รัฐบาลใหม่

“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุมีงานก่อนแล้ว

“สมศักดิ์” เปิดงานตรวจสุขภาพ อสม. สุโขทัย หลังช่วยรณรงค์นับคาร์บ ขอบคุณที่ช่วยยกระดับระบบสุขภาพของประเทศ เผย“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุงานกำหนดล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว

วันที่ 30 ส.ค. 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดโครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตรวจสุขภาพชุดสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทยห่างไกล NCDs จังหวัดสุโขทัย ที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย โดยมีนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สส. สุโขทัย พรรคเพื่อไทย นายมนู พุกประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย และ อสม. เข้าร่วมงาน

นายสมศักดิ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า อสม. เป็น “หมอคนที่หนึ่ง” ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด เป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ตนมีความยินดีที่ได้ทราบว่า มีประชาชนได้รับถ่ายทอดความรู้เรื่องการนับคาร์บแล้ว กว่า 41 ล้านคน ทำให้มีคนหายป่วย ลดการใช้ยา ลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลได้เป็นอย่างมาก และด้วยพลังที่เข้มแข็งของพี่น้อง อสม. เชื่อมั่นว่า ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เราจะทำได้ไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน ตามเป้าหมาย เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พี่น้อง อสม. ในระยะสั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเพิ่มรายการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับ อสม. อีก 4 รายการ ได้แก่ การเอกซเรย์ปอด ตรวจปัสสาวะทั่วไป ตรวจไขมันในเลือด และตรวจค่าไต มีมูลค่ากว่า 2 เท่าของสิทธิแบบเดิม ผู้ชายจากเดิมได้ค่าตรวจรวม 335 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 855 บาท ผู้หญิงจากเดิมได้ค่าตรวจรวม 585 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 1,105 บาท ทั้งนี้ ก็เพื่อให้พี่น้อง อสม. มีสุขภาพที่ดีขึ้น สมกับความทุ่มเทในการทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันให้มี พ.ร.บ. อสม. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ สร้างความมั่นคงในการปฏิบัติงาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

“ขอขอบคุณ อสม. และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน และยกระดับระบบสุขภาพของประเทศ” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์เปิดเผยด้วยว่า วันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ซึ่งตนลาประชุมแล้วเนื่องจากต้องมาเปิดงานวันนี้และพบปะพี่น้อง อสม. ซึ่งมีกำหนดการล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว จึงไม่อยากให้มีการตีความกันไปต่างๆ นานา

“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุงานกำหนดล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว

เหตุผลที่ “สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ

จากกรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เนื่องจากติดภารกิจเปิดงานโครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตรวจสุขภาพชุดสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทยห่างไกล NCDs จังหวัดสุโขทัย ทำให้เกิดข้อสงสัยในหลายฝ่าย วันนี้จึงขอสรุปเหตุผลที่รัฐมนตรีสมศักดิ์ต้อง“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ ดังนี้

  • ภารกิจสำคัญที่กำหนดไว้ล่วงหน้า: งานเปิดโครงการดังกล่าวได้ถูกกำหนดวันและเวลาไว้ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระดับชุมชน
  • ความสำคัญของ อสม. ต่อระบบสาธารณสุข: รัฐมนตรีสมศักดิ์ให้ความสำคัญกับบทบาทของ อสม. ในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในชุมชน การเข้าร่วมงานนี้เป็นการแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจแก่ อสม. ที่ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน
  • ไม่อยากให้เกิดการตีความผิด: เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการนำไปตีความในประเด็นทางการเมืองต่าง ๆ นายสมศักดิ์จึงได้ชี้แจงเหตุผลของการลาประชุม ครม. อย่างชัดเจน

การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญกับงานด้านสาธารณสุขและการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในระดับชุมชน การที่รัฐมนตรีให้ความสำคัญกับ อสม. แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบทบาทและความสำคัญของพวกเขาในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระดับฐานราก

ดังนั้น แม้จะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่การที่รัฐมนตรีเลือกที่จะไปปฏิบัติภารกิจที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า และมีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมและแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับ อสม. ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ การที่ภาครัฐให้การสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทของ อสม. อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ประชาชนในระดับชุมชนได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุงานกำหนดล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว

“เท้ง” ย้ำไม่โหวต “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะบ่ายนี้ โหวตนายกฯ 3 ก.ย.

“เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย.

