รัฐบาลรักษาการ

“อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 รัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้า

สวัสดีครับทุกท่านที่ติดตามข่าวการเมืองไทย ล่าสุดมีข่าวดีจากนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ชาญวีรกูล ที่ประกาศชัดเจนว่า “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งเร็วกว่าการรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุมัติงบประมาณให้รัฐบาลรักษาการอีก! ข่าวนี้มาจากเวที “Meet the Press” เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ทำให้หลายคนตื่นเต้นเพราะจะได้เห็นการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว สู่รัฐบาลชุดใหม่ที่พร้อมลุยเต็มสูบ

อนุทิน ชาญวีรกูล

“อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2

นายอนุทิน ยืนยันว่ารายชื่อรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ตรวจสอบคุณสมบัติกันอย่างละเอียด ไม่มีปัญหาตรงไหนขัดรัฐธรรมนูญอีกต่อไป พรุ่งนี้วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 จะประชุมสรุปขั้นสุดท้าย แล้วรีบ ทูลเกล้าฯ ขึ้นไปให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชวินิจฉัย รัฐบาลชุดนี้จะเป็น “อนุทิน 2” ที่สานต่อจากชุดเดิม แต่พร้อมทำงานทันที ไม่มีทดลองงาน!

สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลรักษาการปัจจุบันไม่สามารถออกมาตรการผูกพันรัฐบาลใหม่ได้ ต้องรอขั้นตอนตามกฎหมาย แต่พอได้รัฐบาลใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็จะแถลงนโยบายทันที ทำให้บริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบ รัฐมนตรีหลายคนยังอยู่ต่อ รับประกันความต่อเนื่องและรวดเร็วในการแก้ปัญหา

อนุทินแถลงข่าว

เร็วกว่ารอ กกต. อนุมัติงบ รัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้าแน่นอน

“อนุทิน” มองว่าการรอ กกต. อนุมัติงบกลางนั้นใช้เวลานาน แต่การทูลเกล้าฯ รายชื่อครม.จะเร็วกว่า รอได้ไม่เกินสัปดาห์หน้า! ตอนนี้รัฐบาลรักษาการถูกจำกัด เช่น ไม่อาจใช้งบกลางได้ง่ายๆ ต้องขออนุมัติ แต่พอได้รัฐบาลใหม่ ก็ไร้ข้อจำกัด จะเร่งแถลงนโยบายที่เตรียมไว้พร้อมแล้ว

นอกจากนี้ จะกราบท่านประธานรัฐสภาให้นัดประชุมทันทีหลังแถลงนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลบริหารงบและนโยบายได้เต็มที่ โดยเฉพาะรับมือวิกฤตโลก เช่น สถานการณ์พลังงานที่ผันผวน

  • เน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน: ลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลก
  • ดูแลกลุ่มเปราะบาง: มาตรการช่วยเหลือคนจน เกษตรกร
  • พยุงเศรษฐกิจ: กระตุ้นการลงทุน ส่งออก ท่องเที่ยว
เวที Meet the Press

ข่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีม “อนุทิน” ในการผลักดันประเทศให้ก้าวต่อไปท่ามกลางวิกฤต โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีรัฐบาลที่พร้อมทำงานเต็มที่จะช่วยให้ไทยรับมือได้ดีขึ้น ในมุมมองของผม นี่คือสัญญาณบวกที่ประชาชนรอคอย เพราะจะได้เห็นนโยบายจริงจัง ไม่ใช่แค่รอเวลา

คุณคิดอย่างไรกับ “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2? รัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แค่ไหน คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 มอง มีรัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้า เร็วกว่ารอ กกต. อนุมัติงบ

พร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเผยความคืบหน้าในการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยยืนยันว่าจะพร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. หากทุกอย่างเรียบร้อยเรียบร้อย เพื่อให้ได้รัฐบาลที่สมบูรณ์แบบโดยเร็วที่สุด ข่าวนี้สร้างความหวังให้ประชาชนที่รอคอยการขับเคลื่อนเต็มสูบจากรัฐบาลใหม่

พร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. นายกฯ ยันเดินหน้าเต็มที่

จาการให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 19.22 น. วันที่ 27 มีนาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ได้พูดถึงการหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทยอย่างนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อวันก่อนหน้า โดยเน้นย้ำถึงการรวมนโยบายพรรคร่วมเข้าด้วยกัน พรรคเพื่อไทยซึ่งรับผิดชอบกระทรวงสำคัญหลายแห่ง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องมาร่วมร่างนโยบายรัฐบาลร่วมกัน

