอย่างไร แก้ไขอะไรบ้าง ส่วนตัวเห็นว่าหากการแก้ไม่แตะหมวด 1-2 พร้อมที่จะให้ความเห็น ขณะนี้ สว. ยังไม่ได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นจะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาล

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะโมเดลสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งทางตรงได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ชัดเจน ซึ่งหากวุฒิสภาแต่ละคนได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมอย่างชัดเจนอาจจะมีมุมมองเช่นเดียวกัน หากสมาชิกวุฒิสภาได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมของแต่ละพรรคการเมืองมีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร เชื่อว่า สว. ก็มีโอกาสได้หารือพูดคุยกัน พร้อมยังแสดงความเห็นว่าโมเดล ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนทางอ้อม สามารถทำได้ ตามที่หลายภาคส่วนมีการเสนอโมเดลออกมา โดยไม่ได้เลือกตั้งโดยตรง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาหรือขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน นายพิสิษฐ์ เผยอีกว่า ผู้ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียงนักการเมือง ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าประชาชน ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นคือนักการเมืองกลัว กลัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลัวอยู่ 2 คำ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กับจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็น 2 คำที่นักการเมืองกลัวมาก ดังนั้นเขาจึงอยากแก้ ถามว่าประชาชนจะสนใจหรือไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือจริยธรรมอย่างร้ายแรง พบว่าไม่กระทบกระเทือน”

ในตอนท้าย นายพิสิษฐ์ ระบุถึงข้อสังเกตความสัมพันธ์กับ สว. และบ้านใหญ่ทางการเมืองบุรีรัมย์ จนได้ชื่อเป็น สว.สีน้ำเงิน ว่า เป็นความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มองกัน แต่ยืนยันว่า สว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง และตนเองไม่ได้รู้จักนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการส่วนตัว หรือนักการเมืองเป็นการส่วนตัว แต่การพูดคุยกันทุกอย่างอยู่บนหลักการคือพรรคการเมืองเสนอร่างมา หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยก็พร้อมที่จะยกมือให้ ยืนยันไม่มีการล็อบบี้.

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

จากกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมากล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับท่าทีของ สว. ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนและอาจส่งผลต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่นายพิสิษฐ์ระบุว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 สว. พร้อมที่จะให้ความเห็นนั้น แสดงให้เห็นว่า สว. ให้ความสำคัญกับการรักษาสถาบันหลักของชาติไว้ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของ สว. ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของชาติ การแสดงท่าทีดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้คำนึงถึงประเด็นนี้ในการยกร่างแก้ไข

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้กล่าวถึงความกลัวของนักการเมืองต่อคำว่า “สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “จริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการเมือง การที่นักการเมืองกลัวคำเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายและจริยธรรมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่น่าสนใจ: สว. กับการ แก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 คืออะไร?

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีเนื้อหาสาระอย่างไร และ สว. จะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างแก้ไขเหล่านั้น การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ การที่ สว. แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

การที่นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว. พร้อมที่จะยกมือให้หากเห็นชอบด้วย และยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและอาจมีแรงกดดันทางการเมืองเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ สว. ออกมาแสดงท่าทีว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น เป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 “พิสิษฐ์” เชื่อ สว. พร้อมยกมือ ไม่มีล็อบบี้

ปชน. ผุดโมเดลยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คนละเรื่อง สว.

“พริษฐ์” เผย พรรคประชาชนผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. ที่เลือกกันเอง ลั่น ถ้าทุกพรรคมีความตั้งใจก็ไม่เป็นปัญหา