หัวหน้าพรรคประชาชน เผยตัดสินใจเลือกใครไม่เลือกใคร บ่ายวันที่ 1 ก.ย. นี้ คาดโหวตเลือกนายกฯ ได้ 3 ก.ย. ย้ำทุกพรรคต้องดีลบนโต๊ะเข้าที่ทำการพรรค ไม่โหวตให้แน่นอนหากเสนอชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์”

วันที่ 30 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่โรงแรมคอนราด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยถึงกับสายข่าวดีลแลกเก้าอี้ 8 รัฐมนตรีให้นอมินีเข้าไปทำหน้าที่แทนว่า ยืนยันว่าไม่ได้มีดีลลับใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น ตอนนี้ตนเองและเพื่อนสมาชิกเราต้องการใช้ 140 กว่าเสียงของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผ่าทางตันให้กับประเทศโดยไม่ร่วมรัฐบาล ความหมายคือ หากพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จะมาขอเสียงจากพรรคเพื่อโหวตนายกฯ ให้ โดยมีสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย คือหลักการที่ได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้

“การเจรจาต่อรองอะไรต่างๆ ที่บอกว่ามีดีลรับว่าพรรคประชาชนได้ไปขอแลกตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ ขอปฏิเสธอีก 1 ครั้งว่าไม่มีทั้งสิ้น เราไม่รับการเจรจาอะไรที่เป็นใต้โต๊ะหรือที่เป็นหลังบ้านใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีข่าวออกมาเป็นการให้สัมภาษณ์การพูดด้วยวาจาปากเปล่า อย่างเช่นไม่ได้ส่งผู้บริหารของพรรคเข้ามาพูดคุย เพื่อที่จะแสดงเจตจำนงแล้วรับข้อเสนอของพรรคประชาชนพร้อมกับผมหรือผู้บริหารพรรคที่พรรคประชาชน ถ้าไม่ส่งตัวแทนเข้ามาเราไม่ได้รับว่าเป็นข้อเสนออย่างเป็นทางการใดๆ ทั้งสิ้น”

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าในอดีตมีการเจรจาบนโต๊ะแต่ก็มีบางพรรคล้มดีล ฉีกข้อตกลงที่ทำไว้กับประชาชน ในครั้งนี้ในฐานะหัวหน้าพรรค จึงขอไม่รับข้อเสนอใดๆ ที่ไม่ได้มีการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจน และไม่ได้ส่งตัวแทนอย่างเป็นทางการเข้ามาพูดคุย

เมื่อถามว่ายังไม่ได้รับปากจากทางพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้กระบวนการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ย้ำว่าพรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เพราะจะต้องใช้การตัดสินใจจากผู้บริหารพรรคและที่ประชุม ส.ส. ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน ช่วงบ่าย เพราะฉะนั้นข้อเสนอ TOR ที่พรรคประชาชนได้เปิดออกไปนั้น จำเป็นจะต้องยอมรับข้อเสนอของเรา และต้องแสดงเจตจำนง ต้องเข้ามาพูดคุยกับผู้บริหารพรรคและตนเองอย่างเป็นทางการในที่ทำการพรรค

ส่วนที่เพื่อไทยบอกว่ามีการเจรจาแล้ว หากไปเจรจาทางลับ ไม่มีการพูดคุยโดยตรงจะถือว่าไม่มีการรับข้อเสนอใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนทางพรรคภูมิใจไทยที่เข้ามาพูดคุยกับตนเอง ได้แสดงเจตจำนงว่ารับข้อเสนอกับพรรคประชาชน ส่วนพรรคอื่นที่ให้ข่าวออกไป ไม่ถือว่าเป็นแสดงเจตจำนงใดๆ ทั้งสิ้น จึงขอให้ฟังข่าวอย่างเป็นทางการ เพราะตอนนี้มีการปล่อยข่าวเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง

ตอนนี้ยังไม่ได้ประเมินว่าใครจริงใจไม่จริงใจไปมากกว่ากัน แต่ประเมินจากเสียงในสภา และข้อเสนอใน TOR ที่ต้องการฝ่าทางตันทางการเมือง และต้องยุบสภาหลัง 4 เดือน โดยตอนนี้ทุกพรรคมีโอกาสเท่ากันก่อนที่จะประชุม ส.ส. เพราะไม่ได้มีธงล่วงหน้า