“เราจะไม่แบ่งแยกว่านี่นโยบายพรรคนี้ พรรคนั้น แต่จะรวมเป็นนโยบายรัฐบาลเดียวกัน นายกรัฐมนตรีคนนี้พร้อมสนับสนุนนโยบายของทุกพรรคร่วม” นายอนุทิน กล่าวอย่างหนักแน่น ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำที่มุ่งสร้างความสามัคคีในพรรคร่วมรัฐบาล

การตรวจสอบคุณสมบัติรายชื่อครม.เรียบร้อยแล้วหรือไม่

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกระแสข่าวลือเรื่องคุณสมบัติของรายชื่อรัฐมนตรีบางคน โดยเฉพาะน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายอนุทิน ชี้แจงว่า ณ ขณะนี้ทุกอย่างโอเคแล้ว และหวังว่าจะพร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง รายชื่อทุกรายจากทุกพรรคได้รับการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด หากมีปัญหาที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่เสนอชื่อนั้นๆ เพื่อความโปร่งใส

รัฐบาลปัจจุบันยังอยู่ในโหมดรักษาการ ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้าย ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการใหญ่ๆ ได้เต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น การเซ็นอนุมัติคำสั่งต่างๆ หรือการประสานกับ กกต. นายอนุทิน ระบุว่า หลังทูลเกล้าฯ สำเร็จ รัฐบาลใหม่จะเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่มีข้อจำกัดตั้งแต่ยุบสภาฯ เมื่อธันวาคม 2567

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: มุ่งแก้ปัญหาเกษตรกร
  • กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์: ส่งเสริมสวัสดิการสังคม
  • กระทรวงอว.: พัฒนานวัตกรรมและการศึกษา
  • กระทรวงแรงงาน: สิทธิแรงงานและการจ้างงาน
  • กระทรวงศึกษาธิการ: ปฏิรูประบบการศึกษา

นอกจากนี้ การพร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. ยังเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย หลังจากที่ประเทศเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองมานาน รัฐบาลใหม่จะสามารถเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการลงทุน และแก้ไขปัญหาค่าครองชีพได้ทันท่วงที

ความสำคัญของรัฐบาลเต็มรูปแบบ

การเปลี่ยนผ่านสู่ครม.อนุทิน 2 ถือเป็นก้าวสำคัญหลังการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยนำ coalition ร่วมกับเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการแก้ปัญหาเรื้อรัง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน การศึกษา และสาธารณสุข นโยบายที่รวมจากทุกพรรคจะช่วยให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จากประสบการณ์ของรัฐบาลชุดก่อน รัฐบาลรักษาการมักติดขัดในเรื่องงบประมาณและการอนุมัติโครงการใหญ่ การมีรัฐบาลเต็มรูปแบบจะปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้สามารถอนุมัติงบปีใหม่และเริ่มโครงการ flagship ได้ทันที นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ลดความเสี่ยงต่อการชุมนุมหรือความขัดแย้ง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเร่งพร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. แสดงถึงความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ หากสำเร็จตามกำหนด จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าแล้ว คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด? ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา และแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้พัฒนาเนื้อหาที่ตรงใจมากขึ้น

ที่มา – พร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย นายกฯ ยันเดินหน้าเร็วที่สุด

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูงขึ้นแบบไม่หยุดหย่อน ทำให้ประชาชนหลายคนเริ่มกังวลใจกันถ้วนหน้า วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกันครับ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน ซึ่งเป็นคำชี้แจงจากนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ออกมาให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมา เพื่อคลายความกังวลของสังคม

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายธนกรได้ออกมาพูดถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้น โดยยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยสักนิด แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัดในการตัดสินใจบางเรื่อง แต่ก็กำลังดำเนินการหลายอย่างอยู่เบื้องหลัง เช่น การให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่สำคัญกว่านั้น นายกรัฐมนตรีสั่งการชัดเจน หากพบการกักตุนน้ำมันหรือพลังงาน รัฐบาลพร้อมดำเนินคดีทันที ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใครทั้งสิ้น นี่คือจุดยืนที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหานี้มากแค่ไหน

ทำไมรัฐบาลรักษาการถึงมีข้อจำกัด?

หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลทำไมออกมาตรการช้า หรือทำไมไม่คล่องตัวเหมือนรัฐบาลปกติ คำตอบคือเพราะเป็นช่วงรักษาการ รัฐบาลไม่สามารถอนุมัติงบประมาณใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายหลักได้ง่าย ๆ ต้องรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น นายกฯ ก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เรียกประชุมด่วน โทรหาผู้รับผิดชอบ และกำชับ ส.ส. ลงพื้นที่แจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ แม้จะไม่ประกาศใหญ่โต แต่การทำงานเบื้องหลังนี้มีจริง

  • ลดภาษีสรรพสามิต: ครม.เห็นชอบให้คลังศึกษาวิธีลดและระยะเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ช่วยเหลือเปราะบาง: ใช้บัตรสวัสดิการและกลไกอื่น ๆ สนับสนุนค่าพลังงาน
  • ปราบกักตุน: ดำเนินคดีเด็ดขาดตามกฎหมาย
  • ติดตามใกล้ชิด: นายกฯ สอบถามสถานการณ์ทุกวัน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามในยูเครน การลดผลิตน้ำมันของ OPEC และปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูง กระทบไทยโดยตรงเพราะนำเข้ามาก รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงหรือขาดแคลน

ฝ่ายค้านวิจารณ์หนัก แต่รัฐบาลมีคำตอบ

ฝ่ายค้านบางคนบอกว่ารัฐบาลช้าเกินไป ไม่ช่วยประชาชนทันท่วงที แต่ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน โดยชี้ว่าการโจมตีแบบนี้สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมเปล่า ๆ แทนที่จะเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์ นายธนกรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ใช้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่วาทกรรมหากินทางการเมือง เพราะในที่สุด ประชาชนต่างหากที่เดือดร้อน

ย้อนดูประวัติศาสตร์ ไทยเคยเจอวิกฤตน้ำมันปี 2542 และ 2551 รัฐบาลสมัยนั้นก็ใช้เวลาปรับตัวเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยความร่วมมือ ถ้าวันนี้เรายังสาดโคลนใส่กัน สังคมจะกลายเป็นวาทกรรมล้วน ๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาได้เลย

ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อลดช่องว่างข้อมูล แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดช่วงเปลี่ยนผ่าน การลดภาษีและปราบกักตุนเป็นก้าวแรกที่ดี ถ้าทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน รัฐบาลจะมีช่องว่างจัดการได้มากขึ้น เช่น ใช้รถสาธารณะ ลดใช้เครื่องปรับอากาศ หรือหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มอย่างประหยัด

สุดท้ายนี้ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลยังทำงานอยู่ เราในฐานะประชาชนควรให้กำลังใจและร่วมมือกัน คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? คิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางออกไปด้วยกัน!

ที่มา – “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

“เสี่ยหนู” อ้างยังเหลือขั้นตอนเหนือการควบคุม ก่อนได้ชื่อนายกรัฐมนตรี

“เสี่ยหนู” อ้างยังเหลือขั้นตอนเหนือการควบคุม ก่อนได้ชื่อนายกรัฐมนตรี เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างน่าสนใจ

“เสี่ยหนู” อ้างยังเหลือขั้นตอนเหนือการควบคุม ก่อนได้ชื่อนายกรัฐมนตรี

ในที่เกิดเหตุ นายอนุทิน หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “เสี่ยหนู” ได้ชี้แจงถึงไทม์ไลน์และขั้นตอนการได้มาซึ่งชื่อผู้สมัครนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยย้ำว่ายังมีปัจจัยหลายประการที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลรักษาการในขณะนี้ เช่น การรับรองสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งปัจจุบันรับรองแล้วเฉพาะ ส.ส. แบบแบ่งเขตเท่านั้น แต่ยังค้างอยู่กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน โดยไม่ทราบวันแน่นอนที่จะได้รับการรับรอง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อร้องเรียนต่างๆ ที่ต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขึ้นอยู่กับพระราชพิธีเปิดสภาครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายอนุทินเล่าว่า ได้หารือกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 2 วันก่อน และได้รับคำตอบว่าจะแจ้งให้ทราบหลังพระราชพิธีดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาลพร้อมรอรับการประสานงาน และบางเอกสารต้องรอการลงนามจากนายกฯ รักษาการ