วันที่ 17 กันยายน 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงข้อเสนอของพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะผ่านกลไกเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ด้วยโมเดล 2 คณะ คือ คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และคณะผู้แทนประชาชน ว่า มีความใกล้เคียงกับโมเดลที่เราเคยเสนอไปแล้ว ใน ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือก 2 ใบนั้น ไม่ได้ต่างกับการเลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ คิดว่าไม่ได้ซับซ้อนเกินไป แต่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม คณะผู้แทนประชาชน คล้ายกับสภาที่ปรึกษา หรือสภากำกับดูแล จะเป็นคนที่มีตัวแทนทุกจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง มีหน้าที่รวบรวมความเห็นจากประชาชน และเมื่อมีความคืบหน้าของร่าง ก็นำไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้นำมายกร่าง หรือเขียนข้อความ เรากังวลถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุ รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เราจึงวางเป็น 2 คณะแบบนี้

เมื่อถามต่อ มั่นใจว่าปิดช่องไว้ครบหมดแล้วใช่หรือไม่ ว่าจะไม่มีคนไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง นายพริษฐ์ ย้ำว่า ในมุมของพรรคประชาชนเรายกร่างโดยพยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด และไม่ได้ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าพรรคอื่นก็คำนึงถึงตรงนี้ แต่หากพูดระหว่างทางไม่ใช่ว่าใครจะเป็นคนร้องได้ เพราะเป็นมติของรัฐสภา หากเราเห็นตรงกันก็ไม่มีใครไปร้องได้ ถ้าทุกพรรคมีความตั้งใจก็ไม่เป็นปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีกลไกป้องกันไม่ให้อิทธิพลการเมืองเข้ามาครอบงำผู้สมัคร เช่น กรณีฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมาหรือไม่ นายพริษฐ์ ตอบว่า ไม่เหมือนการเลือก สว. อยู่แล้ว ไม่ใช่ให้ผู้สมัครคัดเลือกกันเอง ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับการเลือก สว.เลย ส่วนเรื่องอิทธิพลทางการเมือง ถ้าเรายึดมั่นในหลักการของระบอบประชาธิปไตย เราให้ความสำคัญกับกระบวนการเลือกตั้งที่ประชาชนมีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงตัดสินใจในแต่ละเรื่อง หากเรากังวลใจว่าคณะไหนจะถูกอิทธิพลกลุ่มการเมืองมาผูกขาดหรือไม่ วิธีการที่ดีที่สุดคือการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะจะทำให้ไม่สามารถมีกลุ่มทางการเมืองกลุ่มใดผูกขาดการกำกับคณะดังกล่าวได้ เพราะประชาชนโดยธรรมชาติย่อมมีความเห็นที่หลากหลาย.

ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว.

พรรคประชาชน (ปชน.) ได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งเป็น 2 คณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจากการคัดเลือก สว. ในปัจจุบัน ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการเมือง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ปชน. มองการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่างจากการเลือก สว.

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เน้นย้ำว่า กระบวนการปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ ในขณะที่การเลือก สว. มีข้อจำกัดและอาจถูกครอบงำได้ง่ายกว่า โมเดลของ ปชน. จึงมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงในการกำหนดอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

ข้อเสนอของ ปชน. มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ: มีหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  • คณะผู้แทนประชาชน: ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำเสนอต่อคณะผู้ร่าง

การแบ่งเป็น 2 คณะนี้ มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การที่ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูประบบการเมืองไทยให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

โมเดลนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกังวลที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีเกี่ยวกับการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

การที่ทุกพรรคการเมืองให้ความร่วมมือและมีความตั้งใจจริง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ จะช่วยสร้างความชอบธรรมและความยั่งยืนให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

การติดตามความคืบหน้าของโมเดลนี้ และการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวม

ที่มา – ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว.