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวยืนยันว่าทุกการตัดสินใจของพรรคประชาชนอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง ไม่ได้พิจารณาว่าเราได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการเมืองแต่อย่างใด ตนเองสื่อสารไปหลายครั้งแล้วตอนนี้ประเทศที่มีเหตุการณ์รุมเร้าอยู่หลายด้าน การที่รัฐบาลมาจากความชอบธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และตนเองสามารถบอกได้ทันทีว่า หากมีการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เราไม่สามารถโหวตให้ได้อย่างแน่นอน

ส่วนการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นการบรรยากาศที่ให้เกียรติกันในฐานะนักการเมือง ส่วนจะเชื่อใจพรรคภูมิใจไทยได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ในกรอบ 4 เดือนหากพบว่าไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตาม TOR หรือพยายามทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง ก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที

ส่วนข้อเสนอของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ขอขยายกรอบยุบสภาจาก 4 เป็น 6 เดือนนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า 4 เดือนเป็นข้อเสนอขั้นต่ำ ไม่มีการลดไปมากกว่านี้ และเป็นกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว พร้อมมองว่าหากพรรคเพื่อไทยยุบสภาตอนนี้เชื่อว่าประชาชนมองเห็นว่าเป็นการชิงการได้เปรียบทางการเมือง เพราะหากจะทำเพื่อหาทางออกให้กับประเทศคงทำไปนานแล้ว แต่การออกมาให้ข่าวตอนนี้เป็นการต่อรองอำนาจกับพรรคร่วม ที่ทุกคนสามารถวิเคราะห์ได้เหมือนกัน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า จะมีผลต่อการตัดสินใจต่อพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบในรายละเอียด และย้ำว่าจะรับพิจารณาเฉพาะการเข้ามาพูดคุยกับตนเองและผู้บริหารพรรคอย่างเป็นทางการที่พรรคประชาชน

พรรคประชาชนกับการโหวตนายกฯ

“เราไม่ได้ร่วมรัฐบาล เราไม่ได้จับมือกับใคร และพร้อมยื่นตรวจสอบ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ม.151 ในการล้มรัฐบาล และวันจันทร์บ่ายนี้ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนในพรรค ที่พึ่งสั่งการใน 1-2 ชั่วโมงที่ผ่านมา จะนำมาประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร ผมเชื่อว่าทุกๆ คนที่โหวตให้พรรคก้าวไกล ที่เราไม่ใช้การซื้อสิทธิขายเสียงเข้ามา หากอยากจะจัดการเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง นักการเมืองที่ทุจริต ถ้าไม่ใช่อำนาจรัฐจัดการอย่างตรงไปตรงมา แล้ววันนี้อำนาจรัฐที่พรรคประชาชนมีอยู่คือ 140 กว่าเสียง หากนิ่งเฉย ไม่ใช่อำนาจรัฐไปในสิ่งที่ถูกที่ควร ก็อาจจะไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้แทนราษฎรหรือเปล่า ในเมื่อประชาชนเลือกพวกเรามา”

เมื่อถามว่ารับนายอนุทินได้ใช่หรือไม่ ที่มีข้อครหาถึง 2 เรื่อง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้อยากขอให้ทุกคนตัดภาพว่าพรรคประชาชนจะเลือกใครไม่เลือกใคร และย้ำจะตัดสินใจในวันจันทร์บ่าย เมื่อถามว่าลำบากใจหรือไม่ หากจะเลือกพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทยก็ถูกด่า นายณัฐพงษ์กล่าวว่าเป็นสภาพที่เราเป็นอยู่ แต่ยืนยันว่าพวกเราหนักแน่น และจะใช้เสียง 140 กว่าเสียงกำกับประเทศไปในทิศทางที่ดีที่สุด ส่วนเงื่อนไขที่กำหนดเป็นเงื่อนไขที่เป็นไปได้และสำคัญ คือการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นชนวนปัญหาต่างๆ ของประเทศ

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้ที่จะโหวตนายกฯ วันใด นายณัฐพงษ์ ระบุว่า “มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นวันพุธนี้” คาดการณ์ว่าการ“เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย. จะเป็นไปตามกำหนด

ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า ในช่วงของการแถลงข่าว นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้ยื่นโฉนดที่ดินเขากระโดง ประกอบการตัดสินใจของพรรคประชาชนด้วย

ภาพ : ศรันย์ พงษ์สวัสดิ์ ⁣ สรุปคือพรรคประชาชนจะตัดสินใจเรื่อง“เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย. ในช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่จะถึงนี้ และคาดว่าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 กันยายนนี้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงผันผวนและต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของพรรคประชาชนจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน

ที่มา – “เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชน.เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย.