เหตุการณ์ตอนรีบขึ้นเครื่อง: เฉไฉบอกสื่อ “รีบขึ้นเครื่อง”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนเรื่องพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ นายอนุทินไม่ได้ตอบตรงๆ แต่เคาะนาฬิกาข้อมือทำท่าทางเหมือนเครื่องบินกำลังทะยานขึ้นฟ้า แล้วกล่าวสั้นๆ ว่า “ประกาศครั้งสุดท้ายแล้ว” พร้อมรีบขึ้นเครื่อง ก่อนจะทิ้งให้สื่อมวลชนงงงวย สร้างกระแสวิเคราะห์กันในโซเชียลมีเดียอย่างมาก

  • ปัจจัยหลักที่ “เสี่ยหนู” อ้าง: การรับรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ
  • ข้อร้องเรียนค้างคา
  • พระราชพิธีเปิดประชุมสภา
  • การประสานงานกับเลขาฯ สภา

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการที่ต้องรอองค์ประกอบต่างๆ เข้าที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ ผู้คนจำนวนมากตั้งตารอชื่อนายกรัฐมนตรีที่จะถูกเสนอชื่อเข้าสภา แต่จากคำพูดของ “เสี่ยหนู” ชัดเจนว่ายังต้องรอขั้นตอนสำคัญเหล่านี้ให้เรียบร้อยก่อน

วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง: อะไรคืออุปสรรคหลัก?

การที่ กกต. ยังไม่รับรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อทั้งหมด สร้างความล่าช้าให้กับพรรคการเมืองหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคที่พึ่งพาก๊วนนี้ในการคำนวณที่นั่งนายกฯ ข้อร้องเรียนจากคู่แข่งยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ทุกอย่างค้างอยู่ ส่วนพระราชพิธีเปิดสภา ถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกฝ่ายต้องเคารพและรอคอย นี่คือเหตุผลที่นายอนุทินย้ำว่าเป็นเรื่อง “เหนือการควบคุม” ของรัฐบาล

สำหรับพรรคกล้าธรรม ประเด็นนี้กลายเป็นจุดสนใจเพราะเกี่ยวข้องกับพันธมิตรและการจัดสรรเก้าอี้นายกฯ แต่คำตอบแบบเฉไฉของ “เสี่ยหนู” ทำให้เกิดคำถามว่ามีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่? นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า นี่อาจเป็นกลยุทธ์ในการซื้อเวลาให้ฝ่ายตัวเองเตรียมพร้อม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น การนับคะแนน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และการเจรจาการเมืองระหว่างพรรคใหญ่ๆ ที่ยังไม่ลงตัว สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด และประชาชนต่างรอคอยความชัดเจน

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ก็เป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงความรับผิดชอบ หากรัฐบาลรักษาการสามารถจัดการขั้นตอนเหล่านี้ได้อย่างโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มาก

คุณคิดอย่างไรกับคำตอบของ “เสี่ยหนู”? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “เสี่ยหนู” อ้างยังเหลือขั้นตอนเหนือการควบคุม ก่อนได้ชื่อนายกรัฐมนตรี

“อนุทิน” เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ปึ้ก

สถานการณ์ชายแดนไทยกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออนุทิน เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นข่าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของชาติ แม้จะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองก็ตาม วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดเหตุการณ์นี้กันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบทและความสำคัญ

อนุทิน เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียก พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ผู้บัญชาการเสนาธิการทหารบก หรือ เสธ.ทบ. เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือเรื่องสถานการณ์และความพร้อมในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ ไม่ได้จำกัดเฉพาะชายแดนกัมพูชาเท่านั้น แต่ครอบคลุมทุกพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และมาเลเซีย

นายอนุทินสอบถามถึงความพร้อมของกำลังพล สถานการณ์โดยรวมในแต่ละเขต และยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีพื้นที่ใดที่น่ากังวล แต่จำเป็นต้องประเมินล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลเป็นรักษาการและงบประมาณที่เหลือมีจำกัด รัฐบาลจึงเตรียมสำรองงบเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ยุทธภัณฑ์ต้องพร้อมใช้งานทันที

ประเด็นสำคัญที่อนุทิน เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ คือเรื่องการจัดซื้อและเตรียมยุทธภัณฑ์ หากส่วนไหนขาดแคลน กองทัพสามารถใช้งบประมาณปกติที่มีอยู่เพื่อเติมเต็มให้ครบถ้วนและพร้อมใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องรอการอนุมัติใหม่ นี่แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวในการบริหารจัดการทรัพยากรทหาร

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วยตัวเอง นายอนุทินเลือกที่จะเลี่ยงคำตอบด้วยรอยยิ้ม โดยชิมขนมครกและกล่าวติดตลกว่า “หวานน้อย” ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ สไตล์การตอบแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ของท่านที่ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย

บริบทสถานการณ์ชายแดนไทย

ชายแดนไทยมีความยาวรวมกว่า 4,000 กิโลเมตร ติดกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ละพื้นที่มีความท้าทายแตกต่างกันไป เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เคยมีข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ชายแดนไทย-เมียนมา ที่เผชิญปัญหาความไม่สงบและยาเสพติด ชายแดนไทย-ลาว ที่เน้นค้าชายแดนและการอพยพย้ายถิ่น และชายแดนใต้กับมาเลเซียที่ยังมีความขัดแย้ง

การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการป้องกันปัญหาก่อนลุกลาม โดยเฉพาะในช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งในเมียนมาและปัญหาในทะเลจีนใต้ที่อาจกระทบไทยทางอ้อม

  • ตรวจสอบกำลังพล: ทุกหน่วยชายแดนต้องรายงานความพร้อม
  • สำรองงบประมาณ: เตรียมรับมือเหตุฉุกเฉินทันที
  • เติมยุทธภัณฑ์: อาวุธที่ใช้ไปต้องชดเชยให้ครบ
  • ประเมินล่วงหน้า: ไม่รอให้เกิดปัญหา
  • ความร่วมมือทหาร-พลเรือน: รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่

นอกจากประเด็นหลักแล้ว การหารือครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ เช่น ตำรวจนครบาลชายแดน กอ.รมน. และหน่วยข่าวกรอง เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเตรียมความพร้อมเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะรัฐบาลรักษาการที่อาจมีข้อจำกัดในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ แต่การย้ำเรื่องยุทโธปกรณ์ “ปึ้ก” แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงเป็นลำดับแรก

สุดท้ายแล้ว อนุทิน เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ เป็นสัญญาณบวกที่ทำให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของชาติ หากคุณสนใจข่าวการเมืองและความมั่นคง ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองอย่างไรกับการเตรียมพร้อมครั้งนี้

ที่มา – “อนุทิน” เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ

“อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน

“อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน เป็นประโยคที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สร้างความสนใจให้กับประชาชนและนักการเมืองจำนวนมากในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังตึงเครียด

“อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.00 น. ก่อนที่นายอนุทินจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันที่ 26 มิถุนายน และการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน นายอนุทินได้ทักทายสื่อมวลชนที่ดักรอสัมภาษณ์ด้วยคำว่า “เจริญพร”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบจากการเป็นรัฐบาลรักษาการที่อาจยืดเยื้อ นายกรัฐมนตรีตอบอย่างมั่นใจว่า “ไม่นานหรอก ทุกอย่างมีขั้นตอน” คำตอบนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการทางการเมืองที่กำลังดำเนินไป โดยรัฐบาลรักษาการมีหน้าที่รักษาการบริหารประเทศชั่วคราว จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาบริหารต่อ

ความหมายของรัฐบาลรักษาการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

รัฐบาลรักษาการคือรัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหลังการเลือกตั้งหรือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถตั้งกระทรวงใหม่หรือแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงได้ คำกล่าวของ “อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน จึงช่วยคลายความกังวลของประชาชนที่กลัวว่ารัฐบาลจะลากยาว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะ

  • ช่วยรักษาความมั่นคงทางการเมือง
  • เร่งกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
  • ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของโครงการรัฐ
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ในบริบทของการเมืองไทยปัจจุบัน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดนำไปสู่การเจรจาระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม นายอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคสำคัญในการเจรจา จึงมีบทบาทสำคัญ คำพูดนี้ยืนยันว่ารัฐบาลรักษาการจะไม่ยืดเยื้อเกินไป

มุมมองอนาคตของการเมืองไทย

จากคำกล่าว “อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน คาดว่ารัฐบาลใหม่น่าจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ หากการเจรจาระหว่างพรรคสำเร็จ นโยบายหลักที่คาดว่าจะเร่งดำเนินการ ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาค่าครองชีพ และการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รอการพิจารณา

ประชาชนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทุกขั้นตอนทางการเมืองส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน การที่นายอนุทินแสดงความมั่นใจนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยลดความไม่แน่นอนในประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน คำพูดนี้ไม่เพียงคลายกังวล แต่ยังแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของผู้นำไทยที่ยึดมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตความคืบหน้า!