เยาวลักษณ์ เบรก! หนุนอนุทิน-เพื่อไทย

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย” ชี้ไม่ต่างอะไรจากเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยว เปรียบช่วยพายเรือให้โจรนั่งก็ไม่การันตีว่าจะถึงฝั่งอย่างปลอดภัยอยู่ดี

วันที่ 30 ส.ค. 2568 นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า แสดงความเห็นส่วนตัวในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า การเลือกที่จะรีบยกมือ รีบประคอง เพื่อปิดทางไม่ให้ขั้วเก่ากลับมา ในมุมมองของตน ถือว่าการทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น สุดท้ายอาจจะถูกกลืน ถูกหักหลัง เหมือนที่เคยเจ็บ เคยจำกันมาแล้วหลายครั้ง “หลายคนอาจมองว่า ถ้าเราไม่ร่วมมือ ไม่ยกมือสนับสนุนใคร กลไกเก่า (ทหาร–ตุลาการ–เครือข่ายอนุรักษ์) อาจหาทางดัน “พลเอกประยุทธ์” หรือขั้วทหารกลับมาอีก ดิฉันเข้าใจเหตุผลนั้น แต่มันเป็นการเมืองที่มองสั้น ๆ แค่กันไม่ให้คนที่เราไม่ชอบกลับมา”

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่อไปว่า ในมุมของตน สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ 1.การยกมือให้อนุทิน หรือเพื่อไทย ก็คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมอยู่ดี 2.เราเจ็บแล้วต้องจำ พรรคประชาชน ฝ่ายก้าวหน้าเคยถูกหลอกมาแล้วหลายครั้ง ทั้งสัญญาในสภา นอกสภาที่ไม่เคยทำจริง ยังไม่นับรวมการยุบพรรค ถูกตัดสิทธิ ดังนั้น การ “ไม่เข้าร่วม” สำหรับดิฉัน คือการดึงตัวเองออกจากเกมเดิม ไม่เล่นตามกติกาที่ถูกวางมาเพื่อให้เราต้องแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การ “ไม่เข้าร่วม” ไม่ว่าจะด้วยยุทธศาสตร์ใดหรือกับฝั่งใด คือการยืนหยัดให้ชัดว่า “เราจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เขาออกแบบมาเพื่อให้เราแพ้อยู่เสมอ”

ทำไม “เยาวลักษณ์” ถึงเบรกพรรคประชาชน?

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่ออีกว่า ดังนั้นปล่อยให้กลไกมันทำงานไปตามสภาพที่มันเป็น ระบบจะเปิดโปงตัวเองว่าไม่ใช่คำตอบ เพื่อให้สังคมได้เห็นเองว่านี่ไม่ใช่ทางออกของประเทศที่แท้จริง และตอกย้ำว่ากลไกอำนาจ (ตุลาการ, สถาบัน) มีอิทธิพลเกินกว่าการเลือกตั้งจริง จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบการเมืองสถาบันที่มีข้อจำกัดมากอย่างที่เราทราบ การสร้างฐานรากจากภาคประชาชนเป็นสิ่งที่อาจเป็นไปได้มากกว่า (แม้ต้องใช้เวลาหรือถูกกลไกกดกัน) แต่ถ้าโครงสร้างมันบิดเบี้ยวมาตั้งแต่แรก ต่อให้เราช่วยพายเรือให้โจรนั่ง เราก็ไม่ได้ไปถึงฝั่งที่ปลอดภัยอยู่ดี สุดท้ายเราจะกลายเป็นเหยื่อของเกมนั้น

นางเยาวลักษณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ชวนพรรคประชาชนลืมอดีต เพราะดีเอ็นเอของทั้งสองพรรคใกล้เคียงกัน แต่ที่ต้องแยกกันรอบที่แล้วเพราะเหตุจำเป็น นางเยาวลักษณ์ ระบุสั้น ๆ เพียงว่า กลิ่น “Toxic Relationship” ลอยมาแต่ไกล

ความเห็นของนางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สื่อให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นางเยาวลักษณ์มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบที่ไม่ยุติธรรม และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต เธอยืนยันว่าการไม่เข้าร่วมเกมเดิมคือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พ่ายแพ้อยู่เสมอ นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างฐานรากจากภาคประชาชน และการตระหนักถึงอิทธิพลของกลไกอำนาจที่มีต่อการเมืองไทย แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ยังคงเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงอาจต้องเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร และ “เยาวลักษณ์” จะออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างไรต่อภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ที่มา – “เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

Scroll to top