งูเห่าเพื่อไทย! ทยอยออกจากไลน์พรรค

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะร้อนระอุ เมื่อมีข่าวว่า ส.ส. บางส่วนเริ่มทยอยถอนตัวออกจากกลุ่มไลน์ของพรรค หลังจากที่ นายศักดิ์ดา ได้ไปแถลงข่าวร่วมกับ พรรคภูมิใจไทย ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย และการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวจากแหล่งข่าวภายในพรรคเพื่อไทยว่า มีความเคลื่อนไหวของ ส.ส. ในพรรคที่คาดกันว่าจะให้การสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากกรณีที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส. กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ไปแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ผลจากการกระทำดังกล่าว ทำให้นายศักดิ์ดาถูกเชิญออกจากกลุ่มไลน์ ส.ส. พรรคเพื่อไทยในทันที และล่าสุด มีรายงานว่ามี ส.ส. เริ่มทยอยออกจากกลุ่มไลน์ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยแล้วหลายราย อาทิ นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส. กาฬสินธุ์, พล.ต.ต. สุรพล บุญมา ส.ส. นครนายก, นพ. ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ส.ส. ศรีสะเกษ และ นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส. อีกด้วย

งูเห่าเพื่อไทย ดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์?

ข่าวการลาออกจากกลุ่มไลน์ของ ส.ส. เหล่านี้ สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามว่า นี่เป็นสัญญาณของการแปรพักตร์หรือไม่ และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทยในอนาคต

แม้ว่าทางพรรคเพื่อไทยจะยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่แหล่งข่าวภายในพรรคระบุว่า ทางพรรคทราบถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของ ส.ส. เหล่านี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น และเมื่อโอกาสมาถึง ส.ส. เหล่านั้นจึงได้ตัดสินใจกระทำการดังกล่าว

ทำไมถึงเรียกว่า “งูเห่าเพื่อไทย”?

คำว่า “งูเห่า” ในทางการเมือง มักใช้เรียก ส.ส. หรือนักการเมืองที่ทรยศต่อพรรคของตนเอง โดยการไปสนับสนุนพรรคอื่น หรือโหวตสวนมติพรรค ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนที่เลือกเข้ามา และเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค

การที่ ส.ส. เหล่านี้ตัดสินใจออกจากกลุ่มไลน์พรรค และมีแนวโน้มว่าจะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ทำให้หลายคนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และเข้าข่ายการเป็น “งูเห่า” ทางการเมือง แม้ว่า ส.ส. เหล่านี้อาจจะมีเหตุผลส่วนตัวในการตัดสินใจ แต่การกระทำดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย: การลาออกของ ส.ส. เหล่านี้ อาจทำให้พรรคเพื่อไทยสูญเสียคะแนนเสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และอาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต
  • ผลกระทบต่อประชาชน: การแปรพักตร์ของ ส.ส. อาจทำให้ประชาชนรู้สึกผิดหวัง และสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมือง
  • อนาคตทางการเมือง: ส.ส. ที่ตัดสินใจแปรพักตร์ อาจเผชิญกับความยากลำบากในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เนื่องจากอาจสูญเสียฐานเสียงเดิม และถูกมองว่าเป็นคนไม่น่าไว้วางใจ

สถานการณ์ “งูเห่าเพื่อไทย” ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคเพื่อไทย ว่าจะสามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้อย่างไร และจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้หรือไม่ การตัดสินใจของ ส.ส. แต่ละคน จะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขาเอง และต่อเสถียรภาพของประเทศชาติ

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง การจับตาดูความเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคน และการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตของการเมืองไทยได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – เผยโฉม “งูเห่าเพื่อไทย” ทยอยดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์ “พรรคเพื่อไทย”

“วิโรจน์” ชี้ ปชช. ยังไม่ตัดสินใจ: โหวตทางไหนก็ถูกด่า

“วิโรจน์ ลักขณาอดิสร” วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองล่าสุด โดยพรรคประชาชน (ปชช.) ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล ชี้ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมเสนอทางออกคือการยุบสภา

“วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2568 โดยระบุถึงเงื่อนไขในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ที่กำหนดว่าต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 247 เสียง

จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 492 เสียง พรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีอยู่ 253 เสียง (รวม 11 พรรค) ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (140), พรรครวมไทยสร้างชาติ (36), พรรคประชาธิปัตย์ (25), พรรคกล้าธรรม (25), พรรคชาติไทยพัฒนา (10), พรรคประชาชาติ (9), พรรคชาติพัฒนา (3), พรรคไทรวมพลัง (2), พรรคเสรีรวมไทย (1), พรรคประชาธิปไตยใหม่ (1) และพรรคไทยก้าวหน้า (1)

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านเดิมมีอยู่ 239 เสียง (รวม 5 พรรค) ได้แก่ พรรคประชาชน (143), พรรคภูมิใจไทย (69), พรรคพลังประชารัฐ (20), พรรคไทยสร้างไทย (6) และพรรคเป็นธรรม (1)

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงเสียงสนับสนุน โดยพรรคกล้าธรรมได้ ส.ส. เพิ่ม 6 เสียง (จากพรรคประชาชน 1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย 5 เสียง) ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมมี 259 เสียง และฝ่ายค้านเดิมมี 233 เสียง

หากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถร่วมงานกันได้ และพรรคภูมิใจไทยดึงเสียงจากพรรคกล้าธรรมและกลุ่มคุณสุชาติไปได้ จะทำให้พรรคเพื่อไทยเหลือ 210 เสียง และพรรคภูมิใจไทยมี 140 เสียง

ทางออกเมื่อ “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า

หากพรรคประชาชนตัดสินใจงดออกเสียง จะทำให้ไม่มีพรรคใดได้เสียงสนับสนุนถึง 247 เสียง ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถได้รับการแต่งตั้งได้

นายวิโรจน์เสนอว่า หากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ได้แก่

  • เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปสู่การยุบสภา
  • ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
  • พรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนอาจตัดสินใจเลือกข้าง หรืออีกทางเลือกคือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ไม่ใช่คุณชัยเกษม เพื่อดึงเสียงกลับมา โดยนายวิโรจน์ระบุว่าอาจเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์เห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือหากพรรคการเมืองอื่นสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนก็จะเป็นการดีที่สุด

“เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่มีทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีของประเทศ พรรคประชาชนจึงน่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาว่าทางเลือกไหนก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด และคงต้องจำใจเลือกทางนั้น” นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการถูกตระบัดสัตย์หักหลัง โดยระบุว่าได้เผื่อใจไว้แล้ว และมองว่าทั้งสองทางอาจหักหลังพรรคประชาชนได้ แต่ควรพิจารณาว่าทางไหนมีกลไกในการผูกมัดไม่ให้หักหลังได้ง่ายกว่ากัน

โดยสรุป นายวิโรจน์มองว่าการยุบสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือหากพรรคอื่นสามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพรรคประชาชนก็จะเป็นการดีกว่า เพราะไม่ว่าเลือกทางไหน “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า อย่างแน่นอน ดังนั้นการตัดสินใจจึงต้องพิจารณาถึงผลเสียที่น้อยที่สุดต่อประเทศชาติ

“วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ หากจำเป็นต้องเลือกจริงๆ พรรคประชาชนจะพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติเป็นสำคัญ

สถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และอนาคตของประเทศ “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า แต่พร้อมที่จะพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ที่มา – “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า แนะยุบสภาคือทางออก

สุรพงษ์ ไม่เชื่อ ศักดิ์ดา มี สส. หนุนอนุทินจริง!

สุรพงษ์ รมช.คมนาคม แสดงความไม่เชื่อมั่นว่า ศักดิ์ดา จะมี สส. ในมือถึง 10 คน เพื่อสนับสนุน อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ชี้ สส.กาญจนบุรี ยังอยู่ครบ

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย จังหวัดกาญจนบุรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย อ้างว่าจะนำ สส.จากพรรคเพื่อไทย ไปร่วมสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ตนยังไม่ได้พูดคุยกับนายศักดิ์ดาในเรื่องนี้โดยตรง แต่ยืนยันว่า สส.ในจังหวัดกาญจนบุรียังคงอยู่กันครบ ยกเว้นกรณีที่มีข่าวออกไปเมื่อวานนี้

ประเด็นที่นายศักดิ์ดาอ้างว่ามี สส.อยู่ในมือถึง 10 คนนั้น นายสุรพงษ์แสดงความคิดเห็นว่า น่าจะเป็น สส.จากจังหวัดอื่น ซึ่งก็เป็นเพียงข่าวลือ ใครมี สส.อยู่ในมือจำนวนเท่าไหร่ ยังไม่มีความแน่ชัด