ที่มา – “อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน

นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มีกล้าธรรม ยันรอคะแนนใหม่

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังร้อนระอุ เมื่อมีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม ล่าสุด นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มี “กล้าธรรม” ยันนับคะแนนใหม่รอได้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน ทำให้เกิดกระแสวิเคราะห์จากทุกฝ่าย

นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มี “กล้าธรรม” ยันนับคะแนนใหม่รอได้

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 (น่าจะเป็น 2567) นายอนุทิน ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจก้าวก่ายการตัดสินใจของ กกต. ไม่ว่าผลการนับคะแนนใหม่จะส่งผลกระทบต่อคะแนนของพรรคภูมิใจไทยในเขตต่างๆ หรือไม่ พรรคก็พร้อมยอมรับผลที่ประชาชนตัดสินใจอย่างแท้จริง สำหรับการดูแลผู้ชุมนุมนั้น ได้สั่งการให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจบานปลาย

ยินดีรอผลนับคะแนนใหม่เพื่อความสบายใจของประชาชน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า แม้จะอยากจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วเพื่อบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพ แต่หากต้องรอการนับคะแนนใหม่เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ รัฐบาลรักษาการก็พร้อมรอได้ เนื่องจากยังสามารถเดินหน้าทำงานต่อเนื่องได้ ในช่วงนี้ พรรคภูมิใจไทยได้เตรียมความพร้อมหลายด้าน เช่น การร่างนโยบายหลักที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น การชี้แจงเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสของผู้นำ

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชี้ว่าการล่าช้าออกไปมากเกินไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ เพราะประชาชนต้องการรัฐบาลที่มั่นคงเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ค้างคา โดยเฉพาะในปีที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าแบบนี้

ปัดข่าวลือพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เสี้ยมเรื่อง “กล้าธรรม”

เมื่อถูกถามถึงความชัดเจนของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคสีเขียวและพรรคสีแดง รวมถึงกระแสข่าวลือว่าจะไม่นำ “พรรคกล้าธรรม” มาร่วม นายอนุทิน ตอบแบบอารมณ์ดีว่า “มีในใจทุกสี” และชี้ว่าสื่อบางแห่งพยายาม “เสี้ยม” ให้เกิดประเด็น โดยยังไม่สามารถระบุจำนวนเสียงแน่นอนได้ ต้องรอการรับรองผลอย่างเป็นทางการจาก กกต. ก่อน คำพูดนี้ทำให้หลายคนตีความว่านายกฯ ไม่ได้ปิดประตูพรรคใดๆ แต่เน้นความเป็นเอกภาพเพื่อประโยชน์ชาติ

  • จุดยืนหลักของนายกฯ อนุทิน: ยอมรับผลนับคะแนนใหม่ ไม่ก้าวก่าย กกต.
  • รัฐบาลรักษาการทำงานต่อเนื่อง เตรียมร่างนโยบายแล้ว
  • ปฏิเสธข่าวลือเรื่องไม่รับพรรคกล้าธรรม บอกอย่าเสี้ยม
  • เร่งจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาประชาชน
  • ดูแลผู้ชุมนุมตามกฎหมาย

ประเด็น นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มี “กล้าธรรม” ยันนับคะแนนใหม่รอได้ สะท้อนถึงสไตล์การสื่อสารแบบตรงไปตรงมาของนายอนุทิน ที่มักใช้ภาษาพูดแบบประชานิยมผสมอารมณ์ขัน ทำให้ใกล้ชิดประชาชน ในบริบทการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการเลือกตั้ง การยืนยันเช่นนี้ช่วยลดความตึงเครียดได้บ้าง แต่ก็ยังต้องจับตาการตัดสินใจของ กกต. ต่อไป

จากมุมมองกว้างขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้เผชิญปัญหาความไม่เชื่อมั่นจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัตรเลือกตั้งสูญหาย การนับคะแนนผิดพลาด หรือข้อกล่าวหาคอร์รัปชัน หาก กกต. ตัดสินใจนับใหม่จริง จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยได้หรือไม่? หรือจะยิ่งทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป ส่งผลต่อนโยบายเร่งด่วนอย่างเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสวัสดิการประชาชน

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลรักษาการ ยังคงผลักดันโครงการสำคัญ เช่น การช่วยเหลือเกษตรกร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการควบคุมราคาสินค้า แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้หยุดนิ่ง แม้จะรอผลการรับรองพรรค

สุดท้ายแล้ว สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง สื่อมวลชน และประชาชน ที่ต้องร่วมมือกันเพื่อความมั่นคงของชาติ คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของนายกรัฐมนตรี? เชื่อว่านับคะแนนใหม่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มี “กล้าธรรม” ยันนับคะแนนใหม่รอได้

บวรศักดิ์หารือ กกต. ถามไทม์ไลน์เลือกตั้ง

“บวรศักดิ์” นำทีมหารือ กกต. ถามความชัดเจนไทม์ไลน์จัดเลือกตั้ง และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เผยเตรียมนำเรื่องการทำประชามติเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. พรุ่งนี้ พร้อมย้ำชัดหากสิ่งใดไม่สามารถดำเนินการต่อได้ รัฐบาลชุดนี้จะไม่ฝืนทำอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 09.43 น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และนางณัฐฏ์จารี อนันต์ศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เข้าหารือร่วมกับ กกต. นำโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรักษาการ ภายหลังจากการมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการต่างๆ ที่ต้องใช้งบประมาณตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องขออนุญาตจาก กกต. นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

บวรศักดิ์หารือ กกต. ถามไทม์ไลน์เลือกตั้ง

นายบวรศักดิ์ ได้กล่าวกับสื่อมวลชนก่อนที่จะเริ่มการหารือว่า ประเด็นเรื่องวันเลือกตั้งที่ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่าอาจจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น จำเป็นต้องสอบถามความชัดเจนจาก กกต. โดยตรง เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอน ดังนั้น การหารือในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนจากผู้มีอำนาจโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดการทำประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและข้อจำกัดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

คำถามประชามติ และอำนาจของ กกต.

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างคำถามประชามติที่ ครม. เป็นผู้เสนอ กับคำถามที่รัฐสภาเสนอผ่าน ครม. นายบวรศักดิ์ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดในทันที โดยกล่าวว่าเรื่องนี้จะมีการหารือกันในที่ประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ สำหรับประเด็นเรื่องระยะเวลาที่เหลืออยู่ในการจัดการประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งนั้น นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า จะต้องหารือกับ กกต. อย่างละเอียดอีกครั้ง แต่โดยส่วนตัวแล้ว เขาเห็นว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถดำเนินการได้ทัน

นอกจากประเด็นเรื่องการเลือกตั้งและการทำประชามติแล้ว นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจก็ได้มีการหารือกันในประเด็นนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าการอนุมัติโครงการดังกล่าวอาจเป็นการหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง นายบวรศักดิ์ จึงกล่าวว่าจำเป็นต้องสอบถามความเห็นจาก กกต. ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ หาก กกต. เห็นว่าไม่สามารถทำได้ รัฐบาลก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามและจะไม่ฝืนดำเนินการใดๆ ที่อาจขัดต่อกฎหมาย

การหารือระหว่างรัฐบาลเเละ กกต. ครั้งนี้เเสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำงานร่วมกับองค์กรอิสระอย่าง กกต. เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ การเปิดโอกาสให้ กกต. ได้เเสดงความคิดเห็นเเละให้คำเเนะนำ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินงานได้อย่างรอบคอบเเละหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

  • โครงการคนละครึ่งเฟส 2: ยังคงต้องรอความชัดเจนจาก กกต.
  • วันเลือกตั้ง: กกต. จะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน
  • ประชามติ: อยู่ระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดพร้อมกับการเลือกตั้ง

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการหารือร่วมกับ กกต. ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเเละการทำประชามตินั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเเสดงความคิดเห็นเเละให้ข้อเสนอเเนะ จะช่วยให้การตัดสินใจต่างๆ เป็นไปอย่างรอบด้านเเละเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

โดยสรุปเเล้ว การหารือระหว่างนายบวรศักดิ์เเละ กกต. ในครั้งนี้ เป็นการหารือที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความชัดเจนเเละความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเเละการทำประชามติ รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของ กกต. เเละปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเเละยุติธรรม

การหารือนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยอย่างเเท้จริง เเละพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้การเลือกตั้งดำเนินไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม เเละได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ที่มา – “บวรศักดิ์” หารือ กกต. ถามความชัดเจนไทม์ไลน์จัดเลือกตั้ง เผยชงคำถามประชามติเข้า ครม. พรุ่งนี้

“สุทิน” ชี้ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ!