เมื่อถูกถามว่าเชื่อหรือไม่ว่านายศักดาจะมี สส.ในมือถึง 10 เสียง นายสุรพงษ์ตอบว่า “ถ้าเป็นผม เห็นว่าเฉยๆ ไม่น่าจะเป็นไปได้”

สุรพงษ์ ไม่เชื่อ ศักดิ์ดา มี สส. ในมือ 10 คน ขนโหวตหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยข่าวลือต่างๆ การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุรพงษ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล การที่ สส. แต่ละคนออกมาแสดงท่าทีที่แตกต่างกัน ยิ่งทำให้การคาดการณ์อนาคตทางการเมืองเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ทำไม สุรพงษ์ ถึงไม่เชื่อว่า ศักดิ์ดา มี สส. ในมือ 10 คน ขนโหวตหนุน อนุทิน?

การที่นายสุรพงษ์ออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ไม่เชื่อว่านายศักดิ์ดาจะมี สส. ในมือถึง 10 คน อาจมีเหตุผลหลายประการประกอบกัน ดังนี้:

  • ความไม่เชื่อมั่นส่วนตัว: นายสุรพงษ์อาจมีความไม่เชื่อมั่นในตัวนายศักดิ์ดาเป็นการส่วนตัว หรืออาจมองว่าการอ้างจำนวน สส. ในมือ เป็นเพียงการสร้างข่าวเพื่อหวังผลทางการเมือง
  • ข้อมูลที่แตกต่าง: นายสุรพงษ์อาจมีข้อมูลที่แตกต่างจากนายศักดิ์ดา ทำให้เชื่อว่าจำนวน สส. ที่จะสนับสนุนนายอนุทินไม่ได้มีมากถึง 10 คน
  • ต้องการลดกระแสข่าว: การออกมาปฏิเสธข่าว อาจเป็นความพยายามที่จะลดกระแสข่าวเกี่ยวกับการแตกแถวภายในพรรคเพื่อไทย และรักษาภาพลักษณ์ของพรรค

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุรพงษ์ในครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข่าวลือต่างๆ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคตได้

การเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน การที่ สุรพงษ์ ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ยิ่งเน้นย้ำถึงความท้าทายในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบัน การที่ ศักดิ์ดา อ้างว่ามี สส. สนับสนุน อนุทิน หรือไม่นั้นคงต้องติดตามกันต่อไป

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – “สุรพงษ์” ไม่เชื่อ “ศักดิ์ดา” มี สส. ในมือ 10 คน ขนโหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ

ครม.ตั้ง “ภูมิธรรม” แทนนายกฯ นั่งเลขาฯ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ มีมติเห็นชอบให้ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่านโยบายใดที่มีผลผูกพัน ครม. ชุดใหม่ ไม่ควรพิจารณาในขณะนี้

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ)

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมว่า ครม. ได้พิจารณาและมีมติในเรื่องสำคัญดังนี้:

  1. การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี โดยมีมติเห็นชอบให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รัฐมนตรีทั้งคณะจึงพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 (1) แต่เนื่องจากเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 (4) ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 (1)

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 10 วรรคสี่ กำหนดว่าในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่เพราะนายกรัฐมนตรีเสียชีวิต ขาดคุณสมบัติ ต้องคำพิพากษาให้จำคุก สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง หรือวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

  1. ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
  2. เรื่องแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ที่ประชุม ครม. เห็นชอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ตามที่ สลค. เสนอ สรุปได้ดังนี้
    • แม้ ครม. สิ้นสุดลง แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยยังคงมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
    • เรื่องที่เป็นนโยบายซึ่งมีผลผูกพัน ครม. ชุดใหม่ ไม่ควรพิจารณา
    • เรื่องที่จำเป็น เร่งด่วน หรือเรื่องที่ต่อเนื่อง ให้พิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น การอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันฯ รายการใหม่ การจัดตั้งหน่วยงานใหม่
    • ร่าง พ.ร.บ. (1) กรณี ครม. อนุมัติหลักการก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของ สคก. หาก สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้วและต้องเสนอ ครม. พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ให้รอเสนอ ครม. ชุดใหม่ (2) ร่าง พ.ร.บ. ที่ ครม. มีมติอนุมัติหลักการก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และ สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป (3) ร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังจะเสนอ ครม. หากมีความจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ ให้ดำเนินการได้ตามความเหมาะสม
  3. ข้าราชการการเมืองที่ นรม. แต่งตั้ง เช่น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ผู้แทนการค้าไทย และ คกก. ที่ นรม. แต่งตั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ซึ่งหากจะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้ดำเนินการแต่งตั้งตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดด้วย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตอบคำถามสื่อมวลชนว่า ที่ประชุม ครม. (นัดพิเศษ) ยังได้มีการพูดคุยถึงเรื่องกฎหมายที่ผ่าน ครม. ไปแล้ว และอยู่ในชั้นกฤษฎีกา ในหลักปฏิบัติต้องให้ ครม. ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติ (approve) ด้วย แต่ในเชิงนโยบายที่อาจจะผูกพันรัฐบาลชุดใหม่ จึงมีมติให้ชะลอไว้ก่อน ซึ่งเป็นหลักทั่วไปที่ปฏิบัติกันมา

สถานการณ์ไทย-กัมพูชา แม้คำสั่งแต่งตั้งต่าง ๆ ของนายกรัฐมนตรีจะสิ้นผลลง แต่จะมีการเสนอ ศบ.ทก. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ

การตัดสินใจของ ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ ครั้งนี้เป็นไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล การมอบหมายอำนาจและแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลและความมั่นคงของประเทศ

ทำความเข้าใจ ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ที่เน้นการพิจารณาเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องนโยบายที่อาจผูกพันรัฐบาลใหม่ สะท้อนถึงความรับผิดชอบและความเคารพต่อกระบวนการประชาธิปไตย การตัดสินใจในครั้งนี้ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานภาครัฐ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมือง

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย การมีกลไกและกระบวนการที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างราบรื่นและสงบสุข การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจในฐานะพลเมืองได้อย่างมีข้อมูล

โดยรวมแล้ว การประชุม ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ เป็นก้าวสำคัญในการรักษาสมดุลทางการเมือง และสร้างความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ที่มา – ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ-นพ.พรหมินทร์ นั่งเลขาฯ นายกฯ

“แพทองธาร” ถกครม.ซูม หนีสื่อ “วราวุธ” งดตอบ

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อ “แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล

“แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย

นพ.พรหมินทร์ ชี้แจงว่า การที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบซูมนั้น เป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการตอบคำถามจากสื่อมวลชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

“นายกรัฐมนตรีทราบดีว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และการเข้าร่วมประชุม ครม. ผ่านระบบซูม เป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนและรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อรูปคดี” นพ.พรหมินทร์ กล่าว

สำหรับการประชุม ครม. ในวันนั้น น.ส.แพทองธาร เข้าร่วมในฐานะ รมว.วัฒนธรรม เนื่องจากมีวาระที่เกี่ยวข้องและต้องชี้แจงเพิ่มเติม โดยช่วงท้ายของการประชุม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวให้กำลังใจ ซึ่ง น.ส.แพทองธาร เพียงกล่าวขอบคุณคณะรัฐมนตรีและข้าราชการที่ทำงานให้รัฐบาลเท่านั้น

ทำไม “แพทองธาร” ถึงเลือกที่จะร่วมประชุม ครม. ผ่านซูม?

เหตุผลหลักคือการเลี่ยงตอบคำถามสื่อที่อาจกระทบต่อคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณา นพ.พรหมินทร์ ย้ำว่า หากผลการพิจารณาของศาลออกมาในทางที่ดี น.ส.แพทองธารก็มีโอกาสกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิจารณาของศาลแต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจดีว่าสถานการณ์อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ท่ามกลางกระแสข่าวการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถูกถามว่าการปฏิเสธให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้เป็นเพราะมีการทาบทามจากพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ นายวราวุธได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มพร้อมแซวสื่อว่า “ใจร้ายจังเลย” ก่อนจะเดินขึ้นตึกบัญชาการเพื่อเข้าประชุม ครม.ทันที

สถานการณ์การเมืองยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่ “แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูลข่าวสาร และการหลีกเลี่ยงประเด็นที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองได้

การที่นักการเมืองระดับสูงอย่าง “แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนต่างจับตามองถึงทิศทางและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะเข้าใจถึงเบื้องหลังและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ

ที่มา – “แพทองธาร” ร่วมถก ครม. ผ่านซูม หนีตอบสื่อ – “วราวุธ” งดสัมภาษณ์แซวสื่อ ใจร้ายจังเลย

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยทาบทามร่วมรัฐบาล เผยพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค

วันที่ 30 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล รวมถึงกระแสข่าวที่ว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย

โดยนายเฉลิมชัยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า วันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เวลา 15.00 น.