“สุทิน” ห่วงสถานการณ์ชายแดน ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้ “นายกฯ อนุทิน” เร่งเจรจาช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชา หวั่นกลายเป็นตัวประกัน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานเปิดสำนักงานกฎหมายคลังแสง ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 67/26 หมู่ 8 ตลาดอู้ฟู่ ถ.มิตรภาพ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งนายกำพลศักดิ์ คลังแสง ประธานบริษัทสำนักงานกฎหมายคลังแสง ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีคณะทำงานด้านกฎหมาย รวมทั้งนักการเมืองทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่นร่วมแสดงความยินดี

จากนั้น นายสุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในฐานะที่อดีตเคยเป็น รมว.กลาโหม ได้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ และกำลังทหารทุกหน่วยในช่วงที่ผ่านมา มีความเป็นห่วงในเหตุการณ์เช่นนี้ที่ไม่น่าเกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้นในทุกประเทศ เพราะการแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งของมนุษย์นั้นมีหลายวิธีที่ควรทำ ดีกว่ามาใช้กำลัง เสียดายที่ผ่านมาเราทำไม่สมบูรณ์ในบางขั้นตอน จนทำให้เกิดการเลยเถิดมาจนถึงทุกวันนี้

“เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วประเทศไทยเราก็ถอยไม่ได้ ไทยก็ต้องเดินหน้าเต็มที่เพื่อปกป้องอธิปไตย และต้องทำให้ศัตรูหรือข้าศึกนั้นต้องเข็ดหลาบ แต่การสู้รบสมัยใหม่นั้นสู้ด้วยกำลัง สู้ด้วยทางการทูต สู้ด้วยจิตวิทยาสังคมที่ต้องช่วงชิงกัน กองทัพและรัฐบาลจะต้องคำนึงประเด็นดังกล่าวให้ดี เราอาจจะต้องชนะทุกคนและทุกเรื่องไปพร้อมกัน โดยส่วนตัวก็ต้องให้กำลังใจทหาร ให้กำลังใจรัฐบาล การจบด้วยสันติวิธีโดยที่ไทยเรานั้นจะต้องไม่เสียเปรียบ”

นายสุทิน ยังเผยอีกว่า ไทยเราเจรจาไม่รอบคอบในหลายประเด็น เราเปิดช่องโหว่ให้มีการเล็ดลอด มีการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นเมื่อมีการเล็ดลอดเกิดขึ้นก็เกิดข้อพิพาททันที ทำให้การเจรจาต่างๆ ไม่สำเร็จ การเจรจาระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ จะต้องคุยกันให้ลึกและปิดรอยรั่ว เพราะหากไม่ทำจริงจังก็จะเกิดปัญหาเช่นนี้กลับคืนมาอีก

“รัฐบาลรักษาการของคุณอนุทิน (ชาญวีรกูล) ทำได้เกือบทุกเรื่องตามกรอบกฎหมายที่กำหนด แต่เรื่องข้อพิพาทระหว่างประเทศและสงครามที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลรักษาการก็ต้องยึดถึงความมั่นคงเป็นหลัก อย่าคิดให้เป็นประเด็นหรือประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งจังหวะแบบนี้ถ้าคนคิดไม่ดีก็จะเอาเป็นประโยชน์ทางการเมืองได้ จึงต้องช่วยกันเตือนสติรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วย”

ในช่วงท้าย นายสุทิน ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ถ้ารัฐบาลมีการประเมินแล้วว่าจะมีสถานการณ์สู้รบเกิดขึ้น จะต้องรีบจัดการในเรื่องเหล่านี้ก่อน รัฐบาลและทหารจะรู้กันก่อนว่าหากเกิดการสู้รบก็ต้องอพยพประชาชนของตนเองออกมาก่อน แต่มาวันนี้กัมพูชาไม่ให้คนไทยเกือบ 7,000 คนออกมาจากประเทศ แบบนี้ไทยเสียหายและเสียเปรียบในดุลทางทหารด้วย เพราะหากกลายเป็นการจับพลเรือนไทยเป็นตัวประกัน เราเสียเปรียบชัดเจน.

“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดนายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่า ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทำไม “สุทิน” ถึงมองว่าไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ?

นายสุทินมองว่าการเจรจาที่ผ่านมายังไม่รอบคอบ ทำให้เกิดช่องโหว่และการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นการตอบโต้ที่แข็งกร้าวเพื่อปกป้องอธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ การที่กัมพูชาไม่อนุญาตให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศยังเป็นการเสียเปรียบในดุลทางทหาร โดยหากคนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน สถานการณ์จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาที่โปร่งใสและรอบคอบ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน การที่“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความสูญเสีย

ที่มา – “สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้นายกฯ เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา

Scroll to top