ข่าวการเมืองวันนี้ยังคงร้อนระอุ เมื่อประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประเด็นที่น่าสนใจคือกรณีที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ ทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายตามมาว่า ท่าทีที่แท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ต่อการเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้คืออะไรกันแน่

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

การที่นายเฉลิมชัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายตีความไปต่างๆ นานา บางส่วนมองว่าอาจเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ ยังไม่ต้องการเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจนในขณะนี้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าอาจมีดีลลับหรือการเจรจาต่อรองที่ยังไม่ลงตัว ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

นอกจากนี้ กระแสข่าวที่ว่ามี สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมที่จะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งและไม่ลงรอยกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ในอนาคต

การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์พรุ่งนี้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือและพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด รวมถึงการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยผลการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว แต่ยังต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย ซึ่งอาจต้องมีการเจรจาต่อรองและปรับเปลี่ยนท่าทีกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพอใจ

ดังนั้น การเมืองไทยในขณะนี้จึงยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อให้สามารถเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

สถานการณ์ล่าสุดที่ “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้อาจจะไขข้อข้องใจหลาย ๆ อย่างได้ ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ที่มา – “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล นัด กก.บห.ประชาธิปัตย์ ถกพรุ่งนี้

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

“ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” ได้ สส. พอรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ ขออย่าด่วนสรุป ปชน.- กล้าธรรม ตอบรับเข้าร่วม เมิน “ศักดา” นั่งโต๊ะร่วมแถลงปูดขน สส.เพื่อไทย หนุนไม่ต่ำกว่า 10 เสียง เชื่อคิดไปเอง

วันที่ 30 ส.ค. 68 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมเสียงและมั่นใจว่า มีจำนวนเพียงพอซึ่งยึดหลักการทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมตามที่ได้แถลงไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยแถลงข่าวและนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยบอกว่ารวบรวมเสียง สส. ได้ 288 เสียงนั้น นายประเสริฐกล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะทั้งพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ

ส่วนที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น อย่าเพิ่งสรุปว่าจะมี สส.ของเพื่อไทย ย้ายตามไปกว่า 10 คนตามที่กล่าวอ้าง และเชื่อว่าเป็นการคิดไปเองโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งการตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่ายเช่นนั้น พร้อมย้ำว่ายังมั่นใจใน สส. ของพรรคเพื่อไทยทุกคน

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงแนวทางการพูดคุยกับพรรคประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยเปิดกว้างและพร้อมจะมีการหารือ ส่วนข้อเสนอเรื่องการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าไม่มีอะไรติดขัดและสามารถพูดคุยในรายละเอียดได้ เนื่องจากนโยบายและแนวทางของทั้งสองพรรคมีความคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง

นายประเสริฐ ยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้คือ นายชัยเกษม นิติศิริ ตามที่ที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลอื่นนั้น ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ สำหรับประเด็นการยุบสภา นายประเสริฐ กล่าวว่า จะต้องมีการตรวจสอบข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อนว่า นายกรัฐมนตรีรักษาการมีอำนาจดังกล่าวหรือไม่

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้ารวมเสียงตั้งรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ เกิดขึ้น การณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่ และจะมีพรรคใดเข้าร่วมรัฐบาลบ้าง

การรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย เช่น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดองในชาติ และการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ และการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน หากพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้สำเร็จ ก็จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ความท้าทายในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีความมั่นใจในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคและความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ:

  • การเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ: พรรคเพื่อไทยจะต้องเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจต้องมีการประนีประนอมและยอมเสียสละบางส่วน
  • ความขัดแย้งในประเด็นต่างๆ: พรรคการเมืองแต่ละพรรคอาจมีแนวคิดและนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล
  • แรงกดดันจากภายนอก: พรรคเพื่อไทยอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม และสื่อมวลชน

เพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ พรรคเพื่อไทยจะต้อง:

  • มีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะประนีประนอม: พรรคเพื่อไทยจะต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองอื่นๆ และพร้อมที่จะประนีประนอมในประเด็นต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล
  • สร้างความเข้าใจร่วมกัน: พรรคเพื่อไทยจะต้องพยายามสร้างความเข้าใจร่วมกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน
  • รักษาความสามัคคีภายในพรรค: พรรคเพื่อไทยจะต้องรักษาความสามัคคีภายในพรรค และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายใน

การดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ และจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพได้

การเมืองไทยยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ บอกแนวคิด “ปชน.” ใกล้เคียง

Scroll to top